ผลศึกษา Adalysis: โฆษณา Ad Strength สูงกว่าได้ impression มากกว่า แต่คอนเวอร์ชันดีกว่าแค่ 45% ของกรณี

ผลศึกษา Adalysis: โฆษณา Ad Strength สูงกว่าได้ impression มากกว่า แต่คอนเวอร์ชันดีกว่าแค่ 45% ของกรณี

Google AdsNovember 4, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • Adalysis วิเคราะห์บัญชี Google Ads มากกว่า 5,900 บัญชี ในผลศึกษาที่เผยแพร่เมื่อ 27 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นการศึกษาซ้ำจากงานวิจัย Ad Strength ปี 2565
  • ในกลุ่มโฆษณาที่มี RSA สองชิ้นที่ Ad Strength ต่างกัน โฆษณาคะแนนสูงกว่าได้การแสดงผลมากกว่าใน 63% ของกรณี เพิ่มจาก 56.8% ในปี 2565 และ 78% เมื่อ Excellent เจอ Poor
  • ในกลุ่มโฆษณาเหล่านี้ โฆษณาคะแนนสูงกว่ามี CPA สูงกว่า 11.8% และโฆษณาคะแนนต่ำกว่ามี CPI ดีกว่าใน 54.3% ของคู่
  • มีเพียง 44% ของโฆษณาไม่ปักหมุดที่มีพาดหัว 15 รายการขึ้นไปที่ได้ Excellent และการปักหมุดตั้งแต่สองตำแหน่งทำให้ได้ Excellent ไม่ได้
  • หน้าความช่วยเหลือของ Google ระบุว่า Ad Strength ไม่ได้ใช้คำนวณ Ad Rank, Quality Score หรือการชนะการประมูล

Adalysis บริษัทซอฟต์แวร์ด้าน PPC เผยแพร่ผลศึกษาข้อมูลเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ครอบคลุมบัญชี Google Ads มากกว่า 5,900 บัญชี พบว่าเมื่อกลุ่มโฆษณาหนึ่งมีโฆษณา Responsive Search Ads (RSA) สองชิ้นที่ได้คะแนนความแรงของโฆษณา (Ad Strength) ต่างกัน Google ให้การแสดงผลกับโฆษณาที่คะแนนสูงกว่ามากกว่าใน 63% ของกรณี แต่โฆษณาชิ้นนั้นมีอัตราคอนเวอร์ชันดีกว่าเพียง 45.1% ของกรณีเท่านั้น งานนี้เป็นการศึกษาซ้ำจากงานวิจัย Ad Strength ของ Adalysis เมื่อปี 2565 Search Engine Journal รายงานเรื่องนี้เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน โดยระบุว่าผู้เขียนคือ Brad Geddes ผู้ร่วมก่อตั้ง Adalysis สรุปสั้น ๆ คือ สำหรับโฆษณาที่ไม่ได้ปักหมุด (pin) คะแนนที่สูงขึ้นมักไปพร้อมกับผลลัพธ์ที่ดีขึ้น แต่ Adalysis ระบุว่าเมื่อเริ่มปักหมุดพาดหัว Ad Strength จะไม่ใช่แนวทางที่ดีในการสร้างโฆษณาอีกต่อไป

ผลศึกษา Ad Strength ของ Adalysis วัดอะไรบ้าง

Adalysis ต้องการตอบห้าคำถามที่บริษัทระบุว่าผู้ลงโฆษณาถามบ่อยที่สุด ได้แก่ คะแนน Excellent คุ้มที่จะไล่ตามหรือไม่ Ad Strength สัมพันธ์กับจำนวนการแสดงผลและอัตราคอนเวอร์ชันอย่างไร ต้องทำอะไรจึงจะได้ Excellent การปักหมุดส่งผลต่อ Ad Strength อย่างไร และจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อโฆษณาในกลุ่มโฆษณาเดียวกันได้คะแนนต่างกัน

ผลศึกษาใช้ตัวชี้วัด CPI ซึ่ง Adalysis เรียกว่าเป็นหนึ่งในตัววัดประสิทธิภาพโฆษณาที่ดีที่สุด คือจำนวนคอนเวอร์ชันต่อการแสดงผล 1,000 ครั้ง ซึ่งรวม CTR และอัตราคอนเวอร์ชันไว้ในตัวเลขเดียว และรายงานทั้งข้อมูลแบบถ่วงน้ำหนัก ที่โฆษณาซึ่งมีการแสดงผลมากจะมีน้ำหนักมากกว่า และข้อมูลแบบไม่ถ่วงน้ำหนัก ที่โฆษณาทุกชิ้นนับเท่ากัน เพื่อไม่ให้โฆษณาที่มีการแสดงผลหลายล้านครั้งกลบโฆษณาขนาดเล็ก

