สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- นโยบายเครื่องหมายการค้าของ Google ไม่จำกัดการใช้เครื่องหมายการค้าเป็นคีย์เวิร์ด และการร้องเรียนเรื่องเครื่องหมายการค้าถอดคีย์เวิร์ดไม่ได้
- ข้อความโฆษณาต่างออกไป หลัง Google ตรวจเรื่องร้องเรียนของเจ้าของ โฆษณาของคู่แข่งโดยตรงที่ใช้เครื่องหมายการค้าอาจถูกจำกัด รวมถึงข้อความที่ใส่ผ่าน Dynamic Keyword Insertion
- การร้องเรียนมีผลเฉพาะผู้ลงโฆษณาที่ระบุด้วย URL และเฉพาะประเทศที่เจ้าของแสดงสิทธิ์ได้ และการจำกัดโดยทั่วไปขยายไปถึงโดเมนระดับสองเดียวกัน
- Quality Score ของชื่อแบรนด์คู่แข่งมักได้ระดับต่ำในด้าน expected CTR ความเกี่ยวข้องของโฆษณา และประสบการณ์ในหน้า Landing Page ทำให้ต้องตั้งราคาประมูลสูงขึ้นเพื่อได้ตำแหน่งที่ดี
การประมูลคีย์เวิร์ดชื่อคู่แข่งใน Google Ads ทำได้ นโยบายเครื่องหมายการค้าของ Google ไม่จำกัดการใช้ชื่อแบรนด์ของบริษัทอื่นเป็นคีย์เวิร์ด คุณจึงตั้งโฆษณาให้แสดงเมื่อมีคนค้นหาชื่อคู่แข่งได้ สิ่งที่ Google จำกัดได้คือการใส่เครื่องหมายการค้านั้นในข้อความโฆษณา และการจำกัดนี้มักเริ่มเมื่อเจ้าของเครื่องหมายการค้ายื่นเรื่องร้องเรียน
การแยกระหว่างคีย์เวิร์ดกับข้อความโฆษณานี้กำหนดทุกอย่างในแคมเปญคู่แข่ง ตั้งแต่วิธีเขียนโฆษณา เหตุผลที่ Quality Score มักต่ำ เหตุผลที่ค่าคลิกแพงกว่าคีย์เวิร์ดแบรนด์ตัวเอง ไปจนถึงสิ่งที่ทำได้และทำไม่ได้เมื่อมีคนมาประมูลชื่อแบรนด์ของคุณ บทความนี้อธิบายทีละส่วนตามกลไกนโยบายที่ Google ระบุไว้ในหน้าช่วยเหลือนโยบายการโฆษณา
ใช้ชื่อแบรนด์คู่แข่งเป็นคีย์เวิร์ดใน Google Ads ได้ไหม
ได้ นโยบายเครื่องหมายการค้าระบุว่า "การใช้เครื่องหมายการค้าเป็นคีย์เวิร์ด" เป็นสิ่งที่ Google จะไม่จำกัด คุณเพิ่มชื่อแบรนด์คู่แข่งเป็นคีย์เวิร์ดแบบ exact, phrase หรือ broad match ได้ และ Google จะไม่ปฏิเสธคีย์เวิร์ดนั้นเพียงเพราะเจ้าของเครื่องหมายการค้าคัดค้าน การร้องเรียนเรื่องเครื่องหมายการค้าไม่ครอบคลุมการเลือกคีย์เวิร์ด
แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยงเลยในทุกประเทศ นโยบายของ Google ระบุว่าปฏิบัติตามกฎหมายเครื่องหมายการค้าในท้องถิ่น และกฎหมายเครื่องหมายการค้าเป็นกฎหมายของแต่ละประเทศ การประมูลเครื่องหมายที่จดทะเบียนแล้วจะทำให้เสี่ยงถูกฟ้องหรือไม่ ขึ้นอยู่กับประเทศและศาลของประเทศนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตรวจโฆษณาของ Google นโยบายของ Google เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำให้โฆษณาแสดงได้ ไม่ใช่การรับรองทางกฎหมาย
