google display network ราคา ไม่มีเรตกลางให้กางดูเหมือนป้ายราคาสินค้า เพราะ Google Display Network ขายพื้นที่โฆษณาด้วยการประมูลแบบเรียลไทม์ทุกครั้งที่มีคนเปิดหน้าเว็บหรือแอปที่มีช่องโฆษณา สิ่งที่คุณควบคุมได้จริงคืองบต่อวัน กลยุทธ์การเสนอราคา และคุณภาพของชิ้นงาน ส่วนราคาต่อหน่วยที่ออกมาเป็นผลลัพธ์ของการประมูล ไม่ใช่ตัวเลขที่ตั้งไว้ล่วงหน้าได้
บทความนี้อธิบายว่าเงินถูกหักตอนไหน ตั้งงบเริ่มต้นอย่างไรให้มีข้อมูลพอตัดสินใจ ทำไมตัวเลข CPM เฉลี่ยของไทยที่ลอยอยู่ตามเว็บถึงเชื่อไม่ได้ทั้งหมด และวิธีกันงบบานปลายด้วยเครื่องมือที่มีอยู่แล้วในบัญชี
google display network ราคา คิดเงินแบบ CPC หรือ CPM
คิดได้ทั้งสองแบบ ขึ้นกับกลยุทธ์การเสนอราคาที่เลือกในแคมเปญ Display ไม่ได้ขึ้นกับตัวเครือข่ายเอง หลายคนเข้าใจว่า Display เท่ากับ CPM โดยอัตโนมัติ ซึ่งไม่จริงสำหรับบัญชีส่วนใหญ่ที่ตั้งเป้าเป็นยอดขายหรือลีด
- กลยุทธ์เน้นคลิก เช่น Maximize clicks หรือ Manual CPC ระบบหักเงินเมื่อมีคนคลิกแบนเนอร์ อิมเพรสชันที่ไม่มีคลิกไม่เสียเงินสักบาท
- กลยุทธ์เน้น Conversion เช่น Maximize conversions หรือ Target CPA ยังหักเงินต่อคลิกเหมือนเดิม แต่ระบบจะเลือกประมูลหนักกับคนที่มีสัญญาณว่าจะทำ conversion และยอมจ่ายต่อคลิกแพงขึ้นเฉพาะกลุ่มนั้น
- Viewable CPM หรือ vCPM ใช้กับแคมเปญที่ตั้งเป้าเป็นการรับรู้ ระบบหักเงินต่อการมองเห็นที่นับว่า viewable ครบหนึ่งพันครั้ง
- Target CPM ในรูปแบบแคมเปญที่ซื้อการเข้าถึงเป็นหลัก ระบบพยายามคุมค่าเฉลี่ยต่อพันอิมเพรสชันให้อยู่ตามเป้าที่ตั้ง
คำว่า viewable ของ Google มีนิยามทางเทคนิคที่ชัดเจน แบนเนอร์ต้องปรากฏบนหน้าจออย่างน้อยครึ่งหนึ่งของพื้นที่พิกเซล ต่อเนื่องอย่างน้อยหนึ่งวินาที ถ้าเป็นโฆษณาวิดีโอคือสองวินาที อิมเพรสชันที่โหลดอยู่ใต้ขอบจอแล้วผู้ใช้ไม่เลื่อนลงไปถึงจะไม่ถูกนับเป็น viewable และไม่ถูกเก็บเงินในโหมด vCPM ตรงนี้คือเหตุผลที่ตัวเลข impressions กับ viewable impressions ในรายงานไม่เท่ากัน และเป็นตัวเลขคนละชุดที่ห้ามเอามาคำนวณปนกัน
สรุปสั้นสำหรับคนตั้งบัญชีใหม่ ถ้าเป้าหมายคือยอดขายหรือลีด ให้เริ่มที่กลยุทธ์ที่หักเงินต่อคลิก เพราะคุณจ่ายเมื่อมีคนสนใจพอจะกดจริง ส่วนโหมด vCPM เก็บไว้ใช้ตอนที่ต้องการซื้อการมองเห็นในช่วงเปิดตัวสินค้าหรือช่วงแคมเปญตามฤดูกาล ที่วัดผลด้วยการเข้าถึงมากกว่าวัดด้วยยอดปิดการขาย
