การประมูลคีย์เวิร์ดชื่อคู่แข่งใน Google Ads: กฎและวิธีทำ

การประมูลคีย์เวิร์ดชื่อคู่แข่งใน Google Ads: กฎและวิธีทำ

Google AdsOctober 25, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • นโยบายเครื่องหมายการค้าของ Google ไม่จำกัดการใช้เครื่องหมายการค้าเป็นคีย์เวิร์ด และการร้องเรียนเรื่องเครื่องหมายการค้าถอดคีย์เวิร์ดไม่ได้
  • ข้อความโฆษณาต่างออกไป หลัง Google ตรวจเรื่องร้องเรียนของเจ้าของ โฆษณาของคู่แข่งโดยตรงที่ใช้เครื่องหมายการค้าอาจถูกจำกัด รวมถึงข้อความที่ใส่ผ่าน Dynamic Keyword Insertion
  • การร้องเรียนมีผลเฉพาะผู้ลงโฆษณาที่ระบุด้วย URL และเฉพาะประเทศที่เจ้าของแสดงสิทธิ์ได้ และการจำกัดโดยทั่วไปขยายไปถึงโดเมนระดับสองเดียวกัน
  • Quality Score ของชื่อแบรนด์คู่แข่งมักได้ระดับต่ำในด้าน expected CTR ความเกี่ยวข้องของโฆษณา และประสบการณ์ในหน้า Landing Page ทำให้ต้องตั้งราคาประมูลสูงขึ้นเพื่อได้ตำแหน่งที่ดี

การประมูลคีย์เวิร์ดชื่อคู่แข่งใน Google Ads ทำได้ นโยบายเครื่องหมายการค้าของ Google ไม่จำกัดการใช้ชื่อแบรนด์ของบริษัทอื่นเป็นคีย์เวิร์ด คุณจึงตั้งโฆษณาให้แสดงเมื่อมีคนค้นหาชื่อคู่แข่งได้ สิ่งที่ Google จำกัดได้คือการใส่เครื่องหมายการค้านั้นในข้อความโฆษณา และการจำกัดนี้มักเริ่มเมื่อเจ้าของเครื่องหมายการค้ายื่นเรื่องร้องเรียน

การแยกระหว่างคีย์เวิร์ดกับข้อความโฆษณานี้กำหนดทุกอย่างในแคมเปญคู่แข่ง ตั้งแต่วิธีเขียนโฆษณา เหตุผลที่ Quality Score มักต่ำ เหตุผลที่ค่าคลิกแพงกว่าคีย์เวิร์ดแบรนด์ตัวเอง ไปจนถึงสิ่งที่ทำได้และทำไม่ได้เมื่อมีคนมาประมูลชื่อแบรนด์ของคุณ บทความนี้อธิบายทีละส่วนตามกลไกนโยบายที่ Google ระบุไว้ในหน้าช่วยเหลือนโยบายการโฆษณา

ใช้ชื่อแบรนด์คู่แข่งเป็นคีย์เวิร์ดใน Google Ads ได้ไหม

ได้ นโยบายเครื่องหมายการค้าระบุว่า "การใช้เครื่องหมายการค้าเป็นคีย์เวิร์ด" เป็นสิ่งที่ Google จะไม่จำกัด คุณเพิ่มชื่อแบรนด์คู่แข่งเป็นคีย์เวิร์ดแบบ exact, phrase หรือ broad match ได้ และ Google จะไม่ปฏิเสธคีย์เวิร์ดนั้นเพียงเพราะเจ้าของเครื่องหมายการค้าคัดค้าน การร้องเรียนเรื่องเครื่องหมายการค้าไม่ครอบคลุมการเลือกคีย์เวิร์ด

แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยงเลยในทุกประเทศ นโยบายของ Google ระบุว่าปฏิบัติตามกฎหมายเครื่องหมายการค้าในท้องถิ่น และกฎหมายเครื่องหมายการค้าเป็นกฎหมายของแต่ละประเทศ การประมูลเครื่องหมายที่จดทะเบียนแล้วจะทำให้เสี่ยงถูกฟ้องหรือไม่ ขึ้นอยู่กับประเทศและศาลของประเทศนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตรวจโฆษณาของ Google นโยบายของ Google เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำให้โฆษณาแสดงได้ ไม่ใช่การรับรองทางกฎหมาย

