marketplace คือ อะไร ทำงานอย่างไร มีกี่ประเภท และเริ่มขายต้องเตรียมอะไร

marketplace คือ อะไร ทำงานอย่างไร มีกี่ประเภท และเริ่มขายต้องเตรียมอะไร

อีคอมเมิร์ซOctober 15, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • บน marketplace ผู้ซื้อจ่ายเงินให้แพลตฟอร์ม แพลตฟอร์มถือเงินไว้จนส่งของสำเร็จหรือพ้นช่วงคืนสินค้า แล้วจึงโอนให้ผู้ขายหลังหักค่าธรรมเนียม
  • Shopee และ Lazada ขายผ่านการค้นหาเป็นหลัก ส่วน TikTok Shop ขายผ่านคลิป ไลฟ์ และครีเอเตอร์ affiliate ที่ได้ค่าคอมมิชชันตามที่ผู้ขายตั้ง
  • อัตราค่าธรรมเนียมต่างกันตามแพลตฟอร์ม หมวดสินค้า และประเภทร้าน และปรับเป็นระยะ ควรตรวจในศูนย์ผู้ขายก่อนตั้งราคา
  • ROAS จุดคุ้มทุนเท่ากับ 1 หารด้วยสัดส่วนกำไรก่อนโฆษณา ถ้ากำไรก่อนโฆษณา 25 เปอร์เซ็นต์ ต้องได้ ROAS อย่างน้อย 4 เท่า

marketplace คือ แพลตฟอร์มออนไลน์ที่เปิดให้ผู้ขายหลายรายมาวางขายสินค้าหรือบริการในพื้นที่เดียวกัน โดยเจ้าของแพลตฟอร์มเป็นคนดูแลหน้าร้านกลาง ระบบชำระเงิน และกติกาการซื้อขาย ส่วนผู้ขายจ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อแลกกับการเข้าถึงผู้ซื้อที่แพลตฟอร์มรวบรวมไว้แล้ว ในไทยตัวอย่างที่คนรู้จักกันดีคือ Shopee, Lazada และ TikTok Shop

บทความนี้อธิบายว่า marketplace ทำงานอย่างไร ต่างจากการขายผ่านเว็บไซต์ของตัวเองตรงไหน มีกี่ประเภท ต้องเตรียมอะไรก่อนเปิดร้าน โฆษณาภายในแพลตฟอร์มทำงานแบบไหน และควรใช้ marketplace คู่กับเว็บของตัวเองอย่างไรให้ไม่กินกันเอง

marketplace คืออะไร ทำงานอย่างไร

ในการซื้อขายบน marketplace มีผู้เกี่ยวข้องสามฝ่าย ฝ่ายแรกคือเจ้าของแพลตฟอร์ม ซึ่งสร้างแอปและเว็บไซต์ ดึงผู้ซื้อเข้ามาด้วยโฆษณาและแคมเปญของตัวเอง และกำหนดกติกาว่าใครขายอะไรได้บ้าง ฝ่ายที่สองคือผู้ขาย ซึ่งเปิดร้านย่อยอยู่ภายในแพลตฟอร์ม ลงรายการสินค้า ตั้งราคา และรับผิดชอบการแพ็กและส่งของ ฝ่ายที่สามคือผู้ซื้อ ซึ่งค้นหาและเปรียบเทียบสินค้าจากหลายร้านในแอปเดียว แล้วจ่ายเงินผ่านระบบของแพลตฟอร์ม

จุดสำคัญคือเงินไม่ได้วิ่งจากผู้ซื้อไปหาผู้ขายตรง ๆ ผู้ซื้อจ่ายให้แพลตฟอร์มก่อน แพลตฟอร์มถือเงินไว้จนกว่าผู้ซื้อจะได้รับสินค้าหรือพ้นช่วงที่ขอคืนได้ แล้วจึงโอนให้ผู้ขายหลังหักค่าธรรมเนียม กลไกนี้ทำให้ผู้ซื้อกล้าซื้อจากร้านที่ไม่เคยรู้จัก เพราะมีคนกลางรับประกัน และเป็นเหตุผลหลักที่ร้านเล็กขายของได้ตั้งแต่วันแรกโดยไม่ต้องสร้างความน่าเชื่อถือเองทั้งหมด