ตามส่วน "About the data" ของผลศึกษา โฆษณาต้องทำงานอย่างน้อย 30 วันและมีการแสดงผลอย่างน้อย 250 ครั้ง กลุ่มโฆษณาต้องมีคอนเวอร์ชันอย่างน้อยหนึ่งครั้งเพื่อให้มั่นใจว่าการติดตามทำงาน ไม่รวมโฆษณาที่เป็นแบรนด์ ตัดโฆษณาที่มีข้อมูลผิดปกติ เช่น อัตราคอนเวอร์ชัน 100% ออก และไม่รวมแคมเปญที่ใช้ final URL expansion เพราะฟีเจอร์นี้อาจไม่สนใจการปักหมุด

โฆษณาที่ไม่ปักหมุด: Ad Strength สูงขึ้น ผลลัพธ์ดีขึ้น

สำหรับโฆษณาที่ไม่ปักหมุดบนคำค้นหาที่ไม่ใช่แบรนด์ Adalysis รายงานว่า CTR เพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ Ad Strength ขยับขึ้นหนึ่งระดับ อัตราคอนเวอร์ชันก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในแต่ละระดับ ยกเว้นช่วงจาก Poor ไป Average และเพราะ CTR ดีขึ้นมาก CPI จึงเพิ่มขึ้นทุกระดับ ผลศึกษาระบุว่าการวิเคราะห์แบบถ่วงน้ำหนักและไม่ถ่วงน้ำหนักให้ผลใกล้เคียงกันมาก

โฆษณาที่ได้ Excellent คิดเป็น 33% ของโฆษณาที่ไม่ปักหมุดทั้งหมดในชุดข้อมูล ข้อสรุปของ Adalysis สำหรับกลุ่มนี้ตรงไปตรงมา คือถ้าไม่ปักหมุด ให้ตั้งเป้าที่ Excellent

การได้ Excellent ต้องอาศัยความหลากหลาย ไม่ใช่แค่จำนวน มีเพียง 44% ของโฆษณาที่มีพาดหัว 15 รายการขึ้นไปที่ได้ Excellent และเพียง 49% ของโฆษณาที่มีพาดหัว 16 รายการขึ้นไป (บางโฆษณามีพาดหัวเกิน 15 รายการเมื่อเปิดใช้ชิ้นงานที่สร้างอัตโนมัติ โดยโฆษณาที่มีมากที่สุดในผลศึกษามี 62 รายการ) กรณีสุดขั้วคือโฆษณาที่มีชิ้นงาน 38 รายการแต่ได้คะแนน Poor Adalysis แนะนำให้ใช้พาดหัวที่ต่างกันอย่างน้อย 11 รายการ ผสมทั้งพาดหัวที่เกี่ยวกับคีย์เวิร์ด ประโยชน์ คุณสมบัติ คำกระตุ้นให้ดำเนินการ และข้อความที่แสดงความน่าเชื่อถือ

โฆษณาที่ปักหมุด: การปักหมุดเปลี่ยน Ad Strength อย่างไร

การปักหมุดมักทำให้ Ad Strength ลดลง เพราะ Google นับจำนวนบรรทัดที่ไม่ซ้ำกันได้น้อยลง ในกลุ่มโฆษณาที่ปักหมุด Ad Strength ที่สูงขึ้นยังช่วยให้ CPI ดีขึ้นในทุกรูปแบบการปักหมุด ยกเว้นโฆษณาที่ปักหมุดครบทุกพาดหัว ข้อค้นพบเรื่องการปักหมุดเป็นส่วนที่เจาะจงที่สุดของผลศึกษา

