GDN คืออะไร: เครือข่ายพันธมิตร กลไกโฆษณา และ GDN Remarketing หลังย้ายไป Demand Gen

GDN คืออะไร: เครือข่ายพันธมิตร กลไกโฆษณา และ GDN Remarketing หลังย้ายไป Demand Gen

Google AdsOctober 19, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • Google กำลังรวมแคมเปญประเภท Display แบบแยกเดี่ยวเข้าไปใน Demand Gen ส่วนเครือข่าย Google Display Network ยังอยู่ และเลือกเปิดได้รายกลุ่มโฆษณาในแผง Channels (ตรวจสอบจาก Google Ads Help วันที่ 19 ตุลาคม 2569)
  • เครื่องมือย้ายแคมเปญเริ่มทยอยเปิดตั้งแต่มิถุนายน 2569 โอนการตั้งค่าและประวัติผลงาน 42 วันไปด้วย ย้อนกลับไม่ได้ และ Google แนะนำให้ย้ายครั้งละไม่เกิน 100 แคมเปญ
  • Demand Gen ไม่รองรับ Manual CPC, bid adjustments, combined audiences และการตั้งเพดานความถี่เอง ส่วนการยกเว้นตำแหน่งย้ายไปอยู่ที่หน้า Content Suitability ระดับบัญชี
  • GDN Remarketing ใช้ your data segments ร่วมกับ lookalike segments ส่วนโฆษณาแบบไดนามิกใช้ฟีดสินค้าจาก Merchant Center แสดงเป็นแครูเซล และฟีดใหม่อาจใช้เวลาอนุมัติถึง 3 วัน

GDN คือ Google Display Network เครือข่ายเว็บไซต์ แอป และพร็อพเพอร์ตี้ของ Google เช่น YouTube และ Gmail ที่รับแสดงโฆษณาแบบภาพและวิดีโอ ณ วันที่ 19 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่ตรวจสอบหน้า Google Ads Help สำหรับบทความนี้ Google กำลังย้ายแคมเปญประเภท Display แบบเดิมเข้าไปอยู่ใน Demand Gen โดยเครือข่าย GDN ยังอยู่ครบ สิ่งที่เปลี่ยนคือที่ตั้งค่าและเครื่องมือควบคุม

บทความนี้อธิบายว่า GDN ประกอบด้วยอะไร โฆษณาถูกเลือกขึ้นแสดงด้วยกลไกแบบไหน GDN Remarketing กับโฆษณาแบบไดนามิกทำงานอย่างไรเมื่ออยู่ใน Demand Gen แล้ว และควรเลือกใช้ GDN ในสถานการณ์ใด เรื่องราคาและงบประมาณไม่ใช่ประเด็นของบทความนี้ จึงพูดถึงเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการตั้งค่า

GDN คืออะไร และสถานะล่าสุดเป็นอย่างไร

ตามหน้า "About Display ads and the Google Display Network" ของ Google Ads Help เครือข่าย Display ช่วยให้ผู้ลงโฆษณาเข้าถึงผู้คนขณะที่เขาเปิดดูเว็บไซต์ แอป และพร็อพเพอร์ตี้ที่ Google เป็นเจ้าของ เช่น YouTube และ Gmail พูดให้ง่ายคือ Search แสดงโฆษณาเมื่อมีคนพิมพ์ค้นหา ส่วน GDN แสดงโฆษณาระหว่างที่คนกำลังอ่านข่าว ดูคลิป เล่นแอป หรือเช็กอีเมล ผู้ใช้ไม่ได้กำลังหาสินค้าของคุณอยู่ในตอนนั้น

คำว่า GDN เคยหมายถึงทั้งเครือข่ายและประเภทแคมเปญ Display ในบัญชี Google Ads ทั้งสองอย่างนี้ตอนนี้ต้องแยกกันให้ชัด เพราะเครือข่ายยังอยู่ แต่ประเภทแคมเปญ Display แบบแยกเดี่ยวกำลังถูกรวมเข้าไปใน Demand Gen หน้า "Google Display Network integration with Demand Gen" เขียนไว้ตรง ๆ ว่าแคมเปญ Google Display Ads กำลังย้ายไปอยู่ใน Demand Gen ในชื่อ Google Display Network

ไทม์ไลน์ที่ Google ประกาศไว้ (ตรวจสอบ 19 ตุลาคม 2569)

