Google Ads Location Targeting: ตั้งค่า Presence รัศมี การยกเว้น และรายงานสถานที่

Google Ads Location Targeting: ตั้งค่า Presence รัศมี การยกเว้น และรายงานสถานที่

Google AdsOctober 28, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • Google Ads ตั้งค่าเริ่มต้นเป็น "Presence or interest" ซึ่งเข้าถึงคนนอกพื้นที่ที่สนใจพื้นที่นั้นด้วย ส่วน "Presence" จำกัดโฆษณาไว้ที่คนที่อยู่หรืออยู่เป็นประจำในพื้นที่
  • การยกเว้นสถานที่จะบล็อกคนที่น่าจะอยู่ในพื้นที่ที่ยกเว้น มีผลเหนือการเลือกพื้นที่ และเพิ่มแบบกลุ่มได้ครั้งละไม่เกิน 1,000 รายการ
  • รัศมีขั้นต่ำคือ 1 กม. และการปรับราคาเสนอตามสถานที่ตั้งได้ -90% ถึง +900% แต่ Smart Bidding อย่าง Target CPA และ Target ROAS ไม่ใช้ค่านี้
  • รายงาน Locations มีมุมมอง Targeted locations และ Matched locations โดย Matched locations อาจเป็นตำแหน่งทางกายภาพหรือสถานที่ที่ผู้ใช้สนใจก็ได้

การกำหนดเป้าหมายตามสถานที่ของ Google Ads (google ads location targeting) คือการตัดสินว่าใครจะเห็นโฆษณาได้ โดยดูจากตำแหน่งที่ผู้ใช้อยู่ ที่ที่เขาไปเป็นประจำ และสถานที่ที่เขาแสดงความสนใจ ตัวควบคุมหลักคือ "ตัวเลือกสถานที่" (Location options) ซึ่งมีสองแบบ คือ "Presence or interest" ที่ Google ตั้งเป็นค่าเริ่มต้นและแนะนำ กับ "Presence" ที่จำกัดโฆษณาไว้เฉพาะคนที่อยู่หรืออยู่เป็นประจำในพื้นที่เป้าหมาย

ปัญหาเรื่องสถานที่ส่วนใหญ่เกิดจากการปล่อยค่าเริ่มต้นไว้โดยไม่ได้ตรวจ จากการไม่ได้ใส่พื้นที่ยกเว้น หรือจากการอ่านรายงานผิดตัว บทความนี้ไล่ไปทีละการตั้งค่าตามลำดับที่เจอในหน้าตั้งค่าแคมเปญ อธิบายว่าระบบของ Google ทำอะไรกับแต่ละค่า แล้วปิดท้ายด้วยวิธีตั้งค่าสำหรับธุรกิจในประเทศไทยที่ขายให้นักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทย

Google ใช้สัญญาณสถานที่สองแบบ แบบแรกคือตำแหน่งทางกายภาพ ซึ่งหน้าช่วยเหลือระบุว่าเป็นที่ที่ผู้ใช้อยู่หรืออยู่เป็นประจำ มาจากสัญญาณอย่าง IP address และตำแหน่งของอุปกรณ์ แบบที่สองคือสถานที่ที่สนใจ คือสถานที่ที่ผู้ใช้แสดงความสนใจ ซึ่งอนุมานจากคำค้นหา ประวัติการค้นหา และเนื้อหาที่เขาดู ตัวอย่างเช่น คนที่นั่งอยู่ในสิงคโปร์แล้วค้นหา "boutique hotel Chiang Mai" จะมีตำแหน่งทางกายภาพเป็นสิงคโปร์ และมีสถานที่ที่สนใจเป็นเชียงใหม่

Google บอกข้อจำกัดไว้ตรง ๆ ว่าการกำหนดเป้าหมายตามสถานที่เป็นการทำให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ (best effort) และไม่แม่นยำ 100% เพราะสัญญาณขึ้นกับการตั้งค่าอุปกรณ์และพฤติกรรมของผู้ใช้ เรื่องนี้มีผลกับการวางงบ เพราะแม้แคมเปญจะตั้งค่าถูกทุกอย่าง ก็ยังจะมีคลิกบางส่วนจากที่ที่ไม่ได้คาดไว้

