สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- แคมเปญ Search มีกลยุทธ์การเสนอราคาเจ็ดแบบ ได้แก่ Manual CPC, Maximize clicks, Target impression share, Maximize conversions, Target CPA, Maximize conversion value และ Target ROAS
- Enhanced CPC ใช้ไม่ได้กับแคมเปญ Search และ Display ตั้งแต่สัปดาห์ของวันที่ 31 มีนาคม 2568 แคมเปญที่ยังใช้อยู่ถูกเปลี่ยนเป็น Manual CPC
- Google ระบุว่า Smart Bidding โดยทั่วไปใช้หนึ่งถึงสองรอบ Conversion ในการปรับเทียบ หลังสร้างกลยุทธ์ใหม่ เปลี่ยนการตั้งค่า หรือเพิ่มลบแคมเปญ กลุ่มโฆษณา หรือคีย์เวิร์ด
- การเสนอราคาตามมูลค่า (Maximize conversion value, Target ROAS) ต้องมีเป้าหมาย Conversion ที่รายงานมูลค่าไม่ซ้ำกันอย่างน้อยสองค่า จะเป็นรายได้จริงหรือมูลค่าตัวแทน เช่น คะแนนลีด ก็ได้
- ตั้งแต่ 17 สิงหาคม 2569 (เปิดใช้ครบ 27 สิงหาคม) แคมเปญ Target CPA และ Target ROAS ที่ถูกจำกัดด้วยงบจะส่งผลใกล้เป้าที่ตั้งไว้มากขึ้น และ Google ไม่ปรับเป้าให้
Google Ads bidding strategies หรือกลยุทธ์การเสนอราคาของ Google Ads แบ่งได้เป็นสองกลุ่ม คือการเสนอราคาแบบกำหนดเอง (Manual) ที่ผู้ลงโฆษณาตั้งราคาต่อคลิกสูงสุดเอง และการเสนอราคาอัตโนมัติ ที่ Google ตั้งราคาให้ในทุกการประมูลตามเป้าหมายที่เลือก ไม่ว่าจะเป็นจำนวนคลิก ส่วนแบ่งการแสดงผล จำนวน Conversion หรือมูลค่า Conversion การเลือกให้ถูกขึ้นอยู่กับว่าบัญชีวัดผลอะไรได้บ้าง มากกว่าความชอบส่วนตัว แคมเปญที่ติดตาม Conversion ได้แม่นยำและมี Conversion เข้ามาสม่ำเสมอส่งต่อให้ Smart Bidding ได้ ส่วนแคมเปญที่ยังไม่มีการติดตามหรือมี Conversion น้อยมาก ควรใช้ Manual CPC หรือ Maximize clicks ไปก่อนจนกว่าจะมีข้อมูล
บทความนี้อธิบายทุกกลยุทธ์ที่ใช้ได้กับแคมเปญ Search ในปี 2569 ว่าแต่ละแบบต้องการข้อมูลอะไร จะรู้ได้อย่างไรว่าถึงเวลาเปลี่ยน และช่วง Learning period เกิดอะไรขึ้นจริง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเดือนสิงหาคม 2569 ที่ส่งผลต่อกลยุทธ์แบบตั้งเป้าในแคมเปญที่ถูกจำกัดด้วยงบ เพราะเรื่องนี้กระทบทุกคนที่ยังใช้เป้าหมายที่ตั้งไว้ต่ำเกินจริงเป็นเบรกคุมการใช้เงิน
กลยุทธ์การเสนอราคาที่ใช้ได้กับแคมเปญ Search
