ไขตลาด E-Commerce มีอะไรที่นักการตลาดต้องรู้บ้าง?

RA CONTENT JUL 26 C2 Blog Size [1200x628px] (40)

ถ้าถามผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันว่าเคยได้ยินคำว่า E-Commerce หรือไม่? เชื่อว่าคงมีน้อยคนที่จะตอบว่าไม่เคยได้ยินหรือไม่รู้จัก เพราะนี่คือหนึ่งในรูปแบบธุรกิจที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในยุคนี้ อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่า E-Commerce เป็นรูปแบบการขายของผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแอปฯ หรือเว็บไซต์ เป็นต้น ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมาของโรคระบาดที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ทำให้หลายคนต้องกักตัวอยู่แต่ในบ้าน เป็นผลให้กระแสการทำธุรกิจแบบนี้เป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น

สำหรับใครที่เป็นผู้ประกอบการหรือนักการตลาดที่กำลังมองหาลู่ทางเพื่อมาจับกระแสเทรนด์การทำธุรกิจแบบ E-Commerce นี้ แต่ไม่มีองค์ความรู้มากพอก็อาจจะมีความเสี่ยงมากจนเกินไป ดังนั้นในบทความนี้จะพาผู้ประกอบการมือใหม่มารู้จักข้อดีข้อเสียของรูปแบบธุรกิจ E-Commerce แต่ละประเภทว่าเป็นอย่างไร และต้องทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว ถ้าพร้อมแล้ว มาดูกันเลย

ประเภทของ E-Commerce

โดยพื้นฐานทั่วไปแล้ว ในโลกของ E-Commerce จะมี 3 ประเภทหลักๆ ที่เป็นที่รู้จัก ดังนี้

1. Business to Consumer (B2C)

สำหรับธุรกิจแบบ B2C หรือ Business to Consumer ถ้าแปลแบบตรงตัวก็คือเป็นรูปแบบธุรกิจที่ผู้ประกอบการหรือแบรนด์จัดการขายสินค้าสู่ผู้บริโภคโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการขายผ่านรูปแบบร้านค้าออนไลน์หรือออฟไลน์ก็ตาม ประเภทสินค้าที่นิยมก็เช่น อาหาร, เสื้อผ้า, หนังสือ ส่วนประเภทบริการ เช่น สายการบิน, โรงแรม เป็นต้น

2. Business to Business (B2B) 

ธุรกิจแบบ Business to Business หรือ B2B คือรูปแบบธุรกิจที่อาศัยการทำการค้าระหว่างผู้ประกอบการและผู้ประกอบการด้วยกันเอง โดยมีจุดประสงค์คือตอบสนองความต้องการทางธุรกิจของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นด้านวัตถุดิบ การผลิตสินค้า หรือบริการต่างๆ 

3. Consumer to Consumer (C2C)

สำหรับธุรกิจแบบ Consumer to Consumer หรือ C2C จะเป็นลักษณะรูปแบบธุรกิจของพื้นที่แพลตฟอร์มออนไลน์หรือที่เรียกว่า Online Marketplace ที่จะเป็นตัวช่วยให้ผู้บริโภคสามารถขายสินค้าให้กับผู้บริโภคด้วยกันเองได้ เช่น Ebay, Facebook Marketplace เป็นต้น 

โมเดลธุรกิจแบบไหนที่เหมาะสำหรับผู้ประกอบการ

ในฐานะผู้ประกอบการมือใหม่ที่ต้องการประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ E-Commerce จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้ว่าสินค้าหรือบริการของแบรนด์เรา เหมาะกับโมเดลธุรกิจรูปแบบไหน ถ้าพร้อมแล้ว มาดูกันเลย

Direct to Consumer (DTC)

สำหรับโมเดล Direct to Consumer หรือ D2C นี้เป็นที่นิยมในปัจจุบัน โดยเป็นการที่แบรนด์สร้างช่องทางการขายออนไลน์ถึงผู้บริโภคเองโดยไม่ผ่านคนกลาง ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ หรือแอปฯ ของแบรนด์เอง

  • ข้อดี : แบรนด์สามารถควบคุมทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการผลิตหรือ Supply Chain ต่างๆ จึงทำให้สามารถกำหนดราคาที่สามารถแข่งขันเองได้ พร้อมกับมีคุณภาพสินค้าหรือบริการที่ได้มาตรฐาน และผลกำไรที่สูง
  • ข้อเสีย : แน่นอนว่าการเป็นต้นน้ำของการผลิตเป็นเรื่องใหญ่ ต้องมีต้นทุนที่สูงเพื่อให้ได้สินค้าหรือการบริการที่มีคุณภาพ

Subcription DTC

สำหรับโมเดลนี้จะคล้ายกับโมเดลธุรกิจแบบ DTC คือเป็นการสร้างช่องทางการขายออนไลน์จากแบรนด์เอง แต่จะเป็นการเรียกเก็บเงินในรูปแบบของแผนการชำระเงินหรือที่เรียกกันว่า Subscription 

