สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- Google Ads ไม่มีข้อผูกมัดขั้นต่ำในการใช้จ่าย คุณตั้งงบเฉลี่ยต่อวันของแต่ละแคมเปญเอง และถ้ามีงบรายเดือน ให้หารด้วย 30.4 เพื่อได้งบต่อวัน
- ในวันที่มีการค้นหามาก แคมเปญอาจใช้เงินได้สูงสุดสองเท่าของงบเฉลี่ยต่อวัน แต่ยอดเรียกเก็บทั้งเดือนจะไม่เกิน 30.4 เท่าของงบต่อวัน
- Exact match ใช้วงเล็บเหลี่ยม [ ] phrase match ใช้เครื่องหมายคำพูด " " broad match ไม่มีเครื่องหมาย และ Google แนะนำให้ใช้ broad match คู่กับ Smart Bidding
- ตั้งค่าและทดสอบ conversion (Google tag หรือ key event จาก GA4) ก่อนเปิดแคมเปญ และถ้าลูกค้าติดต่อผ่าน LINE หรือโทร ควรนับการคลิกปุ่มเหล่านั้นด้วย
สอนยิงแอด Google Ads แบบสั้นที่สุดคือ เปิดบัญชีด้วย Google Account ตั้งค่าการเรียกเก็บเงิน ติดตั้ง conversion ให้เสร็จก่อน แล้วค่อยสร้างแคมเปญ Search ที่มีคีย์เวิร์ดไม่กี่กลุ่ม งบรายวันที่รับได้ และหน้า landing page ที่ตรงกับสิ่งที่คนค้นหา Google Ads ไม่มีขั้นต่ำในการใช้จ่าย คุณกำหนดงบเองได้ แต่ถ้างบน้อยเกินไปจนได้คลิกไม่กี่ครั้งต่อสัปดาห์ ระบบก็แทบไม่มีข้อมูลให้เรียนรู้
บทความนี้เขียนสำหรับเจ้าของธุรกิจและนักการตลาดที่อยากลองยิงแอด Google เอง และอยากรู้ว่าแต่ละขั้นตอนมีกลไกอะไรอยู่ข้างหลัง ถ้าคุณกำลังมองหาภาพรวมของการยิงแอดโซเชียลอย่าง Facebook เนื้อหาจะต่างจากนี้มาก เพราะ Google Ads ฝั่ง Search ทำงานจากสิ่งที่คนพิมพ์ค้นหา ไม่ใช่จากความสนใจที่แพลตฟอร์มเดาให้
ยิงแอด Google Ads เองทีละขั้นตอน
ลำดับที่ใช้ได้จริงสำหรับมือใหม่มีเจ็ดขั้น ทำตามลำดับนี้แล้วจะเลี่ยงปัญหาที่พบบ่อยที่สุด คือแคมเปญวิ่งไปหลายวันโดยไม่มีใครรู้ว่าได้ลูกค้าจริงกี่ราย
- เตรียมหน้าปลายทาง หนึ่งหน้าต่อหนึ่งข้อเสนอ เช่น หน้าบริการซ่อมแอร์ ไม่ใช่หน้าแรกของเว็บ หน้าต้องโหลดเร็วบนมือถือ มีปุ่มโทร ปุ่มแอด LINE หรือฟอร์มที่เห็นได้ทันที
- เปิดบัญชี Google Ads ด้วย Google Account ของบริษัท ไม่ใช่อีเมลส่วนตัวของพนักงานคนใดคนหนึ่ง
- ตั้งค่าการเรียกเก็บเงิน ใส่ข้อมูลธุรกิจและวิธีชำระเงิน ตรวจชื่อบริษัทและที่อยู่ให้ตรงกับเอกสารที่จะใช้ออกใบกำกับภาษี
- ติดตั้ง conversion สร้าง conversion action สำหรับสิ่งที่นับเป็นผลลัพธ์จริง เช่น ส่งฟอร์ม กดโทร หรือซื้อสินค้า แล้วทดสอบว่ายิงขึ้นจริง
- ทำรายการคีย์เวิร์ด ด้วย Keyword Planner ที่อยู่ในบัญชี Google Ads แบ่งเป็นกลุ่มตามความตั้งใจ ไม่ใช่ตามความยาวของคำ