คุณกำหนดเป้าหมายได้สามระดับ

  • ประเทศ เป็นตัวเลือกที่กว้างที่สุด เช่น ทั้งประเทศไทย
  • พื้นที่ภายในประเทศ เช่น ภูมิภาค เมือง หรือรหัสไปรษณีย์ ขึ้นกับว่า Google รองรับอะไรในประเทศนั้น ในไทยสามารถเลือกจังหวัดและเมืองอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต หรือเชียงใหม่ได้
  • รัศมีรอบสถานที่ คือวงกลมรอบที่อยู่ หมุด หรือเมือง โดยรัศมีขั้นต่ำคือ 1 กม.

เพิ่มพื้นที่เหล่านี้ได้ในแท็บ Settings ของแคมเปญ ในส่วน Locations การพิมพ์ชื่อสถานที่ใช้ได้กับเป้าหมายส่วนใหญ่ ส่วนลิงก์ "Advanced search" จะเปิดมุมมองแผนที่ ซึ่งใช้เพิ่มรัศมี ดูพื้นที่ใกล้เคียงที่ระบบแนะนำ และเพิ่มสถานที่ทีละหลายรายการได้

Presence กับ Presence or interest ต่างกันอย่างไร

นี่คือการตั้งค่าที่สร้างความสับสนมากที่สุด และซ่อนอยู่หลังลิงก์ "Location options" ที่ถูกพับไว้ ผู้ลงโฆษณาจำนวนมากจึงไม่เคยเห็นมันเลย

Presence กับ Presence or interest ต่างกันอย่างไร
ตัวเลือกสถานที่ใครเห็นโฆษณาได้เหมาะกับ
Presence or interest (ค่าเริ่มต้นที่ Google แนะนำ)คนที่อยู่ อยู่เป็นประจำ หรือแสดงความสนใจในพื้นที่เป้าหมายท่องเที่ยว โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ และการศึกษา ที่ผู้ซื้อหาข้อมูลก่อนเดินทางมาถึง
Presenceคนที่อยู่หรืออยู่เป็นประจำในพื้นที่เป้าหมายบริการในพื้นที่ เขตจัดส่ง คลินิก ร้านค้า และทุกอย่างที่ลูกค้าต้องมาใช้ที่หน้างาน
Presence สำหรับการยกเว้น (ค่าเริ่มต้นของการยกเว้น)บล็อกคนที่น่าจะอยู่ในพื้นที่ที่ยกเว้นตัดเขต จังหวัด หรือประเทศที่ให้บริการไม่ได้

"Presence or interest" คือการกำหนดเป้าหมายตามภูมิศาสตร์แบบกว้าง ถ้าคุณเลือกภูเก็ตด้วยตัวเลือกนี้ คนในซิดนีย์ที่กำลังหาข้อมูลเที่ยวภูเก็ตก็เห็นโฆษณาได้ สำหรับรีสอร์ต นี่คือลูกค้าที่ต้องการ แต่สำหรับช่างประปาในภูเก็ต นี่คืองบที่เสียเปล่า เพราะไม่มีใครในซิดนีย์จองช่างประปาในไทย

"Presence" จำกัดการแสดงโฆษณาไว้ที่คนที่ Google เชื่อว่าอยู่ในพื้นที่จริงหรืออยู่ที่นั่นเป็นประจำ คำว่า "อยู่เป็นประจำ" หมายความว่าคนที่เดินทางไปทำงานข้ามพื้นที่ หรืออยู่ที่หนึ่งแต่ทำงานอีกที่หนึ่ง ก็ยังเข้าถึงได้ ซึ่งมักเป็นสิ่งที่ธุรกิจในพื้นที่ต้องการ

หน้าช่วยเหลือของ Google เรื่องคลิกจากนอกพื้นที่เป้าหมายให้ขั้นตอนไว้ชัดเจน คือเปิดแคมเปญ เลือกแท็บ Settings ขยาย Locations เลือก "Location options" แล้วเลือก "Presence: People in or regularly in your targeted locations" จากนั้นกด Save ส่วนป้ายของค่าเริ่มต้นเขียนว่า "Presence or interest: People in, regularly in, or who've shown interest in your included locations (recommended)"