แพลตฟอร์มมีรายได้จากหลายทาง ได้แก่ ค่าคอมมิชชันจากยอดขาย ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน ค่าบริการเสริม เช่น การเข้าร่วมโปรแกรมส่งฟรีหรือคืนเงิน และค่าโฆษณาที่ผู้ขายจ่ายเพื่อให้สินค้าขึ้นตำแหน่งที่ดีกว่า อัตราจริงแตกต่างกันตามแพลตฟอร์ม หมวดสินค้า และประเภทร้าน และมีการปรับเป็นระยะ ผู้ขายจึงควรตรวจอัตราล่าสุดในศูนย์ผู้ขาย (Seller Center) ของแต่ละแพลตฟอร์มทุกครั้งก่อนคำนวณราคา แทนที่จะใช้ตัวเลขที่เคยได้ยินมา

marketplace ต่างจากเว็บไซต์ของตัวเอง (D2C) อย่างไร

การขายผ่านเว็บไซต์ของตัวเอง หรือที่เรียกว่า D2C (Direct to Consumer) คือแบรนด์เป็นเจ้าของหน้าร้าน โดเมน ระบบตะกร้า และข้อมูลลูกค้าทั้งหมด แต่ต้องหาคนเข้าร้านเองทุกคน ส่วน marketplace ให้ทราฟฟิกมาพร้อมกับพื้นที่ แต่แลกกับการอยู่ใต้กติกาของคนอื่น ตารางด้านล่างเปรียบเทียบประเด็นที่มีผลกับการตัดสินใจมากที่สุด

marketplace ต่างจากเว็บไซต์ของตัวเอง (D2C) อย่างไร
ประเด็นmarketplaceเว็บไซต์ของตัวเอง (D2C)
ที่มาของผู้ซื้อมีผู้ซื้อที่ค้นหาอยู่ในแอปแล้ว ผู้ขายแข่งกันในผลการค้นหาของแพลตฟอร์มต้องดึงคนเข้าเว็บเองผ่าน SEO โฆษณา โซเชียล หรืออีเมล
ข้อมูลลูกค้าแพลตฟอร์มเป็นเจ้าของ ผู้ขายเห็นข้อมูลเท่าที่จำเป็นต่อการจัดส่งแบรนด์เก็บข้อมูลเองและนำไปใช้ทำ CRM หรือรีมาร์เก็ตติ้งได้
ต้นทุนหลักค่าธรรมเนียมต่อออร์เดอร์และค่าโฆษณาภายในแพลตฟอร์มค่าพัฒนาและดูแลเว็บ ค่าระบบชำระเงิน และค่าหาทราฟฟิก
การควบคุมแบรนด์และราคาหน้าร้านใช้เทมเพลตของแพลตฟอร์ม และต้องเล่นตามแคมเปญที่แพลตฟอร์มกำหนดออกแบบหน้าร้าน ประสบการณ์ซื้อ และนโยบายราคาได้เองทั้งหมด

ในทางปฏิบัติ คำถามจึงไม่ใช่ว่าแบบไหนดีกว่า แต่เป็นว่าแต่ละช่องทางควรทำหน้าที่อะไรในธุรกิจของคุณ ร้านที่มีงบน้อยและยังไม่มีฐานลูกค้ามักเริ่มจาก marketplace เพราะได้ยอดขายเร็ว ส่วนแบรนด์ที่ต้องการเก็บข้อมูลลูกค้าไว้ทำการตลาดระยะยาวมักต้องมีเว็บของตัวเองควบคู่ ถ้ากำลังวางแผนเว็บขายของเอง ดูรายละเอียดได้ที่หน้า บริการออกแบบเว็บไซต์ e-commerce

