เป้าหมายแคมเปญ Google Ads เลือกแบบไหนดี ยอดขาย ลูกค้าเป้าหมาย หรือการเข้าชมเว็บไซต์

เป้าหมายแคมเปญ Google Ads เลือกแบบไหนดี ยอดขาย ลูกค้าเป้าหมาย หรือการเข้าชมเว็บไซต์

Google AdsOctober 26, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • Google Ads ปี 2569 มีเป้าหมายแคมเปญ 6 แบบ (ยอดขาย ลูกค้าเป้าหมาย การเข้าชมเว็บไซต์ การโปรโมตแอป YouTube reach, views, and engagements การเข้าชมร้านค้าในพื้นที่และโปรโมชัน) บวกตัวเลือกไม่ใช้คำแนะนำ
  • เป้าหมายของ Performance Max, Demand Gen และ Video แก้หลังสร้างไม่ได้ (บางประเภทแก้ได้) แต่กลยุทธ์การเสนอราคาและเป้าหมาย conversion แก้ได้ตลอดโดยไม่เสียประวัติ
  • เป้าหมาย conversion มีระดับบัญชี (ค่าเริ่มต้นที่ทุกแคมเปญสืบทอด) และระดับแคมเปญ (เลือกได้เฉพาะระดับหมวด) ส่วน custom goal ใช้แยก action เดี่ยว
  • เฉพาะ conversion action ที่เป็นหลักเท่านั้นที่ขับ Smart Bidding ส่วน action รองรายงานใน All conversions แต่ไม่กระทบราคาเสนอ

เป้าหมายแคมเปญ google ads คือตัวเลือกแรกที่ Google ถามตอนกดสร้างแคมเปญใหม่ และคำตอบของคุณจะกำหนดว่าระบบจะแนะนำประเภทแคมเปญไหน กลยุทธ์การเสนอราคาแบบใด และจะนับ "ผลลัพธ์" จาก conversion action ตัวไหน ปัจจุบัน (ปี 2569) มีเป้าหมายให้เลือก 6 แบบ ได้แก่ ยอดขาย (Sales) ลูกค้าเป้าหมาย (Leads) การเข้าชมเว็บไซต์ (Website traffic) การโปรโมตแอป (App promotion) YouTube reach, views, and engagements (เดิมชื่อ การรับรู้และการพิจารณา / Awareness and consideration) และการเข้าชมร้านค้าในพื้นที่และโปรโมชัน (Local store visits and promotions) บวกกับตัวเลือกที่เจ็ดคือ "สร้างแคมเปญโดยไม่ใช้คำแนะนำจากเป้าหมาย" บทความนี้อธิบายว่าแต่ละเป้าหมายทำอะไรจริง ๆ เบื้องหลัง เป้าหมาย conversion ระดับบัญชีกับระดับแคมเปญต่างกันตรงไหน เปลี่ยนเป้าหมายหลังเปิดแคมเปญได้หรือไม่ และเป้าหมายไปผูกกับกลยุทธ์การเสนอราคาอย่างไร

เป้าหมายของ google ads มีอะไรบ้าง และแต่ละแบบทำอะไร

เป้าหมายแคมเปญ (campaign objective) ไม่ใช่ตัวตั้งค่าที่เปลี่ยนการประมูลโดยตรง มันเป็น "ชุดคำแนะนำ" ที่ Google ใช้กรองตัวเลือกให้เหลือเฉพาะสิ่งที่สอดคล้องกับผลลัพธ์ที่คุณบอกว่าต้องการ เมื่อเลือกเป้าหมายแล้ว ระบบจะเสนอประเภทแคมเปญที่เข้ากัน ตั้งค่ากลยุทธ์การเสนอราคาเริ่มต้นให้ และดึงเป้าหมาย conversion ที่ตรงหมวดเข้ามาเป็นตัววัดของแคมเปญ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับงบจึงมาจากสามอย่างหลังนี้ ไม่ใช่จากชื่อเป้าหมายบนหน้าจอ