ใส่เครื่องหมายการค้าของคู่แข่งในข้อความโฆษณาได้ไหม
ส่วนใหญ่ใช้ได้ไม่นานหากเจ้าของคัดค้าน เมื่อเจ้าของเครื่องหมายการค้ายื่นเรื่องร้องเรียนและ Google ตรวจสอบแล้ว โฆษณาที่มีคำนั้นในข้อความโฆษณาอาจถูกจำกัด นโยบายระบุสองกรณีที่ถูกจำกัด คือการใช้เครื่องหมายการค้าในโฆษณาของคู่แข่งโดยตรง และการใช้ในลักษณะที่ทำให้สับสน หลอกลวง หรือชวนให้เข้าใจผิดว่าใครเป็นผู้ลงโฆษณา เครื่องหมายการค้าต้องปรากฏในตัวโฆษณานโยบายจึงจะมีผล การมีชื่อนั้นอยู่เฉพาะในหน้า Landing Page ไม่ทำให้นโยบายนี้มีผล
โฆษณาที่ถูกจำกัดไม่ได้หายไปทันที โดยมากจะแสดงสถานะนโยบายแบบจำกัด หมายความว่าอาจแสดงได้ในบางที่และไม่แสดงในบางที่ หรือหยุดแสดงในประเทศที่การร้องเรียนมีผล คุณจะเห็นหัวข้อนโยบายในคอลัมน์สถานะของโฆษณาในบัญชี Google Ads
ข้อยกเว้นสำหรับผู้ขายต่อและเว็บไซต์ให้ข้อมูล
ผู้ลงโฆษณาสองกลุ่มใช้เครื่องหมายการค้าในข้อความโฆษณาได้แม้มีการร้องเรียนแล้ว หากเป็นไปตามเงื่อนไขของ Google ผู้ขายต่อใช้ได้เมื่อหน้า Landing Page มีจุดประสงค์หลักเพื่อขายสินค้าหรือบริการที่มีเครื่องหมายการค้านั้น รวมถึงอะไหล่หรือสินค้าที่ใช้ร่วมกันได้ และแสดงช่องทางซื้อพร้อมข้อมูลเชิงการค้า เช่น ราคา อย่างชัดเจน เว็บไซต์ให้ข้อมูลใช้ได้เมื่อหน้า Landing Page ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการนั้นเป็นหลัก ทั้งสองกรณี โฆษณาและหน้า Landing Page ต้องทำให้ชัดว่าคุณเป็นผู้ขายต่อหรือเว็บไซต์ให้ข้อมูล ไม่ใช่เจ้าของแบรนด์ คู่แข่งโดยตรงที่ขายสินค้าทางเลือกของตัวเองไม่เข้าข้อยกเว้นใดเลย
การใช้คำในความหมายทั่วไปก็ทำได้ หากเครื่องหมายการค้านั้นเป็นคำธรรมดาด้วย และคุณใช้ในความหมายปกติของคำ การใช้นั้นไม่ถูกจำกัด
| ตำแหน่งที่ชื่อคู่แข่งปรากฏ | การปฏิบัติตามนโยบายเครื่องหมายการค้าของ Google | ข้อสังเกตในทางปฏิบัติ |
|---|---|---|
| คีย์เวิร์ด (ทุก match type) | ไม่ถูกจำกัด การร้องเรียนไม่ครอบคลุมคีย์เวิร์ด | ความเสี่ยงทางกฎหมายยังขึ้นกับกฎหมายเครื่องหมายการค้าในท้องถิ่น |
| พาดหัวหรือคำอธิบายโฆษณา | อาจถูกจำกัดหลัง Google ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนของเจ้าของ | คู่แข่งโดยตรงไม่เข้าข้อยกเว้นผู้ขายต่อหรือเว็บไซต์ให้ข้อมูล |
| ข้อความจาก Dynamic Keyword Insertion | นับเป็นข้อความโฆษณา จึงถูกจำกัดได้แบบเดียวกัน | ปิด DKI ในกลุ่มโฆษณาคู่แข่ง |