ประเภทของ marketplace ที่ควรรู้จัก

คำว่า marketplace ครอบคลุมโมเดลหลายแบบ ซึ่งมีวิธีหาลูกค้าและวิธีแข่งขันต่างกัน การรู้ว่าสินค้าของคุณเหมาะกับแบบไหนช่วยให้ไม่เสียเวลาเปิดร้านในที่ที่ผู้ซื้อไม่ได้มองหาสินค้าแบบนั้น

marketplace สินค้าทั่วไป เช่น Shopee และ Lazada

ผู้ซื้อเข้ามาพร้อมความตั้งใจซื้อ พิมพ์ชื่อสินค้าในช่องค้นหา แล้วเลือกจากราคา คะแนนรีวิว จำนวนที่ขายได้ และค่าส่ง ตัวแปรที่ผู้ขายควบคุมได้คือชื่อสินค้า รูป รายละเอียด ราคา ความเร็วในการส่ง และอัตราการตอบแชต ทั้งสองแพลตฟอร์มมีโปรแกรมร้านค้าทางการสำหรับแบรนด์ (Shopee Mall และ LazMall) ซึ่งมีเงื่อนไขการสมัครเข้มกว่าร้านทั่วไปและคุ้มครองผู้ซื้อมากกว่า ผู้ซื้อสามารถกรองผลการค้นหาให้แสดงเฉพาะร้านทางการเหล่านี้ได้

social commerce เช่น TikTok Shop

ผู้ซื้อส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจเข้ามาซื้อ แต่เจอสินค้าระหว่างดูคลิปหรือไลฟ์ การขายจึงขึ้นกับคอนเทนต์มากกว่าการค้นหา ผู้ขายสามารถทำคลิปเอง ไลฟ์ขายเอง หรือให้ครีเอเตอร์ในโปรแกรม affiliate ช่วยขายแลกกับค่าคอมมิชชันที่ผู้ขายตั้งเอง สินค้าที่อธิบายด้วยภาพเคลื่อนไหวได้ดี เช่น เครื่องสำอาง อุปกรณ์ครัว หรือของใช้ที่เห็นผลทันที มักได้เปรียบในโมเดลนี้

B2B marketplace

เป็นตลาดที่ผู้ซื้อเป็นธุรกิจ เช่น ร้านค้าปลีกที่หาซัพพลายเออร์ หรือโรงงานที่หาวัตถุดิบ ลักษณะการซื้อต่างจากผู้บริโภคมาก มีการขอใบเสนอราคา ต่อรองจำนวนขั้นต่ำ และมักปิดการขายหลังคุยกันหลายรอบ ตัวอย่างระดับโลกคือ Alibaba.com สำหรับผู้ส่งออกไทย B2B marketplace เป็นช่องทางให้ผู้ซื้อต่างประเทศค้นเจอโดยไม่ต้องไปออกงานแสดงสินค้าทุกงาน

marketplace บริการและแนวตั้ง

แอปสั่งอาหาร แอปจองที่พัก หรือแพลตฟอร์มหาช่างก็เป็น marketplace เช่นกัน เพียงแต่สิ่งที่ขายคือบริการ หรือจำกัดอยู่ในหมวดเดียว ร้านอาหารที่อยู่บน Grab Food หรือ LINE MAN ใช้กลไกเดียวกันคือแพลตฟอร์มนำลูกค้ามาให้ แลกกับส่วนแบ่งจากแต่ละออร์เดอร์