ใส่เครื่องหมายการค้าของคู่แข่งในข้อความโฆษณาได้ไหม

ส่วนใหญ่ใช้ได้ไม่นานหากเจ้าของคัดค้าน เมื่อเจ้าของเครื่องหมายการค้ายื่นเรื่องร้องเรียนและ Google ตรวจสอบแล้ว โฆษณาที่มีคำนั้นในข้อความโฆษณาอาจถูกจำกัด นโยบายระบุสองกรณีที่ถูกจำกัด คือการใช้เครื่องหมายการค้าในโฆษณาของคู่แข่งโดยตรง และการใช้ในลักษณะที่ทำให้สับสน หลอกลวง หรือชวนให้เข้าใจผิดว่าใครเป็นผู้ลงโฆษณา เครื่องหมายการค้าต้องปรากฏในตัวโฆษณานโยบายจึงจะมีผล การมีชื่อนั้นอยู่เฉพาะในหน้า Landing Page ไม่ทำให้นโยบายนี้มีผล

โฆษณาที่ถูกจำกัดไม่ได้หายไปทันที โดยมากจะแสดงสถานะนโยบายแบบจำกัด หมายความว่าอาจแสดงได้ในบางที่และไม่แสดงในบางที่ หรือหยุดแสดงในประเทศที่การร้องเรียนมีผล คุณจะเห็นหัวข้อนโยบายในคอลัมน์สถานะของโฆษณาในบัญชี Google Ads

ข้อยกเว้นสำหรับผู้ขายต่อและเว็บไซต์ให้ข้อมูล

ผู้ลงโฆษณาสองกลุ่มใช้เครื่องหมายการค้าในข้อความโฆษณาได้แม้มีการร้องเรียนแล้ว หากเป็นไปตามเงื่อนไขของ Google ผู้ขายต่อใช้ได้เมื่อหน้า Landing Page มีจุดประสงค์หลักเพื่อขายสินค้าหรือบริการที่มีเครื่องหมายการค้านั้น รวมถึงอะไหล่หรือสินค้าที่ใช้ร่วมกันได้ และแสดงช่องทางซื้อพร้อมข้อมูลเชิงการค้า เช่น ราคา อย่างชัดเจน เว็บไซต์ให้ข้อมูลใช้ได้เมื่อหน้า Landing Page ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการนั้นเป็นหลัก ทั้งสองกรณี โฆษณาและหน้า Landing Page ต้องทำให้ชัดว่าคุณเป็นผู้ขายต่อหรือเว็บไซต์ให้ข้อมูล ไม่ใช่เจ้าของแบรนด์ คู่แข่งโดยตรงที่ขายสินค้าทางเลือกของตัวเองไม่เข้าข้อยกเว้นใดเลย

การใช้คำในความหมายทั่วไปก็ทำได้ หากเครื่องหมายการค้านั้นเป็นคำธรรมดาด้วย และคุณใช้ในความหมายปกติของคำ การใช้นั้นไม่ถูกจำกัด

ข้อยกเว้นสำหรับผู้ขายต่อและเว็บไซต์ให้ข้อมูล
ตำแหน่งที่ชื่อคู่แข่งปรากฏการปฏิบัติตามนโยบายเครื่องหมายการค้าของ Googleข้อสังเกตในทางปฏิบัติ
คีย์เวิร์ด (ทุก match type)ไม่ถูกจำกัด การร้องเรียนไม่ครอบคลุมคีย์เวิร์ดความเสี่ยงทางกฎหมายยังขึ้นกับกฎหมายเครื่องหมายการค้าในท้องถิ่น
พาดหัวหรือคำอธิบายโฆษณาอาจถูกจำกัดหลัง Google ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนของเจ้าของคู่แข่งโดยตรงไม่เข้าข้อยกเว้นผู้ขายต่อหรือเว็บไซต์ให้ข้อมูล
ข้อความจาก Dynamic Keyword Insertionนับเป็นข้อความโฆษณา จึงถูกจำกัดได้แบบเดียวกันปิด DKI ในกลุ่มโฆษณาคู่แข่ง
โดเมนระดับสองใน Display URLไม่ถูกจำกัดเมื่อเป็นโดเมนจริงของคุณอย่าใส่ชื่อคู่แข่งในช่อง Path ด้วย
เฉพาะหน้า Landing Pageนโยบายเครื่องหมายการค้าใช้กับตัวโฆษณา ไม่ใช่หน้า Landing Page อย่างเดียวหน้าเปรียบเทียบยังต้องมีข้อความที่ถูกต้องตามนโยบายอื่น