  • ยอดขาย (Sales) เหมาะกับธุรกิจที่ปิดการขายออนไลน์ ในแอป ทางโทรศัพท์ หรือหน้าร้าน ระบบจะชี้ไปที่แคมเปญ Search, Performance Max, Display, Shopping, Video และ Demand Gen และเสนอการเสนอราคาที่เน้น conversion หรือมูลค่า conversion
  • ลูกค้าเป้าหมาย (Leads) สำหรับธุรกิจที่ต้องการให้คนกรอกฟอร์ม โทร หรือสมัครรับข้อมูล ประเภทแคมเปญที่เสนอเหมือนกับยอดขาย แต่ตัววัดจะเป็น conversion action ประเภท lead เช่น การส่งฟอร์ม การโทรจากโฆษณา หรือการคลิกปุ่มติดต่อ
  • การเข้าชมเว็บไซต์ (Website traffic) เน้นพาคนที่กำลังสนใจมาถึงหน้าเว็บ ระบบจะเสนอการเสนอราคาแบบเพิ่มจำนวนคลิกสูงสุด (Maximize clicks) เป็นค่าเริ่มต้น และ conversion ไม่ใช่ตัววัดหลัก
  • การโปรโมตแอป (App promotion) ล็อกไว้กับแคมเปญแอป (App campaigns) โดยตรง แบ่งเป็นการติดตั้งแอป การมีส่วนร่วมในแอป และการลงทะเบียนล่วงหน้า
  • YouTube reach, views, and engagements (เดิมชื่อ การรับรู้และการพิจารณา / Awareness and consideration) รวมเป้าหมายเดิมที่เคยแยกเป็น "การรับรู้และการเข้าถึงแบรนด์" กับ "การพิจารณาผลิตภัณฑ์และแบรนด์" ไว้ด้วยกัน ใช้กับ Video, Display และ Demand Gen เป็นหลัก ตัววัดจะเป็นการแสดงผล การเข้าถึง หรือการดูวิดีโอ ไม่ใช่ conversion
  • การเข้าชมร้านค้าในพื้นที่และโปรโมชัน (Local store visits and promotions) สำหรับธุรกิจที่มีหน้าร้านจริงและเชื่อม Google Business Profile แล้ว ปัจจุบันชี้ไปที่ Performance Max ที่ตั้งเป้าหมายร้านค้า (store goals) ซึ่งมาแทนแคมเปญ Local แบบเดิม
  • สร้างแคมเปญโดยไม่ใช้คำแนะนำจากเป้าหมาย (Create a campaign without a goal's guidance) เปิดทุกประเภทแคมเปญและทุกกลยุทธ์การเสนอราคาให้เลือกเอง โดยไม่มีการกรองหรือค่าเริ่มต้นใด ๆ

ควรเลือกเป้าหมายยอดขาย ลูกค้าเป้าหมาย หรือการเข้าชมเว็บไซต์

คำตอบสั้น ๆ คือเลือกตาม "สิ่งที่คุณวัดได้และอยากได้มากกว่า" ไม่ใช่ตามสิ่งที่ฟังดูดี หลักการมีสามข้อ

ข้อแรก ถ้ามีการติดตาม conversion ที่เชื่อถือได้แล้ว ให้เลือกยอดขายหรือลูกค้าเป้าหมายเสมอ เพราะสองเป้าหมายนี้จะพา Smart Bidding ไปปรับราคาเสนอตามโอกาสเกิด conversion ของแต่ละการประมูล ส่วนการเข้าชมเว็บไซต์จะปรับตามโอกาสเกิดคลิก ซึ่งเป็นคนละสัญญาณกัน คลิกราคาถูกจำนวนมากจากคนที่ไม่ซื้อไม่ได้ช่วยอะไร