  • โฆษณาที่ปักหมุดเฉพาะพาดหัวที่ 2 มี CPI และอัตราคอนเวอร์ชันต่ำกว่าโฆษณาที่ปักหมุดพาดหัวที่ 1 หรือพาดหัวที่ 1 และ 2 Adalysis อธิบายว่าชิ้นงานที่ปักหมุดไว้ที่พาดหัวที่ 2 มักใช้คัดกรองผู้ใช้ ซึ่งพบบ่อยในธุรกิจ B2B
  • โฆษณาที่ปักหมุดพาดหัวที่ 3 ร่วมกับพาดหัวที่ 1 หรือ 2 มี CTR สูงที่สุด แต่มีอัตราคอนเวอร์ชันต่ำที่สุด ซึ่งผลศึกษาระบุว่าอธิบายได้ยากกว่า
  • โฆษณาที่ปักหมุดครบทุกตำแหน่งและได้คะแนน Poor โดยปักพาดหัวเดียวต่อหนึ่งตำแหน่ง มีอัตราคอนเวอร์ชันสูงที่สุด Adalysis อธิบายว่าเป็นเพราะผู้ลงโฆษณากลุ่มนี้ ซึ่งผลศึกษาเรื่องการปักหมุดก่อนหน้าพบว่ามักเป็นกลุ่มที่ทดสอบโฆษณาอย่างจริงจังที่สุด
  • ถ้าปักหมุดตั้งแต่สองตำแหน่งขึ้นไป โฆษณาจะไม่สามารถได้ Excellent ถ้าปักหมุดชิ้นงานสามชิ้นขึ้นไปไว้ที่ตำแหน่งเดียว ยังมีโอกาสได้ Excellent แต่ถ้าปักเพียงหนึ่งหรือสองชิ้น จะได้สูงสุดแค่ Good
  • ถ้าไม่ปักหมุด โฆษณาได้ Good ด้วยชิ้นงานเพียง 7 ชิ้น เมื่อปักหมุด จำนวนขั้นต่ำเพิ่มเป็น 10 ชิ้น สำหรับโฆษณาที่ปักหมุดครบทั้งสามพาดหัว Adalysis แนะนำให้ตั้งเป้าที่ 13 ชิ้นงาน

ผลศึกษายังรายงานว่า Google ให้น้ำหนักตำแหน่งพาดหัวต่างกันเมื่อมีการปักหมุด โดยพาดหัวที่ 1 มีน้ำหนักมากที่สุด ตามด้วยพาดหัวที่ 2 และให้ความสำคัญกับพาดหัวที่ 3 น้อยกว่ามาก

สองโฆษณาในกลุ่มเดียว: ใครได้การแสดงผล

การทดสอบภายในกลุ่มโฆษณาของผลศึกษาแยกเฉพาะกลุ่มโฆษณาที่มี RSA ทำงานอยู่สองชิ้นพอดีและได้ Ad Strength ต่างกัน ใช้การกำหนดเป้าหมายเดียวกันและเกณฑ์ข้อมูลเดิม วิเคราะห์แบบไม่ถ่วงน้ำหนัก

ตารางด้านล่างเทียบผลปี 2569 กับผลศึกษาของ Adalysis เมื่อปี 2565 ตามที่ผลศึกษารายงาน

สองโฆษณาในกลุ่มเดียว: ใครได้การแสดงผล
ผลในกลุ่มโฆษณาที่มีสองโฆษณาผลศึกษาปี 2565ผลศึกษาปี 2569
โฆษณาคะแนนสูงกว่าได้การแสดงผลมากกว่า56.8% ของกลุ่มโฆษณา63% ของกลุ่มโฆษณา
โฆษณาคะแนนสูงกว่ามี CTR สูงกว่า48.5% ของกลุ่มโฆษณา52.5% ของกลุ่มโฆษณา
โฆษณาคะแนนสูงกว่ามีอัตราคอนเวอร์ชันสูงกว่า45.8% ของกลุ่มโฆษณา45.1% ของกลุ่มโฆษณา
โฆษณาคะแนนสูงกว่ามี CPI สูงกว่าไม่ได้เปรียบเทียบ45.7% ของกลุ่มโฆษณา
โฆษณาที่มี CPA ต่ำกว่าไม่ได้เปรียบเทียบโฆษณาคะแนนต่ำกว่าชนะใน 51.5%

ยิ่งคะแนนห่างกันมาก โฆษณาที่คะแนนสูงกว่ายิ่งได้การแสดงผลมากกว่าบ่อยขึ้น โฆษณา Excellent ได้การแสดงผลมากกว่าโฆษณา Poor ใน 78% ของกลุ่มโฆษณา โฆษณาที่คะแนนห่างกันสองระดับ เช่น Excellent กับ Average หรือ Good กับ Poor โฆษณาที่คะแนนสูงกว่าชนะ 66% ของกรณี คู่ที่ใกล้กันที่สุดคือ Good กับ Average โฆษณาที่คะแนนสูงกว่าชนะ 59% โดยรวมแล้ว โฆษณาที่คะแนนสูงกว่าได้การแสดงผลมากกว่าโฆษณาที่คะแนนต่ำกว่า 63%

