โฆษณาบน Google Maps ทำอย่างไร คิดเงินแบบไหน และต่างจากอันดับ organic อย่างไร

โฆษณาบน Google Maps ทำอย่างไร คิดเงินแบบไหน และต่างจากอันดับ organic อย่างไร

Google AdsOctober 26, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • Google เรียกโฆษณาบน Maps ว่า Local Ads แสดงจากแคมเปญ Search และ Performance Max โดยเปิดด้วยชิ้นงานสถานที่ที่เชื่อมกับ Business Profile ที่ยืนยันแล้ว หรือ affiliate location asset
  • แคมเปญ Search คิดเงินต่อคลิกบนการประมูลปกติ โดยคลิกขอเส้นทาง คลิกโทร คลิกดูรายละเอียด และคลิกไปเว็บไซต์บนแผนที่นับเป็นคลิกทั้งหมด และคิดเงินครั้งเดียวต่อหนึ่งการโต้ตอบ
  • Performance Max เป้าหมายการเข้าชมร้านค้ามาแทนแคมเปญ Local เดิม ส่วน Local Services Ads ยังไม่มีประเทศไทยในรายชื่อประเทศที่ Google รองรับ ณ ตุลาคม 2569
  • อันดับ organic ใน local pack ใช้ความเกี่ยวข้อง ระยะทาง และความโดดเด่น ไม่ขึ้นกับงบโฆษณา ทั้งสองทางใช้ข้อมูล Business Profile ชุดเดียวกัน

โฆษณาบน google maps ไม่ใช่แคมเปญประเภทแยกใน Google Ads แต่เป็นตำแหน่งโฆษณาที่แคมเปญ Search ได้สิทธิ์แสดงเมื่อคุณเปิดใช้ชิ้นงานสถานที่ (location asset) ที่เชื่อมกับ Google Business Profile และโฆษณานั้นจะปรากฏในผลการค้นหาบนแอป Google Maps ทั้งบนมือถือ เดสก์ท็อป และใน Maps ที่ฝังในหน้าผลการค้นหาปกติ สำหรับแคมเปญ Search ค่าใช้จ่ายคิดต่อคลิกเหมือนโฆษณา Search ทุกประการ ไม่มีค่าธรรมเนียมพิเศษสำหรับการแสดงบนแผนที่ บทความนี้อธิบายวิธีที่โฆษณาบน Maps ทำงานจริง ขั้นตอนการตั้งค่าตั้งแต่ Business Profile จนถึงแคมเปญ Performance Max ที่ตั้งเป้าหมายร้านค้า วิธีคิดเงิน ความต่างจากการติดอันดับแบบ organic บน Maps และธุรกิจแบบไหนที่คุ้มค่าจะทำในปี 2569

โฆษณาบน Google Maps ทำงานอย่างไร

เมื่อคนค้นหาใน Google Maps เช่น "ร้านกาแฟใกล้ฉัน" "คลินิกทันตกรรม สุขุมวิท" หรือ "อู่ซ่อมรถ บางนา" ผลลัพธ์ที่ขึ้นมาจะมีหมุดบนแผนที่และรายการร้านค้าด้านข้างหรือด้านล่าง ตำแหน่งบนสุดของรายการนั้น (และหมุดสี่เหลี่ยมบนแผนที่ที่มีป้ายว่าเป็นโฆษณา) คือตำแหน่งที่ซื้อได้ผ่าน Google Ads Google เรียกโฆษณาในตำแหน่งนี้ว่า Local Ads ซึ่งแสดงได้จากแคมเปญ Search และ Performance Max โดยหมุดกับโฆษณาในรายการไม่จำเป็นต้องปรากฏพร้อมกัน สิ่งที่แสดงคือชื่อธุรกิจ ที่อยู่ คะแนนรีวิว ระยะทาง เวลาเปิดทำการ ปุ่มโทร และปุ่มนำทาง ซึ่งดึงมาจาก Business Profile โดยตรง