| โดเมนระดับสองใน Display URL | ไม่ถูกจำกัดเมื่อเป็นโดเมนจริงของคุณ | อย่าใส่ชื่อคู่แข่งในช่อง Path ด้วย |
| เฉพาะหน้า Landing Page | นโยบายเครื่องหมายการค้าใช้กับตัวโฆษณา ไม่ใช่หน้า Landing Page อย่างเดียว | หน้าเปรียบเทียบยังต้องมีข้อความที่ถูกต้องตามนโยบายอื่น |
Quality Score ของคีย์เวิร์ดคู่แข่งเป็นอย่างไร
คาดว่าจะต่ำ Quality Score เป็นตัววินิจฉัยระดับ 1-10 ที่รายงานในระดับคีย์เวิร์ด ประกอบด้วยสามส่วน คืออัตราการคลิกที่คาดไว้ (expected CTR) ความเกี่ยวข้องของโฆษณา และประสบการณ์ในหน้า Landing Page แต่ละส่วนได้คะแนนเป็นสูงกว่าค่าเฉลี่ย เท่าค่าเฉลี่ย หรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ย คีย์เวิร์ดคู่แข่งมักทำได้ไม่ดีทั้งสามส่วนด้วยเหตุผลเชิงโครงสร้าง
- Expected CTR: คนที่พิมพ์ชื่อแบรนด์มักต้องการแบรนด์นั้น โฆษณาของคุณเป็นตัวเลือกที่สองบนหน้าผลการค้นหาโดยธรรมชาติ คนที่ค้นหากลุ่มนี้จึงคลิกโฆษณาของคุณน้อยกว่า
- ความเกี่ยวข้องของโฆษณา: Google ดูว่าโฆษณาตรงกับเจตนาการค้นหาแค่ไหน ถ้าใส่ชื่อคู่แข่งในพาดหัวไม่ได้ ข้อความโฆษณาก็สัมพันธ์กับคำค้นหาน้อยลง
- ประสบการณ์ในหน้า Landing Page: หน้าของคุณพูดถึงสินค้าของคุณ ไม่ใช่ของเขา หน้าเปรียบเทียบช่วยได้ เพราะตรงกับคนที่กำลังชั่งน้ำหนักสองตัวเลือก
ตัว Quality Score เองไม่ได้ถูกใช้ในการประมูล Google อธิบายว่าเป็นเครื่องมือวินิจฉัย แต่สัญญาณที่มันสรุปไว้มีผลต่อ Ad Rank แบบเรียลไทม์ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ค่าคลิกคีย์เวิร์ดคู่แข่งสูงขึ้น
ค่าคลิกคีย์เวิร์ดคู่แข่งแพงกว่าคีย์เวิร์ดแบรนด์แค่ไหน
ไม่มีอัตราส่วนตายตัว ใครที่ให้ตัวเลขเดียวก็เป็นการเดาเกี่ยวกับตลาดของคุณ กลไกการประมูลบอกได้แค่ทิศทาง ในแต่ละการประมูล Google คำนวณ Ad Rank จากราคาประมูล คุณภาพของโฆษณาและหน้า Landing Page ณ ขณะนั้น เกณฑ์ขั้นต่ำของ Ad Rank บริบทของการค้นหา และผลที่คาดว่าจะได้จาก Asset ค่าคลิกจริงคือจำนวนต่ำสุดที่ต้องจ่ายเพื่อรักษาตำแหน่งไว้ โดยไม่เกินราคาประมูลสูงสุดที่ตั้งไว้
บนชื่อแบรนด์ของคุณเอง โฆษณาของคุณเป็นคำตอบที่เกี่ยวข้องที่สุด จึงชนะการประมูลได้ด้วยราคาไม่สูง บนชื่อแบรนด์คู่แข่ง เจ้าของแบรนด์มีข้อได้เปรียบนี้เหนือคุณ ถ้าจะแสดงเหนือหรือใกล้เขา คุณต้องตั้งราคาสูงขึ้นเพื่อชดเชยสัญญาณคุณภาพที่อ่อนกว่า