ข้อดีข้อเสียของการขายบน marketplace

ข้อดี

  • เริ่มขายได้เร็ว ไม่ต้องสร้างระบบตะกร้า ระบบชำระเงิน หรือหน้าร้านเอง สมัครและลงสินค้าได้ภายในไม่กี่วัน
  • มีผู้ซื้อที่กำลังค้นหาสินค้าอยู่ในแพลตฟอร์มแล้ว ร้านใหม่จึงมีโอกาสได้ออร์เดอร์แรกโดยไม่ต้องลงทุนดึงทราฟฟิกจากภายนอก
  • ผู้ซื้อไว้ใจระบบกลาง ทั้งการถือเงิน การคืนสินค้า และรีวิว ทำให้ร้านที่ยังไม่มีชื่อเสียงขายได้ง่ายขึ้น
  • มีเครื่องมือในตัว เช่น คูปองร้าน ส่วนลดค่าส่ง ระบบโฆษณา และรายงานยอดขาย ใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องติดตั้งเพิ่ม
  • แคมเปญใหญ่ของแพลตฟอร์ม เช่น วันเลขเบิ้ลอย่าง 11.11 และ 12.12 ดึงผู้ซื้อจำนวนมากเข้าแอปพร้อมกัน ร้านที่เตรียมสต็อกและโปรโมชันไว้จะได้อานิสงส์ไปด้วย

ข้อเสีย

  • ค่าธรรมเนียมหลายชั้นกินกำไรต่อชิ้น และแพลตฟอร์มปรับอัตราได้เองโดยผู้ขายต่อรองไม่ได้
  • ไม่ได้เป็นเจ้าของข้อมูลลูกค้า ติดต่อผู้ซื้อซ้ำนอกแพลตฟอร์มได้ยาก และหลายแพลตฟอร์มมีนโยบายห้ามชักชวนผู้ซื้อออกไปซื้อช่องทางอื่น
  • สินค้าแบบเดียวกันวางเรียงกันในหน้าค้นหา ผู้ซื้อเทียบราคาได้ในไม่กี่วินาที จึงเกิดการแข่งลดราคาได้ง่าย
  • อัลกอริทึมการจัดอันดับและกติกาเปลี่ยนได้ตลอด ร้านที่พึ่งช่องทางเดียวมีความเสี่ยงเมื่อยอดตกโดยไม่รู้สาเหตุ
  • พื้นที่สร้างแบรนด์มีจำกัด หน้าร้านหน้าตาคล้ายกันทุกร้าน ทำให้ผู้ซื้อจำชื่อแพลตฟอร์มมากกว่าชื่อร้าน

เริ่มขายบน marketplace ต้องเตรียมอะไรบ้าง

ขั้นตอนต่อไปนี้ใช้ได้กับแพลตฟอร์มหลักในไทย รายละเอียดเอกสารและเมนูอาจต่างกันเล็กน้อย ให้ยึดตามหน้าสมัครของแต่ละแพลตฟอร์ม