แต่ผลลัพธ์ไปในทางตรงข้าม โฆษณาที่คะแนนต่ำกว่าคอนเวอร์ชันดีกว่าใน 55% ของกลุ่มโฆษณา และอัตราคอนเวอร์ชันต่างกัน 9.2% ตามตัวอย่างในผลศึกษา ถ้าโฆษณาที่คะแนนต่ำกว่ามีอัตราคอนเวอร์ชัน 5% โฆษณาที่คะแนนสูงกว่าจะอยู่ที่ 4.59% ในด้าน CPI โฆษณาที่คะแนนต่ำกว่าชนะใน 54.3% ของกลุ่มโฆษณา ในด้านต้นทุน โฆษณาที่คะแนนต่ำกว่ามี CPA ต่ำกว่าใน 51.5% ของกลุ่มโฆษณา และเมื่อรวมทุกกลุ่มโฆษณา โฆษณาที่คะแนนสูงกว่ามี CPA สูงกว่า 11.8% หรือ 111.80 ดอลลาร์เทียบกับ 100 ดอลลาร์ตามตัวอย่างในผลศึกษา

Adalysis ระบุว่าการปักหมุดอธิบายผลนี้ได้มาก ในกลุ่มโฆษณาที่คะแนนต่างกันส่วนใหญ่ จะมีโฆษณาชิ้นหนึ่งที่ปักหมุดและอีกชิ้นที่ไม่ปัก และโฆษณาที่ปักหมุดมักได้คะแนนต่ำกว่าแต่มีอัตราคอนเวอร์ชันสูงกว่า

Google พูดถึง Ad Strength ไว้อย่างไร

หน้าความช่วยเหลือของ Google ชื่อ "About Ad Strength for responsive search ads" อธิบายว่าคะแนนนี้เป็นข้อเสนอแนะเกี่ยวกับประสิทธิภาพที่เป็นไปได้ของโฆษณา มีระดับตั้งแต่ Incomplete และ Poor ไปจนถึง Average, Good และ Excellent หน้าดังกล่าวระบุว่าคะแนน Ad Strength ไม่ได้มีผลโดยตรงต่อสิทธิ์การแสดงโฆษณา และระบุว่าความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือการคิดว่า Ad Strength ถูกใช้ในการประมูล โดยยืนยันว่าไม่ได้ใช้คำนวณ Ad Rank, Quality Score หรือการชนะการประมูล หน้าเดียวกันระบุว่าผู้ลงโฆษณาที่ปรับ Ad Strength จาก Poor เป็น Excellent ได้คอนเวอร์ชันเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15% แนะนำให้มี RSA ที่ได้ Good หรือ Excellent อย่างน้อยสองชิ้นต่อกลุ่มโฆษณา และแนะนำให้ปักหมุดเท่าที่จำเป็น โดยถ้าต้องปัก ให้ปักชิ้นงานที่ไม่ซ้ำกันหลายชิ้นไว้ที่ตำแหน่งเดียวกัน

Search Engine Journal ยังอ้างถึง Ginny Marvin ผู้ประสานงานด้านผลิตภัณฑ์ Google Ads ที่เขียนบน X เมื่อเดือนมีนาคม 2567 ว่า Ad Strength ไม่ได้ถูกใช้โดยตรงในการประมูล ส่วนข้อสรุปของ Adalysis คือ Google เพิ่มการพึ่งพา Ad Strength ในการตัดสินว่าจะแสดงโฆษณาชิ้นใดในการประมูลมากขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้อสรุปนี้เป็นการตีความข้อมูลเชิงสังเกตของ Adalysis คำยืนยันของ Google พูดถึงสิ่งที่ใช้ในการประมูล ส่วนผลศึกษาวัดว่าโฆษณาชิ้นไหนได้การแสดงผลในที่สุด ทั้งสองอย่างจึงเป็นจริงพร้อมกันได้ และผลศึกษาไม่ได้แสดงกลไกเบื้องหลังรูปแบบการแสดงผลนี้