ตัวอย่างสมมติ ตัวเลขทั้งหมดแต่งขึ้นเพื่ออธิบายหลักการเท่านั้น สมมติคีย์เวิร์ดแบรนด์ของคุณชนะการประมูลที่เฉลี่ย 8 บาทต่อคลิก แล้วคุณเพิ่มชื่อคู่แข่งด้วยราคาประมูลสูงสุด 30 บาท ถ้า expected CTR และความเกี่ยวข้องได้ระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย คุณอาจพบว่าคีย์เวิร์ดนั้นขึ้นได้แค่ตำแหน่งล่างที่ราคานั้น และมีอัตราการคลิกเพียงส่วนน้อยของคีย์เวิร์ดแบรนด์ ถ้าเพิ่มราคาก็อาจได้ Impression มากขึ้น แต่แต่ละ Conversion จะแพงกว่าบนแบรนด์ ตัวเลขจริงต้องมาจากบัญชีของคุณหลังช่วงทดสอบ ไม่ใช่จากบทความ
ตัวเปรียบเทียบที่มีประโยชน์ไม่ใช่ค่าคลิก แต่เป็นต้นทุนต่อ Conversion และมูลค่าของลูกค้าที่ได้มา คลิกจากคีย์เวิร์ดคู่แข่งที่ได้ Conversion ในต้นทุนที่รับได้ และพาลูกค้าที่ไม่เคยรู้จักคุณมาก่อนเข้ามา อาจคุ้มกับค่าคลิกที่สูง
ควรแยกแคมเปญคู่แข่งออกจากแคมเปญแบรนด์ไหม
ควรแยกเป็นแคมเปญของตัวเอง เหตุผลเป็นเรื่องปฏิบัติล้วนๆ
- คุมงบประมาณ คีย์เวิร์ดคู่แข่งใช้งบได้เร็วเพราะค่าคลิกสูง การแยกแคมเปญทำให้มีงบรายวันของตัวเอง ไม่ไปแย่งงบของแคมเปญแบรนด์หรือแคมเปญคำทั่วไป
- กลยุทธ์การประมูล ทราฟฟิกจากแบรนด์ได้ Conversion ต่างจากทราฟฟิกคู่แข่งมาก ถ้ารวมไว้แคมเปญเดียว Smart Bidding จะเรียนรู้จากค่าเฉลี่ยผสมที่ไม่ตรงกับทั้งสองกลุ่ม แคมเปญแยกตั้ง target CPA หรือ target ROAS ของตัวเองได้ หรือใช้ราคาประมูลแบบกำหนดเองระหว่างเก็บข้อมูล
- การรายงานผล รายงานที่ปนกันทำให้มองไม่เห็นว่างบคู่แข่งคุ้มหรือไม่ แคมเปญแยกทำให้เห็นต้นทุนต่อ Conversion ของแต่ละกลุ่มชัดเจน
- แยกปัญหานโยบาย ถ้าโฆษณาในแคมเปญคู่แข่งถูกจำกัดหลังการร้องเรียน ส่วนอื่นของบัญชีจะดูแลให้สะอาดได้ง่ายกว่า
ภายในแคมเปญนั้น ให้ใช้หนึ่งกลุ่มโฆษณาต่อคู่แข่งหนึ่งราย เพื่อให้โฆษณาและหน้า Landing Page พูดถึงการเปรียบเทียบนั้นได้ตรงจุด จากนั้นเพิ่มชื่อคู่แข่งแต่ละรายเป็นคีย์เวิร์ดเชิงลบในแคมเปญอื่น คีย์เวิร์ดเชิงลบไม่จับคู่กับคำที่ใกล้เคียง (close variants) จึงต้องเพิ่มคำสะกดผิดและรูปแบบการเว้นวรรคที่พบในรายงานข้อความค้นหาด้วย ถ้าใช้ Performance Max หรือแคมเปญ Search แบบ broad match ให้ใช้การยกเว้นแบรนด์ (brand exclusions) เพื่อกันทราฟฟิกชื่อแบรนด์คู่แข่งออกจากแคมเปญเหล่านั้น ให้ไหลผ่านเฉพาะแคมเปญที่สร้างไว้สำหรับเรื่องนี้
เขียนโฆษณาให้ได้ผลโดยไม่ใช้ชื่อคู่แข่ง
เมื่อชื่อคู่แข่งมีโอกาสถูกจำกัดในข้อความโฆษณา ให้เขียนโฆษณาที่อ่านแล้วเข้าใจได้เมื่อวางข้างผลการค้นหาแบรนด์อื่น โดยไม่ต้องเอ่ยชื่อ แนวทางที่อยู่ในกรอบนโยบายมีดังนี้
- เปิดด้วยหมวดสินค้าและจุดต่างของคุณ เช่น "โปรแกรมบัญชีที่รองรับภาษาไทย" อ่านได้ชัดเมื่ออยู่ข้างผลของคู่แข่ง