มีรายละเอียดตามประเภทแคมเปญที่ควรรู้สองข้อ ตัวเลือกสถานที่ขั้นสูงใช้กับโฆษณา Search, Display และ Demand Gen ส่วนแคมเปญ Hotel ใช้ได้เฉพาะ Presence ถ้าคุณใช้ AI Max for Search จะมีฟีเจอร์ "Locations of interest" ระดับกลุ่มโฆษณาให้เลือกใช้ ซึ่งทำให้คนในพื้นที่เป้าหมายของแคมเปญจับคู่กับคำค้นหาเกี่ยวกับสถานที่อื่นได้ เช่น ผู้ใช้ในกรุงเทพฯ ที่ค้นหาโรงแรมในโตเกียว โดยผู้ใช้ยังต้องอยู่ในเงื่อนไขสถานที่ระดับแคมเปญอยู่ดี

วิธียกเว้นสถานที่ใน Google Ads

การยกเว้นสถานที่ทำให้โฆษณาไม่แสดงในบางส่วนของพื้นที่ที่คุณเลือกไว้ ตัวอย่างในเอกสารของ Google คือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เลือกทั้งรัฐฮาวาย แต่ยกเว้นเกาะเมาอิ ตัวอย่างแบบไทยคือธุรกิจบริการในกรุงเทพฯ ที่เลือกกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่ยกเว้นเขตที่ทีมงานไม่ได้ให้บริการ

ถ้าจะยกเว้นทีละที่ ให้เปิด Settings ของแคมเปญ ขยาย Locations ค้นหาพื้นที่แล้วคลิก "Exclude" หรือเปิด "Advanced search" หาพื้นที่แล้วคลิก "Exclude" พื้นที่ที่ยกเว้นจะไปแสดงอยู่ใต้ "Excluded locations"

ถ้าจะยกเว้นทีละหลายที่ ให้เปิด "Advanced search" ติ๊ก "Add locations in bulk" วางรายชื่อสถานที่ได้สูงสุด 1,000 รายการ (ทีละประเทศ) คลิก "Search" ตรวจผลที่ระบบจับคู่ได้ แล้วคลิก "Exclude all" จากนั้นกดบันทึกสองครั้ง คือในแผงสถานที่หนึ่งครั้ง และในหน้าตั้งค่าอีกหนึ่งครั้ง

กติกาที่เปลี่ยนวิธีทำงานของการยกเว้น

  • การยกเว้นมีผลเหนือกว่า ถ้าพื้นที่หนึ่งถูกทั้งเลือกและยกเว้น การยกเว้นจะมีผลก่อน
  • การยกเว้นใช้แบบ Presence โดยค่าเริ่มต้น การยกเว้นจะบล็อกคนที่น่าจะอยู่ในพื้นที่ที่ยกเว้น สำหรับแคมเปญ Search, Display, Performance Max และ Shopping ไม่สามารถเปลี่ยนการยกเว้นเป็นแบบ "presence or interest" ได้ คนในกรุงเทพฯ ที่ค้นหาเรื่องจังหวัดที่ถูกยกเว้นจึงยังเห็นโฆษณาได้
  • คุมจำนวนให้สมเหตุสมผล Google แนะนำว่าจำนวนสถานที่ที่ยกเว้นไม่ควรมากกว่าจำนวนสถานที่ที่เลือกในแต่ละแคมเปญ และตั้งแต่ 31 มีนาคม 2567 แคมเปญที่เลือก "all countries and territories" จะยกเว้นระดับประเทศได้ไม่เกิน 122 ประเทศ ถ้าต้องการบล็อกเกือบทั้งโลก ให้เลือกเฉพาะประเทศที่ต้องการแทน

ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือพยายามแก้ปัญหาการเข้าถึงแบบกว้างด้วยการยกเว้น ถ้าโฆษณาไปแสดงให้คนต่างประเทศเพราะตั้ง "Presence or interest" ไว้ การยกเว้นประเทศอื่นทีละประเทศนั้นช้าและยังมีช่องโหว่ การเปลี่ยนตัวเลือกการรวมเป็น "Presence" คือการแก้ที่ต้นเหตุ

การกำหนดเป้าหมายแบบรัศมี

การกำหนดเป้าหมายแบบรัศมีคือการวาดวงกลมรอบจุดหนึ่ง เหมาะกับธุรกิจที่ระยะเดินทางเป็นตัวตัดสินใจ เช่น คลินิก ร้านอาหาร ศูนย์บริการรถยนต์ หรือฟิตเนส รัศมีขั้นต่ำคือ 1 กม.

