7 เช็กลิสต์การทำ SEO เพิ่ม Search Traffic ยังไงให้ไม่บ้ง

RA CONTENT MAY 23 C1 Blog Size [1200x628px] (4)

เชื่อหรือไม่ว่าทุกวินาทีบนโลกมีการค้นหามากกว่า 60,000 รายการบน Google นั่นหมายความว่า ในทุกๆ 1 วินาที จะมีคนประมาณ 60,000 คนทั่วโลกที่ตั้งคำถามและกำลังมองหาคำตอบอยู่ คำถามคือเว็บไซต์ของเราจะเป็นคำตอบให้กับคนที่กำลังตั้งคำถามอยู่ได้หรือไม่? เชื่อว่านักการตลาดทุกท่านรู้กันดีว่าระบบการจัดอันดับเว็บไซต์ของกูเกิลนั้นใช้อัลกอริทึมที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผลลัพธ์การค้นหาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้งาน ซึ่งอัลกอริทึมนี้จะมีการพิจารณาจากปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพของเนื้อหา คำค้นหา ประสบการณ์การใช้งานของผู้ที่เข้ามายังเว็บไซต์ และโครงสร้างเว็บไซต์ เป็นต้น  ในบทความนี้จะมาเปิดเผยเทคนิคที่จะช่วยเพิ่ม Organic Traffic บนเว็บไซต์แบบสองเท่า สามเท่า หรือแม้แต่ 10 เท่า มาดูไปพร้อมกันเลย

1. Mobile – SEO

50.18 ล้านคน คือจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์มือถือในประเทศไทย นั่นหมายความว่าโทรศัพท์มือถือเป็นหนึ่งในช่องทางที่จะสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการดึงดูดลูกค้าหรือช่วยปิดยอดการขายสินค้าหรือบริการในอนาคตได้มากขึ้น ถ้าเว็บไซต์ยังไม่รองรับการแสดงผลบนสมาร์ทโฟน ก็เปรียบเสมือนกับการเปิดประตูหน้าร้านต้อนรับลูกค้าเพียงแค่ครึ่งเดียวและจะเป็นการปิดโอกาสเข้าถึงลูกค้ากลุ่มขนาดใหญ่ไปอย่างน่าเสียดาย 

ในปี 2015 ผู้เชี่ยวชาญ SEO ทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงการที่อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือเริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อปัจจัยการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Search Engine เนื่องจากกูเกิลได้เปิดตัว “Mobilegeddon” ซึ่งเป็นอัปเดตที่เริ่มนำประสบการณ์การใช้งานบนมือถือมากำหนดอันดับของเว็บไซต์ ทำให้เกิดคำจำกัดความที่ผู้เชี่ยวชาญ SEO ทั่วโลกเรียกสิ่งนี้ว่า “Mobile-Friendly” กลายเป็นว่านับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ Mobile Friendly กลายเป็นอีกหนึ่งมาตรฐานที่ใครก็ตามที่ต้องการ Website Traffic จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้งานบนอุปกรณ์มือถือจะได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุด ข้อแนะนำง่ายๆคือหากเว็บไซต์ยังไม่ได้เริ่มต้นปรับแต่งให้เหมาะสมกับการใช้งานผ่านอุปกรณ์มือถือ ให้ลองล็อกอินเข้าไปที่ Google Search Console เพื่อดูรายงานปัญหา Mobile Usability Report ของเว็บไซต์จากนั้นให้เริ่มพิจารณาสิ่งที่ต้องทำไปทีละอย่างเพื่อให้มั่นใจว่าเว็บไซต์จะสามารถสร้างประสบการณ์ที่เยี่ยมยอดให้กับผู้ใช้งานเว็บไซต์ผ่านอุปกรณ์มือถือได้

2. ใช้ Google Business Profile

Google Business Profile จะช่วยให้แบรนด์ไม่ว่าขนาดเล็กหรือใหญ่สามารถสร้างข้อมูลธุรกิจลงไปบนฐานข้อมูลของ Google ได้ โดยเฉพาะเจ้าของกิจการที่มีหน้าร้านและมีการเปิด-ปิดเป็นเวลา โดยจะเป็นการผสมผสานระหว่างพลังของการ Search และ Social เข้าด้วยกันอย่างน่าสนใจ สำหรับประโยชน์ที่ผู้ใช้งานจะได้รับแน่ๆ หากใช้ Google Business Profile มี 5 อย่าง ดังนี้