งบเริ่มต้นสำหรับ Display Ads ควรเท่าไหร่
คำตอบที่ตรงไปตรงมาคือ ไม่มีตัวเลขมาตรฐานที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ แต่มีวิธีคำนวณย้อนกลับจากสิ่งที่คุณต้องการรู้เมื่อจบการทดสอบ งบเริ่มต้นที่ดีคืองบที่มากพอจะสร้างข้อมูลให้ตัดสินใจได้ภายในสองถึงสามสัปดาห์ ไม่ใช่งบที่น้อยที่สุดที่ระบบยอมให้ตั้ง
ขั้นตอนคิดมีสี่ขั้น
- เลือกผลลัพธ์ที่จะวัด ว่าคือการเข้าถึงจำนวนคน จำนวนคลิกเข้าเว็บ หรือจำนวน conversion
- แปลงผลลัพธ์นั้นเป็นจำนวนหน่วยที่ต้องซื้อ เช่น จำนวนอิมเพรสชันหรือจำนวนคลิก
- คูณด้วยราคาต่อหน่วยที่คุณสมมติขึ้นมาก่อน แล้วเปลี่ยนเป็นตัวเลขจริงหลังรันไปสองสัปดาห์
- หารด้วยจำนวนวันที่จะรัน เพื่อได้งบต่อวันที่กรอกในแคมเปญ
ตัวอย่างการคำนวณข้างล่างนี้ใช้ตัวเลขสมมติล้วน ๆ เพื่อสาธิตวิธีคิดเท่านั้น ไม่ใช่เรตราคาของตลาดไทยและไม่ใช่ตัวเลขที่อ้างอิงได้ สมมติว่า CPM อยู่ที่ 40 บาท และคุณต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย 100,000 คน ที่ความถี่เฉลี่ยคนละ 3 ครั้ง เท่ากับต้องซื้ออิมเพรสชัน 300,000 ครั้ง คำนวณได้ 300,000 หารด้วย 1,000 แล้วคูณ 40 ได้งบสื่อ 12,000 บาท ถ้ารัน 30 วัน งบต่อวันคือ 400 บาท
อีกตัวอย่างในฝั่งคลิก สมมติว่า CPC อยู่ที่ 3 บาท และคุณอยากได้ทราฟฟิก 3,000 คลิกเพื่อสร้างฐานผู้เข้าชมสำหรับทำรีมาร์เก็ตติ้งต่อ งบสื่อคือ 9,000 บาท ถ้ารัน 21 วัน งบต่อวันประมาณ 430 บาท ย้ำอีกครั้งว่าเลข 3 บาทเป็นเลขสมมติสำหรับสาธิตสูตร ไม่ใช่ค่ากลางของหมวดธุรกิจใด
สิ่งที่ต้องรู้เพิ่มเกี่ยวกับงบต่อวันคือ Google ไม่ได้ใช้งบเท่ากันเป๊ะทุกวัน ระบบใช้เกินงบต่อวันได้ในวันที่มีทราฟฟิกดี แต่ยอดรวมทั้งเดือนจะไม่เกินงบต่อวันคูณจำนวนวันเฉลี่ยของเดือน ดังนั้นเวลาเห็นค่าใช้จ่ายวันเดียวสูงกว่าที่ตั้งไว้ อย่าเพิ่งตกใจแล้วรีบกดลดงบ ให้ดูยอดสะสมทั้งเดือนแทน การกดลดงบกลางคันยังทำให้กลยุทธ์การเสนอราคาแบบอัตโนมัติต้องเรียนรู้ใหม่ ซึ่งกินเวลาและกินเงินโดยไม่จำเป็น
ข้อควรระวังอีกข้อคือการกระจายงบก้อนเล็กไปหลายแคมเปญพร้อมกัน บัญชีที่แบ่งงบวันละไม่กี่ร้อยบาทไปห้าแคมเปญ จะได้ข้อมูลบาง ๆ ห้าชุดที่สรุปอะไรไม่ได้เลย รวมงบไว้ที่แคมเปญเดียวจนกว่าจะเห็นสัญญาณชัดแล้วค่อยแตกออก เป็นวิธีที่ทำให้จบการทดสอบเร็วกว่า
CPM เฉลี่ยของ GDN ในไทยคือเท่าไหร่