ข้อสอง ยอดขายกับลูกค้าเป้าหมายต่างกันที่ "ชนิดของ conversion" ที่ระบบจะดึงมาเป็นตัววัดเริ่มต้น ยอดขายจะมองหา conversion ประเภท Purchase, Add to cart, Begin checkout และ Subscribe ส่วนลูกค้าเป้าหมายจะมองหา Submit lead form, Contact, Book appointment, Sign-up, Request quote และ Phone call lead ถ้าธุรกิจคุณขายของออนไลน์แบบจ่ายเงินทันทีให้เลือกยอดขาย ถ้าปิดการขายผ่านเซลส์หรือต้องคุยก่อน ให้เลือกลูกค้าเป้าหมาย ไม่ต้องกังวลว่าเลือกผิดแล้วจะแก้ไม่ได้ เพราะเป้าหมาย conversion ที่ผูกกับแคมเปญแก้ทีหลังได้ (อธิบายในหัวข้อถัดไป)

ข้อสาม การเข้าชมเว็บไซต์เหมาะกับสองกรณีเท่านั้น คือยังไม่มีการติดตาม conversion เลย หรือต้องการเก็บข้อมูลผู้ชมใหม่ไปทำ remarketing ก่อน สำหรับกรณีหลัง การตั้งใจใช้เป้าหมายนี้ช่วงแรกเพื่อสร้างรายชื่อผู้เข้าชม แล้วค่อยเปิดแคมเปญ remarketing บน Google Ads ไล่ตามคนกลุ่มนั้นด้วยเป้าหมายยอดขาย เป็นลำดับที่สมเหตุสมผล แต่ถ้าปล่อยแคมเปญการเข้าชมเว็บไซต์วิ่งยาวหลายเดือนโดยไม่เคยเปลี่ยน งบส่วนใหญ่จะหมดไปกับคลิกที่ไม่เคยถูกถามว่ากลายเป็นลูกค้าหรือไม่

สร้างแคมเปญแบบไม่มีเป้าหมายได้ไหม

ได้ ตัวเลือก "สร้างแคมเปญโดยไม่ใช้คำแนะนำจากเป้าหมาย" มีไว้สำหรับกรณีนี้โดยเฉพาะ และผลที่ได้ไม่ได้ด้อยกว่าในแง่การประมูล เพราะอย่างที่กล่าวไว้ เป้าหมายแคมเปญเป็นเพียงชั้นคำแนะนำ สิ่งที่คุณเสียไปคือค่าเริ่มต้นที่ระบบจัดให้ (ประเภทแคมเปญที่คัดแล้ว กลยุทธ์การเสนอราคาที่แนะนำ และเป้าหมาย conversion ที่จับคู่ให้อัตโนมัติ) ซึ่งคุณต้องเลือกเองทีละอย่างแทน

คนที่ควรใช้ตัวเลือกนี้คือผู้ที่รู้อยู่แล้วว่าต้องการแคมเปญประเภทไหน ตั้งกลยุทธ์การเสนอราคาแบบไหน และวัดด้วย conversion action ตัวใด เช่น ต้องการแคมเปญ Search ที่ใช้ Manual CPC ช่วงทดสอบคีย์เวิร์ดใหม่ หรือต้องการแคมเปญ Display ที่เสนอราคาแบบ Target CPM ซึ่งไม่ตรงกับคำแนะนำของเป้าหมายใดเลย ข้อควรระวังคือเมื่อไม่มีเป้าหมายมากำกับ ระบบจะไม่เตือนถ้าคุณจับคู่กลยุทธ์การเสนอราคากับ conversion ที่ไม่เข้ากัน เช่น ตั้ง Target CPA บนแคมเปญที่ไม่มี conversion action ไหนถูกนับเป็นเป้าหมายเลย ซึ่งจะทำให้ระบบไม่มีสัญญาณให้เรียนรู้