เบื้องหลังมีองค์ประกอบสามอย่างที่ต้องทำงานร่วมกัน อย่างแรกคือแคมเปญ Search ที่มีคีย์เวิร์ดตรงกับสิ่งที่คนค้นบน Maps อย่างที่สองคือชิ้นงานสถานที่ (location asset ชื่อเดิมคือ location extension) ที่เปิดใช้ในบัญชีและผูกกับ Business Profile ที่ยืนยันแล้ว อย่างที่สามคือการตั้งค่าเครือข่ายของแคมเปญซึ่งต้องรวมเครือข่ายการค้นหาของ Google ไว้ เพราะ Maps เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายนั้น ไม่ใช่ Display และไม่ใช่พาร์ตเนอร์การค้นหา ถ้าสามอย่างนี้ครบ แคมเปญ Search ปกติของคุณจะเริ่มมีสิทธิ์เข้าประมูลตำแหน่งบน Maps โดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องสร้างแคมเปญใหม่

เงื่อนไขที่ทำให้โฆษณาแสดงบน Maps ในการค้นหาหนึ่ง ๆ คือการจับคู่สามอย่าง ได้แก่ คีย์เวิร์ดของคุณตรงกับคำค้น ตำแหน่งที่ผู้ใช้อยู่หรือกำลังค้นหาอยู่ในพื้นที่เป้าหมายของแคมเปญ และ Business Profile ที่ผูกอยู่มีสาขาในพื้นที่นั้นหรือใกล้เคียง Google จะพิจารณาระยะทางระหว่างผู้ใช้กับสาขาร่วมกับราคาเสนอและคุณภาพโฆษณา ดังนั้นร้านที่อยู่ไกลจากผู้ค้นมากจะมีโอกาสแสดงต่ำแม้จะเสนอราคาสูงกว่า

ยิงแอด Google Map ทำอย่างไร ทีละขั้นตอน

ขั้นที่ 1: ยืนยัน Google Business Profile ให้เรียบร้อยก่อน

ต้องมี Google Business Profile ที่ยืนยันแล้วก่อนเสมอ เพราะชิ้นงานสถานที่ดึงข้อมูลทุกอย่างมาจากโปรไฟล์นี้ และโปรไฟล์ที่ยังไม่ยืนยันหรือถูกระงับจะไม่ปรากฏในโฆษณา ตรวจว่าชื่อธุรกิจ หมวดหมู่หลัก ที่อยู่ เบอร์โทร และเวลาทำการถูกต้อง เพราะสิ่งที่ผิดในโปรไฟล์จะผิดในโฆษณาด้วย หากมีหลายสาขา ทุกสาขาควรอยู่ในบัญชี Business Profile เดียวกันหรือในกลุ่มธุรกิจเดียวกันเพื่อให้เชื่อมทีเดียวได้ทั้งหมด

ขั้นที่ 2: เชื่อม Business Profile กับบัญชี Google Ads

ใน Google Ads ไปที่ชิ้นงาน (Assets) เลือกชิ้นงานสถานที่ แล้วเลือกเชื่อมกับ Business Profile ถ้าอีเมลที่ใช้เข้า Google Ads เป็นเจ้าของหรือผู้จัดการของโปรไฟล์อยู่แล้ว ระบบจะเชื่อมได้ทันที ถ้าไม่ใช่ ระบบจะส่งคำขอไปยังเจ้าของโปรไฟล์ให้อนุมัติ หลังเชื่อมแล้ว ชิ้นงานสถานที่จะเปิดใช้ที่ระดับบัญชีเป็นค่าเริ่มต้น และคุณกำหนดให้แสดงเฉพาะบางแคมเปญหรือบางสาขาได้ผ่านตัวกรองสถานที่ (location groups หรือ filter ตามป้ายกำกับ)

