สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- Final URL คือหน้า Landing Page ส่วน Final URL suffix เก็บพารามิเตอร์ที่หน้านั้นอ่าน และ tracking template ประกอบ URL วัดผลการคลิกรอบ {lpurl}
- ตั้งเทมเพลตได้ในระดับบัญชี แคมเปญ กลุ่มโฆษณา โฆษณา และคีย์เวิร์ด Google Ads ใช้ตัวที่เฉพาะเจาะจงที่สุดและไม่รวมค่าข้ามระดับ
- Parallel tracking เป็นข้อบังคับสำหรับ Search, Shopping, Display, Video และ Performance Max ดังนั้น UTM ต้องอยู่ใน Final URL suffix ไม่ใช่ในเทมเพลต
- Custom parameter ใช้ได้สูงสุด 8 ตัวต่อระดับ ชื่อไม่เกิน 16 อักขระ ค่าไม่เกิน 250 อักขระ และตั้งในระดับบัญชีไม่ได้
Google Ads tracking template หรือเทมเพลตการติดตาม คือรูปแบบ URL ที่บอก Google Ads ว่าจะประกอบ URL สำหรับวัดผลการคลิกอย่างไร ส่วนใหญ่เป็นที่อยู่ของระบบติดตามภายนอก โดยใส่หน้า Landing Page เข้าไปผ่านพารามิเตอร์ {lpurl} เทมเพลตนี้แยกจาก Final URL ซึ่งเป็นหน้าที่ผู้เข้าชมไปถึงจริง และแยกจาก Final URL suffix ซึ่งเก็บพารามิเตอร์ที่หน้านั้นต้องอ่าน
การแบ่งสามส่วนนี้ทำให้ผู้ลงโฆษณาจำนวนมากสับสน เพราะทั้งสามช่องอยู่ในแผง "การติดตาม" หรือ "ตัวเลือก URL" เดียวกัน และทั้งสามช่องใส่พารามิเตอร์ ValueTrack ได้เหมือนกัน บทความนี้อธิบายว่าแต่ละช่องทำหน้าที่อะไร พารามิเตอร์ตระกูล {lpurl} และ ValueTrack ตัวอื่นทำงานอย่างไร ระดับไหนชนะเมื่อเทมเพลตขัดกัน Parallel tracking เปลี่ยนอะไรไปบ้าง วิธีทดสอบก่อนเปิดใช้งาน และเมื่อไหร่ที่ใช้แค่ UTM ก็พอ
Tracking template คืออะไร และต่างจาก Final URL และ Final URL suffix อย่างไร
Google Ads มีช่อง URL สามช่องที่ทำงานร่วมกัน Final URL คือที่อยู่ของหน้า Landing Page ที่ผู้เข้าชมเห็นในแถบเบราว์เซอร์หลังคลิก Tracking template คือ URL อีกชุดที่ห่อ Final URL ไว้พร้อมข้อมูลการวัดผลการคลิก ส่วน Final URL suffix คือชุดพารามิเตอร์ เช่น utm_source=google&utm_medium=cpc ที่ Google Ads นำไปต่อท้าย Final URL
เอกสาร API ของ Google อธิบายหน้าที่ของเทมเพลตไว้ว่า เมื่อตั้ง tracking template แล้ว Google Ads จะใช้เทมเพลตนี้แทนการใช้ Final URL อย่างเดียวในการประกอบ URL ของการคลิกจริง ตัวอย่างแบบง่ายเขียนเป็นข้อความธรรมดาได้ดังนี้
- Final URL: https://www.example.co.th/condo-sukhumvit/
- Tracking template: https://tracker.example.com/click?campaign={campaignid}&dest={lpurl}
- Final URL suffix: utm_source=google&utm_medium=cpc&utm_campaign={campaignid}
ระบบติดตามในเทมเพลตจะรับการคลิก บันทึก ID แคมเปญ และรู้ว่าผู้เข้าชมกำลังจะไปหน้าไหนเพราะ {lpurl} ส่งที่อยู่หน้า Landing Page ไปด้วย ส่วน suffix ทำให้หน้า Landing Page ได้รับค่า UTM ที่แท็กวิเคราะห์ข้อมูลอ่านได้