วิธีตั้งค่าคือเปิด "Advanced search" ในส่วน Locations เลือกตัวเลือกรัศมี ใส่ที่อยู่หรือปักหมุด กำหนดระยะและหน่วย แล้วกดเพิ่ม คุณใส่วงกลมหลายวงในแคมเปญเดียวได้ เช่น หนึ่งวงต่อหนึ่งสาขา

ข้อควรปฏิบัติสามข้อที่ช่วยให้การกำหนดรัศมีได้ผล

  • กำหนดขนาดวงกลมตามระยะที่ลูกค้ายอมเดินทางจริง ไม่ใช่ระยะที่อยากให้เขามา ในกรุงเทพฯ ระยะสั้น ๆ บนแผนที่อาจเป็นการเดินทางที่นานมากเพราะรถติด การตั้งรัศมีแคบรอบแต่ละสาขาจึงมักเหมาะกว่าวงใหญ่วงเดียว
  • ใช้รัศมีคู่กับตัวเลือก "Presence" ถ้าบริการของคุณต้องมาใช้ที่หน้างานเท่านั้น ไม่เช่นนั้นคนที่อยู่นอกวงกลมแต่สนใจพื้นที่นั้นก็ยังเห็นโฆษณาได้
  • วงกลมที่ทับซ้อนกันไม่ได้นับคนซ้ำ แต่ทำให้อ่านผลรายสาขาได้ยาก ถ้าแต่ละสาขามีงบของตัวเอง การแยกแคมเปญต่อสาขาจะอ่านผลได้ชัดกว่า

การปรับราคาเสนอตามสถานที่

การปรับราคาเสนอตามสถานที่ (location bid adjustment) คือการเพิ่มหรือลดราคาเสนอสำหรับคนในเป้าหมายที่กำหนด ช่วงที่ตั้งได้สำหรับสถานที่คือ -90% ถึง +900% ตั้ง -100% สำหรับสถานที่ไม่ได้ ถ้าต้องการหยุดแสดงในพื้นที่ใด ให้ยกเว้นพื้นที่นั้นแทน

ตั้งค่าได้ในมุมมอง Locations ของแคมเปญ โดยคลิกช่องปรับราคาเสนอข้างสถานที่ที่เลือกไว้ Google ใช้กติกาดังนี้

  • การปรับสำหรับสถานที่เดียวกันไม่ทบกัน สถานที่ที่เจาะจงที่สุดจะมีผล การปรับของภูเก็ตจึงมีผลแทนการปรับของประเทศไทยสำหรับผู้ใช้ในภูเก็ต
  • การปรับต่างประเภทจะคูณกัน ตัวอย่างของ Google คือ ถ้า max CPC เป็น $1 การปรับสถานที่ +20% และการปรับวันเสาร์ -50% จะได้ $0.60 สำหรับสถานที่นั้นในวันเสาร์
  • การเพิ่มรวมกันต้องไม่เกิน +900% และผลรวมต่ำสุดคือ -90%

ส่วนที่ผู้ลงโฆษณาจำนวนมากมองข้ามคือ Smart Bidding ไม่ใช้การปรับราคาเสนอตามสถานที่ที่ตั้งเอง ตารางการปรับราคาเสนอของ Google แสดงว่าการปรับตามสถานที่ใช้ได้กับ Maximize clicks (และ Manual CPC) แต่ไม่ใช้กับ Target CPA, Target ROAS, Maximize conversions, Maximize conversion value หรือ Target impression share อย่างไรก็ตาม Smart Bidding ยังเคารพเป้าหมายสถานที่และการยกเว้นที่คุณตั้งไว้ ถ้าใช้กลยุทธ์ที่อิง Conversion และต้องการให้เมืองหนึ่งได้รับการจัดการต่างออกไป ทางเลือกที่ใช้ได้จริงคือแยกแคมเปญที่มีงบและเป้าหมายของตัวเอง หรือกำหนดเป้าหมายให้แคบลง