Quality Score ของคีย์เวิร์ดคู่แข่งเป็นอย่างไร

คาดว่าจะต่ำ Quality Score เป็นตัววินิจฉัยระดับ 1-10 ที่รายงานในระดับคีย์เวิร์ด ประกอบด้วยสามส่วน คืออัตราการคลิกที่คาดไว้ (expected CTR) ความเกี่ยวข้องของโฆษณา และประสบการณ์ในหน้า Landing Page แต่ละส่วนได้คะแนนเป็นสูงกว่าค่าเฉลี่ย เท่าค่าเฉลี่ย หรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ย คีย์เวิร์ดคู่แข่งมักทำได้ไม่ดีทั้งสามส่วนด้วยเหตุผลเชิงโครงสร้าง

  • Expected CTR: คนที่พิมพ์ชื่อแบรนด์มักต้องการแบรนด์นั้น โฆษณาของคุณเป็นตัวเลือกที่สองบนหน้าผลการค้นหาโดยธรรมชาติ คนที่ค้นหากลุ่มนี้จึงคลิกโฆษณาของคุณน้อยกว่า
  • ความเกี่ยวข้องของโฆษณา: Google ดูว่าโฆษณาตรงกับเจตนาการค้นหาแค่ไหน ถ้าใส่ชื่อคู่แข่งในพาดหัวไม่ได้ ข้อความโฆษณาก็สัมพันธ์กับคำค้นหาน้อยลง
  • ประสบการณ์ในหน้า Landing Page: หน้าของคุณพูดถึงสินค้าของคุณ ไม่ใช่ของเขา หน้าเปรียบเทียบช่วยได้ เพราะตรงกับคนที่กำลังชั่งน้ำหนักสองตัวเลือก

ตัว Quality Score เองไม่ได้ถูกใช้ในการประมูล Google อธิบายว่าเป็นเครื่องมือวินิจฉัย แต่สัญญาณที่มันสรุปไว้มีผลต่อ Ad Rank แบบเรียลไทม์ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ค่าคลิกคีย์เวิร์ดคู่แข่งสูงขึ้น

ค่าคลิกคีย์เวิร์ดคู่แข่งแพงกว่าคีย์เวิร์ดแบรนด์แค่ไหน

ไม่มีอัตราส่วนตายตัว ใครที่ให้ตัวเลขเดียวก็เป็นการเดาเกี่ยวกับตลาดของคุณ กลไกการประมูลบอกได้แค่ทิศทาง ในแต่ละการประมูล Google คำนวณ Ad Rank จากราคาประมูล คุณภาพของโฆษณาและหน้า Landing Page ณ ขณะนั้น เกณฑ์ขั้นต่ำของ Ad Rank บริบทของการค้นหา และผลที่คาดว่าจะได้จาก Asset ค่าคลิกจริงคือจำนวนต่ำสุดที่ต้องจ่ายเพื่อรักษาตำแหน่งไว้ โดยไม่เกินราคาประมูลสูงสุดที่ตั้งไว้

บนชื่อแบรนด์ของคุณเอง โฆษณาของคุณเป็นคำตอบที่เกี่ยวข้องที่สุด จึงชนะการประมูลได้ด้วยราคาไม่สูง บนชื่อแบรนด์คู่แข่ง เจ้าของแบรนด์มีข้อได้เปรียบนี้เหนือคุณ ถ้าจะแสดงเหนือหรือใกล้เขา คุณต้องตั้งราคาสูงขึ้นเพื่อชดเชยสัญญาณคุณภาพที่อ่อนกว่า

ตัวอย่างสมมติ ตัวเลขทั้งหมดแต่งขึ้นเพื่ออธิบายหลักการเท่านั้น สมมติคีย์เวิร์ดแบรนด์ของคุณชนะการประมูลที่เฉลี่ย 8 บาทต่อคลิก แล้วคุณเพิ่มชื่อคู่แข่งด้วยราคาประมูลสูงสุด 30 บาท ถ้า expected CTR และความเกี่ยวข้องได้ระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย คุณอาจพบว่าคีย์เวิร์ดนั้นขึ้นได้แค่ตำแหน่งล่างที่ราคานั้น และมีอัตราการคลิกเพียงส่วนน้อยของคีย์เวิร์ดแบรนด์ ถ้าเพิ่มราคาก็อาจได้ Impression มากขึ้น แต่แต่ละ Conversion จะแพงกว่าบนแบรนด์ ตัวเลขจริงต้องมาจากบัญชีของคุณหลังช่วงทดสอบ ไม่ใช่จากบทความ