สิ่งที่ผลศึกษาไม่ได้บอก

Adalysis ไม่ได้ระบุว่าบัญชี 5,900 บัญชีมาจากประเทศหรืออุตสาหกรรมใด จึงไม่ควรอ่านชุดข้อมูลนี้เป็นภาพของตลาดใดตลาดหนึ่ง ผลศึกษาเป็นเชิงสังเกต แสดงว่าโฆษณาที่ได้คะแนนต่างกันมีผลลัพธ์อย่างไร แต่ไม่ได้บอกว่าทำไม Google จึงแสดงโฆษณาแบบนั้น ไม่รวมโฆษณาที่เป็นแบรนด์และแคมเปญที่ใช้ final URL expansion ไม่ได้เปรียบเทียบ ROAS หรือ CPA ในข้อมูลภาพรวม ซึ่ง Adalysis ระบุว่าจะไม่มีความหมายเมื่อบัญชีมีต้นทุนต่างกันมาก โดยเปรียบเทียบ CPA เฉพาะภายในกลุ่มโฆษณาเท่านั้น และเนื่องจาก Adalysis ขายซอฟต์แวร์ทดสอบโฆษณา ผู้อ่านควรทราบว่าคำแนะนำในผลศึกษาเอนไปทางการทดสอบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่เครื่องมือของบริษัททำ ส่วนตัวเลขทั้งหมดเป็นของผลศึกษาเองและมีการอธิบายวิธีการไว้

สิ่งที่ควรตรวจในบัญชี Google Ads ของคุณ

ขั้นตอนด้านล่างเป็นบทวิเคราะห์ที่ต่อยอดจากผลศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำจาก Google

  • แยก RSA ตามสถานะการปักหมุดก่อน ผลศึกษาแสดงว่า Ad Strength มีความหมายต่างกันสำหรับโฆษณาที่ไม่ปักหมุด ปักหมุดบางส่วน และปักหมุดทั้งหมด ควรประเมินแต่ละกลุ่มแยกกัน
  • ดันโฆษณาที่ไม่ปักหมุดไปที่ Excellent ด้วยพาดหัวที่แตกต่างกัน เกณฑ์ขั้นต่ำของ Adalysis คือพาดหัวที่ต่างกัน 11 รายการ ถ้าโฆษณาที่ไม่ปักหมุดมีพาดหัว 15 รายการแต่คะแนนยังต่ำ สาเหตุที่เป็นไปได้คือเนื้อหาซ้ำกัน เมื่อดูจากตัวเลข 44%
  • สร้างโฆษณาที่ปักหมุดใหม่ตามลำดับของ Adalysis ถอดหมุดออก แก้ไขจนได้ Excellent ปักหมุดกลับ แล้วแก้ไขต่อจนโฆษณาได้อย่างน้อย Average (หรือ Good ถ้าปักหมุดพาดหัวเดียว)
  • อ่านผลการทดสอบที่คะแนนต่างกันจาก CPI และ CPA ไม่ใช่จำนวนการแสดงผล เมื่อโฆษณาที่คะแนนสูงกว่าได้การแสดงผลมากกว่าใน 63% ของกลุ่มโฆษณา โฆษณาที่คะแนนต่ำกว่าอาจต้องใช้เวลานานกว่ามากจึงจะถึงนัยสำคัญทางสถิติ
  • อย่าหยุดโฆษณาที่คอนเวอร์ชันได้ดีเพียงเพราะคะแนน ในข้อมูลนี้ โฆษณาที่คะแนนต่ำกว่ามีอัตราคอนเวอร์ชันดีกว่าใน 55% ของคู่

การตรวจเหล่านี้ต้องอาศัยข้อมูลคอนเวอร์ชันที่ถูกต้อง หากการติดตามยังไม่แน่นอน ควรเริ่มจาก การตั้งค่า GA4 และตรวจสอบการติดตามคอนเวอร์ชัน ก่อนทดสอบโฆษณาใด ๆ สำหรับการทดสอบ RSA และโครงสร้างบัญชีอย่างต่อเนื่อง ดูได้ที่ บริการดูแลโฆษณา Google Ads