  • มีนาคม 2568: Demand Gen เพิ่มการควบคุมช่องทาง (channel controls) เปลี่ยนชื่อ Google video partners ภายใน Demand Gen เป็น GDN และย้ายการเลือกเปิด GDN จากระดับแคมเปญไปไว้ที่ระดับกลุ่มโฆษณา
  • เมษายน 2568: พื้นที่โฆษณาแบบภาพขยายไปยัง GDN แคมเปญ Demand Gen ที่เปิด GDN และมีโฆษณาภาพจะเริ่มแสดงบนเครือข่ายนี้
  • มิถุนายน 2569: Google เริ่มปล่อยเครื่องมือย้ายแคมเปญแบบทยอย ผู้ลงโฆษณาที่มีสิทธิ์สามารถย้ายแคมเปญ Display เดิมไปเป็น GDN ใน Demand Gen ได้ด้วยความสมัครใจ
  • ขั้นต่อไป (Google ยังไม่ระบุวัน): การสร้างแคมเปญ Google Display Ads ใหม่จะทำได้ภายใน Demand Gen เท่านั้น และแคมเปญที่มีสิทธิ์แต่ยังไม่ย้ายจะถูกย้ายให้อัตโนมัติโดยไม่ต้องทำอะไร

ณ วันที่ตรวจสอบ หน้า Help ยังจัดสองขั้นสุดท้ายไว้เป็นเรื่องในอนาคตและไม่มีวันที่กำกับ ดังนั้นบัญชีที่ยังมีแคมเปญ Display เดิมจึงแก้ไขแคมเปญนั้นต่อได้จนกว่าจะย้าย แต่ไม่ควรวางแผนระยะยาวบนประเภทแคมเปญนี้ ถ้าคุณอ่านบทความนี้หลังจากนั้นนาน ให้กลับไปเช็กหน้า "Google Display Ads campaigns have a new home in Demand Gen" ใน Google Ads Help อีกครั้ง เพราะสถานะอาจขยับไปแล้ว

เครื่องมือย้ายแคมเปญทำอะไรให้บ้าง

ขั้นตอนตามหน้า Help มีห้าขั้น

  1. ไปที่หน้า Campaigns เปิดตัวกรอง เลือก Attributes แล้วตั้ง Campaign type เป็น Display
  2. ติ๊กเลือกแคมเปญที่จะย้าย
  3. เปิดเมนู Edit แล้วเลือกตัวเลือกอัปเกรดเป็น Demand Gen
  4. กด Apply การย้ายอาจใช้เวลาสองสามนาที
  5. ตรวจผลลัพธ์ที่ Tools แล้วไปที่ All bulk actions

Google ไม่แนะนำให้ย้ายเกิน 100 แคมเปญในครั้งเดียว และการย้ายย้อนกลับไม่ได้ เมื่อย้ายแล้ว การตั้งค่าและข้อมูลการเรียนรู้จะโอนไปยังแคมเปญใหม่ ประวัติผลงานย้อนหลัง 42 วันจะถูกย้ายตามไปด้วย ซึ่ง Google ระบุว่าช่วยให้ช่วงเรียนรู้สั้นลงเหลือประมาณ 1 ถึง 2 วัน งบประมาณโอนไปด้วย แต่ยอดใช้จ่ายของวันที่ย้ายก่อนเวลาย้ายจะไม่ถูกนับรวม แคมเปญเดิมจะถูกตั้งเป็นสถานะ Removed และยังเก็บไว้ให้ดูรายงานได้สูงสุด 5 ปี

แคมเปญที่ย้ายมาจะเปิด Google Display Network เป็นค่าเริ่มต้นและยกเลิกการเลือกระหว่างการย้ายไม่ได้ หลังย้ายเสร็จคุณเพิ่ม YouTube และ Gmail เข้าไปเองได้ ส่วนฟีเจอร์ใหม่ที่ Google เพิ่มเข้ามาจะปิดไว้เป็นค่าเริ่มต้น แปลว่าแคมเปญที่ย้ายแล้วจะยังวิ่งบน GDN เป็นหลัก ไม่ได้กระจายไปทุกช่องทางของ Demand Gen ทันที

สิ่งที่ทำให้ย้ายไม่ได้

หน้า Help ระบุรายการที่ต้องแก้ก่อน ถ้ามีอย่างใดอย่างหนึ่งเครื่องมือจะไม่ยอมย้าย

  • Responsive Display Ads ที่ใส่ disclaimer ในรูปแบบที่ไม่รองรับ
  • Responsive Display Ads ที่ไม่มีโลโก้ (เครื่องมือช่วยเพิ่มโลโก้ให้ได้)
  • ข้อความโปรโมชันแบบกำหนดเอง หรือคำนำหน้าราคา
  • Click-to-call assets ซึ่งต้องเพิ่มปุ่ม CTA ให้แคมเปญ
  • Lead form assets
  • การปรับราคาเสนอระดับกลุ่มโฆษณา และการยกเว้นบางประเภทในระดับกลุ่มโฆษณา
  • ตัวกรองสินค้า (product filters)
  • งบประมาณที่ใช้ร่วมกัน (shared budgets) ต้องเปลี่ยนเป็นงบเฉพาะแคมเปญ
  • การยกเว้นด้านความเหมาะสมของเนื้อหาในระดับแคมเปญ ต้องย้ายไปตั้งที่ระดับบัญชี
  • การเลือกปิดรูปแบบ native