ตัวเปรียบเทียบที่มีประโยชน์ไม่ใช่ค่าคลิก แต่เป็นต้นทุนต่อ Conversion และมูลค่าของลูกค้าที่ได้มา คลิกจากคีย์เวิร์ดคู่แข่งที่ได้ Conversion ในต้นทุนที่รับได้ และพาลูกค้าที่ไม่เคยรู้จักคุณมาก่อนเข้ามา อาจคุ้มกับค่าคลิกที่สูง

ควรแยกแคมเปญคู่แข่งออกจากแคมเปญแบรนด์ไหม

ควรแยกเป็นแคมเปญของตัวเอง เหตุผลเป็นเรื่องปฏิบัติล้วนๆ

  1. คุมงบประมาณ คีย์เวิร์ดคู่แข่งใช้งบได้เร็วเพราะค่าคลิกสูง การแยกแคมเปญทำให้มีงบรายวันของตัวเอง ไม่ไปแย่งงบของแคมเปญแบรนด์หรือแคมเปญคำทั่วไป
  2. กลยุทธ์การประมูล ทราฟฟิกจากแบรนด์ได้ Conversion ต่างจากทราฟฟิกคู่แข่งมาก ถ้ารวมไว้แคมเปญเดียว Smart Bidding จะเรียนรู้จากค่าเฉลี่ยผสมที่ไม่ตรงกับทั้งสองกลุ่ม แคมเปญแยกตั้ง target CPA หรือ target ROAS ของตัวเองได้ หรือใช้ราคาประมูลแบบกำหนดเองระหว่างเก็บข้อมูล
  3. การรายงานผล รายงานที่ปนกันทำให้มองไม่เห็นว่างบคู่แข่งคุ้มหรือไม่ แคมเปญแยกทำให้เห็นต้นทุนต่อ Conversion ของแต่ละกลุ่มชัดเจน
  4. แยกปัญหานโยบาย ถ้าโฆษณาในแคมเปญคู่แข่งถูกจำกัดหลังการร้องเรียน ส่วนอื่นของบัญชีจะดูแลให้สะอาดได้ง่ายกว่า

ภายในแคมเปญนั้น ให้ใช้หนึ่งกลุ่มโฆษณาต่อคู่แข่งหนึ่งราย เพื่อให้โฆษณาและหน้า Landing Page พูดถึงการเปรียบเทียบนั้นได้ตรงจุด จากนั้นเพิ่มชื่อคู่แข่งแต่ละรายเป็นคีย์เวิร์ดเชิงลบในแคมเปญอื่น คีย์เวิร์ดเชิงลบไม่จับคู่กับคำที่ใกล้เคียง (close variants) จึงต้องเพิ่มคำสะกดผิดและรูปแบบการเว้นวรรคที่พบในรายงานข้อความค้นหาด้วย ถ้าใช้ Performance Max หรือแคมเปญ Search แบบ broad match ให้ใช้การยกเว้นแบรนด์ (brand exclusions) เพื่อกันทราฟฟิกชื่อแบรนด์คู่แข่งออกจากแคมเปญเหล่านั้น ให้ไหลผ่านเฉพาะแคมเปญที่สร้างไว้สำหรับเรื่องนี้

เขียนโฆษณาให้ได้ผลโดยไม่ใช้ชื่อคู่แข่ง

เมื่อชื่อคู่แข่งมีโอกาสถูกจำกัดในข้อความโฆษณา ให้เขียนโฆษณาที่อ่านแล้วเข้าใจได้เมื่อวางข้างผลการค้นหาแบรนด์อื่น โดยไม่ต้องเอ่ยชื่อ แนวทางที่อยู่ในกรอบนโยบายมีดังนี้