Google ไม่ได้เผยแพร่ค่าเฉลี่ย CPC หรือ CPM รายอุตสาหกรรมสำหรับประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ตารางเบนช์มาร์กที่เห็นตามบทความต่าง ๆ เป็นการสุ่มตัวอย่างจากบัญชีชุดหนึ่งของผู้ให้บริการภายนอก ซึ่งขึ้นกับว่าเขาดูแลบัญชีหมวดไหน งบเท่าไหร่ ยิงในช่วงเวลาใด และนิยามหมวดธุรกิจอย่างไร เอามาใช้เป็นเป้าของบัญชีคุณไม่ได้ และไม่ควรใช้เป็นฐานในการทำใบเสนอราคาให้ลูกค้าหรือผู้บริหาร
วิธีที่ใช้ได้จริงคือหาเลขของคุณเอง สองขั้น
ขั้นแรก ก่อนเริ่มยิง ใช้ตัวประมาณการที่ Google Ads แสดงให้ตอนสร้างแคมเปญ เมื่อกรอกงบต่อวันในหน้าตั้งค่าแคมเปญ Display ระบบจะประเมินช่วงการเข้าถึงและอิมเพรสชันต่อสัปดาห์ให้ ตัวเลขนี้เป็นช่วงกว้างและเปลี่ยนตามกลุ่มเป้าหมายที่เลือก ให้ใช้เป็นกรอบคร่าว ๆ ว่าเงินก้อนนี้ซื้อการมองเห็นได้ระดับไหน ไม่ใช่ใบเสนอราคา ส่วน Keyword Planner นั้นพยากรณ์ราคาให้เฉพาะฝั่ง Search ไม่ได้พยากรณ์ CPM ของ Display ให้ อย่าเอาตัวเลข CPC จาก Keyword Planner มาใช้แทน
ขั้นสอง หลังยิงไปแล้วสองถึงสามสัปดาห์ เปิดรายงานแคมเปญ แล้วกดปุ่มคอลัมน์เพื่อเพิ่มคอลัมน์ต้นทุน อิมเพรสชัน คลิก และค่าเฉลี่ยต่อพันอิมเพรสชัน จากนั้นคำนวณเองก็ได้ด้วยสูตรตรง ๆ คือค่าใช้จ่ายหารด้วยอิมเพรสชันแล้วคูณหนึ่งพัน ได้ CPM จริงของคุณ ทำแบบเดียวกันกับ CPC คือค่าใช้จ่ายหารจำนวนคลิก แล้วแบ่งดูตามอุปกรณ์และตามตำแหน่งโฆษณา คุณจะเห็นทันทีว่าราคาต่อหน่วยของแอปบนมือถือกับของเว็บบนเดสก์ท็อปเป็นคนละโลกกัน
เมื่อได้เลขของตัวเองแล้ว เก็บไว้เป็นฐานเปรียบเทียบเดือนต่อเดือนของบัญชีคุณเอง นั่นคือเบนช์มาร์กเดียวที่มีความหมาย เพราะมันสะท้อนกลุ่มเป้าหมาย ชิ้นงาน และหน้าเว็บปลายทางของคุณจริง ๆ การวัดผลจะเชื่อถือได้ต่อเมื่อฝั่งเก็บข้อมูลถูกต้องด้วย ถ้ายังไม่มั่นใจว่าอีเวนต์ใน GA4 ตั้งตรงกับ conversion ในบัญชีโฆษณาหรือไม่ ให้เคลียร์เรื่องนี้ก่อนจะสรุปว่าราคาแพงหรือถูก
ทำไม Display ถูกกว่า Search แต่ Conversion น้อยกว่า
เพราะสองเครือข่ายนี้ซื้อคนละสถานการณ์ Search ซื้อความตั้งใจที่ผู้ใช้ประกาศออกมาเองด้วยการพิมพ์คำค้น ส่วน Display ซื้อความสนใจของคนที่กำลังอ่านข่าว ดูคลิป หรือเล่นเกมอยู่ แล้วโฆษณาไปแทรกกลางกิจกรรมนั้น ราคาต่อคลิกของ Display จึงต่ำกว่ามาก เพราะพื้นที่โฆษณาบนอินเทอร์เน็ตมีมหาศาลและการแข่งขันต่อช่องเบากว่า ขณะที่ผลลัพธ์ปลายทางก็ต่ำกว่าตามกัน