สิ่งที่ Demand Gen ยังไม่รองรับ

ส่วนนี้สำคัญที่สุดสำหรับคนที่คุ้นกับ Display แบบเดิม เพราะบางวิธีที่เคยใช้จะหายไป หน้า Help ระบุว่า Demand Gen ไม่รองรับ

  • การเสนอราคา: Manual CPC, การเสนอราคาแบบ Viewable Impressions, Pay for conversions, การปรับราคาเสนอ (bid adjustments), seasonality adjustments และ portfolio bidding
  • กลุ่มเป้าหมาย: combined audiences, การกำหนดเป้าหมายแบบบังคับสำหรับรายได้ครัวเรือนและสถานะการเป็นผู้ปกครอง และการตั้งค่าแบบ observation สำหรับกลุ่มที่ไม่ใช่ข้อมูลประชากร
  • รูปแบบโฆษณา: HTML5 ที่อัปโหลดเอง และโฆษณาจากบุคคลที่สาม ซึ่ง Google วางแผนให้รองรับช่วงปลายปี 2569
  • การวัดผล: Brand Lift และ Search Lift สำหรับ GDN

ถ้าแคมเปญของคุณพึ่ง Manual CPC หรือ bid adjustments ตามอุปกรณ์และช่วงเวลา ให้คิดใหม่ตั้งแต่ตอนนี้ว่าจะคุมผลลัพธ์ด้วยอะไรแทน เช่น เป้าหมาย Conversion ที่ชัดขึ้น การแยกกลุ่มโฆษณาตามกลุ่มเป้าหมาย หรือการแยกแคมเปญเมื่อจำเป็นต้องใช้งบคนละก้อน

เครือข่ายพันธมิตรของ GDN มีอะไรบ้าง

GDN มีพื้นที่โฆษณาสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกเป็นพร็อพเพอร์ตี้ของ Google เอง เช่น YouTube และ Gmail กลุ่มที่สองเป็นเว็บไซต์และแอปของบุคคลที่สามที่เข้าร่วมเครือข่ายเพื่อรับรายได้จากการแสดงโฆษณา ตั้งแต่เว็บข่าว บล็อก ฟอรัม ไปจนถึงแอปเกมและแอปเครื่องมือบนมือถือ

ขนาดของเครือข่ายเป็นตัวเลขที่ Google อ้างเองและแต่ละหน้าเขียนไม่ตรงกัน หน้า "Google Display Network integration with Demand Gen" ระบุว่า GDN เข้าถึงประชากรอินเทอร์เน็ตทั่วโลกมากกว่า 90% ผ่านเว็บไซต์และแอปมากกว่า 3 ล้านแห่ง หน้า "Google Display Ads campaigns have a new home in Demand Gen" ระบุว่ามากกว่า 2 ล้านเว็บไซต์และแอป ส่วนหน้า Display แบบเดิมเขียนว่าแคมเปญ Display เข้าถึงเว็บไซต์และแอปได้ 35 ล้านแห่ง

ช่องทางเมื่ออยู่ใน Demand Gen

เมื่อ GDN ย้ายเข้า Demand Gen ภาพรวมของช่องทางจะกว้างขึ้น หน้า "About Demand Gen campaigns" ระบุว่า Demand Gen แสดงโฆษณาบน YouTube (รวม Shorts), Discover, Gmail, Maps และ Google Display Network ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่ในแคมเปญเดียว และควบคุมได้ที่ระดับกลุ่มโฆษณาผ่านแผง Channels ถ้าไม่อยากให้กลุ่มโฆษณาไหนไปแสดงบน GDN ให้เอาเครื่องหมายที่ "Google Display Network" ออก ถ้าอยากให้วิดีโอแสดงบน GDN แต่ไม่ให้โฆษณาภาพแสดง ให้แยกวิดีโอกับภาพไว้คนละกลุ่มโฆษณาในแคมเปญเดียวกัน แล้วปิด GDN เฉพาะกลุ่มที่เป็นภาพ