  • เปิดด้วยหมวดสินค้าและจุดต่างของคุณ เช่น "โปรแกรมบัญชีที่รองรับภาษาไทย" อ่านได้ชัดเมื่ออยู่ข้างผลของคู่แข่ง
  • บอกเหตุผลที่คนเปลี่ยนมาใช้ เช่น เงื่อนไขสัญญา เวลาติดตั้ง หรือบริการในประเทศ แต่ต้องเป็นความจริงและแสดงหลักฐานได้ในหน้า Landing Page
  • ชวนเปรียบเทียบโดยไม่อ้างสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ "เปรียบเทียบแพ็กเกจก่อนตัดสินใจ" ปลอดภัยกว่า "ถูกกว่าแบรนด์ X"
  • ส่งทราฟฟิกไปหน้าเปรียบเทียบที่อธิบายตรงไปตรงมาว่าต่างกันตรงไหน ข้อความเปรียบเทียบยังอยู่ภายใต้นโยบายอื่นของ Google เรื่องการแสดงข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง จึงต้องถูกต้องและเป็นปัจจุบัน

อย่าเลียนแบบแบรนด์ของคู่แข่งหรือเขียนโฆษณาให้ดูเหมือนเป็นช่องทางทางการของเขา นั่นคือการใช้ที่ทำให้สับสนหรือเข้าใจผิดซึ่งนโยบายมุ่งจำกัด

วิธีหยุดคู่แข่งไม่ให้ประมูลชื่อแบรนด์ของคุณ

คุณใช้นโยบายเครื่องหมายการค้าของ Google หยุดคู่แข่งไม่ให้ใช้ชื่อแบรนด์ของคุณเป็นคีย์เวิร์ดไม่ได้ เพราะการใช้เป็นคีย์เวิร์ดไม่ถูกจำกัด สิ่งที่คุณควบคุมได้คือชื่อของคุณในข้อความโฆษณาของเขา และความแข็งแรงของโฆษณาของคุณเองบนคำค้นหาเหล่านั้น

ยื่นร้องเรียนเรื่องเครื่องหมายการค้าในข้อความโฆษณา

เจ้าของเครื่องหมายการค้า หรือตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจ ยื่นร้องเรียนผ่านช่องทางร้องเรียนทางกฎหมายสำหรับรายงานเนื้อหาบน Google Google รับเรื่องร้องเรียนเฉพาะผู้ลงโฆษณาที่ระบุตัวด้วย URL และเฉพาะประเทศที่คุณแสดงได้ว่ามีสิทธิ์ในเครื่องหมายการค้านั้น หลังตรวจสอบ Google อาจจำกัดการใช้คำนั้นในโฆษณาของผู้ลงโฆษณาเหล่านั้น การจำกัดโดยทั่วไปขยายไปถึงโฆษณาอื่นที่ใช้โดเมนระดับสองเดียวกันใน Final URL ผู้ลงโฆษณาจึงเลี่ยงด้วยการเปิดบัญชีใหม่ที่ชี้ไปเว็บไซต์เดิมไม่ได้

อนุญาตพาร์ทเนอร์ที่คุณต้องการ

ถ้าคุณขายผ่านตัวแทนหรือ Affiliate การจำกัดแบบกว้างอาจบล็อกพวกเขาด้วย Google ให้เจ้าของเครื่องหมายการค้า หรือตัวแทนที่มีหลักฐานการมอบอำนาจ ยื่นคำขออนุญาตระบุผู้ลงโฆษณาที่ใช้เครื่องหมายการค้าได้ การอนุญาตต้องไม่มีเงื่อนไข Google จะปฏิเสธคำขอที่มีวันหมดอายุหรือจำกัดพื้นที่ และเจ้าของยกเลิกการอนุญาตได้ภายหลัง

ป้องกันด้วยแคมเปญแบรนด์ของคุณเอง

การประมูลชื่อของตัวเองเป็นการป้องกันที่ตรงที่สุด โฆษณาของคุณมักมีความเกี่ยวข้องและ expected CTR ดีที่สุดบนคำค้นหานั้น จึงครองตำแหน่งบนสุดได้ด้วยต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่ง ใช้ Auction Insights ในแคมเปญแบรนด์เพื่อดูว่ามีโดเมนไหนแสดงบ้าง ส่วนแบ่ง Impression อัตราการทับซ้อน และความถี่ที่เขาแสดงเหนือคุณ ข้อมูลนี้บอกว่าใครประมูลอยู่และสถานการณ์แย่ลงหรือไม่