ปัญหาที่ตามมาคือวิธีอ่านตัวเลข ถ้าคุณวัด Display ด้วย last click อย่างเดียว แคมเปญ Display จะดูแย่เสมอ เพราะคนที่เห็นแบนเนอร์วันนี้อาจกลับมาค้นชื่อแบรนด์ในอีกสี่วัน แล้วเครดิตทั้งก้อนไปตกที่แคมเปญ Search แบรนด์ วิธีอ่านที่ยุติธรรมกว่าคือดู conversion แบบมีส่วนช่วย ดูปริมาณการค้นหาชื่อแบรนด์ที่ขยับตามช่วงที่ยิง Display และดูอัตราการกลับมาของผู้เข้าชมเดิม
อีกกับดักที่พบบ่อยคือการเทงบ Display ไปที่กลุ่มเป้าหมายกว้างตั้งแต่วันแรก แล้วสรุปว่า Display ใช้ไม่ได้ผล ลำดับที่ปลอดภัยกว่าคือเริ่มจากคนที่รู้จักคุณแล้ว นั่นคือ รีมาร์เก็ตติ้ง กับรายชื่อลูกค้าเดิม ซึ่งราคาต่อ conversion มักดีที่สุดในบัญชี พอกลไกวัดผลนิ่งแล้วค่อยขยายไปกลุ่มที่ยังไม่รู้จักแบรนด์ การเทียบผลกับฝั่ง Google Ads ฝั่ง Search ควรเทียบที่บทบาทในเส้นทางลูกค้า ไม่ใช่เทียบ CPA ตรง ๆ ช่องต่อช่อง
ขนาดแบนเนอร์ที่ต้องเตรียมมีอะไรบ้าง
มีสองเส้นทาง เส้นทางแรกคือ Responsive Display Ads ที่คุณอัปโหลดชิ้นส่วนแล้วให้ระบบประกอบเป็นแบนเนอร์เอง เส้นทางที่สองคือแบนเนอร์สำเร็จรูปที่ออกแบบเองทุกขนาด สำหรับบัญชีที่เพิ่งเริ่ม เส้นทางแรกครอบคลุมพื้นที่โฆษณาได้กว้างกว่าด้วยงานออกแบบที่น้อยกว่ามาก
ชิ้นส่วนที่ Responsive Display Ads ต้องการมีตามนี้
| ชิ้นส่วน | ขนาดที่แนะนำ | ขนาดต่ำสุด |
|---|---|---|
| ภาพแนวนอน อัตราส่วน 1.91:1 (บังคับ) | 1200 x 628 พิกเซล | 600 x 314 พิกเซล |
| ภาพจัตุรัส อัตราส่วน 1:1 (บังคับ) | 600 x 600 พิกเซล | 300 x 300 พิกเซล |
| โลโก้จัตุรัส อัตราส่วน 1:1 | 1200 x 1200 พิกเซล | 128 x 128 พิกเซล |
| โลโก้แนวนอน อัตราส่วน 4:1 | 1200 x 300 พิกเซล | 512 x 128 พิกเซล |
อัปโหลดภาพได้สูงสุด 15 ภาพต่ออัตราส่วน และโลโก้ได้สูงสุด 5 ไฟล์ ฝั่งข้อความมีเพดานตัวอักษรที่ต้องออกแบบให้พอดี พาดหัวสั้นได้สูงสุด 30 ตัวอักษร ใส่ได้ถึง 5 ชุด พาดหัวยาวได้ 90 ตัวอักษร ใส่ได้ชุดเดียว คำอธิบายได้ 90 ตัวอักษร ใส่ได้ถึง 5 ชุด และชื่อธุรกิจได้ 25 ตัวอักษร วิดีโอใส่เพิ่มได้สูงสุด 5 คลิป โดยความยาวที่ระบบแนะนำอยู่ที่ราว 30 วินาที
ถ้าเลือกทำแบนเนอร์สำเร็จรูปเอง ขนาดที่กินพื้นที่โฆษณาได้มากที่สุดและควรทำก่อนคือ 300 x 250, 336 x 280, 728 x 90, 300 x 600, 160 x 600, 970 x 250, 320 x 100 และ 320 x 50 สองขนาดสุดท้ายคือมือถือซึ่งสำคัญมากสำหรับตลาดไทย ไฟล์ภาพที่อัปโหลดต้องไม่เกิน 150 กิโลไบต์ รองรับ GIF, JPG และ PNG ถ้าเป็น GIF เคลื่อนไหว ความยาวต้องไม่เกิน 30 วินาที