- บอกเหตุผลที่คนเปลี่ยนมาใช้ เช่น เงื่อนไขสัญญา เวลาติดตั้ง หรือบริการในประเทศ แต่ต้องเป็นความจริงและแสดงหลักฐานได้ในหน้า Landing Page
- ชวนเปรียบเทียบโดยไม่อ้างสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ "เปรียบเทียบแพ็กเกจก่อนตัดสินใจ" ปลอดภัยกว่า "ถูกกว่าแบรนด์ X"
- ส่งทราฟฟิกไปหน้าเปรียบเทียบที่อธิบายตรงไปตรงมาว่าต่างกันตรงไหน ข้อความเปรียบเทียบยังอยู่ภายใต้นโยบายอื่นของ Google เรื่องการแสดงข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง จึงต้องถูกต้องและเป็นปัจจุบัน
อย่าเลียนแบบแบรนด์ของคู่แข่งหรือเขียนโฆษณาให้ดูเหมือนเป็นช่องทางทางการของเขา นั่นคือการใช้ที่ทำให้สับสนหรือเข้าใจผิดซึ่งนโยบายมุ่งจำกัด
วิธีหยุดคู่แข่งไม่ให้ประมูลชื่อแบรนด์ของคุณ
คุณใช้นโยบายเครื่องหมายการค้าของ Google หยุดคู่แข่งไม่ให้ใช้ชื่อแบรนด์ของคุณเป็นคีย์เวิร์ดไม่ได้ เพราะการใช้เป็นคีย์เวิร์ดไม่ถูกจำกัด สิ่งที่คุณควบคุมได้คือชื่อของคุณในข้อความโฆษณาของเขา และความแข็งแรงของโฆษณาของคุณเองบนคำค้นหาเหล่านั้น
ยื่นร้องเรียนเรื่องเครื่องหมายการค้าในข้อความโฆษณา
เจ้าของเครื่องหมายการค้า หรือตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจ ยื่นร้องเรียนผ่านช่องทางร้องเรียนทางกฎหมายสำหรับรายงานเนื้อหาบน Google Google รับเรื่องร้องเรียนเฉพาะผู้ลงโฆษณาที่ระบุตัวด้วย URL และเฉพาะประเทศที่คุณแสดงได้ว่ามีสิทธิ์ในเครื่องหมายการค้านั้น หลังตรวจสอบ Google อาจจำกัดการใช้คำนั้นในโฆษณาของผู้ลงโฆษณาเหล่านั้น การจำกัดโดยทั่วไปขยายไปถึงโฆษณาอื่นที่ใช้โดเมนระดับสองเดียวกันใน Final URL ผู้ลงโฆษณาจึงเลี่ยงด้วยการเปิดบัญชีใหม่ที่ชี้ไปเว็บไซต์เดิมไม่ได้
อนุญาตพาร์ทเนอร์ที่คุณต้องการ
ถ้าคุณขายผ่านตัวแทนหรือ Affiliate การจำกัดแบบกว้างอาจบล็อกพวกเขาด้วย Google ให้เจ้าของเครื่องหมายการค้า หรือตัวแทนที่มีหลักฐานการมอบอำนาจ ยื่นคำขออนุญาตระบุผู้ลงโฆษณาที่ใช้เครื่องหมายการค้าได้ การอนุญาตต้องไม่มีเงื่อนไข Google จะปฏิเสธคำขอที่มีวันหมดอายุหรือจำกัดพื้นที่ และเจ้าของยกเลิกการอนุญาตได้ภายหลัง
ป้องกันด้วยแคมเปญแบรนด์ของคุณเอง
การประมูลชื่อของตัวเองเป็นการป้องกันที่ตรงที่สุด โฆษณาของคุณมักมีความเกี่ยวข้องและ expected CTR ดีที่สุดบนคำค้นหานั้น จึงครองตำแหน่งบนสุดได้ด้วยต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่ง ใช้ Auction Insights ในแคมเปญแบรนด์เพื่อดูว่ามีโดเมนไหนแสดงบ้าง ส่วนแบ่ง Impression อัตราการทับซ้อน และความถี่ที่เขาแสดงเหนือคุณ ข้อมูลนี้บอกว่าใครประมูลอยู่และสถานการณ์แย่ลงหรือไม่