หลักที่ได้จากตรงนี้คือ อะไรที่หน้า Landing Page ต้องอ่าน ให้ใส่ใน Final URL suffix (หรือใน Final URL) อะไรที่ระบบวัดผลต้องบันทึกอย่างเดียว ให้ใส่ใน tracking template การแบ่งแบบนี้สำคัญขึ้นอีกเมื่อมี Parallel tracking ซึ่งอธิบายไว้ด้านล่าง
พารามิเตอร์ ValueTrack อย่าง {lpurl}, {campaignid} และ {keyword} ทำงานอย่างไร
พารามิเตอร์ ValueTrack คือตัวแทนค่าที่อยู่ในวงเล็บปีกกา ตอนที่เกิดการคลิก Google Ads จะแทนที่แต่ละตัวด้วยค่าจริงจากการคลิกนั้น พารามิเตอร์ส่วนใหญ่ใช้ได้ทั้งใน tracking template, Final URL suffix, Final URL หรือ custom parameter ตัวที่ใช้บ่อยมีดังนี้
- {campaignid} และ {adgroupid}: ID ตัวเลขของแคมเปญและกลุ่มโฆษณาที่แสดงโฆษณา
- {creative}: ID เฉพาะของโฆษณา
- {keyword}: คีย์เวิร์ดในบัญชีที่ตรงกับการค้นหา จะเป็นค่าว่างเมื่อเป็นการจับคู่แบบไม่มีคีย์เวิร์ด
- {matchtype}: ประเภทการจับคู่ของคีย์เวิร์ดนั้น คืนค่าเป็น e (ตรงทั้งหมด), p (วลี), b (กว้าง) หรือ a สำหรับการจับคู่แบบไม่มีคีย์เวิร์ดของ AI Max
- {targetid}: ID ของคีย์เวิร์ด กลุ่มเป้าหมาย เป้าหมายโฆษณาแบบไดนามิก หรือเป้าหมายอื่นที่ทำให้โฆษณาแสดง
- {network}: แหล่งที่มาของการคลิก เช่น g คือ Google Search, s คือพาร์ทเนอร์การค้นหา, d คือ Display, ytv คือ YouTube และ x คือ Performance Max
- {device}: m คือมือถือ, t คือแท็บเล็ต, c คือคอมพิวเตอร์
- {loc_physical_ms} และ {loc_interest_ms}: ID ตำแหน่งที่เกิดการคลิกจริง และตำแหน่งที่สนใจซึ่งช่วยให้โฆษณาแสดง
- {placement}: เว็บไซต์หรือตำแหน่งที่มีการคลิกโฆษณา Display หรือวิดีโอ
- {gclid}: ตัวระบุการคลิกของ Google
- {ifmobile:value} และ {ifnotmobile:value}: ใส่ค่าที่กำหนดเองเฉพาะการคลิกจากมือถือ หรือเฉพาะการคลิกจากคอมพิวเตอร์และแท็บเล็ต
พารามิเตอร์ไม่ได้ใช้ได้ทุกที่ เอกสารอ้างอิง ValueTrack ของ Google ระบุว่า {keyword}, {placement}, {target}, {network}, {targetid}, {ifsearch:} และ {ifcontent:} ไม่รองรับโฆษณา Demand Gen ดังนั้นเทมเพลตที่สร้างไว้สำหรับ Search อาจได้ค่าว่างเมื่อเจอทราฟฟิกจาก Demand Gen
พารามิเตอร์ตระกูล {lpurl} และการ escape
{lpurl} คือพารามิเตอร์ที่ทำให้ tracking template ทำงานได้ เพราะมันใส่ Final URL เข้าไป ศูนย์ช่วยเหลือของ Google ระบุว่า tracking template ในระดับบัญชี แคมเปญ และกลุ่มโฆษณา ต้องมีพารามิเตอร์แทรก URL อย่าง {lpurl} ไม่เช่นนั้น URL ของหน้า Landing Page จะเสีย สำหรับโฆษณาค้นหาแบบไดนามิก (Dynamic Search Ads) และ auto-target ต้องมีพารามิเตอร์แทรก URL ในทุกระดับ