ข้อผิดพลาดที่ทำให้เสียเงินเปล่าคือส่งงานแค่ขนาดเดียว แล้วแคมเปญเข้าประมูลได้เฉพาะช่องที่ตรงขนาดนั้น ปริมาณการมองเห็นจึงต่ำผิดปกติทั้งที่งบยังเหลือ ถ้ามีเวลาจำกัด ให้ทำ Responsive ก่อนแล้วค่อยเติมแบนเนอร์สำเร็จรูปสำหรับตำแหน่งที่พิสูจน์แล้วว่าทำผลงานได้ดี
วิธีคุมงบไม่ให้บานปลายด้วย frequency cap
งบ Display บานปลายส่วนใหญ่ไม่ได้บานที่ยอดรวม แต่บานที่การจ่ายซ้ำให้คนกลุ่มเดิมจนเกินความจำเป็น frequency cap ใน Google Ads คือเพดานจำนวนครั้งที่คนหนึ่งคนจะเห็นโฆษณาของคุณในกรอบเวลาที่กำหนด ตั้งได้ในแคมเปญ Display ที่หัวข้อการตั้งค่าเพิ่มเติม แล้วเลือกการจัดการความถี่ ระบุจำนวนอิมเพรสชันต่อวัน ต่อสัปดาห์ หรือต่อเดือน และเลือกว่าจะนับที่ระดับโฆษณาหรือระดับแคมเปญ
วิธีตั้งที่ใช้ได้จริง ให้ดูรายงานความถี่เฉลี่ยก่อนว่าตอนนี้คนหนึ่งคนเห็นกี่ครั้ง แล้วค่อยตั้งเพดานให้ต่ำกว่าค่าที่เห็นอยู่ ถ้าตั้งเพดานสูงกว่าความถี่จริงที่เกิดขึ้น การตั้งค่านั้นไม่มีผลอะไรเลย สำหรับแคมเปญรีมาร์เก็ตติ้งที่ยิงใส่คนกลุ่มเล็ก ความถี่จะพุ่งเร็วกว่าแคมเปญกลุ่มกว้างมาก เพราะงบเท่าเดิมแต่มีคนให้ยิงน้อยกว่า ตรงนี้คือจุดที่เพดานความถี่ช่วยประหยัดได้ชัดที่สุด
นอกจากเพดานความถี่ ยังมีคันบังคับอื่นที่ควรตั้งพร้อมกัน
- กำหนดระยะเวลาสมาชิกของรายชื่อรีมาร์เก็ตติ้งให้สั้นลง เช่นจาก 540 วันเหลือ 30 วัน สำหรับสินค้าที่ตัดสินใจเร็ว
- ยกเว้นตำแหน่งโฆษณาที่ไม่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะแอปเกมบนมือถือที่มักกินอิมเพรสชันจำนวนมากด้วยคลิกที่เกิดจากการกดพลาด
- ยกเว้นคนที่เพิ่งซื้อไปแล้ว เพื่อไม่ให้จ่ายเงินยิงโฆษณาชวนซื้อซ้ำให้คนที่เพิ่งจ่ายเงินไปเมื่อวาน
- ตั้งงบที่ระดับแคมเปญแทนการใช้งบร่วมกันหลายแคมเปญ ในช่วงที่ยังไม่รู้ว่าแคมเปญไหนคุ้ม
รายการยกเว้นตำแหน่งโฆษณาควรทำเป็นงานประจำรายสัปดาห์ ไม่ใช่ทำครั้งเดียวตอนตั้งค่า เพราะพื้นที่โฆษณาใหม่เข้ามาในเครือข่ายตลอดเวลา การเปิดรายงานตำแหน่งโฆษณาแล้วตัดตัวที่ใช้งบเยอะโดยไม่มีผลลัพธ์ออกทุกสัปดาห์ เป็นงานที่ให้ผลตอบแทนต่อเวลาสูงที่สุดงานหนึ่งในการดูแลแคมเปญ Display
GDN กับ Programmatic ราคาต่างกันยังไง
ต่างกันที่โครงสร้างค่าใช้จ่าย ไม่ใช่แค่ตัวเลขราคาต่อพันอิมเพรสชัน เวลาซื้อผ่าน Google Ads เงินที่คุณจ่ายคือราคาที่ชนะการประมูล ไม่มีค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มแยกมาเก็บอีกชั้น พื้นที่โฆษณาที่เข้าถึงได้คือเครือข่ายของ Google และผู้เผยแพร่ที่ขายผ่านระบบของ Google