พิจารณาทางกฎหมาย
ถ้าการกระทำของคู่แข่งเกินกว่าการประมูลคีย์เวิร์ด เช่น การลวงขายหรือการอ้างข้อมูลเท็จ นั่นเป็นเรื่องที่ต้องปรึกษาทนายด้านเครื่องหมายการค้าในประเทศนั้น นโยบายโฆษณาของ Google ไม่ได้ตัดสินเรื่องนี้
ความแตกต่างระหว่างประเทศที่ควรรู้
นโยบายเครื่องหมายการค้าปัจจุบันของ Google ใช้กฎชุดเดียวทั่ว Google Ads และไม่ได้ระบุประเทศที่การใช้คีย์เวิร์ดถูกจำกัดเพิ่ม แต่มีสองเรื่องที่ต่างกันตามพื้นที่ เรื่องแรก การร้องเรียนทำเป็นรายประเทศ คุณได้การจำกัดเฉพาะที่แสดงสิทธิ์ในเครื่องหมายการค้าได้ เครื่องหมายที่จดในตลาดหนึ่งอาจไม่ได้รับความคุ้มครองในอีกตลาด เรื่องที่สอง สถานะทางกฎหมายต่างกัน ศาลในแต่ละประเทศมีมุมมองต่อการโฆษณาด้วยคีย์เวิร์ดไม่เหมือนกัน แนวทางที่ทำกันเป็นปกติในตลาดหนึ่งอาจมีความเสี่ยงทางกฎหมายมากกว่าในอีกตลาด ถ้าคุณลงโฆษณาหลายประเทศ ให้ตรวจกฎหมายของแต่ละประเทศ อย่าคิดว่ากฎของ Google ครอบคลุมแล้ว
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและผลเสีย
- ใส่คีย์เวิร์ดคู่แข่งในแคมเปญแบรนด์ ผลของแบรนด์ดูแย่ลง และงบที่ใช้กับคู่แข่งถูกซ่อนอยู่ข้างใน
- เปิด Dynamic Keyword Insertion ไว้ ชื่อคู่แข่งถูกใส่ลงในพาดหัว ทำให้โฆษณาอาจถูกจำกัดและงานที่ทำไปเสียเปล่า
- ไม่ใส่คีย์เวิร์ดเชิงลบในแคมเปญอื่น broad match ในแคมเปญคำทั่วไปจะจับการค้นหาชื่อแบรนด์คู่แข่งด้วยราคาประมูลของคำทั่วไป พร้อมโฆษณาที่ไม่ได้เขียนมาเพื่อคนกลุ่มนี้
- ตัดสินจากค่าคลิกอย่างเดียว ค่าคลิกสูงเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่ต้องดูคือต้นทุนต่อ Conversion และคุณภาพของลีด
- ส่งคลิกไปหน้าแรก คนที่กำลังเปรียบเทียบสองแบรนด์ต้องการเหตุผลที่จะเปลี่ยน และหน้าแรกแทบไม่เคยให้เหตุผลนั้น
สิ่งที่ควรวัดผล
ติดตามแต่ละกลุ่มโฆษณาคู่แข่งแยกกัน ได้แก่ Impression อัตราการคลิก อัตรา Conversion ต้นทุนต่อ Conversion และถ้านำเข้าข้อมูลได้ ให้ดูรายได้หรือคุณภาพลีดจาก CRM ด้วย ช่วงแรกให้ดูรายงานข้อความค้นหาทุกสัปดาห์ เพราะชื่อคู่แข่งมักดึงการค้นหาหน้าบริการลูกค้า หน้าเข้าสู่ระบบ หรือหน้าสมัครงาน ซึ่งไม่มีทางเกิด Conversion ให้เพิ่มคำเหล่านี้เป็นคีย์เวิร์ดเชิงลบ และให้เวลาแคมเปญคู่แข่งใหม่พร้อมจำนวน Conversion มากพอก่อนตัดสินใจขยายหรือหยุด
ความหมายสำหรับตลาดไทย