ทำไมโฆษณาแสดงนอกพื้นที่เป้าหมาย

เมื่อรายงานคำค้นหาหรือคำร้องเรียนจากลูกค้าแสดงว่ามีคลิกจากผิดที่ สาเหตุมักเป็นข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้

  1. ตัวเลือกการรวมแบบค่าเริ่มต้น "Presence or interest" ตั้งใจเข้าถึงคนนอกพื้นที่ที่สนใจพื้นที่นั้น บทความของ Google เรื่องป้องกันคลิกจากนอกพื้นที่ระบุสาเหตุนี้เป็นข้อแรก
  2. การเลือกระดับประเทศและโดเมนประจำประเทศ เมื่อเลือกทั้งประเทศ โฆษณาอาจแสดงให้คนที่ค้นหาบนโดเมน Google ของประเทศนั้น แม้ IP address จะอยู่นอกพื้นที่ที่เลือก
  3. ข้อความโฆษณาที่กว้างเกินไป โฆษณาที่ไม่พูดถึงสถานที่เลยจะดึงคนที่ไม่ได้อยู่และไม่ได้สนใจพื้นที่นั้น การใส่ชื่อเมืองหรือเขตในพาดหัวช่วยคัดเจตนาก่อนเกิดคลิก
  4. ความแม่นยำของสัญญาณ สถานที่ถูกประมาณจาก IP ตำแหน่งอุปกรณ์ และพฤติกรรม VPN เครือข่ายมือถือ และการเดินทาง ล้วนทำให้คลาดเคลื่อน แม้ใช้ "Presence" ก็ยังมีคลิกหลุดอยู่บ้าง
  5. ฟีเจอร์จับคู่ตามความสนใจ "Locations of interest" ของ AI Max หรือการจับคู่แบบกว้าง สามารถเชื่อมคำค้นหาเกี่ยวกับที่หนึ่งเข้ากับผู้ใช้ในอีกที่หนึ่งได้ตามการออกแบบ

มีเรื่องหนึ่งที่ไม่ใช่การหลุดพื้นที่ คือถ้าคุณเลือกพื้นที่ที่ตัวเองไม่ได้อยู่ คุณอาจไม่เห็นโฆษณาของตัวเองเมื่อค้นหา ให้ใช้เครื่องมือ Ad Preview and Diagnosis เพื่อดูว่าคนในพื้นที่เป้าหมายเห็นอะไร แทนการค้นหาจากออฟฟิศ

รายงานสถานที่ใน Google Ads

รายงาน Locations มีสองมุมมอง และแต่ละมุมมองตอบคำถามคนละข้อ

  • Targeted locations แสดงผลตามสถานที่ที่คุณเลือกไว้ บอกว่าแต่ละเป้าหมายทำได้เท่าไรเมื่อเทียบกับแผน
  • Matched locations แสดงผลตามสถานที่ที่โฆษณาไปแสดง Google ระบุว่าอาจเป็นตำแหน่งทางกายภาพของผู้ใช้หรือสถานที่ที่สนใจก็ได้ มุมมองนี้จึงผสมสัญญาณทั้งสองแบบ

ทั้งสองมุมมองเปิดใน Report editor ได้ด้วย ถ้าบัญชีเชื่อมสถานที่ตั้งธุรกิจไว้ รายงานระยะทาง (distance report) จะจัดกลุ่มผลตามระยะห่างระหว่างสถานที่ที่ทำให้โฆษณาแสดงกับสถานที่ตั้งธุรกิจที่ใกล้ที่สุด ซึ่งเป็นข้อมูลที่ต้องใช้ในการกำหนดขนาดรัศมีให้สมเหตุสมผล