Google เริ่มทยอยเปิดให้ใช้การจัดลำดับความสำคัญของช่องทาง (channel prioritization) ตั้งแต่ 15 ตุลาคม 2569 ใน Demand Gen ช่องทางของ Google เช่น YouTube, Discover และ Gmail จะถูกจัดรวมเป็นกลุ่มเดียว และตั้ง GDN เป็นระดับ High หรือ Low แยกออกมาได้ แต่ Demand Gen ไม่รองรับการจำกัดสัดส่วนงบตามช่องทาง (budget allocation) ที่แคมเปญประเภทอื่นได้ ถ้าต้องการให้ GDN ได้งบเป็นอันดับรอง ให้ตั้ง GDN เป็น Low priority ได้ แต่จะกำหนดเพดานเป็นเปอร์เซ็นต์ไม่ได้

GDN ทำงานอย่างไร

ทุกครั้งที่ผู้ใช้เปิดหน้าเว็บหรือแอปที่มีพื้นที่โฆษณาของ GDN ระบบจะจัดการประมูลขึ้น โฆษณาที่มีสิทธิ์แข่งขันคือโฆษณาที่การกำหนดเป้าหมายตรงกับผู้ใช้หรือบริบทของหน้านั้น จากนั้นระบบจะเลือกโฆษณาที่คาดว่าให้ผลดีที่สุดตามราคาเสนอและเป้าหมายของแต่ละแคมเปญ ขั้นตอนนี้แบ่งได้เป็นสามชั้น

ชั้นที่ 1: ใครคือผู้ชม

สัญญาณหลักคือกลุ่มเป้าหมาย ใน Demand Gen มีกลุ่ม "Your data" ซึ่งรวมผู้เข้าชมเว็บไซต์ ผู้ใช้แอป ผู้ใช้ YouTube ที่เคยมีส่วนร่วมกับวิดีโอหรือช่อง และรายชื่อลูกค้า (customer lists) นอกจากนี้ยังมีกลุ่มความสนใจ กลุ่มที่อยู่ระหว่างตัดสินใจซื้อ (in-market) กลุ่มที่กำหนดเอง (custom segments) และกลุ่มที่ Display แบบเดิมไม่มี คือ lookalike segments ซึ่งหาผู้ใช้ใหม่ที่คล้ายกับกลุ่มต้นแบบ (seed) เช่น คนที่เคยซื้อ คนที่เคยเข้าเว็บไซต์ หรือคนที่เคยดูวิดีโอในช่อง YouTube ของคุณ ข้อควรรู้คือ lookalike segments ใช้นอก Demand Gen ไม่ได้

ชั้นที่ 2: อยู่ที่ไหน และพูดภาษาอะไร

Demand Gen ให้ตั้งพื้นที่และภาษาได้ทั้งระดับแคมเปญหรือระดับกลุ่มโฆษณา แต่ห้ามตั้งทั้งสองระดับพร้อมกัน ถ้าต้องการแยกกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด หรือแยกผู้ใช้ภาษาไทยกับภาษาอังกฤษไว้ในแคมเปญเดียว ต้องตัดสินใจตั้งแต่แรกว่าจะใช้ระดับกลุ่มโฆษณา

ชั้นที่ 3: โฆษณาหน้าตาแบบไหน และประมูลด้วยกลยุทธ์อะไร

Demand Gen รองรับโฆษณาภาพ วิดีโอ แครูเซล (2 ถึง 10 การ์ด) และโฆษณาจากฟีดสินค้า ภาพต้องเตรียมตามอัตราส่วน 1.91:1 แนวนอน 4:5 แนวตั้ง และ 1:1 จัตุรัส กลยุทธ์การเสนอราคาที่ใช้ได้มี Maximize Clicks, Maximize Conversions, Maximize Conversion Value และกลยุทธ์ที่อิงเป้าหมาย เช่น Target CPA หน้า FAQ ของ Demand Gen แนะนำให้เปลี่ยนไปใช้ tCPA หรือ tROAS หลังแคมเปญได้ Conversion อย่างน้อย 50 ครั้ง และหน้า About Demand Gen แนะนำให้งบรายวันอย่างน้อย 10 เท่าของ Target CPA ที่ตั้งไว้ ทั้งหมดนี้ต้องมี Google tag ที่ติดตั้งถูกต้องและวัด Conversion ได้จริง ถ้ายังไม่มี Conversion มากพอ Google แนะนำให้ใช้เหตุการณ์ที่เบากว่า เช่น การเพิ่มสินค้าลงตะกร้าหรือการเข้าชมเว็บไซต์ เป็นเป้าหมายในช่วงแรก

อีกเรื่องที่เปลี่ยนคือความถี่ หน้า FAQ ของ Demand Gen ระบุว่าระบบควบคุมความถี่การแสดงโฆษณาเองโดยอัตโนมัติ ผู้ลงโฆษณาตั้งเพดานความถี่เองไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือดูจำนวนผู้เข้าถึงที่ไม่ซ้ำ (unique reach) และ impressions ในระดับแคมเปญ แล้วปรับกลุ่มเป้าหมายหรือครีเอทีฟเมื่อเห็นว่าความถี่เริ่มสูงเกินไป