ฝั่งการซื้อสื่อแบบ Programmatic ผ่านแพลตฟอร์มฝั่งผู้ซื้อ ค่าใช้จ่ายเป็นชั้น ๆ ซ้อนกัน โดยทั่วไปประกอบด้วยค่าสื่อที่ชนะประมูล ค่าธรรมเนียมการใช้แพลตฟอร์ม ค่าข้อมูลกลุ่มเป้าหมายของผู้ขายดาต้า ค่าเครื่องมือตรวจสอบความปลอดภัยของแบรนด์และการวัด viewability และค่าบริการของทีมที่บริหารจัดการ ผลคือราคาที่ตกถึงผู้เผยแพร่จริงต่ำกว่าเงินที่ออกจากกระเป๋าคุณ ส่วนต่างนี้แลกมากับสิ่งที่ GDN ให้ไม่ได้ คือการซื้อข้ามหลายตลาดกลาง การเจรจาซื้อพื้นที่แบบดีลตรงกับผู้เผยแพร่ และการควบคุมรายงานระดับลึก
เกณฑ์เลือกที่ใช้ตัดสินใจได้เร็ว หากงบต่อเดือนยังไม่มากและเป้าหมายคือผลลัพธ์ที่วัดเป็นยอดขายหรือลีด การอยู่ใน Google Ads คุ้มกว่าเพราะไม่มีชั้นค่าธรรมเนียมมาบวก แต่หากงบใหญ่พอ ต้องซื้อพื้นที่เฉพาะบนสื่อที่เลือกเอง หรือมีข้อกำหนดเรื่องความปลอดภัยของแบรนด์ที่เข้มงวด การจ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อแลกกับการควบคุมจึงเริ่มมีเหตุผล ประเด็นสำคัญคืออย่าเทียบ CPM ของสองช่องทางนี้ตรง ๆ เพราะตัวเลขหนึ่งรวมค่าธรรมเนียม อีกตัวเลขไม่รวม
เรื่องรูปแบบค่าบริการของผู้ดูแลบัญชีก็เช่นกัน มีทั้งแบบคิดเป็นสัดส่วนของงบสื่อ แบบค่าบริการคงที่รายเดือน แบบคิดตามผลลัพธ์ และแบบผสม แต่ละแบบให้แรงจูงใจต่างกัน ควรถามให้ชัดตั้งแต่ต้นว่าค่าบริการรวมงานอะไรบ้าง และรวมค่าผลิตชิ้นงานหรือไม่
Display Ads ในบริบทตลาดไทย
ทราฟฟิกในไทยเอียงไปทางมือถืออย่างชัดเจน แปลว่าอิมเพรสชันส่วนใหญ่ของบัญชีคนไทยจะมาจากพื้นที่โฆษณาในแอปและเว็บบนมือถือ ผลตามมาสองข้อ ข้อแรกคือแบนเนอร์ขนาดมือถือต้องมี ข้อสองคือรายการยกเว้นแอปต้องได้รับการดูแลจริงจัง เพราะคลิกจากการกดพลาดในแอปเกมทำให้ตัวเลขคลิกดูดีแต่ไม่มีผลลัพธ์
เรื่องชิ้นงานภาษาไทยมีข้อจำกัดทางสายตาที่คนออกแบบมักลืม อักษรไทยมีวรรณยุกต์และสระบนล่าง เมื่อย่อภาพลงไปแสดงในช่อง 320 x 50 พิกเซล ข้อความที่อ่านออกบนจอคอมจะกลายเป็นรอยเปื้อน ทางแก้คือใส่ข้อความสั้นที่สุดลงบนภาพ แล้วปล่อยให้ส่วนที่ต้องอ่านจริงไปอยู่ในพาดหัวและคำอธิบายซึ่งระบบเรนเดอร์เป็นข้อความจริง อ่านได้ทุกขนาด