  1. เลือกประเภทร้านและเตรียมเอกสาร ร้านบุคคลธรรมดาใช้บัตรประชาชนและบัญชีธนาคาร ร้านนิติบุคคลหรือร้านทางการของแบรนด์ต้องใช้หนังสือรับรองบริษัท และบางกรณีต้องมีเอกสารแสดงสิทธิ์ในเครื่องหมายการค้าหรือหนังสือแต่งตั้งตัวแทนจำหน่าย สินค้าบางหมวด เช่น อาหารเสริมหรือเครื่องสำอาง ต้องมีเลขทะเบียนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนลงขาย
  2. คำนวณต้นทุนต่อออร์เดอร์ก่อนตั้งราคา รวมต้นทุนสินค้า บรรจุภัณฑ์ ค่าธรรมเนียมทุกรายการของแพลตฟอร์ม ค่าส่งส่วนที่ร้านรับ และงบโฆษณาเฉลี่ยต่อออร์เดอร์ ถ้าไม่ทำขั้นนี้ ร้านมักรู้ตัวว่าขาดทุนหลังขายไปแล้วหลายร้อยออร์เดอร์
  3. ทำข้อมูลสินค้าให้ค้นเจอ ชื่อสินค้าควรมีคำที่ผู้ซื้อพิมพ์จริง เช่น ประเภทสินค้า ยี่ห้อ รุ่น ขนาด และจุดเด่นที่ใช้ตัดสินใจ เลือกหมวดหมู่ให้ตรง กรอกคุณสมบัติสินค้าให้ครบ เพราะตัวกรองในหน้าค้นหาอ่านจากช่องเหล่านี้
  4. ถ่ายรูปและเขียนรายละเอียดให้ตอบคำถามแทนแอดมิน รูปแรกต้องเห็นสินค้าชัดบนพื้นหลังสะอาด รูปถัดไปควรบอกขนาด วิธีใช้ และสิ่งที่อยู่ในกล่อง คำถามที่ลูกค้าถามซ้ำในแชตเป็นสัญญาณว่าหน้าสินค้ายังขาดข้อมูล
  5. วางระบบสต็อกและการส่ง กำหนดเวลาเตรียมพัสดุที่ทำได้จริง เพราะการส่งช้าหรือยกเลิกออร์เดอร์บ่อยกระทบคะแนนร้าน ถ้าขายหลายช่องทาง ต้องมีวิธีตัดสต็อกให้ตรงกัน ไม่เช่นนั้นจะขายของที่ไม่มีอยู่จริง บางแพลตฟอร์มมีบริการคลังสินค้าและแพ็กส่งให้ ซึ่งช่วยเรื่องความเร็วแต่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
  6. เตรียมคนตอบแชต อัตราและความเร็วในการตอบแชตแสดงบนหน้าร้าน และผู้ซื้อจำนวนมากถามก่อนกดซื้อ ควรมีข้อความตอบกลับสำเร็จรูปสำหรับคำถามที่พบบ่อย

ตัวอย่างสมมติ: คำนวณกำไรต่อออร์เดอร์

ตัวอย่างนี้ใช้ตัวเลขสมมติทั้งหมดเพื่อแสดงวิธีคิด ไม่ใช่อัตราจริงของแพลตฟอร์มใด สมมติร้านขายกระบอกน้ำราคา 490 บาท ต้นทุนสินค้า 180 บาท บรรจุภัณฑ์ 15 บาท ค่าธรรมเนียมทุกรายการของแพลตฟอร์มรวมกันสมมติเป็น 55 บาทต่อออร์เดอร์ และร้านช่วยออกค่าส่ง 20 บาท กำไรก่อนโฆษณาจะเหลือ 490 - 180 - 15 - 55 - 20 = 220 บาท

ต่อมาร้านใช้งบโฆษณาเดือนละ 22,000 บาท และได้ออร์เดอร์จากโฆษณา 200 ออร์เดอร์ ต้นทุนโฆษณาต่อออร์เดอร์คือ 110 บาท กำไรต่อออร์เดอร์ที่มาจากโฆษณาจึงเหลือ 110 บาท ถ้าช่วงแคมเปญร้านลดราคาเพิ่มอีก 100 บาทโดยต้นทุนอื่นเท่าเดิม กำไรต่อออร์เดอร์จากโฆษณาจะเหลือเพียง 10 บาท ตัวเลขนี้คือเหตุผลที่ต้องคำนวณก่อนเข้าร่วมแคมเปญทุกครั้ง ไม่ใช่เข้าร่วมเพราะกลัวตกขบวน

โฆษณาใน marketplace ทำงานอย่างไร

เมื่อมีผู้ขายหลายพันร้านขายของประเภทเดียวกัน ตำแหน่งต้น ๆ ในผลการค้นหาจึงมีมูลค่าสูง แพลตฟอร์มขายตำแหน่งเหล่านี้ผ่านระบบโฆษณาภายในของตัวเอง โดยหลักการแล้วมีรูปแบบหลักดังนี้