- สร้างแคมเปญ Search หนึ่งแคมเปญ สองถึงสี่ ad group แต่ละกลุ่มมีโฆษณาแบบ Responsive Search Ad ที่พูดถึงคีย์เวิร์ดของกลุ่มนั้นโดยตรง
- ดูรายงานคำค้นหา ทุกสองสามวันในช่วงแรก เพิ่มคีย์เวิร์ดเชิงลบสำหรับคำที่ไม่เกี่ยวข้อง
ข้อ 1 และข้อ 4 ข้ามได้ง่าย เพราะไม่ได้อยู่ในหน้าจอสร้างแคมเปญโดยตรง จึงดูเหมือนเป็นงานเสริม แต่ถ้าไม่มีหน้าปลายทางที่ดี เงินค่าคลิกจะหายไปกับคนที่เข้ามาแล้วออกทันที และถ้าไม่มี conversion คุณจะเลือกคีย์เวิร์ดที่ดีไม่ได้เลย เพราะเห็นแค่จำนวนคลิก
เปิดบัญชี Google Ads ต้องใช้อะไร
สิ่งที่ต้องมีจริง ๆ มีไม่มาก แต่การเตรียมให้ครบตั้งแต่แรกช่วยลดปัญหาตอนบัญชีถูกขอให้ยืนยันตัวตนภายหลัง
- Google Account ที่บริษัทเป็นเจ้าของ แนะนำให้ใช้อีเมลโดเมนบริษัท แล้วเพิ่มสิทธิ์ผู้ใช้คนอื่นเข้าไปแทนการแชร์รหัสผ่าน
- เว็บไซต์หรือหน้า landing page ที่เป็นของคุณ และมีข้อมูลติดต่อธุรกิจชัดเจน
- ข้อมูลธุรกิจสำหรับการเรียกเก็บเงิน ชื่อนิติบุคคลหรือชื่อบุคคล ที่อยู่ และวิธีชำระเงินที่บัญชีรองรับในประเทศของคุณ
- เอกสารยืนยันตัวตนหรือข้อมูลบริษัท Google อาจขอให้ผู้ลงโฆษณายืนยันตัวตนผ่านโปรแกรม advertiser verification ซึ่งใช้ข้อมูลทางกฎหมายของธุรกิจ จึงควรใช้ชื่อที่ตรงกับเอกสารตั้งแต่วันแรก
ตอนสร้างบัญชีใหม่ ระบบอาจพาคุณเข้าขั้นตอนสร้างแคมเปญแบบอัตโนมัติทันที ถ้ายังไม่พร้อมเรื่อง conversion ให้มองหาตัวเลือกที่ให้สร้างบัญชีโดยยังไม่สร้างแคมเปญ หรือสลับไปโหมดผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้คุณเห็นการตั้งค่าทุกตัวเอง
เรื่องสิทธิ์การเป็นเจ้าของสำคัญกว่าที่คิด ถ้าวันหนึ่งคุณจ้างเอเจนซี่หรือฟรีแลนซ์ ควรให้เขาเข้าถึงผ่านการเพิ่มผู้ใช้หรือการเชื่อมบัญชีผู้จัดการ ไม่ใช่ให้เขาเปิดบัญชีใหม่ในชื่อของเขา เพราะประวัติ ข้อมูล conversion และรายการคีย์เวิร์ดทั้งหมดจะอยู่กับบัญชีนั้น
งบวันละเท่าไหร่สำหรับมือใหม่
Google Ads ไม่มีข้อผูกมัดขั้นต่ำในการใช้จ่าย คุณตั้งงบเฉลี่ยต่อวันของแต่ละแคมเปญเองได้ สิ่งที่มือใหม่ต้องเข้าใจคือกลไกของงบเฉลี่ยต่อวัน ซึ่งไม่ได้แปลว่าระบบจะใช้เงินเท่ากันทุกวัน
- ในวันที่มีการค้นหามาก แคมเปญอาจใช้เงินได้สูงสุดประมาณสองเท่าของงบเฉลี่ยต่อวัน
- ในรอบหนึ่งเดือน ยอดที่ถูกเรียกเก็บจะไม่เกิน 30.4 เท่าของงบเฉลี่ยต่อวัน ซึ่งคือจำนวนวันเฉลี่ยต่อเดือน
- ถ้ามีงบเป็นรายเดือน ให้หารด้วย 30.4 เพื่อได้งบเฉลี่ยต่อวัน