ขั้นที่ 3: ตั้งแคมเปญ Search ให้พร้อมสำหรับคำค้นแบบพื้นที่

สร้างหรือใช้แคมเปญ Search ที่มีอยู่ โดยใส่คีย์เวิร์ดในรูปแบบที่คนค้นบน Maps ได้แก่ ชื่อบริการบวกคำบอกพื้นที่ (เช่น "ร้านซ่อมแอร์ ลาดพร้าว") ชื่อบริการบวก "ใกล้ฉัน" และชื่อหมวดธุรกิจเดี่ยว ๆ ตั้งการกำหนดเป้าหมายตามสถานที่ให้ครอบคลุมรัศมีที่ลูกค้าเดินทางมาจริง ไม่ใช่ทั้งประเทศ และตั้งตัวเลือก "การแสดงตน: ผู้ที่อยู่ในหรือเข้ามาในสถานที่เป้าหมายเป็นประจำ" เพื่อตัดคนที่แค่สนใจพื้นที่แต่ไม่ได้อยู่ที่นั่น ตรวจว่าเครือข่ายการค้นหาของ Google เปิดอยู่ (เปิดเป็นค่าเริ่มต้น) เพิ่มชิ้นงานการโทร (call asset) ด้วยถ้าลูกค้ามักโทรก่อนมา

ขั้นที่ 4: ติดตาม conversion แบบพื้นที่

เมื่อเชื่อม Business Profile แล้ว Google Ads จะสร้าง conversion action ประเภท "การดำเนินการในพื้นที่" (local actions) ให้อัตโนมัติ ได้แก่ การขอเส้นทาง การโทรจากโฆษณา การคลิกไปเว็บไซต์ การดูเมนู การสั่งซื้อ และอื่น ๆ และในบัญชีที่เข้าเกณฑ์จะมี "การเข้าชมร้านค้า" (store visits) ซึ่งเป็นค่าประมาณจากข้อมูลตำแหน่งแบบรวมและไม่ระบุตัวตน ควรตรวจว่า conversion เหล่านี้ตั้งเป็นหลักหรือรอง ถ้าต้องการให้ Smart Bidding ปรับราคาตามการขอเส้นทางหรือการโทร ต้องเปลี่ยนเป็นหลัก

ขั้นที่ 5 (ทางเลือก): Performance Max ที่ตั้งเป้าหมายร้านค้า

ถ้าต้องการให้ Google จัดการโฆษณาบน Maps, Search, Display, YouTube และ Gmail พร้อมกันเพื่อดันคนเข้าร้าน ให้สร้างแคมเปญ Performance Max โดยเลือกเป้าหมาย "การเข้าชมร้านค้าในพื้นที่และโปรโมชัน" แคมเปญชนิดนี้มาแทนแคมเปญ Local แบบเดิมที่ Google เลิกใช้ไปแล้ว มันใช้ Business Profile เป็นแหล่งข้อมูลสาขาและเสนอราคาตาม store visits กับ local actions ข้อแลกเปลี่ยนคือคุณควบคุมคีย์เวิร์ดและตำแหน่งไม่ได้แบบ Search และต้องการปริมาณ conversion มากพอให้ระบบเรียนรู้ ธุรกิจสาขาเดียวที่มีงบไม่มากมักได้ผลจาก Search บวกชิ้นงานสถานที่มากกว่า

Local Services Ads: อีกเส้นทางที่ใช้ได้เฉพาะบางหมวดบางประเทศ

Local Services Ads (LSA) เป็นโฆษณาแบบจ่ายต่อลีดที่แสดงเหนือผลการค้นหาสำหรับบริการช่างและวิชาชีพบางประเภท พร้อมป้าย Google Verified (ซึ่งมาแทนป้าย Google Guaranteed และ Google Screened ตั้งแต่ตุลาคม 2568) โฆษณาชนิดนี้ต้องผ่านการตรวจสอบธุรกิจและเปิดให้เฉพาะบางประเทศและบางหมวด ณ เดือนตุลาคม 2569 ศูนย์ช่วยเหลือ Local Services Ads ของ Google ครอบคลุมสหรัฐฯ แคนาดา และกลุ่มประเทศในยุโรป โดยไม่มีประเทศไทย ควรตรวจรายชื่อประเทศที่ Google รองรับก่อนวางแผน และไม่ควรสับสนกับ Local Ads ที่อธิบายข้างต้น