  • ใช้งานได้ฟรี! จะมีอะไรดีไปกว่าการที่คุณสามารถโปรโมตธุรกิจได้แบบฟรีๆ 
  • ข้อมูลธุรกิจใน Business Profile จะถูกนำไปแสดงผลผ่านเครือข่ายต่างๆ ของกูเกิล เช่น Google Maps เพื่อเพิ่มโอกาสในการค้นหาหน้าร้านได้ง่ายมากขึ้น
  • โปรไฟล์ธุรกิจบน Business Profile จะช่วยสร้างความประทับใจแรกให้กับลูกค้าได้ และช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการ
  • บทรีวิว หรือคะแนนดาว จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยกระตุ้นลูกค้าให้เกิดความสนใจได้มากขึ้น
  • กูเกิลอนุญาตให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกต่างๆ ของโปรไฟล์ธุรกิจได้ทันที เพื่อให้สามารถตรวจสอบหรือปรับแต่ง 

มีคำที่กล่าวว่า “ธุรกิจที่มีฐานข้อมูลบน Business Profile ก็เหมือนกับนำหน้าธุรกิจที่ไม่มีไปแล้วก้าวหนึ่ง” คำกล่าวนี้ฟังดูเป็นเรื่องจริง เพราะอย่าลืมว่า Google เป็น Search Engine อันดับหนึ่งที่คนทั่วโลกเลือกใช้ ฉะนั้นเมื่อมีเครื่องมือโฆษณามาให้ใช้ฟรีแบบนี้แล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่จะลังเลแต่อย่างใด

3. ปรับปรุง Page Experience

เมื่อปี 2020 กูเกิลได้ประกาศการมาถึงปัจจัยสำคัญตัวใหม่ที่จะมีผลต่อการจัดอันดับของเว็บไซต์โดยตรง นั่นคือ Page Experience โดยมีมาตรวัดจากเครื่องมือที่เรียกว่า Core Web Vital (อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ Signal ใหม่ได้ในบทความนี้) โดยจะเป็นชุดมาตรวัดที่จะโฟกัสในเรื่องต่างๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

  • Lagest Contentful Paint (LCP) เป็นการเช็กความเร็วเว็บไซต์ โดยจะเช็กจากคอนเทนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนเว็บไซต์
  • First Input Delay (FID) เป็นการเช็กความเร็วเว็บไซต์ โดยตรวจจับจาก Action ที่เกิดขึ้น หลังจากที่ผู้ใช้งานกระทำต่อเว็บไซต์ ว่ามีการตอบสนองต่อผู้ใช้งานมากน้อยแค่ไหน
  • Cumulative Layout Shift (CLS) เป็นการเช็กว่าเว็บไซต์ มีการทำงานที่ราบรื่นดีไหม มีลูกเล่นหรือการเคลื่อนไหวบนเว็บไซต์เยอะแค่ไหน ถ้าเยอะแล้ว มันลื่นไหลดีหรือเปล่า

โดยผู้ใช้งานที่ต้องการเช็กประสิทธิภาพของเว็บไซต์ว่ามี Page Experience ที่ดีแล้วหรือยังก็สามารถเข้าไปเช็กได้ที่ Google Search Console หรือ PageSpeed Insights ก็ได้เช่นกัน

4. อย่าลืมการทำ Keyword Research

ในปี 2022 การทำ Keyword Research ก็ยังคงเป็น First-Priority แรกเสมอหากต้องการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ เพราะอย่างที่รู้กันดีว่า Google ได้ปล่อยอัลกอริทึมตัวใหม่ออกมาสักพักแล้ว โดยมีชื่อเรียกว่า BERT (Bidirectional Encoder Representations) เพื่อช่วยให้กูเกิลเข้าใจและสามารถแสดงผลการค้นหาที่ตรงกับ Keywords นั้นๆ มากที่สุด พูดง่ายๆ คือกูเกิลจะเข้าใจบริบทเนื้อหาของผู้ค้นได้มากขึ้น ฉะนั้นการปรับกลยุทธ์ SEO ให้ตอบรับกับอัลกอริทึมนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ 