  • โฆษณาในผลการค้นหา ผู้ขายเลือกคีย์เวิร์ดหรือให้ระบบเลือกให้ ตั้งราคาประมูลต่อคลิก แล้วสินค้าจะแสดงในผลการค้นหาพร้อมป้ายบอกว่าเป็นโฆษณา ผู้ขายจ่ายเมื่อมีคนคลิก
  • โฆษณาแบบแนะนำสินค้า สินค้าไปแสดงในหน้าแรก หน้าสินค้าที่คล้ายกัน หรือส่วนแนะนำสินค้า เหมาะกับการให้คนเห็นสินค้าที่ยังไม่ได้ค้นหาโดยตรง
  • โฆษณาร้านค้าและแบรนด์ แสดงโลโก้และสินค้าหลายรายการของร้าน เมื่อผู้ซื้อค้นหาคำที่เกี่ยวกับแบรนด์หรือหมวดสินค้า
  • affiliate และครีเอเตอร์ ผู้ขายตั้งค่าคอมมิชชันให้ผู้ที่ช่วยโปรโมต และจ่ายเมื่อเกิดยอดขายจริง รูปแบบนี้สำคัญมากบน TikTok Shop

ตัวชี้วัดที่ควรดูคือ ROAS (ยอดขายหารด้วยค่าโฆษณา) แต่ต้องอ่านคู่กับกำไร ไม่ใช่ยอดขาย ตัวอย่างสมมติ ถ้าโฆษณาได้ ROAS 5 เท่า หมายถึงใช้ 1 บาทได้ยอดขาย 5 บาท ค่าโฆษณาจะคิดเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย ถ้าสินค้านั้นมีกำไรก่อนโฆษณาเพียง 15 เปอร์เซ็นต์ของราคา ROAS 5 เท่าก็ยังขาดทุน วิธีหาจุดคุ้มทุนคือ 1 หารด้วยสัดส่วนกำไรก่อนโฆษณา เช่น กำไรก่อนโฆษณา 25 เปอร์เซ็นต์ ROAS ขั้นต่ำที่ไม่ขาดทุนคือ 4 เท่า

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยคือเปิดโฆษณาให้สินค้าที่หน้าสินค้ายังไม่พร้อม รูปไม่ชัด รีวิวน้อย หรือราคาสูงกว่าร้านข้าง ๆ มาก คลิกที่จ่ายไปจะไม่กลายเป็นออร์เดอร์ อีกข้อคือปล่อยคีย์เวิร์ดกว้างเกินไปโดยไม่ตรวจรายงานคำค้นหา ทำให้จ่ายค่าคลิกจากคนที่หาสินค้าคนละแบบ สำหรับร้านที่ต้องการให้ทีมดูแลโฆษณาโดยเฉพาะ ดูรายละเอียดได้ที่ บริการโฆษณา Shopee และ บริการโฆษณา Lazada

ใช้ marketplace คู่กับเว็บไซต์ของตัวเองอย่างไร

แบรนด์ที่ขายทั้งสองช่องทางควรกำหนดหน้าที่ให้แต่ละช่องทางชัดเจน แนวทางที่ใช้กันทั่วไปคือให้ marketplace เป็นช่องทางหาลูกค้าใหม่และรับคนที่ชอบซื้อในแอปอยู่แล้ว ส่วนเว็บไซต์ของแบรนด์เป็นที่สร้างความสัมพันธ์ระยะยาว เก็บข้อมูลลูกค้า และขายสินค้าที่ต้องอธิบายมาก