ตัวอย่างประกอบ (ตัวเลขสมมติ): ร้านซ่อมแอร์ตั้งงบเฉลี่ย 300 บาทต่อวัน บางวันระบบอาจใช้ถึง 600 บาท บางวันใช้แค่ 150 บาท แต่ทั้งเดือนจะไม่เกิน 300 x 30.4 = 9,120 บาท ถ้าเจ้าของร้านมีงบรายเดือน 6,000 บาท งบต่อวันที่ควรตั้งคือ 6,000 / 30.4 หรือประมาณ 197 บาท
วิธีคิดงบเริ่มต้นที่มีเหตุผลกว่าการเดาคือย้อนจากต้นทุนต่อคลิก ใช้ Keyword Planner ดูช่วงราคาประมูลของคีย์เวิร์ดหลัก แล้วถามตัวเองว่าอยากได้คลิกวันละกี่ครั้ง ตัวอย่างประกอบ (ตัวเลขสมมติ): ถ้าคีย์เวิร์ดหลักมีต้นทุนต่อคลิกประมาณ 15 บาท และอยากได้คลิกวันละ 20 ครั้ง งบที่ต้องใช้คือราว 300 บาทต่อวัน ถ้าเว็บแปลงคลิกเป็นลูกค้าได้ 5 เปอร์เซ็นต์ คุณจะได้ลูกค้าประมาณหนึ่งรายต่อวัน ตัวเลขชุดนี้ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยตลาด ใช้เพื่อดูวิธีคำนวณเท่านั้น ต้นทุนจริงขึ้นกับอุตสาหกรรม พื้นที่ และคู่แข่งในการประมูล
สัญญาณว่างบน้อยเกินไปคือแคมเปญขึ้นสถานะจำกัดด้วยงบประมาณเกือบทุกวันตั้งแต่ช่วงเช้า หรือได้คลิกไม่กี่ครั้งต่อสัปดาห์ ในกรณีนั้นการลดจำนวนคีย์เวิร์ดให้เหลือเฉพาะคำที่ใกล้การซื้อที่สุดมักได้ผลดีกว่าการกระจายเงินน้อย ๆ ไปหลายสิบคำ
เลือก Search หรือ PMax
สำหรับคนที่เริ่มยิงแอด Google ครั้งแรก แคมเปญ Search มักเป็นจุดเริ่มที่เข้าใจง่ายกว่า เพราะคุณเลือกคีย์เวิร์ดเอง เห็นคำค้นหาที่ทำให้โฆษณาแสดง และควบคุมข้อความโฆษณาได้ชัด
Performance Max หรือ PMax เป็นแคมเปญแบบตั้งเป้าหมาย Google อธิบายว่าแคมเปญเดียวเข้าถึงพื้นที่โฆษณาทั้งหมดของ Google Ads ได้ ทั้ง Search, YouTube, Display, Discover, Gmail และ Maps ระบบจะผสมชิ้นงาน การตั้งค่า และเป้าหมายการประมูลเพื่อหา conversion ให้ ขั้นตอนตั้งค่าจึงเริ่มจากการบอกระบบว่า conversion ไหนสำคัญ ถ้ายังไม่มีข้อมูล conversion ที่เชื่อถือได้ ระบบก็ไม่มีสัญญาณที่ดีให้ใช้
อีกเรื่องที่ควรรู้คือ ถ้าคำค้นหาตรงกับคีย์เวิร์ด exact match ในแคมเปญ Search แคมเปญ Search จะได้สิทธิ์แสดงก่อน PMax ส่วน search themes ใน PMax มีลำดับความสำคัญเท่ากับคีย์เวิร์ด phrase และ broad match การใช้สองแคมเปญคู่กันจึงต้องวางแผนว่าคำไหนอยากให้ Search ถือไว้
| เรื่องที่ต้องตัดสินใจ | แคมเปญ Search | Performance Max |
|---|---|---|
| คุณเลือกคีย์เวิร์ดเองไหม | เลือกเอง พร้อม match type | ไม่ได้ใช้คีย์เวิร์ดแบบเดิม ใช้ search themes และสัญญาณกลุ่มเป้าหมาย |