อีกเรื่องที่มักเข้าใจผิดคือการสร้างแคมเปญแบบไม่มีเป้าหมายไม่ได้หมายความว่าแคมเปญจะ "ไม่มี conversion goal" ถ้าบัญชีตั้งเป้าหมาย conversion ระดับบัญชีไว้ แคมเปญนั้นจะสืบทอดเป้าหมายระดับบัญชีมาเป็นค่าเริ่มต้นอยู่ดี เว้นแต่คุณจะเข้าไปปรับเป็นเป้าหมายเฉพาะแคมเปญ

เป้าหมาย conversion ระดับบัญชีกับระดับแคมเปญต่างกันอย่างไร

นี่คือส่วนที่สับสนที่สุด เพราะคำว่า "เป้าหมาย" ถูกใช้กับสองสิ่งที่ต่างกัน เป้าหมายแคมเปญ (objective) คือสิ่งที่เลือกตอนสร้าง ส่วนเป้าหมาย conversion (conversion goal) คือกลุ่มของ conversion action ที่ถูกจัดหมวดตามประเภท เช่น Purchase, Submit lead form, Phone call lead, Page view และ Google ใช้เป้าหมาย conversion เป็นตัวบอก Smart Bidding ว่าควรเพิ่มอะไร

เป้าหมาย conversion ระดับบัญชี (account-default goals)

ทุก conversion action ที่สร้างขึ้นจะถูกจัดเข้าหมวดเป้าหมายอัตโนมัติ และแต่ละหมวดมีสวิตช์ว่าเป็น "เป้าหมายเริ่มต้นของบัญชี" หรือไม่ เป้าหมายที่เปิดเป็นค่าเริ่มต้นจะถูกใช้วัดและเสนอราคาในทุกแคมเปญที่ไม่ได้ตั้งค่าเป็นอย่างอื่น ประโยชน์คือเปิดแคมเปญใหม่กี่ตัวก็ได้ชุดตัววัดเดียวกันโดยไม่ต้องตั้งซ้ำ โทษคือถ้ามีหมวดที่ไม่ควรเป็นเป้าหมายหลัก เช่น Page view หรือ Add to cart ถูกเปิดเป็นค่าเริ่มต้นอยู่ ทุกแคมเปญจะถูก Smart Bidding ดันไปหาสิ่งนั้นด้วย และตัวเลข "conversions" ในรายงานจะปะปนระหว่างการซื้อจริงกับการแค่เปิดหน้า

ภายในแต่ละ conversion action ยังมีการตั้งค่าว่าเป็น "หลัก" (primary) หรือ "รอง" (secondary) เฉพาะ action ที่เป็นหลักเท่านั้นที่ถูกนับในคอลัมน์ Conversions และใช้เสนอราคา action ที่เป็นรองจะรายงานในคอลัมน์ All conversions แต่ไม่ส่งผลต่อการประมูล วิธีตั้งที่ปลอดภัยที่สุดคือให้ action ที่แปลว่า "ได้เงินหรือได้ลูกค้าจริง" เป็นหลัก และให้ micro conversion อย่างการเลื่อนหน้า การดูวิดีโอ หรือการคลิกปุ่มเป็นรอง

เป้าหมาย conversion ระดับแคมเปญ (campaign-specific goals)

ในการตั้งค่าของแต่ละแคมเปญ คุณสามารถเลือก "ใช้เป้าหมายเฉพาะแคมเปญนี้" แทนเป้าหมายเริ่มต้นของบัญชี แล้วติ๊กเลือกเฉพาะหมวดที่ต้องการ แคมเปญนั้นจะเสนอราคาและรายงานตามหมวดที่เลือกเท่านั้น ใช้เมื่อแคมเปญหนึ่งมีจุดประสงค์ต่างจากบัญชีโดยรวม เช่น บัญชีอีคอมเมิร์ซที่ตั้ง Purchase เป็นค่าเริ่มต้น แต่มีแคมเปญหนึ่งทำเพื่อเก็บรายชื่ออีเมลโดยเฉพาะ ก็ตั้งแคมเปญนั้นให้ใช้เฉพาะหมวด Sign-up ได้