  • นโยบายราคา ถ้าเว็บแพงกว่า marketplace ตลอด ลูกค้าจะไม่มีเหตุผลซื้อที่เว็บ ทางเลือกที่ไม่ทำให้ราคาตีกันคือขายราคาเดียวกัน แต่ให้เว็บมีสิ่งที่ marketplace ไม่มี เช่น ชุดสินค้าพิเศษ สมาชิกสะสมแต้ม หรือบริการหลังการขาย
  • ความต่างของสินค้า บางแบรนด์แยกรุ่นหรือขนาดที่ขายในแต่ละช่องทาง เพื่อลดการเทียบราคาโดยตรง
  • การสื่อสารหลังการขาย อ่านนโยบายของแต่ละแพลตฟอร์มก่อนใส่ข้อความหรือเอกสารชวนลูกค้าไปที่ช่องทางอื่น เพราะบางแพลตฟอร์มถือว่าผิดกติกา ส่วนลูกค้าที่ซื้อผ่านเว็บของแบรนด์ สามารถทำการตลาดต่อได้ตามความยินยอมที่ลูกค้าให้ไว้
  • สต็อกและข้อมูลสินค้ากลาง ใช้ระบบจัดการคำสั่งซื้อหรือระบบเชื่อมต่อที่ตัดสต็อกทุกช่องทางจากแหล่งเดียว และใช้ชื่อ รูป และรายละเอียดชุดเดียวกันเป็นฐาน แล้วค่อยปรับให้เข้ากับแต่ละแพลตฟอร์ม
  • การวัดผลรวม ดูกำไรรวมของแบรนด์ ไม่ใช่ดูทีละช่องทาง โฆษณาบนโซเชียลหนึ่งชิ้นอาจทำให้คนไปค้นหาชื่อแบรนด์ใน Shopee แทนที่จะเข้าเว็บ ถ้าวัดเฉพาะยอดขายบนเว็บ แคมเปญนั้นจะดูแย่กว่าความจริง

การดูแลหลายร้านในหลายแพลตฟอร์มพร้อมกันใช้เวลามาก ทั้งการอัปเดตสินค้า เข้าร่วมแคมเปญ ตอบแชต และดูรายงาน ถ้าต้องการให้ทีมเฉพาะทางช่วยจัดการ ดูขอบเขตงานได้ที่หน้า บริการจัดการร้านค้าบน marketplace

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อเริ่มขายบน marketplace

  • ตั้งราคาจากราคาคู่แข่งโดยไม่ได้คำนวณค่าธรรมเนียมและค่าส่งของตัวเอง ทำให้ยิ่งขายมากยิ่งขาดทุน
  • ใช้ชื่อสินค้ายาวและยัดคำค้นหาที่ไม่เกี่ยวข้อง ผู้ซื้ออ่านไม่รู้เรื่อง และอาจผิดนโยบายการลงสินค้า
  • เข้าร่วมทุกแคมเปญโดยไม่ดูว่าส่วนลดที่ต้องให้ยังเหลือกำไรหรือไม่
  • ไม่เตรียมสต็อกก่อนวันแคมเปญใหญ่ ออร์เดอร์เข้ามามากแต่ส่งไม่ทัน คะแนนร้านตก
  • ไม่ตอบรีวิวเชิงลบ หรือไม่แก้ต้นเหตุที่ลูกค้าบ่นซ้ำ
  • ฝากยอดขายทั้งหมดไว้กับแพลตฟอร์มเดียว เมื่อกติกาเปลี่ยนหรือบัญชีถูกระงับชั่วคราว รายได้หายทันที

marketplace ในตลาดไทย: สิ่งที่ผู้ขายควรรู้

ในไทย ผู้ซื้อมักค้นหาสินค้าในแอป marketplace โดยตรง นอกเหนือจากการค้นใน Google การทำให้สินค้าค้นเจอในแอปจึงควรได้รับความสำคัญเท่ากับ SEO ของเว็บไซต์ ภาษาที่ใช้ค้นหาก็ผสมกัน ผู้ซื้อพิมพ์ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และทับศัพท์ เช่น "กระบอกน้ำเก็บความเย็น" กับ "tumbler" ชื่อสินค้าที่ใส่ทั้งสองแบบอย่างเป็นธรรมชาติจึงค้นเจอได้กว้างกว่า