| แสดงที่ไหน | หน้าผลการค้นหาของ Google (และพาร์ทเนอร์ถ้าเปิดไว้) | Search, YouTube, Display, Discover, Gmail และ Maps |
| ต้องมี conversion ก่อนไหม | ควรมี ถ้าจะใช้ Smart Bidding | ตั้งค่าเริ่มจากเป้าหมาย conversion โดยตรง |
| ชิ้นงานที่ต้องเตรียม | ข้อความโฆษณาและส่วนขยาย | ข้อความ รูปภาพ โลโก้ และวิดีโอถ้ามี |
| เหมาะกับมือใหม่ช่วงแรกไหม | เหมาะ เพราะเห็นคำค้นหาและควบคุมได้ | เหมาะเมื่อ conversion ทำงานถูกต้องและมีชิ้นงานครบ |
เลือกคีย์เวิร์ดและ match type
คีย์เวิร์ดที่ดีสำหรับแคมเปญแรกคือคำที่คนพิมพ์ตอนพร้อมจะติดต่อหรือซื้อ เช่น "ซ่อมแอร์ บางนา" หรือ "รับทำบัญชี บริษัทเล็ก" ไม่ใช่คำกว้างอย่าง "แอร์" หรือ "บัญชี" ซึ่งรวมคนที่แค่อยากรู้ข้อมูล
Keyword Planner อยู่ในเมนูเครื่องมือของบัญชี Google Ads ใช้ได้โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ใช้หาคำใหม่จากคำตั้งต้นหรือจาก URL ของเว็บ และดูช่วงราคาประมูลโดยประมาณ ตัวเลขปริมาณการค้นหาเป็นค่าประมาณแบบช่วง ไม่ใช่ตัวเลขแน่นอน
Match type มีสามแบบ และตามที่ Google อธิบาย แบบที่กว้างกว่าจะครอบคลุมคำค้นหาทั้งหมดของแบบที่แคบกว่าบวกอีกมาก
- Broad match พิมพ์คำไปตรง ๆ โดยไม่มีเครื่องหมาย โฆษณาอาจแสดงกับคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ด Google แนะนำให้ใช้ broad match คู่กับ Smart Bidding
- Phrase match ใส่เครื่องหมายคำพูด เช่น "ซ่อมแอร์" โฆษณาอาจแสดงกับคำค้นหาที่มีความหมายของคีย์เวิร์ดนั้นอยู่
- Exact match ใส่วงเล็บเหลี่ยม เช่น [ซ่อมแอร์ บางนา] โฆษณาอาจแสดงกับคำค้นหาที่มีความหมายหรือความตั้งใจเดียวกับคีย์เวิร์ด ควบคุมได้มากที่สุดแต่เข้าถึงน้อยที่สุด
ถ้างบจำกัดและยังไม่มี conversion มากพอให้ Smart Bidding เรียนรู้ การเริ่มจาก phrase และ exact match ทำให้คุมได้ง่ายกว่า เมื่อ conversion เริ่มสะสมแล้ว ค่อยทดลอง broad match ในกลุ่มที่ทำผลงานดี
คีย์เวิร์ดเชิงลบสำคัญพอ ๆ กับคีย์เวิร์ดหลัก ตัวอย่างคำเชิงลบที่ใช้ได้กับธุรกิจบริการทั่วไปคือ "ฟรี" "สมัครงาน" "วิธีทำเอง" "pdf" แต่ต้องดูจากรายงานคำค้นหาจริงของบัญชีคุณ อย่าคัดลอกรายการของคนอื่นมาใช้ทั้งชุด เพราะบางธุรกิจขายของให้คนที่ค้นหาคำเหล่านั้นจริง
ข้อควรระวังเมื่อคีย์เวิร์ดเป็นภาษาไทย
รายการคีย์เวิร์ดควรมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษในกลุ่มเดียวกันถ้าความตั้งใจเหมือนกัน และควรตั้งภาษาเป้าหมายของแคมเปญให้ครอบคลุมทั้งไทยและอังกฤษถ้าลูกค้าใช้มือถือที่ตั้งภาษาเป็นอังกฤษ