รายการของ Google สำหรับแคมเปญ Search ตอนนี้มีเจ็ดตัวเลือก บางบัญชีเห็น Target CPA และ Target ROAS เป็นกลยุทธ์แยกในเมนู ขณะที่บางบัญชียังต้องเลือกผ่านการตั้งเป้าหมายเสริมภายใน Maximize conversions และ Maximize conversion value แต่ไม่ว่าจะแสดงแบบไหน การเสนอราคาทำงานเหมือนกัน
Manual CPC
ผู้ลงโฆษณาตั้งราคาต่อคลิกสูงสุดที่ระดับกลุ่มโฆษณาหรือคีย์เวิร์ด และ Google จะไม่เสนอราคาเกินนั้น ยังปรับราคาตามอุปกรณ์ พื้นที่ และช่วงเวลาได้ Manual CPC ให้การควบคุมเต็มที่และความรับผิดชอบเต็มที่เช่นกัน การปรับราคาทุกครั้งต้องทำเอง และระบบไม่ปรับตามผู้ค้นหาแต่ละคน ส่วน Enhanced CPC ที่เคยเป็นชั้นกึ่งอัตโนมัติบน Manual CPC นั้นใช้ไม่ได้แล้วกับแคมเปญ Search และ Display ตั้งแต่สัปดาห์ของวันที่ 31 มีนาคม 2568 แคมเปญที่ยังใช้อยู่ถูกเปลี่ยนเป็น Manual CPC ธรรมดา
Maximize clicks
Google ตั้งราคาเพื่อให้ได้คลิกมากที่สุดภายในงบรายวัน และสามารถตั้งขีดจำกัดราคาต่อคลิกสูงสุด (max CPC bid limit) เพื่อไม่ให้คลิกเดียวแพงเกินที่รับได้ กลยุทธ์นี้เน้นปริมาณทราฟฟิก ไม่ได้เน้นคุณภาพ จึงเหมาะกับแคมเปญใหม่ที่ต้องการข้อมูลเร็ว แต่ก็พร้อมซื้อคลิกราคาถูกที่ไม่เคยเกิด Conversion
Target impression share
เลือกได้ว่าต้องการให้โฆษณาแสดงที่ตำแหน่งบนสุดของหน้า ส่วนบนของหน้า หรือที่ใดก็ได้บนหน้า และกำหนดเปอร์เซ็นต์ของการประมูลที่มีสิทธิ์ซึ่งต้องการให้แสดงในตำแหน่งนั้น นี่คือกลยุทธ์ด้านการมองเห็น เหมาะกับคีย์เวิร์ดแบรนด์ที่การขึ้นเป็นอันดับแรกสำคัญกว่าต้นทุนต่อลีด แต่เสี่ยงกับคีย์เวิร์ดทั่วไปที่กว้าง เพราะการไล่ส่วนแบ่งสูงอาจดันราคาต่อคลิกขึ้นเร็ว ควรตั้งขีดจำกัดราคาต่อคลิกสูงสุดไว้เสมอ
Maximize conversions และ Target CPA
Maximize conversions ใช้งบรายวันทั้งหมดเพื่อให้ได้ Conversion มากที่สุด การเพิ่ม Target CPA คือการบอกให้ระบบเล็งต้นทุนต่อ Conversion เฉลี่ยแทน ซึ่งมักได้ Conversion น้อยลงแต่ต้นทุนนิ่งขึ้น ทั้งสองแบบใช้ Smart Bidding หมายความว่า Google ประเมินสัญญาณ ณ เวลาประมูล เช่น อุปกรณ์ พื้นที่ ช่วงเวลา ภาษา และคำค้นหา แล้วตั้งราคาสำหรับการประมูลนั้นครั้งเดียว ทั้งสองแบบนับเฉพาะ Conversion action ที่รวมอยู่ในคอลัมน์ "Conversions" ดังนั้นสิ่งที่ตั้งเป็น Conversion หลักคือสิ่งที่ระบบไล่ตามจริง ๆ
Maximize conversion value และ Target ROAS