ความหมายสำหรับนักการตลาดไทย

ผลศึกษาไม่ได้ระบุว่ามีบัญชีจากไทยอยู่ในข้อมูลหรือไม่ ตัวเลขเปอร์เซ็นต์จึงเป็นข้อมูลอ้างอิงระดับโลก ไม่ใช่เกณฑ์เทียบของไทย แต่ประเด็นที่นำไปใช้ได้จริงยังเหมือนเดิม ผู้ลงโฆษณาไทยที่ปักหมุดพาดหัวด้วยเหตุผลด้านข้อกำหนด ราคา หรือแบรนด์ ควรคาดว่าคะแนนจะต่ำลง และควรประเมินโฆษณาเหล่านั้นจากคอนเวอร์ชันและ CPA โฆษณา RSA ที่คอนเวอร์ชันดีแต่ได้คะแนน Poor ควรตรวจ CPA ก่อนที่ใครจะเปลี่ยนมันทิ้ง

คำถามที่พบบ่อย: Ad Strength ของ Google Ads และประสิทธิภาพ RSA

Ad Strength ที่สูงขึ้นหมายถึงผลลัพธ์ Google Ads ที่ดีขึ้นหรือไม่

สำหรับโฆษณาที่ไม่ปักหมุด โดยทั่วไปใช่ Adalysis พบว่า CTR, CPI และอัตราคอนเวอร์ชัน (ยกเว้นจุดเล็ก ๆ จุดเดียว) เพิ่มขึ้นตาม Ad Strength ข้อยกเว้นคือโฆษณาที่ปักหมุดครบทุกตำแหน่ง ซึ่งโฆษณาที่ได้ Poor มีอัตราคอนเวอร์ชันสูงที่สุด และกลุ่มโฆษณาที่ทดสอบสองโฆษณาที่คะแนนต่างกัน ซึ่งโฆษณาคะแนนต่ำกว่ามักคอนเวอร์ชันดีกว่า

Google แสดงโฆษณาที่ Ad Strength สูงกว่าบ่อยกว่าหรือไม่

ในข้อมูลของ Adalysis ใช่ โฆษณาที่คะแนนสูงกว่าได้การแสดงผลมากกว่าใน 63% ของกลุ่มโฆษณาที่มีสองโฆษณา และ 78% เมื่อ Excellent จับคู่กับ Poor ทั้งนี้ Google ระบุว่า Ad Strength ไม่ได้ใช้คำนวณ Ad Rank, Quality Score หรือการชนะการประมูล

ควรเลิกปักหมุดพาดหัวเพื่อให้ได้ Excellent หรือไม่

ไม่จำเป็น ในผลศึกษา โฆษณาที่ปักหมุดครบทุกตำแหน่งและได้ Poor มีอัตราคอนเวอร์ชันสูงที่สุด Adalysis แนะนำว่าถ้าจะปักหมุด ให้ปักหลายชิ้นงานต่อตำแหน่ง และระบุว่าผู้ที่ทดสอบโฆษณาอย่างเข้มงวดสามารถประเมินโฆษณาที่ปักหมุดครบทุกตำแหน่งจากผลลัพธ์ ไม่ใช่จากคะแนน

ต้องมีพาดหัวกี่รายการจึงจะได้ Excellent

Adalysis แนะนำพาดหัวที่ต่างกันอย่างน้อย 11 รายการสำหรับโฆษณาที่ไม่ปักหมุด แต่จำนวนอย่างเดียวไม่พอ มีเพียง 44% ของโฆษณาที่มีพาดหัว 15 รายการขึ้นไปที่ได้ Excellent

ผลศึกษานี้ใช้กับบัญชี Google Ads ในประเทศไทยได้หรือไม่

Adalysis ไม่ได้ระบุว่าบัญชีกว่า 5,900 บัญชีอยู่ในประเทศใด จึงควรใช้ตัวเลขเปอร์เซ็นต์เป็นจุดอ้างอิง แล้วทดสอบกับข้อมูลคอนเวอร์ชันของบัญชีตัวเอง

ผลศึกษาฉบับเต็มพร้อมกราฟและเกณฑ์ข้อมูลอยู่บน บล็อกของ Adalysis หากต้องการให้ช่วยดูว่าการปักหมุดและ Ad Strength ส่งผลต่อ RSA ของคุณอย่างไร Relevant Audience พร้อมช่วยรีวิวแคมเปญ Search ไปกับคุณ

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์:

อ่านบทความของเราเป็นประจำใช่ไหม เพิ่ม Relevant Audience เป็นแหล่งข้อมูลที่คุณเลือก เพื่อให้บทความของเราปรากฏในผลการค้นหา Google ของคุณมากขึ้น