การตั้งพื้นที่เป้าหมายก็ต้องดูให้ดี ค่าเริ่มต้นของตัวเลือกพื้นที่มักครอบคลุมทั้งคนที่อยู่ในพื้นที่และคนที่สนใจพื้นที่นั้น ธุรกิจหน้าร้านที่ให้บริการเฉพาะในเขตหนึ่งของกรุงเทพฯ อาจต้องการเฉพาะคนที่อยู่หรืออยู่เป็นประจำในพื้นที่ จึงควรเปิดดูตัวเลือกนี้ก่อนเปิดแคมเปญ
เขียนโฆษณาให้ตรงกับคีย์เวิร์ด
Responsive Search Ad ให้ใส่หัวข้อได้สูงสุด 15 รายการ ยาวไม่เกิน 30 ตัวอักษรต่อรายการ และคำอธิบายได้สูงสุด 4 รายการ ยาวไม่เกิน 90 ตัวอักษร ระบบจะสลับชุดหัวข้อเอง หัวข้ออย่างน้อยสองสามรายการควรพูดถึงคำที่คนค้นหาตรง ๆ อีกส่วนบอกสิ่งที่ทำให้คุณต่างจากคนอื่น เช่น พื้นที่บริการ เวลาเปิด หรือการรับประกัน และอย่าลืมส่วนขยายอย่าง sitelink และการโทร เพราะช่วยให้คนเห็นทางเลือกมากขึ้นโดยไม่ต้องเข้าเว็บก่อน
ติดตั้ง conversion ก่อนยิง
Conversion คือการกระทำที่คุณนับเป็นผลลัพธ์ เช่น ส่งฟอร์ม กดโทรจากโฆษณา คลิกปุ่มแอด LINE หรือชำระเงิน ถ้าไม่มี conversion Google Ads จะรายงานได้แค่คลิกและค่าใช้จ่าย และกลยุทธ์ประมูลอัตโนมัติอย่าง Maximize conversions จะไม่มีข้อมูลให้ปรับ
วิธีตั้งค่าหลัก ๆ มีสองทาง ทางแรกคือสร้าง conversion action ใน Google Ads แล้วติดตั้ง Google tag บนเว็บ จะติดตั้งเองหรือผ่าน Google Tag Manager ก็ได้ ทางที่สองคือเชื่อมบัญชี Google Analytics 4 แล้วนำเข้า key event ที่ตั้งไว้ใน GA4 มาเป็น conversion ในบัญชี Google Ads ถ้ายังไม่ได้วางโครงสร้าง GA4 ให้ดี ขั้นตอนนี้ควรทำก่อน ดูรายละเอียดได้ที่ บริการตั้งค่า Google Analytics 4
เช็กลิสต์ก่อนกดเปิดแคมเปญ:
- ทดลองส่งฟอร์มจริงหนึ่งครั้ง แล้วตรวจว่าสถานะ conversion action เปลี่ยนเป็นมีการบันทึก
- ตั้งเพียง conversion หลักหนึ่งหรือสองรายการเป็นเป้าหมาย อย่าให้การดูหน้าเว็บหรือการเลื่อนหน้าถูกนับเป็นเป้าหมายหลัก เพราะระบบจะไล่หาคนที่ทำสิ่งง่าย ๆ เหล่านั้นแทนลูกค้าจริง
- ถ้าลูกค้าส่วนใหญ่ทักผ่าน LINE ให้นับการคลิกปุ่ม LINE เป็น conversion และยอมรับว่ามันวัดความตั้งใจ ไม่ได้วัดยอดขายที่ปิดได้
- จดไว้ว่าวันไหนเปลี่ยนการตั้งค่า conversion เพราะตัวเลขก่อนและหลังวันนั้นเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้
หน้า landing page เป็นอีกครึ่งหนึ่งของเรื่องนี้ หน้าที่โหลดช้าบนมือถือ หรือไม่มีปุ่มติดต่อในจอแรก ทำให้ conversion ต่ำลงไม่ว่าโฆษณาจะดีแค่ไหน ถ้าหน้าปัจจุบันไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรับคนจากโฆษณา ดูแนวทางได้ที่ บริการออกแบบหน้า landing page