การ escape คือจุดที่เทมเพลตพังบ่อยที่สุด เมื่อ {lpurl} อยู่ต้นเทมเพลตพอดี URL ของหน้า Landing Page จะถูกใส่เข้าไปตามเดิม แต่ถ้าอยู่ตำแหน่งอื่น Google Ads จะ escape อักขระอย่าง ?, =, ", #, แท็บ, เครื่องหมายอะพอสทรอฟี และช่องว่าง เพื่อให้หน้า Landing Page ถูกส่งไปเป็นค่าภายใน URL ของระบบติดตามได้อย่างปลอดภัย ยังมีพารามิเตอร์ที่เกี่ยวข้องสำหรับกรณีที่มีการ redirect หลายทอด
- {lpurl+2} และ {lpurl+3} escape URL สองหรือสามครั้ง สำหรับเทมเพลตที่ผ่านการ redirect สองหรือสามทอด
- {unescapedlpurl} ใส่ URL โดยไม่ escape เลย
- {escapedlpurl} escape อักขระ :, /, ?, = และ % เพิ่มด้วย
อักขระที่ตามหลังพารามิเตอร์ต้องตรงกันด้วย ถ้า {lpurl} อยู่ต้นเทมเพลตให้ใช้ ? ธรรมดา แต่ถ้า {lpurl} อยู่กลางเทมเพลต เอกสารอ้างอิงของ Google แสดงรูปแบบที่ escape แล้วคือ %3F และถ้า Final URL มีเครื่องหมายคำถามอยู่แล้ว Google Ads จะเปลี่ยนเครื่องหมายคำถามในเทมเพลตเป็นเครื่องหมาย & หรือรูปแบบที่ escape แล้ว เพื่อให้ URL ยังถูกต้อง
Custom parameter
Custom parameter คือตัวแทนค่าที่กำหนดเอง เขียนโดยมีขีดล่างนำหน้า เช่น {_promo} หน้าความช่วยเหลือของ Google กำหนดขีดจำกัดไว้ คือใช้ได้สูงสุด 8 ตัวต่อระดับ ชื่อยาวได้สูงสุด 16 อักขระที่เป็นตัวอักษรและตัวเลข และค่ายาวได้สูงสุด 250 อักขระ ตั้งได้ในระดับแคมเปญ กลุ่มโฆษณา โฆษณา คีย์เวิร์ด และไซต์ลิงก์ แต่ตั้งในระดับบัญชีไม่ได้ ตัวอย่างการใช้งานทั่วไปคือเทมเพลตเดียวที่ใช้ร่วมกัน เช่น {lpurl}?promo={_promo} แล้วตั้งค่า {_promo} ต่างกันในแต่ละแคมเปญ
ระดับไหนชนะ: บัญชี แคมเปญ กลุ่มโฆษณา โฆษณา หรือคีย์เวิร์ด
ตั้ง tracking template ได้ในระดับบัญชี แคมเปญ กลุ่มโฆษณา โฆษณา และคีย์เวิร์ด รวมถึงไซต์ลิงก์ กลุ่มชิ้นงานของ Performance Max และเป้าหมายโฆษณาแบบไดนามิก เมื่อมีเทมเพลตอยู่หลายระดับ Google Ads จะใช้ตัวที่เฉพาะเจาะจงที่สุด โดยเรียงจากเฉพาะเจาะจงมากไปน้อยคือ คีย์เวิร์ด โฆษณา กลุ่มโฆษณา แคมเปญ และบัญชี
หลักเดียวกันใช้กับตัวเลือก URL อื่นด้วย เอกสาร API ของ Google ระบุว่า Final URL suffix ในระดับที่ต่ำกว่าจะแทนที่ suffix ในระดับที่สูงกว่า และค่า custom parameter ในระดับที่ต่ำกว่าก็แทนที่ค่าที่ตั้งไว้ในระดับสูงกว่า
ผลในทางปฏิบัติมีสองข้อ ข้อแรก เทมเพลตระดับคีย์เวิร์ดที่ลืมไว้เพียงตัวเดียวจะแทนที่เทมเพลตระดับบัญชีที่ตั้งมาอย่างดีสำหรับคีย์เวิร์ดนั้นโดยไม่มีอะไรแจ้งเตือน ข้อสอง การแทนที่คือการแทนทั้งหมด ไม่ใช่การรวมกัน เทมเพลตระดับคีย์เวิร์ดไม่ได้รับอะไรมาจากเทมเพลตระดับแคมเปญ จึงต้องมีรูปแบบครบทั้งหมด รวมถึง {lpurl}