ขั้นตอนตรวจรายเดือนที่ใช้ได้จริงเป็นแบบนี้ เปิด Matched locations ช่วง 30 วันล่าสุดแล้วเรียงตามค่าใช้จ่าย มองหาพื้นที่ที่ให้บริการไม่ได้ ถ้ามีสัดส่วนมาก ให้ตัดสินว่าสาเหตุคือตัวเลือกการรวม (เปลี่ยนเป็น "Presence") การยกเว้นที่ขาดไป (เพิ่มเข้าไป) หรือข้อความโฆษณาที่ไม่ระบุสถานที่ (เขียนใหม่) จากนั้นเปิด Targeted locations หาพื้นที่ที่มีค่าใช้จ่ายแต่ไม่มี Conversion แล้วลดการปรับราคาเสนอ (ถ้าใช้ Manual CPC หรือ Maximize clicks) หรือแยกพื้นที่นั้นเป็นแคมเปญของตัวเอง (ถ้าใช้ Smart Bidding)

การเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติในประเทศไทย

ประเทศไทยมีลักษณะที่ไม่เหมือนที่อื่น ผู้ลงโฆษณาจำนวนมากขายให้คนที่ไม่ใช่ผู้อยู่อาศัยชาวไทย และการตั้งค่าที่ถูกต้องขึ้นกับว่าคนเหล่านั้นอยู่ที่ไหนตอนตัดสินใจ

นักท่องเที่ยวที่จองก่อนเดินทาง โรงแรม บริษัททัวร์ โรงเรียนสอนดำน้ำ และบริการรับส่งสนามบิน ต้องการเข้าถึงคนต่างประเทศที่กำลังวางแผนเที่ยว กรณีนี้ "Presence or interest" ช่วยคุณได้ ให้เลือกปลายทาง เช่น ภูเก็ต กระบี่ หรือเกาะสมุย แล้วคนจากที่ไหนก็ได้ที่ค้นหาเกี่ยวกับสถานที่นั้นจะเห็นโฆษณาได้ หรือจะเลือกประเทศต้นทางโดยตรงด้วย "Presence" ก็ได้ ถ้าต้องการแยกงบและข้อความโฆษณาตามตลาด

นักท่องเที่ยวที่ตัดสินใจเมื่อมาถึงแล้ว ร้านอาหาร สปา ร้านเช่ามอเตอร์ไซค์ และร้านขายยาใกล้แหล่งท่องเที่ยว ต้องการคนที่อยู่ที่นั่นจริงตอนนี้ ให้ใช้ "Presence" กับรัศมีหรือเป้าหมายระดับเมือง การเข้าถึงตามความสนใจส่วนใหญ่จะได้คลิกจากคนที่ยังอีกหลายสัปดาห์กว่าจะมาถึง

ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทย โรงเรียนนานาชาติ โรงพยาบาลนานาชาติ บริการย้ายถิ่นฐาน นายหน้าอสังหาฯ ที่ทำงานภาษาอังกฤษ และออฟฟิศให้เช่าแบบมีบริการ ขายให้คนที่อยู่ในไทยจริง การใช้ "Presence" กับกรุงเทพฯ เชียงใหม่ หรือพัทยา คือจุดเริ่มต้นตามปกติ เรื่องภาษาสำคัญไม่แพ้แผนที่ หน้าช่วยเหลือของ Google ระบุว่าตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 การตั้งค่าภาษาระดับแคมเปญกำลังถูกนำออกจากแคมเปญ Search และโฆษณาค้นหาจะจับคู่กับผู้ใช้ตามภาษาของตัวโฆษณาเอง การเขียนโฆษณาและหน้า Landing Page เป็นภาษาอังกฤษคือวิธีเข้าถึงผู้อยู่อาศัยที่ใช้ภาษาอังกฤษ ส่วนการเขียนเป็นภาษาไทยจะเข้าถึงคนที่ใช้ภาษาไทย

โครงสร้างง่าย ๆ ที่ทำให้อ่านรายงานได้ชัดคือหนึ่งแคมเปญต่อหนึ่งกลุ่มผู้ชม ได้แก่ แคมเปญ "นักท่องเที่ยวในต่างประเทศ" ที่เลือกประเทศต้นทาง แคมเปญ "อยู่ในไทยตอนนี้" ที่ใช้ Presence รอบแหล่งท่องเที่ยว และแคมเปญ "ผู้อยู่อาศัย" สำหรับบริการชาวต่างชาติ แต่ละแคมเปญมีงบ ข้อความโฆษณา และตัวเลือกสถานที่ของตัวเอง รายงาน Matched locations ของแต่ละแคมเปญจึงอ่านได้ง่าย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Presence กับ Presence or interest ใน Google Ads ต่างกันอย่างไร