คู่ที่อิงมูลค่าทำงานแบบเดียวกัน แต่ปรับให้ได้มูลค่า Conversion รวมสูงสุดแทนจำนวน Target ROAS คือการกำหนดผลตอบแทนจากค่าโฆษณาเฉลี่ย เช่น 400 เปอร์เซ็นต์ หมายถึงมูลค่าที่ติดตามได้สี่บาทต่อค่าโฆษณาหนึ่งบาท ข้อกำหนดของ Google สำหรับการเสนอราคาตามมูลค่าคือ เป้าหมาย Conversion ต้องรายงานมูลค่าที่ไม่ซ้ำกันอย่างน้อยสองค่า ซึ่งเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจจริง เช่น รายได้ หรือมูลค่าตัวแทน เช่น คะแนนลีด ก็ได้ ถ้าลีดทุกรายถูกบันทึกด้วยมูลค่าเท่ากัน กลยุทธ์ตามมูลค่าก็ไม่มีอะไรให้แยกแยะ และทำงานเหมือนกลยุทธ์ตามจำนวนที่มีขั้นตอนเพิ่มขึ้นเท่านั้น
นอกแคมเปญ Search มีบางประเภทแคมเปญที่มีตัวเลือกของตัวเอง Target CPC มีเฉพาะ Demand Gen และ Pay for Conversions มีเฉพาะแคมเปญ Display ที่มีสิทธิ์ จึงไม่ได้กล่าวถึงในบทความนี้
เปรียบเทียบ Manual CPC, Maximize clicks, Maximize conversions, Target CPA และ Target ROAS
| กลยุทธ์ | ปรับให้ได้อะไร | ข้อมูลที่ต้องมีก่อนจะทำงานได้ดี |
|---|---|---|
| Manual CPC | ไม่ปรับอัตโนมัติ ผู้ลงโฆษณาตั้ง max CPC เอง | ไม่ต้องมี แต่ต้องมีเวลาปรับราคาด้วยมือ |
| Maximize clicks | จำนวนคลิกภายในงบ | ไม่ต้องมี ควรตั้งขีดจำกัด max CPC |
| Maximize conversions / Target CPA | จำนวน Conversion หรือต้นทุนต่อ Conversion เฉลี่ย | การติดตาม Conversion ที่ใช้งานได้ และ Conversion เข้ามาสม่ำเสมอ |
| Maximize conversion value / Target ROAS | มูลค่า Conversion รวม หรือผลตอบแทนจากค่าโฆษณาเฉลี่ย | มูลค่า Conversion ไม่ซ้ำกันอย่างน้อยสองค่า (รายได้จริงหรือมูลค่าตัวแทน) |
แต่ละกลยุทธ์ต้องการข้อมูลอะไร
คำถามที่ควรถามก่อนเลือกกลยุทธ์ไม่ใช่ "แบบไหนดีที่สุด" แต่เป็น "แคมเปญนี้มองเห็นอะไรได้บ้าง" มีสามเรื่องที่ตัดสิน
- การติดตาม Conversion ที่บันทึกการกระทำที่ถูกต้อง ถ้าแท็กยิงบนหน้าขอบคุณที่เข้าถึงได้โดยไม่ต้องส่งฟอร์ม หรือนับทุกการดูหน้าเป็นลีด Smart Bidding จะปรับไปหาความผิดพลาดนั้นเต็มกำลัง ตรวจ Conversion action ก่อนเปลี่ยนการเสนอราคา ไม่ใช่หลังจากนั้น
- จำนวน Conversion ต่อแคมเปญที่เพียงพอ Google ไม่ได้กำหนดขั้นต่ำตัวเดียวสำหรับทุกกรณี แต่หน้าช่วยเหลือระบุชัดว่าเวลาที่ใช้ปรับเทียบขึ้นอยู่กับจำนวน Conversion ที่แคมเปญได้และความยาวของรอบ Conversion แคมเปญที่ได้ Conversion เพียงไม่กี่ครั้งต่อเดือนให้ข้อมูลระบบน้อยมาก และผลแต่ละครั้งจะขยับราคาแรง