ข้อจำกัดสำคัญคือเป้าหมายเฉพาะแคมเปญเลือกได้ที่ "ระดับหมวด" ไม่ใช่ระดับ action เดี่ยว ๆ ถ้าในหมวด Submit lead form มีฟอร์มสามแบบและคุณอยากให้แคมเปญหนึ่งเสนอราคาตามฟอร์มเดียว ต้องไปจัดการที่ตัว action (ตั้งอีกสองตัวเป็นรอง หรือสร้าง custom goal ที่รวมเฉพาะ action ที่ต้องการแล้วเลือก custom goal นั้นให้แคมเปญ) custom goal คือทางออกสำหรับกรณีที่หมวดมาตรฐานละเอียดไม่พอ และเป็นเครื่องมือที่ผู้ลงโฆษณาจำนวนมากไม่รู้ว่ามีอยู่

เปลี่ยนเป้าหมายแคมเปญหลังเปิดแล้วได้ไหม

แคมเปญ Performance Max, Demand Gen และ Video แก้เป้าหมายแคมเปญหลังสร้างไม่ได้ ส่วนแคมเปญบางประเภท Google ให้เพิ่มหรือลบเป้าหมายภายหลังได้ แต่ไม่ว่าแบบไหนก็เปลี่ยนทุกอย่างที่เป้าหมายนั้นตั้งให้ได้ ซึ่งในทางปฏิบัติคือสิ่งที่สำคัญกว่า เพราะอย่างที่อธิบายไว้ เป้าหมายแคมเปญเป็นเพียงชั้นคำแนะนำตอนสร้าง สิ่งที่มีผลกับการประมูลจริงคือประเภทแคมเปญ (เปลี่ยนไม่ได้ ต้องสร้างใหม่) กลยุทธ์การเสนอราคา (เปลี่ยนได้ตลอด) และเป้าหมาย conversion ที่แคมเปญใช้ (เปลี่ยนได้ตลอด)

ดังนั้นถ้าเปิดแคมเปญ Search ด้วยเป้าหมายการเข้าชมเว็บไซต์แล้วภายหลังติดตั้งการติดตาม conversion เสร็จ คุณไม่ต้องสร้างแคมเปญใหม่ แค่เข้าไปที่การตั้งค่าแคมเปญ เปลี่ยนการเสนอราคาจาก Maximize clicks เป็น Maximize conversions หรือ Target CPA และตรวจว่าเป้าหมาย conversion ของแคมเปญชี้ไปที่หมวดที่ถูกต้อง ประวัติคีย์เวิร์ด คะแนนคุณภาพ และข้อมูลการแสดงผลยังอยู่ครบ สิ่งที่จะเปลี่ยนคือระบบจะเข้าสู่ช่วงเรียนรู้ใหม่ และผลลัพธ์ช่วงนั้นอาจแกว่ง

กรณีที่ต้องสร้างใหม่จริง ๆ คือเมื่อต้องการเปลี่ยนประเภทแคมเปญ เช่น จาก Search ไปเป็น Performance Max หรือจาก Display ไปเป็น Demand Gen เพราะโครงสร้างภายในต่างกันทั้งหมด ในกรณีนี้วิธีที่ปลอดภัยคือเปิดแคมเปญใหม่คู่ขนานกับของเดิมสักระยะ ให้ของใหม่พ้นช่วงเรียนรู้ก่อน แล้วค่อยหยุดของเดิม แทนที่จะหยุดทันทีแล้วเสียทั้งข้อมูลและยอดในช่วงรอยต่อ

เป้าหมายแคมเปญเกี่ยวกับกลยุทธ์การเสนอราคาอย่างไร

เป้าหมายแคมเปญเป็นตัวกำหนด "ค่าเริ่มต้น" ของกลยุทธ์การเสนอราคา และกลยุทธ์การเสนอราคาคือตัวที่ใช้เงินจริง ความสัมพันธ์โดยทั่วไปเป็นดังนี้