พิจารณาทางกฎหมาย

ถ้าการกระทำของคู่แข่งเกินกว่าการประมูลคีย์เวิร์ด เช่น การลวงขายหรือการอ้างข้อมูลเท็จ นั่นเป็นเรื่องที่ต้องปรึกษาทนายด้านเครื่องหมายการค้าในประเทศนั้น นโยบายโฆษณาของ Google ไม่ได้ตัดสินเรื่องนี้

ความแตกต่างระหว่างประเทศที่ควรรู้

นโยบายเครื่องหมายการค้าปัจจุบันของ Google ใช้กฎชุดเดียวทั่ว Google Ads และไม่ได้ระบุประเทศที่การใช้คีย์เวิร์ดถูกจำกัดเพิ่ม แต่มีสองเรื่องที่ต่างกันตามพื้นที่ เรื่องแรก การร้องเรียนทำเป็นรายประเทศ คุณได้การจำกัดเฉพาะที่แสดงสิทธิ์ในเครื่องหมายการค้าได้ เครื่องหมายที่จดในตลาดหนึ่งอาจไม่ได้รับความคุ้มครองในอีกตลาด เรื่องที่สอง สถานะทางกฎหมายต่างกัน ศาลในแต่ละประเทศมีมุมมองต่อการโฆษณาด้วยคีย์เวิร์ดไม่เหมือนกัน แนวทางที่ทำกันเป็นปกติในตลาดหนึ่งอาจมีความเสี่ยงทางกฎหมายมากกว่าในอีกตลาด ถ้าคุณลงโฆษณาหลายประเทศ ให้ตรวจกฎหมายของแต่ละประเทศ อย่าคิดว่ากฎของ Google ครอบคลุมแล้ว

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและผลเสีย

  • ใส่คีย์เวิร์ดคู่แข่งในแคมเปญแบรนด์ ผลของแบรนด์ดูแย่ลง และงบที่ใช้กับคู่แข่งถูกซ่อนอยู่ข้างใน
  • เปิด Dynamic Keyword Insertion ไว้ ชื่อคู่แข่งถูกใส่ลงในพาดหัว ทำให้โฆษณาอาจถูกจำกัดและงานที่ทำไปเสียเปล่า
  • ไม่ใส่คีย์เวิร์ดเชิงลบในแคมเปญอื่น broad match ในแคมเปญคำทั่วไปจะจับการค้นหาชื่อแบรนด์คู่แข่งด้วยราคาประมูลของคำทั่วไป พร้อมโฆษณาที่ไม่ได้เขียนมาเพื่อคนกลุ่มนี้
  • ตัดสินจากค่าคลิกอย่างเดียว ค่าคลิกสูงเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่ต้องดูคือต้นทุนต่อ Conversion และคุณภาพของลีด
  • ส่งคลิกไปหน้าแรก คนที่กำลังเปรียบเทียบสองแบรนด์ต้องการเหตุผลที่จะเปลี่ยน และหน้าแรกแทบไม่เคยให้เหตุผลนั้น

สิ่งที่ควรวัดผล

ติดตามแต่ละกลุ่มโฆษณาคู่แข่งแยกกัน ได้แก่ Impression อัตราการคลิก อัตรา Conversion ต้นทุนต่อ Conversion และถ้านำเข้าข้อมูลได้ ให้ดูรายได้หรือคุณภาพลีดจาก CRM ด้วย ช่วงแรกให้ดูรายงานข้อความค้นหาทุกสัปดาห์ เพราะชื่อคู่แข่งมักดึงการค้นหาหน้าบริการลูกค้า หน้าเข้าสู่ระบบ หรือหน้าสมัครงาน ซึ่งไม่มีทางเกิด Conversion ให้เพิ่มคำเหล่านี้เป็นคีย์เวิร์ดเชิงลบ และให้เวลาแคมเปญคู่แข่งใหม่พร้อมจำนวน Conversion มากพอก่อนตัดสินใจขยายหรือหยุด

ความหมายสำหรับตลาดไทย

ในประเทศไทย เครื่องหมายการค้าจดทะเบียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาภายใต้พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และการร้องเรียนกับ Google ต้องมีหลักฐานสิทธิ์ในประเทศที่ต้องการให้จำกัดโฆษณา เครื่องหมายที่จดทะเบียนเฉพาะในต่างประเทศอาจไม่พอสำหรับประเทศไทย