ข้อผิดพลาดที่ทำให้เสียเงินโดยไม่ได้อะไร
| ข้อผิดพลาด | สิ่งที่เกิดขึ้น | วิธีแก้ |
|---|---|---|
| ส่งคนไปหน้าแรกของเว็บ | คนต้องหาข้อมูลเอง หลายคนออกก่อนติดต่อ | ส่งไปหน้าที่ตรงกับคีย์เวิร์ดของ ad group นั้น |
| ไม่มี conversion | เห็นแค่คลิก แยกคีย์เวิร์ดดีและแย่ไม่ได้ | ตั้ง conversion และทดสอบก่อนเปิดแคมเปญ |
| ใช้ broad match ทั้งหมดตั้งแต่วันแรกด้วยงบน้อย | โฆษณาแสดงกับคำค้นหากว้างเกินที่ตั้งใจ | เริ่มที่ phrase และ exact แล้วขยายเมื่อมีข้อมูล |
| ไม่ดูรายงานคำค้นหา | จ่ายค่าคลิกให้คำที่ไม่เกี่ยวข้องซ้ำทุกวัน | เปิดดูทุกสองสามวันช่วงแรก แล้วเพิ่มคำเชิงลบ |
อีกข้อผิดพลาดคือปล่อยให้แคมเปญ Search แสดงบนเครือข่ายอื่นโดยไม่รู้ตัว ในหน้าตั้งค่าแคมเปญมีส่วน Networks ซึ่งอาจมีตัวเลือก Search partners และ Display Network ติ๊กไว้ ถ้าอยากวัดผลของการค้นหาบน Google อย่างเดียวในช่วงแรก ให้ตรวจสองตัวเลือกนี้ก่อน และข้อสุดท้ายคือการแก้แคมเปญทุกวัน Smart Bidding ต้องใช้เวลาเรียนรู้ การเปลี่ยนการตั้งค่ากลยุทธ์การเสนอราคา เป้าหมาย หรือการตั้งค่า conversion บ่อย ๆ อาจทำให้ระบบกลับเข้าสู่ช่วงเรียนรู้อีกครั้ง
หลังเปิดแคมเปญ ต้องดูอะไรบ้าง
สัปดาห์แรกให้ดูว่าโฆษณาแสดงจริงไหม ได้คลิกไหม และ conversion บันทึกถูกต้องไหม ยังไม่ต้องตัดสินว่าคีย์เวิร์ดไหนดีที่สุด เพราะข้อมูลยังน้อยเกินไป
หลังจากนั้นตัวชี้วัดที่ควรดูเป็นประจำคือ ต้นทุนต่อ conversion อัตรา conversion ของแต่ละ ad group คำค้นหาที่ใช้เงินมากแต่ไม่มี conversion และส่วนแบ่งการแสดงผลที่เสียไปเพราะงบ ถ้าเสียเพราะงบมาก แปลว่ามีความต้องการมากกว่าที่งบรองรับ ถ้าเสียเพราะอันดับ แปลว่าคุณภาพโฆษณาหรือราคาประมูลยังสู้คนอื่นไม่ได้
ข้อจำกัดที่ควรรู้ตรง ๆ คือ ตัวเลข conversion ใน Google Ads ไม่เท่ากับยอดขาย คนที่กดโทรอาจไม่ได้ซื้อ และลูกค้าที่ซื้ออาจเห็นโฆษณาแล้วไปค้นชื่อแบรนด์ทีหลัง การเทียบยอดขายจริงในระบบหลังบ้านกับข้อมูลในบัญชีทุกเดือนจึงช่วยให้ไม่ตัดสินใจผิดจากตัวเลขฝั่งโฆษณาอย่างเดียว
ตลาดไทยมีอะไรต่างออกไป
ถ้าลูกค้าติดต่อผ่าน LINE หรือโทร เส้นทางจะเป็น ค้นหา คลิกโฆษณา เข้าหน้าเว็บ แล้วกดแอด LINE หรือโทร ถ้าวัดแค่ฟอร์ม conversion เหล่านี้จะไม่ถูกนับเลย จึงควรนับคลิกปุ่ม LINE และปุ่มโทรด้วย