โฆษณาบน Google Maps คิดเงินอย่างไร

คิดเงินต่อคลิก (CPC) เหมือนโฆษณา Search และใช้การประมูลเดียวกัน แคมเปญ Search คิดเงินต่อคลิกโดยไม่มีอัตราพิเศษสำหรับ Maps ข้อยกเว้นคือ Performance Max ซึ่งอาจคิดเงินต่อการแสดงผลพันครั้งเมื่อแสดงหมุดโลโก้แบรนด์ (branded logo pin) บน Maps สิ่งที่นับเป็นคลิกบน Maps มีมากกว่าการคลิกหัวข้อโฆษณาแบบเดิม ได้แก่ การคลิกเพื่อดูรายละเอียดสถานที่ การคลิกขอเส้นทาง การคลิกโทร การคลิกไปเว็บไซต์ และการคลิกหมุดบนแผนที่ (Google คิดเงินเพียงประเภทการคลิกเดียวต่อหนึ่งการโต้ตอบ แม้คนจะคลิกหลายรายการเหล่านี้) ดังนั้นต้นทุนจึงขึ้นกับการแข่งขันของคีย์เวิร์ดและพื้นที่ เหมือนโฆษณา Search ทุกประการ

ข้อควรรู้คือคลิกขอเส้นทางและคลิกโทรมีมูลค่าสูงกว่าคลิกไปเว็บไซต์สำหรับธุรกิจหน้าร้าน เพราะเป็นสัญญาณว่าคนกำลังจะมาหรือกำลังจะติดต่อ ในรายงาน Google Ads คุณแยกดูได้ผ่านการแบ่งส่วนตามประเภทการคลิก (click type) เพื่อดูว่างบที่จ่ายไปตกกับคลิกแบบไหน หากพบว่าคลิกส่วนใหญ่เป็นการเปิดดูรายละเอียดแล้วหายไป มักแปลว่าข้อมูลในโปรไฟล์ยังไม่ตอบคำถามที่คนต้องการ เช่น ราคา เวลาทำการ หรือรูปภาพ

Location asset คืออะไร และต่างจาก affiliate location asset อย่างไร

ชิ้นงานสถานที่ (location asset) คือชิ้นงานที่แนบข้อมูลสาขาจาก Business Profile ของคุณเองเข้ากับโฆษณา ทำให้โฆษณาบน Search แสดงที่อยู่และปุ่มนำทางได้ และเป็นกุญแจที่เปิดสิทธิ์แสดงบน Maps ถ้าไม่มีข้อมูลสถานที่จากชิ้นงานสถานที่หรือ affiliate location asset โฆษณาของคุณจะยังแสดงใน Search ปกติแต่จะไม่ปรากฏในตำแหน่งโฆษณาบน Maps เลย

ส่วนชิ้นงานสถานที่ของพันธมิตร (affiliate location asset) มีไว้สำหรับแบรนด์ที่ขายสินค้าผ่านร้านค้าปลีกของคนอื่น เช่น ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าที่วางขายในห้างหรือร้านตัวแทน แบรนด์เลือกเครือข่ายร้านค้าปลีกจากรายการที่ Google มี แล้วโฆษณาจะแสดงร้านที่ใกล้ผู้ใช้ที่สุดซึ่งมีสินค้าของแบรนด์ ชิ้นงานประเภทนี้ไม่ต้องใช้ Business Profile ของแบรนด์เอง และเหมาะกับผู้ผลิตมากกว่าร้านค้า

ในการตั้งค่าชิ้นงานสถานที่ยังมีอีกจุดที่ควรรู้ คือการตั้งค่าระดับแคมเปญสามารถเลือก "แสดงเฉพาะสาขาที่เลือก" ผ่านตัวกรอง ซึ่งจำเป็นเมื่อแคมเปญหนึ่งโปรโมตเฉพาะสาขาในกรุงเทพฯ แต่บัญชี Business Profile มีสาขาทั่วประเทศ