อีกจุดที่ควรตรวจก่อนสรุปเรื่องราคาคือฝั่งบิล งบที่ตั้งในบัญชีเป็นค่าสื่อ ส่วนภาษีที่บวกเพิ่มให้ดูจากใบแจ้งหนี้ของ Google ตามสถานะการจดทะเบียนของกิจการคุณ การตั้งงบโดยลืมส่วนนี้ทำให้ตัวเลขที่รายงานผู้บริหารกับตัวเลขที่ฝ่ายบัญชีเห็นไม่ตรงกันทุกเดือน
สุดท้าย พฤติกรรมของผู้ใช้ไทยที่อยู่บนแพลตฟอร์มโซเชียลและแชตเป็นหลัก ทำให้บทบาทที่เหมาะสมของ Display ในบัญชีคนไทยส่วนใหญ่คือการตามกลับและการเสริมความคุ้นเคยกับแบรนด์ มากกว่าจะเป็นช่องทางปิดการขายช่องแรก การตั้งความคาดหวังให้ตรงตั้งแต่ต้นช่วยให้ตัดสินใจเรื่องงบได้ถูกตั้งแต่เดือนแรก
คำถามที่พบบ่อยเรื่อง google display network ราคา
ยิง Display ด้วยงบน้อยมากได้ผลไหม
ได้ผลถ้าจำกัดกลุ่มเป้าหมายให้แคบ เช่น ยิงเฉพาะคนที่เคยเข้าเว็บใน 30 วัน เพราะงบก้อนเล็กที่ยิงใส่คนกลุ่มกว้างจะกระจายบางเกินกว่าจะเกิดผลอะไร ในทางกลับกัน งบก้อนเดียวกันที่ยิงใส่คนที่เคยเข้าเว็บแล้วจะสร้างความถี่พอให้คนจำได้และกลับมา
ทำไมค่าใช้จ่ายบางวันเกินงบต่อวันที่ตั้งไว้
เพราะ Google อนุญาตให้ใช้เกินงบต่อวันได้ในวันที่มีโอกาสดี โดยชดเชยในวันที่ทราฟฟิกน้อย และคุมยอดรวมทั้งเดือนไม่ให้เกินงบต่อวันคูณจำนวนวันเฉลี่ยของเดือน ให้ตรวจที่ยอดสะสมรายเดือนแทนการดูรายวัน
CPM ที่ถูกกว่าแปลว่าแคมเปญดีกว่าใช่ไหม
ไม่ใช่เสมอไป เพราะ CPM ถูกลงได้จากการที่ระบบไปซื้อพื้นที่โฆษณาคุณภาพต่ำ เช่น แอปที่ผู้ใช้กดพลาดบ่อย ให้ดู CPM ควบคู่กับอัตราการมองเห็น อัตราการเข้าชมที่ไม่ตีกลับทันที และผลลัพธ์ปลายทาง ก่อนสรุปว่าถูกลงแล้วดีขึ้น
ควรใช้แบนเนอร์สำเร็จรูปหรือ Responsive Display Ads
เริ่มที่ Responsive Display Ads เพราะครอบคลุมพื้นที่โฆษณาได้กว้างกว่าด้วยงานออกแบบที่น้อยกว่า แล้วค่อยผลิตแบนเนอร์สำเร็จรูปเพิ่มเฉพาะขนาดและตำแหน่งที่รายงานบอกว่าทำผลงานได้ดี
ต้องรอกี่สัปดาห์ถึงจะรู้ว่าราคาที่จ่ายอยู่สมเหตุสมผล
ประมาณสองถึงสามสัปดาห์ที่งบเดินสม่ำเสมอโดยไม่แก้การตั้งค่าใหญ่ ๆ ระหว่างทาง เพราะกลยุทธ์การเสนอราคาแบบอัตโนมัติต้องใช้เวลาเรียนรู้ และการแก้งบหรือเปลี่ยนเป้าหมายกลางคันจะรีเซ็ตการเรียนรู้นั้น
สรุป
ราคาของ Display ไม่ได้อยู่ที่เรตต่อหน่วย แต่อยู่ที่ว่าเงินก้อนนั้นไปตกกับคนกลุ่มไหน ด้วยความถี่เท่าไหร่ และวัดผลด้วยวิธีที่ถูกต้องหรือเปล่า ถ้าอยากให้ทีมช่วยวางโครงสร้างแคมเปญ กำหนดเพดานความถี่ และตั้งระบบวัดผลให้ตัวเลขที่รายงานเชื่อถือได้ ทีม Relevant Audience รับดูแลงานส่วนนี้ในบริการ Google Ads ทักมาคุยเรื่องเป้าหมายและงบที่มีอยู่ได้เลย