5. อย่าลืมวางกลยุทธ์ Content Marketing 

จากรายงานการวิจัยของ Content Marketing Institute พบว่า 51% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดรายงานตรงกันว่าการดึงดูดความสนใจของผู้คนทั่วไปในปัจจุบันด้วยเนื้อหาของคอนเทนต์ยากกว่าเมื่อปีก่อนๆ มากขึ้น เชื่อว่าหลายคนคงผ่านหูผ่านตากับบทความประเภทที่ให้คำแนะนำว่าควรสร้าง “เนื้อหาที่ยอดเยี่ยม” แต่ก็ยังไม่เข้าใจคอนเซปต์ต่างๆ อยู่ดีว่าจะต้องทำอย่างไร 

“มีประโยชน์ × สนุก × สร้างแรงบันดาลใจ = เนื้อหาที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ”

Ann Handley ผู้เชี่ยวชาญด้าน Content Marketing ได้สร้างสูตรสำเร็จนี้เพื่อให้นักการตลาดมือใหม่ได้นำไปใช้งานกัน นอกจากนี้คอนเทนต์ที่ดียังสามารถอยู่ได้ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น

  • บล็อก
  • รูปภาพ
  • อินโฟกราฟิก
  • SlideShare
  • วิดีโอคอนเทนต์

สำหรับใครที่เป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กแต่ยังไม่มีแผนในการวางกลยุทธ์ Content Marketing สามารถเข้ามาอ่านบทความนี้เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจได้

6. ให้ความสำคัญกับการทำ On-Page SEO

การทำ On-Page SEO นับเป็นปัจจัยสำคัญของการทำ SEO ในปัจจุบันนี้ โดยมีความเกี่ยวข้องหลายเรื่องด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น

  • Page Titles
  • Headers
  • Meta Descriptions
  • Image Alt-Text
  • Structured Markup
  • Page URLs
  • Link Building

จะเห็นได้ว่าการทำ On-Page SEO ครอบคลุมการปรับแต่งตั้งแต่โครงสร้างเว็บไซต์ไปจนถึงองค์ประกอบต่างๆ ของเนื้อหาคอนเทนต์ พูดง่ายๆ คือเป็นการปรับแต่ง ”ปัจจัยภายใน” เพื่อนำเสนอผู้ใช้งานทั่วไปให้สามารถเข้าใจว่าหน้าเว็บไซต์นี้เกี่ยวข้องหรือให้ประโยชน์อะไรบ้าง

7. Link Building 

หนึ่งในกลยุทธ์ที่นิยมอยู่ควบคู่กับการทำ SEO มาอย่างยาวนาน นั่นคือการทำ Link Building  เพราะนอกเหนือจากการปรับแต่งเนื้อหาคอนเทนต์บนเว็บไซต์ให้มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อผู้คนทั่วไปที่ต้องการค้นหาข้อมูลแล้ว การเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ในเว็บไซต์ก็จะเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์ให้ดีขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำ

  • Internal Link
  • Backlink
  • Outbound Link

สรุปเลยก็คือหากต้องการสร้าง Website Traffic การสร้าง Link Building ให้ดีบนเว็บไซต์ถือเป็นตัวช่วยสำคัญ เพราะจะทำให้อัลกอริทึมของกูเกิลและผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเข้าใจเนื้อหาภายในเว็บไซต์ได้มากขึ้น แถมยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์หรือบทความเก่าๆ และยังเพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้งานอยู่ในเว็บไซต์ได้นานขึ้น 

รับปรึกษาการทำ Digital Marketing ที่ Relevant Audience

Relevant Audience บริษัทที่ให้บริการเกี่ยวกับ Digital Performance Marketing Agency โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อให้บริการด้านการตลาดดิจิทัล ให้ธุรกิจเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์หรือบริการในเวลา สถานที่ และอุปกรณ์ที่เหมาะสม ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ บริการของเราครอบคลุมทั้ง Search Marketing, Social Media Ads, Search Ads และ SEO (Search Engine Optimization) ไปจนถึง Influencer Marketing และยังเป็นส่วนหนึ่งในโปรแกรม Google Partners อีกด้วย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 

โทร.: 02-038-5055 

อีเมล: info@relevantaudience.com เว็บไซต์: www.relevantaudience.com

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on tumblr

Related Articles

เมนู

We use cookies to improve your experience and performance on our website. for more information click here PDPA Policy You can manage your preferences by clicking Setting

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

You can choose cookie settings by on/off. Cookies of each type are available on request, except for essential cookies.

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า