วันแคมเปญเลขเบิ้ลและช่วงเงินเดือนออกเป็นจังหวะที่ผู้ซื้อรอซื้อ หลายร้านวางแผนสต็อกและโปรโมชันทั้งปีตามปฏิทินนี้ การปิดการขายผ่านแชตก็เป็นพฤติกรรมเด่นของผู้ซื้อไทย คนจำนวนมากทักถามก่อนซื้อ ร้านที่ตอบเร็วและตอบตรงคำถามจึงมีโอกาสปิดการขายมากกว่า สำหรับภาษีและเอกสาร รายได้จากการขายออนไลน์เป็นเงินได้ที่ต้องยื่นภาษีเช่นเดียวกับรายได้จากธุรกิจอื่น ควรปรึกษานักบัญชีเรื่องการจดทะเบียนและภาษีตั้งแต่เริ่มขาย ถ้าต้องการวางแผนการตลาดออนไลน์ทั้งระบบ ทั้ง marketplace และเว็บของแบรนด์ ดูได้ที่ บริการการตลาด e-commerce

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ marketplace

marketplace คือ อะไร อธิบายสั้น ๆ

marketplace คือ แพลตฟอร์มที่ให้ผู้ขายหลายรายขายสินค้าในที่เดียว โดยแพลตฟอร์มดูแลระบบหน้าร้าน การชำระเงิน และกติกา ส่วนผู้ขายจ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อเข้าถึงผู้ซื้อของแพลตฟอร์ม

ขายบน marketplace กับทำเว็บของตัวเอง ควรเริ่มที่ไหนก่อน

ร้านที่ยังไม่มีฐานลูกค้าและต้องการยอดขายเร็วมักเริ่มจาก marketplace ก่อน แล้วค่อยสร้างเว็บของแบรนด์เมื่อเริ่มมีลูกค้าซื้อซ้ำและต้องการเก็บข้อมูลลูกค้าเอง ร้านที่ขายสินค้าราคาสูงหรือต้องอธิบายมากอาจต้องมีเว็บตั้งแต่ต้น

ค่าธรรมเนียม Shopee, Lazada และ TikTok Shop เท่าไร

อัตราค่าธรรมเนียมขึ้นกับแพลตฟอร์ม หมวดสินค้า ประเภทร้าน และโปรแกรมที่เข้าร่วม และมีการปรับเป็นระยะ จึงควรตรวจตัวเลขล่าสุดในศูนย์ผู้ขายของแต่ละแพลตฟอร์มก่อนตั้งราคาทุกครั้ง

จำเป็นต้องทำโฆษณาใน marketplace ไหม

ไม่จำเป็นเสมอไป แต่ร้านใหม่ที่ยังไม่มีรีวิวและยอดขายมักขึ้นอันดับในผลการค้นหาได้ยาก โฆษณาช่วยให้สินค้าถูกเห็นในช่วงแรก โดยควรตั้ง ROAS ขั้นต่ำจากกำไรจริงของสินค้าก่อนเริ่ม

ถ้าคุณกำลังตัดสินใจว่าจะเปิดร้านบนแพลตฟอร์มไหน หรือมีร้านอยู่แล้วแต่กำไรไม่เป็นไปตามที่คิด เริ่มจากคำนวณต้นทุนต่อออร์เดอร์ตามตัวอย่างในบทความนี้ แล้วดูว่าทีม Relevant Audience ช่วยดูแลส่วนไหนได้บ้างที่หน้า บริการจัดการร้านค้าบน marketplace

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์:

อ่านบทความของเราเป็นประจำใช่ไหม เพิ่ม Relevant Audience เป็นแหล่งข้อมูลที่คุณเลือก เพื่อให้บทความของเราปรากฏในผลการค้นหา Google ของคุณมากขึ้น