- เข้าใจระยะเวลาหน่วงของ Conversion ถ้าลีดส่วนใหญ่เกิด Conversion สามวันหลังคลิก ข้อมูลไม่กี่วันล่าสุดจะดูแย่กว่าความจริงเสมอ การตัดสินแคมเปญ Target CPA จากตัวเลขเมื่อวานคือการลงโทษมันจาก Conversion ที่ยังไม่ถูกบันทึก
สำหรับกลยุทธ์ตามมูลค่าต้องเพิ่มข้อที่สี่ คือมูลค่าที่สะท้อนผลทางธุรกิจจริง ร้านค้าออนไลน์ส่งมูลค่าคำสั่งซื้อได้ทันที ส่วนธุรกิจที่หาลีดต้องกำหนดมูลค่าอย่างตั้งใจ เช่น ให้มูลค่าการขอใบเสนอราคาสูงกว่าการสมัครรับจดหมายข่าว หรือนำเข้ามูลค่าออฟไลน์เมื่อลีดกลายเป็นรายได้
เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนกลยุทธ์การเสนอราคา
บัญชีส่วนใหญ่ค่อย ๆ ขยับไปตามลำดับ มากกว่ากระโดดไปขั้นสุดท้ายทันที ลำดับที่สมเหตุสมผลสำหรับแคมเปญ Search ใหม่คือ
- เริ่มด้วย Manual CPC หรือ Maximize clicks ที่มีขีดจำกัดราคา ระหว่างที่แคมเปญเก็บคลิกแรก ๆ และตรวจสอบว่าแท็ก Conversion ยิงถูกต้อง
- เปลี่ยนเป็น Maximize conversions เมื่อมีการบันทึก Conversion สม่ำเสมอ และตัวเลขตรงกับที่ทีมขายหรือระบบคำสั่งซื้อเห็น
- เพิ่ม Target CPA เมื่อ CPA จริงภายใต้ Maximize conversions นิ่งมาหลายสัปดาห์ ตั้งเป้าให้ใกล้กับที่แคมเปญทำได้อยู่แล้ว ไม่ใช่ตัวเลขที่อยากให้เป็น
- เปลี่ยนเป็น Maximize conversion value หรือ Target ROAS เมื่อ Conversion มีมูลค่าที่แตกต่างและมีความหมาย และเป้าหมายจริงคือรายได้ ไม่ใช่จำนวนลีด
สัญญาณว่าถึงเวลาขยับขึ้น คือ Conversion เข้ามาทุกสัปดาห์โดยไม่ขาดช่วง จำนวนที่ติดตามได้ตรงกับ CRM และการปรับราคาด้วยมือกินเวลามากกว่าผลที่ได้ สัญญาณว่าควรถอยกลับ คือการติดตามเสียหรือถูกเปลี่ยน ธุรกิจเปลี่ยนนิยามของ Conversion หรือจำนวน Conversion ลดลงจนกลยุทธ์อัตโนมัติแกว่งแรงจากข้อมูลน้อยนิด
ถ้าต้องการเปรียบเทียบสองกลยุทธ์แทนการเดา ฟีเจอร์ Experiments ของ Google Ads แบ่งทราฟฟิกของแคมเปญระหว่างกลยุทธ์ปัจจุบันกับกลยุทธ์ทดลอง แล้วเทียบผลในช่วงวันเดียวกัน วิธีนี้สะอาดกว่าการเปลี่ยนแล้วเทียบเดือนนี้กับเดือนก่อน ซึ่งปนผลของฤดูกาลและการเคลื่อนไหวของคู่แข่งเข้าไปด้วย
ช่วง Learning period ทำงานอย่างไร
