รู้ก่อนได้เปรียบกว่า! 5 วิธี Save Budget บน Google Ads

RA CONTENT MAY 9 C1 Blog Size [1200x628px] (3)

สถานการณ์โลกในตอนนี้ ไม่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินก็รู้ได้ทันทีว่าโลกกำลังอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ คนงานถูกเลิกจ้างเป็นจำนวนมากจากสาเหตุของการปิดตัวลงของบริษัทขนาดใหญ่ หรือแม้แต่ธุรกิจ SME ขนาดเล็ก – กลาง ก็ยังไปต่อไม่ไหวในหลากหลายอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามในซอกหลืบของเรื่องแย่ๆ ก็ยังมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นบ้าง ในขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่แต่ภายในบ้านส่งผลให้ยอดขายของอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซเพิ่มขึ้นถึง 25% 

ถึงแม้ตัวเลขต่างๆ จะบ่งชี้ว่าอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่เชื่อได้เลยว่าผู้ประกอบการธุรกิจอีคอมเมิร์ซส่วนใหญ่ก็ยังคงมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น คำถามที่มักจะวนเวียนอยู่ในหัวผู้ประกอบการเสมอคือ “ควรแบ่งงบการตลาดไว้มากน้อยแค่ไหนถึงจะประหยัดที่สุด” สำหรับในบทความนี้นำ 5 วิธีที่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจาก Google Ads กัน 

1. ใช้ Negative Keyword เพื่อกรองลูกค้า

หลายคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าการทำโฆษณาผ่าน Google Ads นักการตลาดหรือแบรนด์จะต้องจ่ายค่าบริการเสมอเมื่อมีการคลิกที่เกิดขึ้นจริง (CPC) ยิ่งถ้ามีคนคลิกมากเท่าไหร่ ก็ต้องจ่ายเงินกลับไปเท่านั้นตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ฟังดูแล้วก็เป็นเรื่องที่ดูจะสมเหตุสมผลถ้าคนที่คลิกจะเข้ามาเป็นลูกค้าทั้งหมด 100% แต่ในความเป็นจริงมันไม่เป็นเช่นนี้เสมอไป เนื่องจากในแต่ละคลิกอาจจะมีบางคนที่เผลอคลิกเข้ามาแล้วออกไปนั่นก็จะทำให้แบรนด์เสียเงินเพิ่มโดยไม่ได้อะไรกลับมา ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันไม่ให้คนที่ไม่ได้เข้าข่ายกลุ่มเป้าหมายมาคลิก โดยการเลือกใช้ Negative Keyword ถือเป็นตัวช่วยหนึ่งที่มีประโยชน์ในการช่วยเป็นตัวคัดกรองลูกค้า ให้แบรนด์ไม่เสียเงินกับกลุ่มคนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย เนื่องจาก Negative Keyword เป็นคีย์เวิร์ดที่ผู้สร้างโฆษณาไม่ต้องการที่จะโชว์โฆษณาให้กับคนที่ใช้คำเหล่านี้ในการค้นหาบน Google Search เช่น หากร้านเปิดขายเฉพาะแว่นตากันแดด ก็เพียงเลือกใช้ Negative Keyword ว่า “สายตา” เพื่อหลีกเลี่ยงคนค้นหาแว่นสายตานั่นเอง

2. ลองใช้ Dynamic Search Ads

การลงมือปรับปรุงประสิทธิภาพ Google Ads น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดงบประมาณและเพิ่มประสิทธิภาพ แต่มั่นใจหรือไม่ว่าแบรนด์มีเวลามากพอที่จะมานั่งวิเคราะห์รีพอร์ตต่างๆ คอยมานั่งตาม Conversions หรือแม้กระทั่งทำ A/B Testing กูเกิลจับจุดนี้และเข้าใจเป็นอย่างดีจึงได้เปิดตัวฟีเจอร์ Dynamic Search Ads เพื่อเข้ามาช่วยตอบโจทย์ให้กับนักการตลาดหรือแบรนด์ที่ต้องการประสิทธิภาพที่ดีขึ้นและลดเวลาในการทำงานลง

เพราะการทำโฆษณาแคมเปญของกลุ่มธุรกิจ E-Commerce ขนาดใหญ่ที่มีจำนวนสินค้าค่อนข้างเยอะ  อาจจะมีสินค้าจำนวนหลักหลายพันหรือหลายหมื่นชิ้นบนเว็บไซต์ อย่างเช่น Amazon, Shopee หรือ Lazada โดยส่วนมากนิยมการทำโฆษณาแบบ Dynamic Search Ads เนื่องจากเป็นการโฆษณาแบบการค้นหาที่เราไม่จำเป็นต้องใส่ Keyword ใดๆ เข้าไปในแคมเปญ แต่ระบบ AI จะจับคู่คำค้นหาที่เหมาะสมกับหน้า Landing Page บนเว็บไซต์ของเราให้อัตโนมัติ โดยขึ้นอยู่กับโครงสร้างในแต่ละเพจของเว็บไซต์เราว่าเกี่ยวข้องกับ Keyword อะไรบ้าง สำหรับใครที่อยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟีเจอร์ DSA สามารถอ่านได้ที่นี่ อย่างไรก็ตามนักการตลาดจำเป็นที่จะต้องหมั่นคอยตรวจสอบการสร้างโฆษณาแบบ DSA นี้เพื่อให้แน่ใจว่าการทำงานยังปกติไม่มีอะไรผิดพลาด เพราะแม้ว่าการทำงานของเอไอจะมีประสิทธิภาพ แต่หากขาดการควบคุมที่ดีก็อาจทำให้ทุกอย่างพังลงได้ในพริบตาเดียว