Parallel tracking เปลี่ยนสิ่งที่ tracking template ทำได้อย่างไร
ก่อนมี Parallel tracking การคลิกจะผ่าน tracking template ก่อน เบราว์เซอร์ของผู้เข้าชมจะไปที่ตัวติดตามการคลิกของ Google Ads ก่อน จากนั้นไประบบติดตามภายนอก แล้วผ่าน redirect อื่น ๆ ถึงจะไปถึงหน้า Landing Page ทุกการ redirect ทำให้ต้องรอนานขึ้น
เมื่อใช้ Parallel tracking ทาง Google Ads จะส่งผู้เข้าชมไปที่ Final URL ทันที ขณะที่ตัวติดตามการคลิกและ URL ติดตามโหลดอยู่เบื้องหลัง หน้าความช่วยเหลือของ Google ระบุว่า Parallel tracking เป็นข้อบังคับสำหรับแคมเปญ Search, Shopping, Display, Video และ Performance Max ส่วนแคมเปญโรงแรมเลือกใช้ได้
สิ่งนี้เปลี่ยนวิธีเขียนเทมเพลตในสามเรื่อง
- หน้า Landing Page ไม่เคยเห็นเทมเพลต พารามิเตอร์ที่ใส่ไว้ใน tracking template อย่างเดียวจะไปถึงระบบติดตาม แต่ไม่ถึงหน้าเว็บ ถ้าหน้าเว็บหรือแท็กวิเคราะห์ข้อมูลต้องใช้ค่าใด ให้ใส่ใน Final URL suffix เอกสาร API ของ Google ระบุว่าพารามิเตอร์ที่หน้า Landing Page ต้องใช้ต้องอยู่ใน Final URL suffix
- ระบบติดตามต้องรับคำขอเบื้องหลังได้ Google แนะนำให้ตรวจสอบกับผู้ให้บริการวัดผลการคลิกว่าระบบรองรับ Parallel tracking
- ต้องใช้ HTTPS ทาง Google ระบุว่า URL ของ tracking template และ URL redirect ทั้งหมดต้องเป็น HTTPS และการ redirect ต้องทำฝั่งเซิร์ฟเวอร์
วิธีทดสอบ tracking template ก่อนเปิดใช้งาน
Google Ads มีปุ่ม "ทดสอบ" (Test) อยู่ข้างตัวเลือก URL ในระดับแคมเปญ กลุ่มโฆษณา โฆษณา กลุ่มชิ้นงาน และไซต์ลิงก์ เมื่อกดทดสอบ Google Ads จะรวม Final URL เข้ากับการตั้งค่าการติดตาม แล้วตรวจว่าการคลิกพาไปยังหน้า Landing Page ที่ใช้งานได้ ให้กดทดสอบก่อนกดบันทึก
รายการตรวจสอบก่อนเปิดใช้งานที่ใช้ได้จริง
- เขียนเทมเพลตทั้งหมดลงกระดาษก่อน พร้อม Final URL ที่คาดไว้ และตัดสินใจว่า {lpurl} จะอยู่ต้นเทมเพลตหรืออยู่ใน URL ของระบบติดตาม
- วางเทมเพลตในระดับที่แคบที่สุดที่ต้องใช้ เช่นแคมเปญเดียว แทนที่จะวางระดับบัญชี
- กดทดสอบ และยืนยันว่าผลลัพธ์พาไปหน้า Landing Page ที่ถูกต้อง
- คัดลอก URL ที่ประกอบแล้วไปเปิดในเบราว์เซอร์เอง ตรวจว่าหน้า Landing Page โหลดได้ และค่า UTM จาก suffix ปรากฏในแถบที่อยู่
- เปิดมุมมองแบบเรียลไทม์ในเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล แล้วยืนยันว่ามีเซสชันเข้ามาพร้อม source, medium และ campaign ตามที่คาด
- ตรวจ log ของระบบติดตามว่ามีการคลิกทดสอบ และค่าอย่าง {campaignid} ถูกแทนที่ด้วยค่าจริง ไม่ได้ส่งผ่านไปเป็นข้อความตรงตัว
- เมื่อผ่านทั้งหมดแล้วจึงคัดลอกเทมเพลตไปใช้กับแคมเปญอื่นหรือระดับบัญชี