เมื่อกลยุทธ์ Smart Bidding เข้าสู่ช่วงเรียนรู้ คอลัมน์สถานะจะแสดง "Learning" ข้างกลยุทธ์ Google ระบุสาเหตุไว้สี่ข้อ คือกลยุทธ์ใหม่หรือเพิ่งเปิดใช้อีกครั้ง การเปลี่ยนการตั้งค่าของกลยุทธ์ เช่น เป้าหมาย การเปลี่ยนองค์ประกอบ เช่น เพิ่มหรือลบแคมเปญ กลุ่มโฆษณา หรือคีย์เวิร์ด และในแคมเปญ Shopping การเปลี่ยนเป้าหมายระดับกลุ่มโฆษณาในบางกรณี หน้าช่วยเหลือของ Google ระบุว่าการปรับเทียบอาจใช้เวลาไม่กี่รอบ Conversion โดยทั่วไปหนึ่งถึงสองรอบ และอาจเร็วกว่านั้นถ้ามีข้อมูล Conversion มาก ส่วน Manual CPC ไม่มีช่วงเรียนรู้เลย
จากข้อนี้จึงได้กฎปฏิบัติสามข้อ
- รวบการเปลี่ยนแปลงไว้ทำครั้งเดียว การขยับเป้าทุกสองวันทำให้นับเวลาใหม่ทุกครั้ง ตัดสินใจให้ชัด เปลี่ยนครั้งเดียว แล้วรออย่างน้อยหนึ่งรอบ Conversion เต็มก่อนอ่านผล
- ปรับเป้าทีละขั้นพอประมาณ การลด Target CPA ลงมากในครั้งเดียวคือการสั่งให้ระบบหาชุดการประมูลที่ต่างออกไปมากในทันที การปรับทีละน้อยช่วยให้ปริมาณค่อย ๆ ปรับตาม
- อย่าตัดสินจากช่วงเรียนรู้ ผลงานระหว่างช่วงเรียนรู้มีความผันผวน Google ยังระบุด้วยว่าอัลกอริทึมยังเรียนรู้ต่อหลังป้ายกำกับหายไป ดังนั้นการที่สถานะ "Learning" สิ้นสุดไม่ได้แปลว่ากลยุทธ์ปรับตัวเสร็จสมบูรณ์
สำหรับช่วงพีกระยะสั้นที่คาดการณ์ได้ เช่น โปรโมชันสามวัน Smart Bidding มี Seasonality adjustments ที่บอกระบบล่วงหน้าว่าอัตรา Conversion จะเปลี่ยนในช่วงวันที่กำหนด ส่วนกรณีการติดตามล่ม Data exclusions จะบอกให้ระบบไม่สนใจข้อมูล Conversion ในวันที่ได้รับผลกระทบ ทั้งสองอยู่ในการควบคุมขั้นสูงของกลยุทธ์การเสนอราคา และเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการเปลี่ยนเป้าหมายก่อนและหลังแต่ละเทศกาล
ตัวอย่างสมมติ
สมมติว่าคลินิกแห่งหนึ่งใช้แคมเปญ Search แบบ Maximize conversions ตลอดหกสัปดาห์ ต้นทุนต่อการจองจริงนิ่งอยู่ราว 600 บาท และมีการจองเข้ามาทุกวัน ทีมงานจึงเพิ่ม Target CPA ที่ 600 บาทให้ตรงกับที่แคมเปญทำได้อยู่แล้ว กลยุทธ์เข้าสู่ช่วงเรียนรู้ ทีมปล่อยไว้สองสัปดาห์ แล้วจึงพิจารณาลดเป้าเหลือ 550 บาท ถ้าตั้ง 350 บาทตั้งแต่วันแรกเพียงเพราะเป็นตัวเลขที่อยากได้ แคมเปญน่าจะเสียปริมาณไปมากระหว่างที่ระบบตามหาการประมูลที่ให้ต้นทุนระดับนั้นได้ ตัวเลขในตัวอย่างนี้สมมติขึ้นเพื่ออธิบายวิธีคิด ไม่ใช่ค่ามาตรฐานอ้างอิง
การเปลี่ยนแปลงการเสนอราคาแบบตั้งเป้าในเดือนสิงหาคม 2569