เป้าหมายยอดขายและลูกค้าเป้าหมายจะเริ่มต้นด้วย Maximize conversions (ใส่ Target CPA หรือไม่ก็ได้) หรือ Maximize conversion value (ใส่ Target ROAS หรือไม่ก็ได้) สองตระกูลนี้คือ Smart Bidding ที่ปรับราคาเสนอทุกการประมูลตามโอกาสเกิด conversion และต้องการข้อมูล conversion เพียงพอ โดย Target CPA และ Target ROAS จะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อแคมเปญมี conversion เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ ถ้าแคมเปญใหม่ยังไม่มีข้อมูล การเริ่มด้วย Maximize conversions แบบไม่ใส่เป้า แล้วค่อยใส่ Target CPA เมื่อมีข้อมูลเป็นลำดับที่ลดความเสี่ยงได้

เป้าหมายการเข้าชมเว็บไซต์จะเริ่มต้นด้วย Maximize clicks ซึ่งปรับราคาเพื่อให้ได้คลิกมากที่สุดในงบ ไม่สนใจว่าคลิกนั้นมีโอกาสเกิด conversion หรือไม่ และสามารถตั้งเพดาน CPC สูงสุดได้ เป้าหมาย YouTube reach, views, and engagements (เดิมชื่อ การรับรู้และการพิจารณา / Awareness and consideration) จะเริ่มต้นด้วย Target CPM หรือ Maximize views และ CPV สำหรับวิดีโอ ส่วนเป้าหมายการโปรโมตแอปจะใช้ Target CPI หรือ Target CPA สำหรับ in-app action

จุดที่ควรเข้าใจให้ชัดคือ กลยุทธ์การเสนอราคาที่เน้น conversion จะทำงานได้ก็ต่อเมื่อเป้าหมาย conversion ของแคมเปญมี action ที่เป็นหลักและยิงข้อมูลเข้ามาจริง ถ้าเลือกเป้าหมายลูกค้าเป้าหมายแต่ยังไม่ได้ติดตั้งแท็กฟอร์มหรือการโทร แคมเปญจะวิ่งด้วย Maximize conversions โดยไม่มี conversion ให้เรียนรู้ ระบบจะปรับราคาจากสัญญาณทั่วไปเท่านั้นและมักใช้งบหมดเร็วกับคลิกคุณภาพต่ำ ดังนั้นลำดับที่ถูกคือติดตั้งและทดสอบ conversion ให้ผ่านก่อน จึงค่อยเลือกเป้าหมายที่เน้น conversion ธุรกิจที่รับลูกค้าผ่านฟอร์มและการโทรจึงมักเริ่มจากการวางโครง lead generation ให้วัดได้ก่อนเปิดงบ

ตารางสรุป: เป้าหมายแต่ละแบบชี้ไปที่อะไร

ตารางนี้สรุปว่าเมื่อเลือกเป้าหมายแคมเปญแต่ละแบบ Google จะเสนอประเภทแคมเปญและกลยุทธ์การเสนอราคาเริ่มต้นแบบใด และตัววัดหลักคืออะไร (ค่าเริ่มต้นทั้งหมดปรับทีหลังได้)

ตารางสรุป: เป้าหมายแต่ละแบบชี้ไปที่อะไร
เป้าหมายแคมเปญประเภทแคมเปญที่เสนอการเสนอราคาเริ่มต้นและตัววัด
ยอดขาย (Sales)Search, Performance Max, Shopping, Display, Video, Demand GenMaximize conversions / conversion value; วัดด้วย Purchase, Add to cart, Begin checkout
ลูกค้าเป้าหมาย (Leads)Search, Performance Max, Shopping, Display, Video, Demand GenMaximize conversions หรือ Target CPA; วัดด้วย Submit lead form, Phone call lead, Contact
การเข้าชมเว็บไซต์ (Website traffic)Search, Shopping, Display, Video, Demand GenMaximize clicks; วัดด้วยคลิก ไม่ใช่ conversion
YouTube reach, views, and engagements (เดิมชื่อ การรับรู้และการพิจารณา)Video, Display, Demand GenTarget CPM, Maximize views, CPV; วัดด้วยการแสดงผล การเข้าถึง การดู
การเข้าชมร้านค้าในพื้นที่และโปรโมชันPerformance Max พร้อม store goalsMaximize conversions; วัดด้วย Store visits และ Local actions ผ่าน Business Profile