ต่างจากการติดอันดับ Maps แบบ organic อย่างไร

ผลลัพธ์แบบ organic บน Maps (ที่เรียกกันว่า local pack หรือ map pack) จัดอันดับจากสามปัจจัยหลักที่ Google ระบุไว้ ได้แก่ ความเกี่ยวข้อง (relevance) ระยะทาง (distance) และความโดดเด่น (prominence) ซึ่งรวมถึงรีวิว คะแนน ความครบถ้วนของโปรไฟล์ และสัญญาณจากเว็บไซต์ของธุรกิจ การไต่อันดับใน local pack ทำได้ผ่านการปรับโปรไฟล์ หมวดหมู่ รีวิว และการทำ SEO ให้เว็บไซต์ แต่ควบคุมไม่ได้ว่าจะขึ้นเมื่อไรและใช้เวลาเป็นเดือน ส่วนตำแหน่งโฆษณาเป็นตำแหน่งแยกที่ไม่กระทบและไม่ได้รับผลจากอันดับ organic การซื้อโฆษณาไม่ช่วยให้อันดับ organic ดีขึ้น และอันดับ organic ที่ดีก็ไม่ลดราคาโฆษณา

สิ่งที่สองเส้นทางนี้มีร่วมกันคือ Business Profile ชุดเดียวกัน รีวิวและคะแนนที่ดีทำให้ทั้งโฆษณาและผลลัพธ์ organic ดูน่าเชื่อถือกว่า และข้อมูลที่ผิดทำร้ายทั้งคู่ ดังนั้นลำดับที่คุ้มคือทำ Local SEO ให้โปรไฟล์และเว็บไซต์พร้อมก่อน แล้วใช้โฆษณาบน Maps เติมช่วงที่อันดับ organic ยังไปไม่ถึง หรือคีย์เวิร์ดที่แข่งหนักเกินกว่าจะไต่ขึ้นได้ ธุรกิจที่ขึ้น local pack อยู่แล้วก็ยังได้ประโยชน์จากโฆษณาในการกันตำแหน่งบนสุดไม่ให้คู่แข่งที่ซื้อโฆษณาแทรกขึ้นมาเหนือตัวเอง

ตารางเปรียบเทียบ: โฆษณาบน Maps กับการติดอันดับแบบ organic

ตารางนี้เทียบสองวิธีหลักในการปรากฏบน Google Maps ตามกลไกที่ Google ใช้จริง

ตารางเปรียบเทียบ: โฆษณาบน Maps กับการติดอันดับแบบ organic
หัวข้อโฆษณาบน Maps (Search + location asset)Local pack แบบ organic
ตำแหน่งที่แสดงบนสุดของรายการและหมุดติดป้ายโฆษณาถัดจากโฆษณา เรียงตามความเกี่ยวข้อง ระยะทาง ความโดดเด่น
ค่าใช้จ่ายแคมเปญ Search คิดต่อคลิกตามการประมูล รวมคลิกขอเส้นทางและโทร ส่วน Performance Max อาจคิดต่อพันการแสดงผลสำหรับหมุดโลโก้แบรนด์ไม่มีค่าคลิก แต่ต้องลงทุนเวลาและงานปรับโปรไฟล์กับเว็บไซต์
สิ่งที่ต้องมีBusiness Profile ยืนยันแล้ว เชื่อมกับ Google Ads และแคมเปญ Search ที่เปิดเครือข่ายการค้นหาBusiness Profile ยืนยันแล้ว หมวดหมู่ถูกต้อง รีวิว และสัญญาณจากเว็บไซต์
ความเร็วในการเห็นผลเริ่มแสดงได้ภายในวันหลังอนุมัติโฆษณามักใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน
การควบคุมเลือกคีย์เวิร์ด พื้นที่ เวลา และสาขาที่แสดงได้ควบคุมได้เฉพาะข้อมูลในโปรไฟล์และเว็บไซต์ ไม่กำหนดเวลาได้

ธุรกิจแบบไหนเหมาะกับโฆษณาบน Maps

โฆษณาบน Maps คุ้มที่สุดเมื่อลูกค้าต้อง "มาถึงที่" หรือต้องการผู้ให้บริการใกล้ตัว กลุ่มที่ตรงที่สุดได้แก่