GDN Remarketing ทำงานอย่างไรหลังย้ายไป Demand Gen

GDN Remarketing คือการแสดงโฆษณาให้คนที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับธุรกิจของคุณมาแล้ว เช่น เคยเข้าเว็บ เคยเปิดแอป หรืออยู่ในรายชื่อลูกค้า ใน Google Ads ปัจจุบันกลุ่มนี้เรียกว่า "your data segments" หลักการไม่เปลี่ยน แต่วิธีตั้งค่าใน Demand Gen มีรายละเอียดที่ต้องรู้ ถ้าต้องการให้ทีมดูแลวางระบบนี้ตั้งแต่ต้น ดูได้ที่ บริการ Remarketing

ขั้นตอนตั้งค่า GDN Remarketing แบบเป็นลำดับ

  1. ติดตั้ง Google tag บนทุกหน้า และใช้ Tag Assistant ตรวจว่าแท็กส่งข้อมูลจริงจากทุกเทมเพลตหน้า ทั้งหน้าสินค้า หน้าตะกร้า และหน้าขอบคุณ ก่อนเริ่มสร้างกลุ่ม
  2. สร้างกลุ่มใน Audience Manager แยกตามพฤติกรรม เช่น คนดูหน้าสินค้า คนเพิ่มลงตะกร้าแต่ไม่ซื้อ คนกรอกฟอร์มไม่เสร็จ และลูกค้าเดิม
  3. กำหนดระยะเวลาการเป็นสมาชิก ให้ตรงกับรอบการตัดสินใจของสินค้า สินค้าราคาไม่สูงอาจใช้ช่วงสั้น บริการ B2B ที่ตัดสินใจนานอาจต้องใช้ช่วงยาวกว่า
  4. ใส่กลุ่มเหล่านี้ในกลุ่มโฆษณาของ Demand Gen แยกกลุ่มโฆษณาตามขั้นของลูกค้า เพื่อให้แต่ละกลุ่มเห็นข้อความที่ต่างกัน
  5. ยกเว้นคนที่ซื้อแล้ว ออกจากกลุ่มที่เชิญชวนให้ซื้อ เพื่อไม่ให้งบหมดไปกับคนที่ไม่ต้องเชิญแล้ว

ระวังเรื่องหนึ่งระหว่างสร้างแคมเปญ หน้า FAQ ของ Demand Gen เตือนว่า Audience Manager อาจแสดงกลุ่มที่ใช้ได้เฉพาะกับ Display ด้วย เพราะไม่ได้กรองตามประเภทแคมเปญ ถ้าเลือกกลุ่มแล้วแคมเปญไม่ยอมรับ ให้ตรวจจุดนี้ก่อน และเนื่องจาก Demand Gen ไม่รองรับ combined audiences กลุ่มที่เคยสร้างด้วยเงื่อนไข AND/OR ซับซ้อนใน Display ต้องคิดใหม่ เช่น แยกเป็นกลุ่มโฆษณาหลายกลุ่มแทน

ข้อจำกัดของ Remarketing ที่ควรรู้

เมื่อเพดานความถี่ตั้งเองไม่ได้ ข้อความที่ซ้ำเดิมนาน ๆ จะทำให้คนในกลุ่มเห็นโฆษณาเดิมซ้ำจนเบื่อได้ง่าย ทางแก้ที่ทำได้คือเตรียมครีเอทีฟหลายชุดและหมุนเวียน กำหนดระยะสมาชิกให้ไม่ยาวเกินจำเป็น และดูตัวเลข unique reach เทียบกับ impressions เป็นประจำ ถ้าจำนวน impressions ต่อ unique reach สูงขึ้นเรื่อย ๆ แปลว่าคนกลุ่มเดิมเห็นโฆษณาบ่อยขึ้น

GDN Dynamic Ads: โฆษณาแบบไดนามิกใน Demand Gen

ใน Display แบบเดิม dynamic remarketing คือการแสดงสินค้าหรือบริการที่ผู้ใช้เคยดูในเว็บหรือแอปโดยดึงจากฟีด ใน Demand Gen งานแบบเดียวกันทำผ่านโฆษณาจากฟีดสินค้า (product feed) ที่ดึงสินค้าจาก Google Merchant Center มาแสดงเป็นแครูเซลโดยอัตโนมัติ ระบบของ Google คาดการณ์ความสนใจของผู้ใช้แล้วเลือกสินค้าที่จะแสดง รองรับเป้าหมาย Maximize Conversions, Target CPA และ Target ROAS