  • ข้อดี ด้วยแผนการชำระเงินจะช่วยให้แบรนด์สามารถคาดการณ์รายได้ที่แน่นอนสำหรับธุรกิจได้ และยังช่วยแสดงถึง Brand Loyalty ของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นได้อีกด้วย
  • ข้อเสีย ไม่ใช่สินค้าหรือบริการทุกอย่างจะสามารถนำกลยุทธ์นี้ไปปรับใช้ได้ ฉะนั้นอาจจะต้องศึกษาความเป็นไปได้ก่อนจะเลือกใช้กลยุทธ์นี้

White and Private Label

สำหรับโมเดลนี้จะเหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่กำลังจะสร้างแบรนด์ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องระหว่างผู้ผลิตและผู้ค้าปลีก เนื่องจากเป็นโมเดลที่มีลักษณะของการไม่ติดฉลากสินค้า เป็นการตีตราเปล่าให้กับสินค้าให้ผู้ที่ต้องการสร้างแบรนด์สามารถนำไปตั้งชื่อ ตั้งราคาใหม่ให้มีความแตกต่างหลากหลาย เช่น เสื้อผ้า อาหาร เป็นต้น แต่หากพูดในโลกของดิจิทัลแล้ว โมเดลแบบ White Label นี้จะถูกพูดถึงในลักษณะของการให้บริการการทำการตลาดดิจิทัล เช่น SEO SEM รวมไปถึงโฮสต์ผู้ดูแลเว็บไซต์และรับออกแบบเว็บไซต์ 

  • ข้อดี การที่แบรนด์ไม่ต้องรับภาระในการผลิตสินค้าเองจะช่วยให้แบรนด์มีเวลาเพิ่มขึ้นในการมุ่งเน้นไปที่องค์ประกอบอื่นๆ เช่น การทำการตลาดต่างๆ เป็นต้น
  • ข้อเสีย หากได้โรงงานที่ไม่มีคุณภาพมากพอ อาจสร้างปัญหาให้กับแบรนด์ได้ในระยะยาว 

E-Retailer

สำหรับ E-Retailer นั้นเป็นโมเดลพื้นฐานที่แทบทุกธุรกิจที่ต้องการเติบโตในแนวทาง E-Commerce จำเป็นต้องมี นั่นคือการเปิดช่องทางการขายออนไลน์เพิ่มเติม จากเดิมที่มีแค่หน้าร้านเพียงอย่างเดียว

  • ข้อดี ผู้ประกอบการสามารถที่จะนำเสนอสินค้าต่างๆ ได้อย่างหลากหลายโดยที่ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องการผลิต
  • ข้อเสีย เนื่องจากแบรนด์ไม่ได้มีผลิตภัณฑ์ใดที่โดดเด่น อาจทำให้การสร้าง Brand Awareness เป็นเรื่องยาก อาจต้องใช้กลยุทธ์การตลาดอื่นๆ เข้าช่วย

แน่นอนว่าหากต้องการให้ธุรกิจ E-Commerce ประสบความสำเร็จ การเลือกโมเดลธุรกิจที่เหมาะสมจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ขาดไปไม่ได้ การรู้จักจุดแข็งจุดอ่อนของตัวสินค้าหรือบริการ จะช่วยให้คุณสามารถตัดชอยส์โมเดลอื่นๆ ที่ไม่เหมาะสมได้และเพิ่มโอกาสที่จะค้นหาโมเดลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแบรนด์ของคุณมากขึ้น 

ที่สำคัญคือการทำธุรกิจ E-Commerce ไม่ใช่เรื่องที่ตัดสินใจเลือกใช้โมเดลนี้แล้วจะประสบความสำเร็จภายในครั้งเดียว แต่ต้องใช้เวลาในการประเมินประสิทธิภาพอย่างสม่ำเสมอ เมื่อถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลงก็ต้องตื่นตัว และรู้จักปรับใช้สิ่งใหม่ๆ เพื่อให้ธุรกิจของคุณมีประสิทธิภาพที่ดีในระยะยาว

รับปรึกษาการทำ Digital Marketing ที่ Relevant Audience

Relevant Audience บริษัทที่ให้บริการเกี่ยวกับ Digital Performance Marketing Agency โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อให้บริการด้านการตลาดดิจิทัล ให้ธุรกิจเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์หรือบริการในเวลา สถานที่ และอุปกรณ์ที่เหมาะสม ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ บริการของเราครอบคลุมทั้ง Search Marketing, Social Media Ads, Search Ads และ SEO (Search Engine Optimization) ไปจนถึง Influencer Marketing และยังเป็นส่วนหนึ่งในโปรแกรม Google Partners อีกด้วย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 

โทร.: 02-038-5055 

อีเมล: info@relevantaudience.com เว็บไซต์: www.relevantaudience.com

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on tumblr

Related Articles

เมนู

We use cookies to improve your experience and performance on our website. for more information click here PDPA Policy You can manage your preferences by clicking Setting

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

You can choose cookie settings by on/off. Cookies of each type are available on request, except for essential cookies.

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า