คำแนะนำของ Google สำหรับระดับคีย์เวิร์ดและเป้าหมายโฆษณาแบบไดนามิกไม่มีขั้นตอนทดสอบ ดังนั้นให้ทดสอบรูปแบบเดียวกันในระดับแคมเปญหรือกลุ่มโฆษณาก่อน
Tracking template กับ UTM: เมื่อไหร่ต้องใช้อะไร
ผู้ลงโฆษณาจำนวนมากไม่จำเป็นต้องใช้ tracking template เลย ถ้าเป้าหมายมีแค่ให้เห็นทราฟฟิกจาก Google Ads ถูกต้องใน Google Analytics 4 การติดแท็กอัตโนมัติ (auto-tagging) ด้วย gclid ก็จัดการการระบุแหล่งที่มาให้พร็อพเพอร์ตี GA4 ที่ลิงก์ไว้แล้ว และ UTM ที่ใส่ใน Final URL suffix ก็ครอบคลุมเครื่องมือวิเคราะห์อื่นที่อ่าน utm_source, utm_medium และ utm_campaign
Tracking template จำเป็นเมื่อมีระบบแยกต่างหากที่ต้องบันทึกการคลิก เช่น ad server ภายนอก แพลตฟอร์มติดตามสายโทร เครือข่าย affiliate หรือระบบบันทึกการคลิกที่องค์กรทำเอง และยังช่วยเมื่อต้องการส่ง ID ระดับการคลิกอย่าง {creative} หรือ {targetid} ไปยังระบบนั้นโดยไม่ต้องแสดงใน URL ของหน้า Landing Page
| ช่อง | ใครเป็นผู้อ่าน | เนื้อหาโดยทั่วไป |
|---|---|---|
| Final URL | เบราว์เซอร์ของผู้เข้าชม | ที่อยู่หน้า Landing Page |
| Final URL suffix | หน้า Landing Page และแท็กวิเคราะห์ข้อมูล | UTM และค่า ValueTrack ที่หน้าเว็บควรบันทึก |
| Tracking template | ตัวติดตามการคลิก ซึ่งทำงานเบื้องหลังเมื่อใช้ Parallel tracking | URL ของระบบติดตามพร้อม {lpurl} และ ID การคลิก |
| Custom parameter | ช่องใดก็ตามที่อ้างถึง | สูงสุด 8 ตัวต่อระดับ เช่น {_promo} |
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและผลเสียของแต่ละข้อ
- ใส่ UTM ไว้ใน tracking template อย่างเดียว เมื่อใช้ Parallel tracking หน้า Landing Page จะไม่ได้รับค่าเหล่านี้ เครื่องมือวิเคราะห์จึงแสดงทราฟฟิกโดยไม่มีค่าแคมเปญที่คาดไว้
- ไม่ใส่ {lpurl} ในระดับบัญชี แคมเปญ หรือกลุ่มโฆษณา Google เตือนว่า URL ของหน้า Landing Page จะเสียถ้าไม่มีพารามิเตอร์แทรก URL ซึ่งอาจทำให้เสียคลิกไปจนกว่าจะแก้
- ใช้ตัวคั่นผิดหลัง {lpurl} เอกสารอ้างอิงของ Google แสดงว่าหลัง {lpurl} ที่อยู่กลางเทมเพลตต้องใช้ %3F ไม่ใช่ ? ธรรมดา
- ระบบติดตามที่เป็น HTTP เทมเพลตหรือ redirect ที่ไม่ใช่ HTTPS จะใช้ไม่ได้ตามข้อกำหนดของ Google
- ลืมเทมเพลตระดับคีย์เวิร์ด เทมเพลตเหล่านี้แทนที่ทุกระดับที่อยู่สูงกว่า ทำให้ดูเหมือนการเปลี่ยนแปลงระดับบัญชี "ไม่มีผล" กับทราฟฟิกบางส่วน
- คิดว่าพารามิเตอร์ ValueTrack ทุกตัวจะมีค่าในทุกประเภทแคมเปญ ตัวอย่างเช่น Demand Gen ไม่รองรับ {keyword} หรือ {network}
ความหมายสำหรับผู้ลงโฆษณาในประเทศไทย