รายละเอียดเชิงปฏิบัติจากหน้า Help ที่ควรรู้ก่อนเริ่ม

  • ฟีดใหม่อาจใช้เวลาอนุมัติได้ถึง 3 วัน ควรเตรียมล่วงหน้าก่อนวันเปิดแคมเปญ
  • การกรองสินค้าตอนสร้างแคมเปญใช้ได้ทีละหนึ่งประเภทตัวกรอง เช่น product ID หรือ product type และใช้ตรรกะ OR
  • ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใช้ฟีดสินค้าไม่ได้
  • หน้า Products ใน Google Ads แสดงสถิติรายสินค้าของแคมเปญ Demand Gen ได้ในระดับแคมเปญ

สำหรับธุรกิจที่ไม่ได้ขายสินค้าเป็นชิ้น เช่น บริการ โรงเรียน หรือคลินิก โฆษณาแบบไดนามิกอาจไม่จำเป็น การแยกกลุ่มโฆษณาตามบริการที่ผู้ใช้เคยดู แล้วใช้ภาพและข้อความที่ตรงกับบริการนั้น มักง่ายกว่าและควบคุมได้มากกว่า

ข้อดีของการทำ GDN

  • เข้าถึงคนก่อนที่เขาจะค้นหา Search ได้เฉพาะคนที่รู้ตัวว่าต้องการแล้ว GDN ไปถึงคนที่ยังไม่รู้จักแบรนด์ แต่มีลักษณะหรือความสนใจตรงกับลูกค้า
  • ใช้ภาพและวิดีโอเล่าเรื่องได้
  • Remarketing ดึงคนที่ยังไม่ตัดสินใจกลับมา GDN ช่วยให้แบรนด์ยังอยู่ในสายตาระหว่างที่เขาตัดสินใจ
  • ได้เครื่องมือใหม่เมื่ออยู่ใน Demand Gen เช่น lookalike segments โฆษณาแครูเซล และรายงานแยกตามรูปแบบโฆษณา ที่ Display แบบเดิมไม่มี
  • รวมการจัดการไว้ที่เดียว ภาพ วิดีโอ YouTube, Gmail, Discover และ GDN อยู่ในแคมเปญเดียว ลดงานตั้งค่าซ้ำซ้อน

ข้อจำกัดของการทำ GDN

  • ความตั้งใจซื้อต่ำกว่า Search ผู้ใช้ไม่ได้กำลังหาสินค้าในตอนนั้น และ Google แนะนำให้ประเมิน Demand Gen ด้วย KPI เฉพาะของแคมเปญที่สอดคล้องกับเป้าหมายและกลยุทธ์การเสนอราคา
  • คุณภาพพื้นที่แสดงหลากหลาย ต้องตรวจรายงาน "Where ads showed" เป็นประจำ ธุรกิจที่กังวลเรื่องนี้มากควรดูระบบป้องกันเพิ่มเติม เช่น บริการป้องกันคลิกปลอม
  • การยกเว้นตำแหน่งย้ายไปอยู่ระดับบัญชี หน้า FAQ ของ Demand Gen ระบุว่าการยกเว้นหัวข้อและตำแหน่งจะไม่เปิดให้ใช้ทั่วไปในระดับแคมเปญหรือกลุ่มโฆษณา ต้องจัดการที่หน้า Content Suitability ระดับบัญชี ข้อนี้กระทบบัญชีที่มีหลายแบรนด์หรือหลายสินค้าที่ต้องการกฎต่างกัน
  • เครื่องมือควบคุมแบบละเอียดลดลง ไม่มี Manual CPC ไม่มี bid adjustments และตั้งความถี่เองไม่ได้ คนที่เคยคุมแคมเปญด้วยมือต้องย้ายมาคุมผ่านคุณภาพของสัญญาณ Conversion และโครงสร้างกลุ่มโฆษณาแทน
  • ครีเอทีฟต้องพร้อมหลายรูปแบบ หน้า FAQ ของ Demand Gen ระบุว่าแคมเปญที่ใช้ครีเอทีฟรูปแบบเดียวจะแสดงเฉพาะในพื้นที่ที่รองรับรูปแบบนั้น

GDN เหมาะกับใคร และเมื่อไหร่ถึงควรเลือกใช้ GDN

GDN เหมาะกับธุรกิจที่มีคนเข้าเว็บมากพอให้ทำ Remarketing ได้ มีสินค้าที่สื่อด้วยภาพได้ดี หรือมีเป้าหมายให้คนรู้จักแบรนด์ในกลุ่มที่กำหนดชัด ธุรกิจที่เพิ่งเริ่มและมีงบจำกัดมากมักควรเริ่มจาก Search ก่อน เพราะได้คนที่มีความต้องการชัดกว่า แล้วค่อยเพิ่ม GDN เมื่อมีข้อมูลผู้เข้าชมพอให้สร้างกลุ่ม Remarketing