  • ร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านค้าปลีกที่มีหน้าร้าน ซึ่งคนค้นด้วยคำว่า "ใกล้ฉัน" ระหว่างเดินทาง และตัดสินใจภายในไม่กี่นาที
  • คลินิก ทันตกรรม ร้านขายยา และบริการสุขภาพ ที่คนเลือกจากระยะทางและรีวิว และมักโทรนัดหมายจากหน้าผลลัพธ์
  • บริการช่างและซ่อมบำรุง เช่น ซ่อมแอร์ ซ่อมรถ ช่างกุญแจ ที่ความเร่งด่วนสูงและคนต้องการร้านที่มาถึงเร็วที่สุด
  • โรงแรม ฟิตเนส โรงเรียนสอนพิเศษ และธุรกิจที่มีหลายสาขา ซึ่งต้องการให้แต่ละสาขาได้ลูกค้าในรัศมีของตัวเอง
  • ตัวแทนจำหน่ายและโชว์รูม ที่ลูกค้าต้องมาดูสินค้าจริง เช่น รถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ วัสดุก่อสร้าง

ธุรกิจที่ไม่ค่อยเหมาะคือธุรกิจออนไลน์ล้วนที่ไม่มีหน้าร้าน (ซึ่ง Business Profile ก็มักไม่ผ่านการยืนยันอยู่แล้ว) ธุรกิจแบบบริการถึงบ้านที่ซ่อนที่อยู่ (service-area business) ซึ่งยังใช้ได้แต่จะไม่มีหมุดบนแผนที่ และธุรกิจ B2B ที่ลูกค้าไม่ได้ค้นหาตามพื้นที่ สำหรับกลุ่มหลังนี้ การทำ SEO กับแคมเปญ Search แบบปกติให้ผลตรงกว่า

วิธีวัดผลและปรับโฆษณาบน Maps หลังเปิด

หลังเปิดแคมเปญสองถึงสี่สัปดาห์ ให้ดูสามอย่าง อย่างแรกคือรายงานประเภทการคลิกเพื่อดูสัดส่วนของการขอเส้นทางและการโทรเทียบกับคลิกทั้งหมด อย่างที่สองคือรายงานตามระยะทาง (distance report) ที่บอกว่าคนที่คลิกอยู่ห่างสาขากี่กิโลเมตร ซึ่งช่วยปรับรัศมีการกำหนดเป้าหมายให้พอดีกับระยะที่ลูกค้าเดินทางจริง อย่างที่สามคือรายงานตามสาขา (per-location report) สำหรับธุรกิจหลายสาขา เพื่อหาสาขาที่ได้คลิกแต่ไม่ได้การโทรหรือเส้นทาง ซึ่งมักชี้ไปที่ปัญหาในโปรไฟล์ของสาขานั้น

การปรับที่ให้ผลไวที่สุดคือการใช้การปรับราคาเสนอตามสถานที่ (location bid adjustment) เพิ่มราคาในรัศมีใกล้สาขาและลดในพื้นที่ไกล (ใช้ได้กับการเสนอราคาแบบ manual หรือ Enhanced เพราะ Smart Bidding จะไม่ใช้ค่าปรับนี้) ตามด้วยการตั้งเวลาโฆษณาให้ตรงกับเวลาทำการ เพราะคลิกขอเส้นทางตอนร้านปิดมักเสียเปล่า และการเพิ่มคีย์เวิร์ดเชิงลบสำหรับคำค้นที่มีชื่อย่านอื่นที่คุณไม่ได้ให้บริการ ธุรกิจที่ต้องการระบบติดตามจากคลิกบนแผนที่ไปจนถึงการนัดหมายหรือการมาถึงร้านจริง มักต้องวางโครง lead generation ที่เชื่อมเบอร์โทรติดตามและฟอร์มเข้ากับ Google Ads ตั้งแต่แรก