ขั้นตอนตรวจบัญชีของคุณเองภายใน 15 นาที

  1. ไปที่ Goals แล้วดูหน้า Summary ว่าหมวดไหนเปิดเป็นเป้าหมายเริ่มต้นของบัญชี ถ้ามี Page view, Add to cart หรือหมวดที่ไม่ใช่ผลลัพธ์ทางธุรกิจเปิดอยู่ ให้พิจารณาปิดหรือเปลี่ยน action ในหมวดนั้นเป็นรอง
  2. เปิด conversion action ทีละตัวและเช็กสถานะว่า "กำลังบันทึก conversion" ไม่ใช่ "ไม่มีข้อมูลล่าสุด" action ที่หยุดยิงข้อมูลแต่ยังเป็นหลักอยู่จะทำให้ Smart Bidding เรียนรู้จากข้อมูลที่ขาดหาย
  3. ในแต่ละแคมเปญ ดูว่าใช้เป้าหมายเริ่มต้นของบัญชีหรือเป้าหมายเฉพาะแคมเปญ และเป้าหมายนั้นตรงกับสิ่งที่แคมเปญนั้นควรทำหรือไม่
  4. เทียบกลยุทธ์การเสนอราคากับเป้าหมาย conversion ถ้าแคมเปญใช้ Target CPA แต่เป้าหมาย conversion เป็นหมวดที่ไม่มีข้อมูล หรือใช้ Maximize clicks ทั้งที่มี conversion แล้ว ให้แก้
  5. ถ้าเป็นบัญชีอีคอมเมิร์ซ ตรวจว่า conversion ที่เป็นหลักส่งมูลค่ามาด้วย ไม่เช่นนั้น Maximize conversion value และ Target ROAS จะไม่มีอะไรให้ปรับ แคมเปญ Google Shopping ต้องพึ่งมูลค่านี้มากเป็นพิเศษ

ความหมายสำหรับนักการตลาดไทย

ธุรกิจไทยจำนวนมากปิดการขายผ่าน LINE หรือโทรศัพท์มากกว่าผ่านตะกร้าสินค้า ทำให้หมวด conversion ที่เหมาะมักเป็น Contact, Phone call lead หรือ Submit lead form ไม่ใช่ Purchase และเป้าหมายที่เหมาะคือลูกค้าเป้าหมาย ไม่ใช่ยอดขาย ปัญหาที่พบบ่อยคือบัญชีถูกเปิดด้วยเป้าหมายยอดขายตามคำแนะนำของระบบ แต่ไม่มี action ประเภทซื้อให้นับ แคมเปญจึงวิ่งโดยไม่มีสัญญาณ อีกกรณีคือการคลิกปุ่ม LINE ถูกตั้งเป็น conversion หลัก ซึ่งนับได้ง่ายแต่ไม่แยกคนที่ทักมาถามราคาออกจากคนที่ซื้อจริง หากต้องการให้ Smart Bidding เรียนรู้จากคุณภาพ ควรนำเข้า conversion แบบออฟไลน์จาก CRM หรืออย่างน้อยแยก action การทัก LINE เป็นรองและใช้การส่งฟอร์มที่มีข้อมูลติดต่อเป็นหลัก การวางโครงสร้างเป้าหมายให้ตรงกับวิธีปิดการขายของธุรกิจไทยคือสิ่งที่ บริการ Google Ads ที่ดีควรทำก่อนตั้งงบ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเป้าหมายแคมเปญ google ads