อีกคำถามที่พบบ่อยคือควรใช้ GDN หรือการซื้อสื่อแบบ programmatic ผ่านแพลตฟอร์มอื่น ทั้งสองแบบต่างกันที่แหล่งพื้นที่โฆษณาและเครื่องมือควบคุม ถ้าต้องการเข้าถึงพื้นที่นอกเครือข่าย Google หรือต้องการซื้อแบบดีลตรงกับผู้เผยแพร่ ดูภาพรวมได้ที่ บริการ Programmatic

GDN เหมาะกับใคร และเมื่อไหร่ถึงควรเลือกใช้ GDN
เรื่องแคมเปญ Display แบบเดิมGDN ใน Demand Gen
การเสนอราคาแบบ Manual CPCใช้ได้ไม่รองรับ
เพดานความถี่การแสดงโฆษณาตั้งเองได้ระบบควบคุมอัตโนมัติ
การยกเว้นตำแหน่งและหัวข้อระดับแคมเปญหรือกลุ่มโฆษณาระดับบัญชีผ่าน Content Suitability
Lookalike segmentsไม่มีมี (ใช้ได้เฉพาะใน Demand Gen)
HTML5 ที่อัปโหลดเองใช้ได้Google วางแผนรองรับปลายปี 2569

ตัวอย่างการใช้ Google Display Network

ตัวอย่างด้านล่างเป็นสถานการณ์สมมติเพื่ออธิบายการตั้งค่า ไม่ใช่กรณีลูกค้าจริงและไม่มีตัวเลขผลลัพธ์

ร้านค้าออนไลน์ที่มีสินค้าหลายร้อยรายการ

ร้านเสื้อผ้าออนไลน์เชื่อม Merchant Center เข้ากับแคมเปญ Demand Gen แล้วใช้โฆษณาจากฟีดสินค้าแสดงแครูเซลให้คนที่เคยดูหน้าสินค้าแต่ยังไม่ซื้อ แยกอีกกลุ่มโฆษณาหนึ่งใช้ lookalike segments ที่สร้างจากรายชื่อผู้ซื้อเดิมเพื่อหาลูกค้าใหม่ และยกเว้นผู้ซื้อในช่วงล่าสุดออกจากทั้งสองกลุ่ม

บริษัท B2B ที่รอบการตัดสินใจยาว

บริษัทซอฟต์แวร์องค์กรสร้างกลุ่มคนที่ดาวน์โหลดเอกสารแต่ยังไม่ติดต่อฝ่ายขาย กำหนดระยะสมาชิกยาวตามรอบการตัดสินใจ แล้วแสดงวิดีโอสั้นและภาพที่ตอบข้อกังวลที่พบบ่อยในขั้นนั้น โดยตั้งเป้าหมาย Conversion เป็นการกรอกฟอร์มนัดเดโม

ธุรกิจบริการในพื้นที่

คลินิกในกรุงเทพฯ ตั้งพื้นที่ในระดับกลุ่มโฆษณา แยกกลุ่มตามสาขา ใช้ภาพแนวตั้ง 4:5 สำหรับมือถือ และส่งผู้ใช้ไปยังหน้าบริการภาษาไทยของแต่ละสาขา การตั้งค่าแบบนี้ต้องตัดสินใจตั้งแต่แรกว่าจะตั้งพื้นที่ระดับกลุ่มโฆษณา เพราะ Demand Gen ไม่ให้ตั้งสองระดับพร้อมกัน

เช็กลิสต์ก่อนย้ายแคมเปญ Display ไป Demand Gen

  1. ส่งออกรายการตำแหน่งที่ยกเว้น รายการแอปที่ยกเว้น และการตั้งค่า content suitability ทั้งหมดเก็บไว้ก่อน
  2. ย้ายการยกเว้นระดับแคมเปญไปไว้ที่ระดับบัญชี เพราะเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ย้ายไม่ได้
  3. เปลี่ยน shared budget เป็นงบเฉพาะแคมเปญ
  4. เติมโลโก้ให้ Responsive Display Ads ที่ยังไม่มี เพิ่มปุ่ม CTA ให้แคมเปญที่ใช้ click-to-call assets และลบ lead form assets
  5. วางแผนแทน Manual CPC และ bid adjustments ด้วยกลยุทธ์อัตโนมัติที่มีเป้าหมาย Conversion ชัดเจน
  6. เตรียมภาพ 1.91:1, 4:5 และ 1:1 ให้ครบ
  7. ย้ายทีละชุดไม่เกิน 100 แคมเปญ แล้วเช็กผลที่ All bulk actions
  8. เฝ้าดูผลใกล้ชิดในช่วงหลายวันแรก เพราะ Google ระบุว่าผลลัพธ์มักผันผวนในช่วงนี้