แคมเปญในไทยมักผสมคีย์เวิร์ดภาษาไทยและภาษาอังกฤษไว้ในบัญชีเดียว ซึ่งส่งผลต่อการติดตาม คีย์เวิร์ดภาษาไทยที่ส่งผ่าน {keyword} จะเดินทางอยู่ใน URL ตามมาตรฐานการเข้ารหัส URL จึงมาถึงในรูปแบบ percent-encoded เป็นสตริงยาวแบบ %E0%B8 รายงานที่สร้างจาก log ดิบของระบบติดตามจึงต้องมีขั้นตอนถอดรหัสก่อนให้คนอ่าน ไม่เช่นนั้นรายการคีย์เวิร์ดภาษาไทยจะกลายเป็นรหัสที่อ่านไม่ออก
หน้า Landing Page ภาษาไทยก็มักมี slug ภาษาไทยด้วย การเข้ารหัสแบบเดียวกันใช้กับ Final URL ที่อยู่ใน {lpurl} ทำให้กฎการ escape ข้างต้นไม่ใช่แค่รายละเอียดทางเทคนิค URL ภาษาไทยที่ถูก escape สองครั้งจะยาวมากและพังง่ายถ้าแก้ด้วยมือ ให้สร้างเทมเพลตครั้งเดียว ทดสอบกับหน้า Landing Page ที่มี slug ภาษาไทยโดยเฉพาะ แล้วใช้วิธีคัดลอกแทนการพิมพ์ใหม่
ถ้าผู้ให้บริการติดตามสายโทรหรือระบุแหล่งที่มาของ LINE ต้องใช้ข้อมูลการคลิก โดยทั่วไปจะได้ข้อมูลผ่าน tracking template และผู้ให้บริการควรยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่ารองรับ Parallel tracking ก่อนเปิดใช้งาน
คำถามที่พบบ่อย
ถ้าใช้แค่ Google Analytics 4 ต้องมี Google Ads tracking template ไหม
โดยทั่วไปไม่ต้อง เพราะการติดแท็กอัตโนมัติจัดการการระบุแหล่งที่มาในพร็อพเพอร์ตี GA4 ที่ลิงก์ไว้แล้ว และใส่ UTM ใน Final URL suffix ได้ เทมเพลตจะจำเป็นเมื่อมีระบบวัดผลการคลิกแยกต่างหากที่ต้องบันทึกทุกการคลิก
ทำไมพารามิเตอร์ UTM ไม่ปรากฏบนหน้า Landing Page
สาเหตุที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ UTM อยู่ใน tracking template ซึ่งหน้า Landing Page ไม่เคยเห็นเมื่อใช้ Parallel tracking ให้ย้ายไปไว้ใน Final URL suffix ซึ่ง Google ระบุว่าเป็นที่สำหรับพารามิเตอร์ที่หน้า Landing Page ต้องใช้
ถ้าตั้ง tracking template ทั้งระดับแคมเปญและระดับคีย์เวิร์ด ตัวไหนจะถูกใช้
เทมเพลตระดับคีย์เวิร์ดจะถูกใช้ เพราะ Google Ads ใช้เทมเพลตที่เฉพาะเจาะจงที่สุดตามลำดับ คีย์เวิร์ด โฆษณา กลุ่มโฆษณา แคมเปญ บัญชี และเทมเพลตระดับคีย์เวิร์ดจะแทนที่เทมเพลตระดับแคมเปญทั้งหมด ไม่ได้เพิ่มเข้าไป
ใช้ custom parameter ได้กี่ตัว
ได้สูงสุด 8 ตัวต่อระดับ ชื่อยาวได้ไม่เกิน 16 อักขระที่เป็นตัวอักษรและตัวเลข และค่ายาวได้ไม่เกิน 250 อักขระ ตามหน้าความช่วยเหลือของ Google และตั้งในระดับบัญชีไม่ได้
ตั้งค่าการติดตามให้ถูกก่อนเพิ่มงบ
ถ้าต้องการให้ตรวจตัวเลือก URL การลิงก์ GA4 และการตั้งค่า conversion ไปพร้อมกัน ทีมบริการ Google Ads ตรวจสอบสิ่งเหล่านี้ได้เป็นส่วนหนึ่งของการตั้งค่าบัญชี และ บริการโฆษณา Google Ads แบบ Relevant Search ดูแลงานแคมเปญค้นหาต่อเนื่อง ส่วนการวัดผลฝั่งวิเคราะห์ข้อมูล ดูได้ที่ บริการย้ายระบบไป GA4