วันที่ 17 สิงหาคม 2569 Google เปลี่ยนวิธีทำงานของ Target CPA และ Target ROAS ในแคมเปญที่ถูกจำกัดด้วยงบ และทยอยเปิดใช้ทั่วโลกเสร็จสิ้นในวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ก่อนหน้านี้ แคมเปญที่ตั้งเป้าต่ำเกินจริงและมีงบน้อยอาจทำได้ดีกว่าเป้าบนกระดาษ เพราะงบกดการใช้จ่ายไว้ ตอนนี้การเสนอราคาจะพยายามส่งผลให้ใกล้กับเป้าที่ผู้ลงโฆษณาตั้งไว้มากขึ้น แม้แคมเปญจะถูกจำกัดด้วยงบ และ Google ไม่ปรับเป้าหมายหรืองบให้อัตโนมัติ
ผลในทางปฏิบัติตรงไปตรงมา ถ้าแคมเปญทำได้ดีกว่า Target CPA เพียงเพราะงบทำให้มันเล็ก CPA อาจขยับขึ้นไปใกล้ตัวเลขที่เขียนไว้จริง ควรตรวจทุกแคมเปญที่ถูกจำกัดด้วยงบและใช้กลยุทธ์แบบตั้งเป้า แล้วตั้งเป้าเป็น CPA หรือ ROAS ที่ต้องการจริงเมื่อใช้งบเต็ม
ความหมายสำหรับผู้ลงโฆษณาในประเทศไทย
ตลาดไทยมีลักษณะสามอย่างที่กระทบการเลือกกลยุทธ์การเสนอราคา อย่างแรก ธุรกิจไทยจำนวนมากปิดการขายผ่าน LINE หรือโทรศัพท์ มากกว่าบนเว็บไซต์ ถ้า Conversion เดียวที่ติดตามคือการส่งฟอร์ม Smart Bidding จะให้คุณค่ากับแคมเปญที่สร้างแชต LINE และสายโทรเข้าน้อยเกินไป ควรติดตามคลิกเพิ่มเพื่อน LINE และคลิกโทรเป็น Conversion และถ้าทำได้ ให้นำเข้าข้อมูลลีดที่กลายเป็นลูกค้า เพื่อให้ระบบเห็นภาพครบ
อย่างที่สอง บัญชีของ SME ไทยจำนวนมากแยกเป็นแคมเปญเล็ก ๆ หลายแคมเปญ แต่ละแคมเปญมี Conversion น้อย การกระจาย Conversion บาง ๆ ไปหลายแคมเปญทำให้เรียนรู้ช้า การรวมแคมเปญที่คล้ายกัน หรือใช้ Portfolio bid strategy ร่วมกันหลายแคมเปญ ทำให้กลยุทธ์เดียวมีข้อมูลมากขึ้น
อย่างที่สาม ปฏิทินค้าปลีกไทยเต็มไปด้วยเทศกาลสั้นและแรง เช่น โปรวันเลขเบิ้ล 11.11 และ 12.12 สุดสัปดาห์วันเงินเดือนออก และวันหยุดยาวอย่างสงกรานต์ Seasonality adjustments สร้างมาเพื่อช่วงเวลาแบบนี้โดยตรง และไม่ทำให้เกิดการเริ่มเรียนรู้ใหม่แบบที่เกิดเมื่อเปลี่ยนเป้าก่อนและหลังแต่ละเทศกาล
คุณภาพการติดตามเป็นฐานของทุกเรื่องข้างต้น การตั้งค่า Conversion ใน GA4 และ Google Ads ที่ถูกต้องคือเงื่อนไขแรกของกลยุทธ์อัตโนมัติทุกแบบ การทบทวนการเสนอราคาจึงมักเริ่มจากการตรวจและย้ายระบบ GA4 ส่วนร้านค้าที่เสนอราคาผ่านฟีดสินค้าก็เจอตัวเลือกเดียวกันในแคมเปญ Google Shopping ซึ่ง Target ROAS มักเป็นปลายทาง
คำถามที่พบบ่อย
กลยุทธ์การเสนอราคา Google Ads แบบไหนเหมาะกับแคมเปญใหม่?