เรื่องภาษาก็ส่งผลต่อโครงสร้างบัญชี ภาษาไทยไม่เว้นวรรคระหว่างคำ คำค้นหาเดียวกันจึงพิมพ์ได้ทั้งแบบเว้นวรรคและไม่เว้น การดูรายงานคำค้นหาจริงจะบอกคุณว่าลูกค้าใช้คำแบบไหน ซึ่งอาจต่างจากคำที่ทีมการตลาดใช้เรียกสินค้าภายในบริษัท
เมื่อไหร่ควรจ้างเอเจนซี่
การยิงแอด Google เองเหมาะกับธุรกิจที่มีสินค้าหรือบริการไม่กี่อย่าง พื้นที่บริการชัด และมีคนในทีมที่ว่างพอจะดูบัญชีทุกสัปดาห์ สัญญาณว่าควรมีผู้เชี่ยวชาญช่วยคือ
- ใช้เงินไปหลายเดือนแล้วยังตอบไม่ได้ว่าลูกค้าจาก Google Ads มีกี่ราย
- มีสินค้าหลายร้อยรายการ หรือต้องใช้ Shopping และ PMax ร่วมกับ Search
- ต้องเชื่อมข้อมูลยอดขายจาก CRM หรือระบบหลังบ้านกลับเข้า Google Ads
- ไม่มีใครในทีมมีเวลาดูรายงานคำค้นหาและปรับบัญชีเป็นประจำ
ถ้าตัดสินใจจ้าง ให้ถามเรื่องการเป็นเจ้าของบัญชี ว่าบัญชีอยู่ในชื่อธุรกิจของคุณหรือไม่ ถามว่ารายงานจะวัดอะไร และ conversion ที่ใช้นับคืออะไร คำตอบสามข้อนี้บอกได้มากกว่าคำสัญญาเรื่องอันดับหรือยอดคลิก
คำถามที่พบบ่อย
ยิงแอด Google Ads ต้องใช้เงินขั้นต่ำเท่าไหร่
Google Ads ไม่มีข้อผูกมัดขั้นต่ำในการใช้จ่าย คุณตั้งงบเฉลี่ยต่อวันเองได้ แต่ควรตั้งให้พอได้คลิกจำนวนหนึ่งทุกวัน ไม่อย่างนั้นจะแทบไม่มีข้อมูลให้ตัดสินใจ
ทำไมบางวันใช้เงินเกินงบรายวันที่ตั้งไว้
เพราะงบที่ตั้งเป็นงบเฉลี่ย บางวันระบบอาจใช้ได้สูงสุดประมาณสองเท่าของงบเฉลี่ยเมื่อมีการค้นหามาก แต่ทั้งเดือนจะไม่เกิน 30.4 เท่าของงบเฉลี่ยต่อวัน
มือใหม่ควรเริ่มด้วย Search หรือ Performance Max
มือใหม่ส่วนใหญ่เริ่มจากแคมเปญ Search ได้ง่ายกว่า เพราะเลือกคีย์เวิร์ดเองและเห็นคำค้นหาจริง PMax เป็นแคมเปญที่ตั้งจากเป้าหมาย conversion จึงเหมาะเมื่อ conversion วัดได้ถูกต้องและมีชิ้นงานครบแล้ว
Keyword Planner ต้องเสียเงินไหม
ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม Keyword Planner อยู่ในบัญชี Google Ads ใช้หาคีย์เวิร์ดและดูช่วงราคาประมูลโดยประมาณได้ ตัวเลขปริมาณการค้นหาที่แสดงเป็นค่าประมาณแบบช่วง
ไม่มีเว็บไซต์ยิงแอด Google ได้ไหม
แคมเปญส่วนใหญ่ต้องมี URL ปลายทาง การมีหน้า landing page ของตัวเองที่มีข้อมูลติดต่อชัดเจนจึงเป็นสิ่งที่ควรเตรียมก่อนเริ่ม และช่วยให้วัด conversion ได้ด้วย
คู่มือนี้พอให้คุณเริ่มบัญชีแรกได้อย่างมีโครงสร้าง ถ้าอยากให้ทีมที่ดูแลบัญชีโฆษณาทุกวันช่วยวางโครงสร้าง ตั้ง conversion และดูแลงบ ดูรายละเอียดได้ที่ บริการ Google Ads กรุงเทพฯ หรือ บริการโฆษณา Google Search