คนไทยพิมพ์ชื่อแบรนด์ได้หลายแบบ ทั้งอักษรละติน อักษรไทย และการทับศัพท์ที่สะกดต่างกัน แต่ละแบบเป็นคีย์เวิร์ดแยกกัน และในมุมการป้องกัน ก็เป็นคีย์เวิร์ดเชิงลบแยกที่ต้องเพิ่มในแคมเปญอื่น ควรเขียนโฆษณาและหน้าเปรียบเทียบเป็นภาษาไทยสำหรับคำค้นหาภาษาไทย

คำถามที่พบบ่อย

การประมูลคีย์เวิร์ดชื่อคู่แข่งใน Google Ads ถูกกฎหมายไหม

นโยบายเครื่องหมายการค้าของ Google อนุญาต เพราะไม่จำกัดการใช้เครื่องหมายการค้าเป็นคีย์เวิร์ด ส่วนจะชอบด้วยกฎหมายในประเทศใดหรือไม่เป็นเรื่องของกฎหมายเครื่องหมายการค้าในท้องถิ่น จึงต้องตรวจสอบแยกสำหรับแต่ละตลาดที่ลงโฆษณา

Google จะแจ้งคู่แข่งไหมว่าเราประมูลชื่อของเขา

Google ไม่ส่งรายการคีย์เวิร์ดของคุณให้คู่แข่ง แต่เขาเห็นโดเมนของคุณในรายงาน Auction Insights ได้ถ้าคุณแข่งในการประมูลเดียวกัน และใครก็เห็นโฆษณาของคุณได้ด้วยการค้นหา

คู่แข่งทำให้โฆษณาของเราถูกถอดเพราะใช้ชื่อแบรนด์เขาเป็นคีย์เวิร์ดได้ไหม

ไม่ได้ การร้องเรียนเรื่องเครื่องหมายการค้าครอบคลุมเครื่องหมายการค้าในข้อความโฆษณา ไม่ใช่การใช้เป็นคีย์เวิร์ด ถ้าข้อความโฆษณาของคุณมีชื่อเขา โฆษณานั้นอาจถูกจำกัดหลังการร้องเรียน

ทำไม Quality Score ของคีย์เวิร์ดคู่แข่งต่ำมาก

เพราะคนค้นหากำลังหาแบรนด์อื่น expected CTR ความเกี่ยวข้องของโฆษณา และประสบการณ์ในหน้า Landing Page จึงมักได้ระดับต่ำกว่าคีย์เวิร์ดของคุณเอง หน้าเปรียบเทียบเฉพาะและข้อความโฆษณาที่ชัดเจนช่วยได้ แต่คีย์เวิร์ดคู่แข่งแทบไม่ได้คะแนนระดับเดียวกับแบรนด์

ถ้าคู่แข่งประมูลชื่อเรา ควรประมูลชื่อแบรนด์ตัวเองไหม

โดยทั่วไปควร เพราะโฆษณาของคุณเกี่ยวข้องกับชื่อของคุณมากที่สุด และมักชนะตำแหน่งบนสุดด้วยค่าคลิกที่ต่ำกว่า ดู Auction Insights เพื่อดูว่ามีคนอื่นแสดงเหนือคุณบ่อยแค่ไหน

แคมเปญคู่แข่งได้ผลดีที่สุดเมื่ออยู่ในบัญชีที่วางโครงสร้างดี แยกแบรนด์ คำทั่วไป และคู่แข่งออกจากกันชัดเจน ดูวิธีที่ RA วางแผนและดูแลแคมเปญค้นหาได้ที่หน้า บริการ Google Ads หรืออ่านเรื่อง เอเจนซี่ผู้ให้บริการด้าน Google Ads ถ้าจุดอ่อนอยู่ที่หน้าที่คนเข้าไป บริการ ออกแบบหน้า Landing Page ครอบคลุมหน้า Landing Page ที่ออกแบบให้ตรงกับแคมเปญโฆษณา และผู้ลงโฆษณาบน Bing ดูได้ที่ บริการโฆษณาบน Microsoft ซึ่งมีคำถามเรื่องคู่แข่งแบบเดียวกัน

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์:

อ่านบทความของเราเป็นประจำใช่ไหม เพิ่ม Relevant Audience เป็นแหล่งข้อมูลที่คุณเลือก เพื่อให้บทความของเราปรากฏในผลการค้นหา Google ของคุณมากขึ้น