แคมเปญใหม่ที่ยังไม่มีประวัติ Conversion มักเริ่มได้ปลอดภัยกว่าด้วย Manual CPC หรือ Maximize clicks ที่ตั้งขีดจำกัดราคาต่อคลิกสูงสุด เมื่อตรวจสอบการติดตาม Conversion แล้วและมี Conversion เข้ามาสม่ำเสมอ จึงเปลี่ยนเป็น Maximize conversions แล้วค่อยเพิ่มเป้าหมาย
Enhanced CPC ยังใช้ได้อยู่ไหม?
ไม่ได้แล้ว Enhanced CPC ใช้ไม่ได้กับแคมเปญ Search และ Display ตั้งแต่สัปดาห์ของวันที่ 31 มีนาคม 2568 แคมเปญที่ไม่ได้ย้ายกลยุทธ์ถูกเปลี่ยนเป็น Manual CPC
ช่วงเรียนรู้ของ Smart Bidding ใช้เวลานานเท่าไร?
Google ระบุว่าการปรับเทียบโดยทั่วไปใช้หนึ่งถึงสองรอบ Conversion และอาจเร็วกว่านั้นถ้ามีข้อมูล Conversion มาก สถานะนี้เกิดจากกลยุทธ์ใหม่ การเปลี่ยนการตั้งค่า และการเพิ่มหรือลบแคมเปญ กลุ่มโฆษณา หรือคีย์เวิร์ด
ควรใช้ Target CPA หรือ Target ROAS?
ใช้ Target CPA เมื่อ Conversion ทุกครั้งมีคุณค่าต่อธุรกิจใกล้เคียงกัน และใช้ Target ROAS เมื่อมูลค่า Conversion ต่างกันชัดเจน เช่น คำสั่งซื้อออนไลน์ที่มียอดต่างกัน Target ROAS ต้องมีเป้าหมาย Conversion ที่รายงานมูลค่าไม่ซ้ำกันอย่างน้อยสองค่า จากรายได้จริงหรือมูลค่าตัวแทน เช่น คะแนนลีด
ทำไม CPA สูงขึ้นหลังเดือนสิงหาคม 2569?
ถ้าแคมเปญถูกจำกัดด้วยงบและใช้ Target CPA หรือ Target ROAS การเปลี่ยนแปลงวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ทำให้การเสนอราคาส่งผลใกล้กับเป้าที่ตั้งไว้มากขึ้น เป้าที่ตั้งต่ำกว่าที่แคมเปญทำได้เมื่อใช้งบเต็มจะดึง CPA ไปหาเป้านั้น จึงควรตรวจและตั้งใหม่
เลือกกลยุทธ์ให้ตรงกับข้อมูลที่มี
กลยุทธ์การเสนอราคาคือการตัดสินใจขั้นสุดท้าย ไม่ใช่ขั้นแรก การติดตาม มูลค่า Conversion และโครงสร้างแคมเปญเป็นตัวตัดสินว่ากลยุทธ์อัตโนมัติจะทำงานได้หรือไม่ ถ้าต้องการมุมมองที่สองว่า Google Ads bidding strategies แบบไหนเหมาะกับบัญชีของคุณ หรือต้องการความช่วยเหลือในการวางระบบ Conversion ใหม่ ทีมบริการ Google Ads ของ Relevant Audience พร้อมช่วยตรวจบัญชีร่วมกับคุณ ธุรกิจที่ต้องการให้ดูแลแคมเปญ Search ต่อเนื่องสามารถดูบริการ Relevant Search สำหรับ Google Ads ได้เช่นกัน