สิ่งนี้มีความหมายอย่างไรกับตลาดไทย

บัญชีที่ตั้งค่า GDN ด้วย Manual CPC และเพดานความถี่จะใช้ทั้งสองวิธีนี้ไม่ได้ใน Demand Gen งานที่ต้องเริ่มทำคือทำให้การวัด Conversion แม่นพอให้ระบบอัตโนมัติเรียนรู้ได้ เช่น ตรวจว่าฟอร์มติดต่อ ปุ่มโทร และปุ่มแชตถูกนับเป็น Conversion อย่างถูกต้อง

เรื่องครีเอทีฟภาษาไทยก็ต้องเตรียมเพิ่ม ควรทดสอบอ่านบนจอมือถือจริงก่อนอัปโหลด และถ้าแบรนด์สื่อสารทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ให้ตัดสินใจตั้งแต่โครงสร้างแคมเปญว่าจะแยกภาษาในระดับไหน

ส่วนธุรกิจที่ต้องการให้ GDN สร้างรายชื่อผู้สนใจ การส่งคนไปหน้า Landing Page ภาษาไทยที่ฟอร์มสั้นและโหลดเร็วสำคัญพอ ๆ กับการตั้งค่าแคมเปญ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

GDN ยังมีอยู่ไหมหลัง Display ย้ายไป Demand Gen?

ยังมีอยู่ เครือข่าย Google Display Network ไม่ได้หายไป สิ่งที่ถูกรวมเข้า Demand Gen คือประเภทแคมเปญ Display แบบแยกเดี่ยว ใน Demand Gen คุณยังเลือกให้โฆษณาแสดงบน GDN ได้ที่ระดับกลุ่มโฆษณา

ต้องย้ายแคมเปญ Display เดิมเองตอนนี้เลยไหม?

ณ วันที่ 19 ตุลาคม 2569 ยังไม่บังคับ แต่ทำได้ถ้าบัญชีมีสิทธิ์ใช้เครื่องมือย้ายที่เริ่มทยอยเปิดตั้งแต่มิถุนายน 2569 Google ระบุว่าในขั้นต่อไปแคมเปญที่ยังไม่ย้ายจะถูกย้ายอัตโนมัติ การย้ายเองก่อนทำให้คุณได้แก้เงื่อนไขที่ติดและตรวจการตั้งค่าเองแทนที่จะรอให้ระบบย้าย

GDN Remarketing ใน Demand Gen ตั้งเพดานความถี่ได้ไหม?

ตั้งไม่ได้ หน้า FAQ ของ Demand Gen ระบุว่าระบบควบคุมความถี่เองอัตโนมัติ สิ่งที่ทำได้คือติดตาม unique reach กับ impressions ระดับแคมเปญ หมุนเวียนครีเอทีฟ และกำหนดระยะสมาชิกของกลุ่มให้เหมาะสม

ย้ายแคมเปญแล้วย้อนกลับได้ไหม?

ย้อนกลับไม่ได้ เมื่อย้ายแล้วแคมเปญเดิมจะเปลี่ยนเป็นสถานะ Removed แต่ยังเก็บไว้ดูรายงานย้อนหลังได้สูงสุด 5 ปี ส่วนแคมเปญใหม่จะได้รับการตั้งค่า ข้อมูลการเรียนรู้ และประวัติผลงาน 42 วันไปด้วย

สรุป

GDN ยังเป็นเครือข่ายเดิมที่เข้าถึงคนระหว่างอ่าน ดู และใช้แอป แต่วิธีซื้อเปลี่ยนไปอยู่ใน Demand Gen ซึ่งมีเครื่องมือใหม่อย่าง lookalike segments แต่ตัดเครื่องมือควบคุมด้วยมือบางอย่างออก ถ้าคุณต้องการวางแผนแคมเปญที่ใช้ GDN ร่วมกับ Search และช่องทางอื่นใน Google Ads ดูรายละเอียดได้ที่ บริการ Google Ads หรือถ้าต้องการให้ทีมดูแลการย้ายและการตั้งค่าโฆษณาภาพโดยเฉพาะ ดูได้ที่ รับทำโฆษณา Google Display

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์:

อ่านบทความของเราเป็นประจำใช่ไหม เพิ่ม Relevant Audience เป็นแหล่งข้อมูลที่คุณเลือก เพื่อให้บทความของเราปรากฏในผลการค้นหา Google ของคุณมากขึ้น