3. ปรับคะแนน Quality Score ให้สูงเข้าไว้

สำหรับแบรนด์หรือนักการตลาดที่มีประสบการณ์การทำ Google Ads มาก่อนคงคุ้นเคยกับ Quality Score กันเป็นอย่างดี แต่สำหรับใครที่ไม่รู้จัก Quality Score คือคะแนนคุณภาพที่ถูกจัดโดย Google เพื่อวัดผลคุณภาพและความสอดคล้องระหว่างคีย์เวิร์ดที่เลือกใช้กับแคมเปญโฆษณา โดยจะมีคะแนนตั้งแต่ 1 – 10  ซึ่งสูตรการคำนวณ Ad Rank ดูได้จากภาพด้านล่าง

อย่างที่เห็นในภาพ ไม่ใช่แค่คะแนนที่สูงจะบ่งบอกถึงคุณภาพของแคมเปญโฆษณาเท่านั้น แต่คะแนน Quality Score ยิ่งสูงก็จะยิ่งช่วยลดต้นทุนค่า CPC (Cost Per Click) ให้กับแคมเปญโฆษณาและยังช่วยให้โฆษณาถูกแสดงผลได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

4. เลิกหว่านแห! เจาะกลุ่มให้ตรงด้วย Custom Intent

ปัญหาเลือกใช้คีย์เวิร์ดแบบหว่านแหยังเป็นเรื่องที่พบเจอได้บ่อยกับนักการตลาดมือใหม่ ซึ่งนั่นถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง และจะกลายเป็นการเสียเงินไปอย่างเปล่าประโยชน์ การสร้างโฆษณาโดยกำหนดกลุ่มแบบ Broad Match อาจจะดูดีในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติจริงคงจะดีกว่าหากโฆษณาของเราจะไปแสดงผลให้กับคนที่สนใจสินค้าหรือบริการนั้นจริง นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ Google Ads มีฟีเจอร์ Custom Intent Audience ที่จะช่วยให้นักการตลาดหรือแบรนด์สามารถปรับกลุ่ม Audience ให้ตรงกับแคมเปญโฆษณา (สามารถอ่านเพิ่มเติมวิธีการสร้างได้ที่นี่)

5. ลองใช้เทคนิค Retargeting Ads

นักการตลาดมือใหม่ที่ใช้งาน Google Ads ส่วนใหญ่นิยมกำหนด Target Audience โดยอิงตามข้อมูลประเภท Demographic และพฤติกรรมการค้นหาของผู้ใช้เป็นหลัก แต่ยังมีอีกหนึ่งเคล็ดลับที่หลายคนไม่รู้แต่สามารถเพิ่มยอดขายได้ดี นั่นคือการทำ Retargeting Ads โดยจะเป็นการกำหนดเป้าหมายที่เคยโต้ตอบกับสินค้าหรือบริการในทางใดทางหนึ่ง ตามรายงานของ Criteo การทำ Retargeting Ads จะช่วยเพิ่ม Conversion Rate ได้มากถึง 43%

หากรู้สึกเบื่อที่จะต้องมาเสียค่าใช้จ่ายกับการโฆษณาให้กับคนที่อาจจะไม่ได้สนใจสินค้าหรือบริการของแบรนด์จริงและไม่มีโอกาสที่จะสร้าง Conversion ให้กับแคมเปญโฆษณา การลองใช้เทคนิค Retargeting Ads ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยให้การสร้างโฆษณาไปเน้นเป้าหมายเฉพาะที่เคยสนใจในแบรนด์มาก่อนแล้วเท่านั้นได้

อ่านมาถึงตรงนี้คงเจอวิธีที่น่าสนใจและลองนำไปปรับใช้กับแคมเปญโฆษณากันดูแล้วใช่ไหม นอกจาก 5 ข้อ ด้านบนแล้วยังมีอีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคืออย่าลืมเข้าไปตั้งค่าการแจ้งเตือนผ่านอีเมลของกูเกิลสำหรับการช่วยเหลือคำแนะนำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Campaign Maintenance Alerts, Disapproved Ads และ Policy Alerts เพราะนักการตลาดที่ดีควรที่จะอัปเดตข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของกูเกิลให้ไวที่สุดอยู่เสมอ

รับปรึกษาการทำ Digital Marketing ที่ Relevant Audience

Relevant Audience บริษัทที่ให้บริการเกี่ยวกับ Digital Performance Marketing Agency โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อให้บริการด้านการตลาดดิจิทัล ให้ธุรกิจเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์หรือบริการในเวลา สถานที่ และอุปกรณ์ที่เหมาะสม ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ บริการของเราครอบคลุมทั้ง Search Marketing, Social Media Ads, Search Ads และ SEO (Search Engine Optimization) ไปจนถึง Influencer Marketing และยังเป็นส่วนหนึ่งในโปรแกรม Google Partners อีกด้วย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 

โทร.: 02-038-5055 

อีเมล: info@relevantaudience.com เว็บไซต์: www.relevantaudience.com

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on tumblr

Related Articles

เมนู

We use cookies to improve your experience and performance on our website. for more information click here PDPA Policy You can manage your preferences by clicking Setting

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

You can choose cookie settings by on/off. Cookies of each type are available on request, except for essential cookies.

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า