ในประเทศไทย เครื่องหมายการค้าจดทะเบียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาภายใต้พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และการร้องเรียนกับ Google ต้องมีหลักฐานสิทธิ์ในประเทศที่ต้องการให้จำกัดโฆษณา เครื่องหมายที่จดทะเบียนเฉพาะในต่างประเทศอาจไม่พอสำหรับประเทศไทย
คนไทยพิมพ์ชื่อแบรนด์ได้หลายแบบ ทั้งอักษรละติน อักษรไทย และการทับศัพท์ที่สะกดต่างกัน แต่ละแบบเป็นคีย์เวิร์ดแยกกัน และในมุมการป้องกัน ก็เป็นคีย์เวิร์ดเชิงลบแยกที่ต้องเพิ่มในแคมเปญอื่น ควรเขียนโฆษณาและหน้าเปรียบเทียบเป็นภาษาไทยสำหรับคำค้นหาภาษาไทย
คำถามที่พบบ่อย
การประมูลคีย์เวิร์ดชื่อคู่แข่งใน Google Ads ถูกกฎหมายไหม
นโยบายเครื่องหมายการค้าของ Google อนุญาต เพราะไม่จำกัดการใช้เครื่องหมายการค้าเป็นคีย์เวิร์ด ส่วนจะชอบด้วยกฎหมายในประเทศใดหรือไม่เป็นเรื่องของกฎหมายเครื่องหมายการค้าในท้องถิ่น จึงต้องตรวจสอบแยกสำหรับแต่ละตลาดที่ลงโฆษณา
Google จะแจ้งคู่แข่งไหมว่าเราประมูลชื่อของเขา
Google ไม่ส่งรายการคีย์เวิร์ดของคุณให้คู่แข่ง แต่เขาเห็นโดเมนของคุณในรายงาน Auction Insights ได้ถ้าคุณแข่งในการประมูลเดียวกัน และใครก็เห็นโฆษณาของคุณได้ด้วยการค้นหา
คู่แข่งทำให้โฆษณาของเราถูกถอดเพราะใช้ชื่อแบรนด์เขาเป็นคีย์เวิร์ดได้ไหม
ไม่ได้ การร้องเรียนเรื่องเครื่องหมายการค้าครอบคลุมเครื่องหมายการค้าในข้อความโฆษณา ไม่ใช่การใช้เป็นคีย์เวิร์ด ถ้าข้อความโฆษณาของคุณมีชื่อเขา โฆษณานั้นอาจถูกจำกัดหลังการร้องเรียน
ทำไม Quality Score ของคีย์เวิร์ดคู่แข่งต่ำมาก
เพราะคนค้นหากำลังหาแบรนด์อื่น expected CTR ความเกี่ยวข้องของโฆษณา และประสบการณ์ในหน้า Landing Page จึงมักได้ระดับต่ำกว่าคีย์เวิร์ดของคุณเอง หน้าเปรียบเทียบเฉพาะและข้อความโฆษณาที่ชัดเจนช่วยได้ แต่คีย์เวิร์ดคู่แข่งแทบไม่ได้คะแนนระดับเดียวกับแบรนด์
ถ้าคู่แข่งประมูลชื่อเรา ควรประมูลชื่อแบรนด์ตัวเองไหม
โดยทั่วไปควร เพราะโฆษณาของคุณเกี่ยวข้องกับชื่อของคุณมากที่สุด และมักชนะตำแหน่งบนสุดด้วยค่าคลิกที่ต่ำกว่า ดู Auction Insights เพื่อดูว่ามีคนอื่นแสดงเหนือคุณบ่อยแค่ไหน
แคมเปญคู่แข่งได้ผลดีที่สุดเมื่ออยู่ในบัญชีที่วางโครงสร้างดี แยกแบรนด์ คำทั่วไป และคู่แข่งออกจากกันชัดเจน ดูวิธีที่ RA วางแผนและดูแลแคมเปญค้นหาได้ที่หน้า บริการ Google Ads หรืออ่านเรื่อง เอเจนซี่ผู้ให้บริการด้าน Google Ads ถ้าจุดอ่อนอยู่ที่หน้าที่คนเข้าไป บริการ ออกแบบหน้า Landing Page ครอบคลุมหน้า Landing Page ที่ออกแบบให้ตรงกับแคมเปญโฆษณา และผู้ลงโฆษณาบน Bing ดูได้ที่ บริการโฆษณาบน Microsoft ซึ่งมีคำถามเรื่องคู่แข่งแบบเดียวกัน