ความหมายสำหรับนักการตลาดไทย

คำค้นภาษาไทยบน Maps มักเป็นชื่อบริการบวกชื่อย่าน ชื่อถนน หรือชื่อสถานีรถไฟฟ้า มากกว่าชื่อเขตตามทะเบียน เช่น "ร้านนวด อโศก" หรือ "คลินิกผิว BTS อ่อนนุช" คีย์เวิร์ดในแคมเปญจึงควรครอบคลุมชื่อย่านและสถานีในรัศมีที่ให้บริการ ไม่ใช่แค่ชื่อเขต อีกจุดคือหลายธุรกิจไทยยังไม่ได้ยืนยัน Business Profile หรือยืนยันแล้วแต่ปล่อยข้อมูลเก่า เช่น เบอร์โทรที่ไม่มีคนรับหรือเวลาทำการที่ไม่ตรง ซึ่งทำให้คลิกที่จ่ายเงินไปกลายเป็นการโทรไม่ติด สุดท้ายคือการวัดผลผ่าน LINE ซึ่งเป็นช่องทางติดต่อหลักของคนไทย ยังไม่ใช่ local action ที่ Google นับให้ ควรใส่ลิงก์ LINE ในเว็บไซต์ที่โฆษณาชี้ไปและติดตามการคลิกนั้นเป็น conversion เอง ทีมที่ดูแล Google Ads สำหรับธุรกิจไทย ควรเริ่มจากการเช็กโปรไฟล์และการวัดผลก่อนเพิ่มงบบน Maps

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโฆษณาบน google maps

ต้องมี Google Business Profile ก่อนไหม

ต้องมีและต้องยืนยันแล้ว เพราะชิ้นงานสถานที่ซึ่งเป็นตัวเปิดสิทธิ์แสดงบน Maps ดึงข้อมูลทั้งหมดจาก Business Profile ทางเดียวที่ไม่ต้องใช้โปรไฟล์ของตัวเองคือ affiliate location asset สำหรับแบรนด์ที่ขายผ่านร้านค้าปลีกของผู้อื่น

โฆษณาบน Maps ต้องสร้างแคมเปญแยกไหม

ไม่ต้อง แคมเปญ Search ที่มีอยู่จะแสดงบน Maps ได้ทันทีเมื่อเปิดชิ้นงานสถานที่และเครือข่ายการค้นหาของ Google ถ้าต้องการแยกงบและคีย์เวิร์ดเฉพาะคำค้นแบบพื้นที่ จะสร้างแคมเปญ Search แยกอีกตัวก็ได้ แต่ไม่ใช่ข้อบังคับ

คลิกขอเส้นทางบนแผนที่คิดเงินไหม

คิดเงินเป็นคลิกเหมือนคลิกไปเว็บไซต์ เช่นเดียวกับการคลิกโทรและการคลิกดูรายละเอียดสถานที่ โดย Google คิดเงินเพียงประเภทการคลิกเดียวต่อหนึ่งการโต้ตอบ Google นับคลิกประเภทเหล่านี้ในรายงานแยกตามประเภทการคลิก เพื่อให้เห็นว่างบตกกับการกระทำแบบไหน

ซื้อโฆษณาแล้วอันดับ organic บน Maps จะดีขึ้นไหม

ไม่ อันดับ organic ใน local pack ใช้ความเกี่ยวข้อง ระยะทาง และความโดดเด่น ซึ่งไม่รวมการใช้จ่ายโฆษณา ทั้งสองระบบใช้ Business Profile ชุดเดียวกันแต่จัดอันดับแยกกัน

ธุรกิจที่ไม่มีหน้าร้านแต่ไปให้บริการถึงที่ใช้โฆษณาบน Maps ได้ไหม

ได้ หากยืนยัน Business Profile แบบธุรกิจบริการตามพื้นที่ (service-area business) ไว้ โฆษณาจะแสดงพื้นที่ให้บริการแทนที่อยู่และไม่มีหมุดบนแผนที่ แต่ปุ่มโทรและข้อมูลโปรไฟล์ยังแสดงตามปกติ

หากต้องการให้โฆษณาบน Maps ทำงานร่วมกับ Business Profile และแคมเปญ Search ที่มีอยู่โดยไม่เสียคลิกไปกับคนที่อยู่นอกรัศมี ทีม บริการ Google Ads ในกรุงเทพฯ ช่วยตรวจการเชื่อมโปรไฟล์ โครงสร้างคีย์เวิร์ด และการวัดผลแบบพื้นที่ให้ก่อนเริ่มงบได้

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์:

อ่านบทความของเราเป็นประจำใช่ไหม เพิ่ม Relevant Audience เป็นแหล่งข้อมูลที่คุณเลือก เพื่อให้บทความของเราปรากฏในผลการค้นหา Google ของคุณมากขึ้น