"Presence" แสดงโฆษณาเฉพาะคนที่อยู่หรืออยู่เป็นประจำในพื้นที่เป้าหมาย ส่วน "Presence or interest" รวมคนในที่อื่นที่แสดงความสนใจในพื้นที่นั้นด้วย แบบหลังเป็นค่าเริ่มต้นของ Google และเหมาะกับท่องเที่ยวและอสังหาฯ แบบแรกเหมาะกับบริการในพื้นที่

จะหยุดไม่ให้ Google Ads แสดงนอกพื้นที่เป้าหมายได้อย่างไร

ให้เปลี่ยนตัวเลือกสถานที่เป็น "Presence: People in or regularly in your targeted locations" ที่ Settings, Locations, Location options จากนั้นเพิ่มการยกเว้นพื้นที่ที่ให้บริการไม่ได้ และใส่ชื่อสถานที่ในข้อความโฆษณา เพราะการเลือกระดับประเทศและความแม่นยำของสัญญาณยังทำให้มีคลิกหลุดมาได้บ้าง

การปรับราคาเสนอตามสถานที่ใช้กับ Smart Bidding ได้ไหม

ไม่ได้ กลยุทธ์ Smart Bidding อย่าง Target CPA, Target ROAS และ Maximize conversions ไม่ใช้การปรับราคาเสนอตามสถานที่ที่ตั้งเอง แต่ยังเคารพเป้าหมายสถานที่และการยกเว้น ถ้าพื้นที่ใดต้องการเป้าหมายต่างออกไป ให้แยกแคมเปญ

รัศมีขั้นต่ำของการกำหนดเป้าหมายแบบรัศมีใน Google Ads คือเท่าไร

รัศมีขั้นต่ำคือ 1 กม. เพิ่มได้จากมุมมอง "Advanced search" ในการตั้งค่า Locations ของแคมเปญ และควรใช้คู่กับ "Presence" ถ้าบริการต้องมาใช้ที่หน้างาน

รายงานไหนบอกว่าคลิก Google Ads มาจากที่ไหน

มุมมอง Matched locations ในรายงาน Locations แสดงว่าโฆษณาไปแสดงที่ไหน ซึ่งอาจเป็นตำแหน่งทางกายภาพของผู้ใช้หรือสถานที่ที่สนใจก็ได้ ส่วนมุมมอง Targeted locations แสดงผลตามเป้าหมายแต่ละรายการที่คุณตั้งไว้

ตั้งค่าสถานที่ให้ถูกก่อนเพิ่มงบ

การตั้งค่าสถานที่แก้ได้ด้วยต้นทุนต่ำ แต่ถ้าปล่อยไว้จะแพง และการแก้มักใช้เวลาแค่สิบนาทีในการตรวจตัวเลือกสถานที่ การยกเว้น และรายงาน Matched locations ถ้าต้องการให้คนภายนอกช่วยตรวจว่าแคมเปญตั้งค่าสำหรับกลุ่มคนไทย นักท่องเที่ยว และชาวต่างชาติได้เหมาะสมหรือไม่ ทีมบริการ Google Ads ในกรุงเทพฯ ของ Relevant Audience ตรวจการกำหนดเป้าหมายเป็นส่วนหนึ่งของการออดิตบัญชีทุกครั้ง ธุรกิจที่พึ่งพาลูกค้าหน้าร้านสามารถใช้โฆษณาค้นหาควบคู่กับLocal SEO สำหรับการค้นหาบนแผนที่และใกล้ฉัน และผู้ลงโฆษณาที่ต้องการแคมเปญค้นหาที่สร้างจากเจตนาของผู้ชมสามารถดูRelevant Search สำหรับ Google Ads

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์:

อ่านบทความของเราเป็นประจำใช่ไหม เพิ่ม Relevant Audience เป็นแหล่งข้อมูลที่คุณเลือก เพื่อให้บทความของเราปรากฏในผลการค้นหา Google ของคุณมากขึ้น