เป้าหมายแคมเปญกับกลยุทธ์การเสนอราคาอันไหนสำคัญกว่า

กลยุทธ์การเสนอราคาและเป้าหมาย conversion สำคัญกว่า เพราะเป็นสองสิ่งที่ตัดสินการใช้เงินในแต่ละการประมูลจริง เป้าหมายแคมเปญเป็นเพียงตัวกรองและค่าเริ่มต้นที่ช่วยให้สองสิ่งนั้นถูกตั้งอย่างสอดคล้องกันตั้งแต่แรก

เลือกเป้าหมายผิดตอนสร้างแคมเปญ ต้องลบแล้วสร้างใหม่ไหม

ไม่ต้อง ตราบใดที่ประเภทแคมเปญยังเป็นแบบที่ต้องการ คุณแก้กลยุทธ์การเสนอราคาและเป้าหมาย conversion ในการตั้งค่าแคมเปญได้โดยเก็บประวัติทั้งหมดไว้ จะต้องสร้างใหม่ก็ต่อเมื่อต้องการเปลี่ยนประเภทแคมเปญเท่านั้น แคมเปญบางประเภทยังให้เพิ่มหรือลบเป้าหมายแคมเปญเองได้ด้วย แต่ Performance Max, Demand Gen และ Video ทำไม่ได้

แคมเปญหนึ่งตั้งเป้าหมาย conversion ได้หลายหมวดไหม

ได้ ทั้งที่ระดับบัญชีและระดับแคมเปญเลือกได้หลายหมวดพร้อมกัน แต่ Smart Bidding จะมองทุกหมวดที่เลือกว่ามีค่าเท่ากันเว้นแต่คุณกำหนดมูลค่าต่างกันให้แต่ละ action จึงควรเลือกเฉพาะหมวดที่คุณยอมจ่ายเพื่อให้ได้จริง

เป้าหมาย YouTube reach, views, and engagements ใช้กับแคมเปญ Search ได้ไหม

ไม่ได้ เป้าหมาย YouTube reach, views, and engagements (เดิมชื่อ การรับรู้และการพิจารณา / Awareness and consideration) มีให้เลือกเฉพาะ Video, Display และ Demand Gen ถ้าต้องการให้คีย์เวิร์ดแบรนด์ขึ้นตำแหน่งบนสุดใน Search ให้ใช้การเสนอราคาแบบ Target impression share ในแคมเปญ Search ที่สร้างภายใต้เป้าหมายอื่นหรือแบบไม่ใช้คำแนะนำจากเป้าหมาย

Performance Max ต้องเลือกเป้าหมายอะไร

Performance Max มีให้เลือกภายใต้เป้าหมายยอดขายและลูกค้าเป้าหมาย และภายใต้เป้าหมายการเข้าชมร้านค้าในพื้นที่และโปรโมชันสำหรับ store goals เนื่องจากเป็นแคมเปญที่พึ่ง Smart Bidding ทั้งหมด เป้าหมายยอดขายหรือลูกค้าเป้าหมายที่มี conversion คุณภาพดีคือทางเลือกที่ระบบทำงานได้เต็มที่

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าโครงสร้างเป้าหมายในบัญชีของคุณตรงกับวิธีที่ธุรกิจหาเงินจริงหรือไม่ การให้ทีมที่ดูแล Google Ads สำหรับธุรกิจในกรุงเทพฯ ตรวจชั้น conversion goal กับกลยุทธ์การเสนอราคาก่อนเพิ่มงบ มักคุ้มกว่าการปรับคีย์เวิร์ดหรือข้อความโฆษณาเป็นอย่างแรก

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์:

อ่านบทความของเราเป็นประจำใช่ไหม เพิ่ม Relevant Audience เป็นแหล่งข้อมูลที่คุณเลือก เพื่อให้บทความของเราปรากฏในผลการค้นหา Google ของคุณมากขึ้น