4 เคล็ดลับการทำ SEO จากกูเกิล สำหรับเว็บไซต์ E-Commerce

Copy of [NEW] Blog Size [1200x628px] (63)

สำหรับใครที่กำลังเริ่มต้นสร้างเว็บไซต์ E-Commerce กันอยู่ แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มด้วยวิธีไหนดี ล่าสุด Alan Kent ซึ่งเป็น Developer Advocate ของกูเกิล ได้ออกมาอธิบายเคล็ดลับในคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ในช่อง Google Search Central บน YouTube

ตลอดคลิปวิดีโอ Kent ได้เน้นย้ำถึงการใช้ Google Merchant Center ที่เป็นเครื่องมือสำหรับร้านค้าออนไลน์ที่สามารถอัปโหลดข้อมูลผลิตภัณฑ์ผ่าน Structured Feeds ได้ รายละเอียดจะเป็นอย่างไร จะมีเคล็ดลับอะไรที่เป็นตัวช่วยให้นักการตลาดและแบรนด์ในการทำเว็บไซต์ E-Commerce ให้ติดอันดับได้ ถ้าพร้อมแล้ว มาดูกันเลย

1. ตรวจสอบให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ผ่านการทำ Indexing 

หลักสำคัญในการทำเว็บไซต์ตามแนวทางการทำ SEO คือ การทำให้มั่นใจว่าข้อมูลในหน้าเว็บไซต์ทั้งหมดจะต้องถูก Googlebot หรืออัลกอริทึมของ Search Engine ทำ Indexing หรือจัดเก็บข้อมูลเพื่อเตรียมจัดอันดับเว็บไซต์ โดยเฉพาะเว็บไซต์ประเภท E-Commerce ที่มีข้อมูลผลิตภัณฑ์มากมายบนเว็บไซต์ ดังนั้นการใช้เครื่องมือต่างๆ อย่างการทำ XML Sitemap รวมไปถึง Google Merchant Center จึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่จะขาดไปไม่ได้ เพราะการสร้าง Product Feed บน Google Merchant Center เปรียบได้กับศูนย์กลางในการอัปโหลดข้อมูลสินค้าเพื่อใช้ในการขายของออนไลน์บนเว็บไซต์ E-Commerce และจะช่วยให้อัลกอริทึมของกูเกิลสามารถค้นหาฐานข้อมูลต่างๆ บนเว็บไซต์ได้สะดวกยิ่งขึ้น

2. ตรวจสอบความถูกต้องของราคาสินค้าบน Search Result

ราคาสินค้าเป็นหนึ่งในกฎต้องห้ามของเว็บไซต์ E-Commerce ที่ต้องมีการตรวจสอบให้ถูกต้องอยู่ตลอดเวลา เพราะในบางครั้งอาจมีช่วงเสนอราคาพิเศษ หรือโปรโมชันที่ทำให้รายการสินค้าบางอย่างมีราคาเปลี่ยนแปลงไป ฉะนั้นหากไม่มีการปรับปรุงเพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดก็อาจสร้างปัญหาให้เว็บไซต์ในระยะยาว  ข้อแนะนำคือการใช้ Google Merchant Center เพื่อให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ต้อง เช่น ราคาปลีก ส่วนลด และราคาสุทธิ ซึ่งจะทำให้ Googlebot สามารถดึงราคาที่ถูกต้องได้ง่ายขึ้นแถมยังเป็นการอัปเดตข้อมูลให้สอดคล้องกันมากขึ้นอีกด้วย

3. ตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลสินค้าอยู่ในเกณฑ์ของ Rich Result

การสร้างข้อมูลสินค้าบนเว็บไซต์ให้ตรงตามหลักของ Rich Result จะช่วยให้ Googlebot สามารถดึงข้อมูลจาก Structure Data มาแสดงผลในรูปแบบต่างๆ เช่น Rich Snippet หรือ Featured Snippet ได้มากขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่าโครงสร้างข้อมูลสินค้าบนเว็บไซต์จะตรงตามหลักเกณฑ์ที่ยุ่งยากนี้ การใช้ Google Merchant Center ในการอัปเดต Product Feed ก็จะช่วยในเรื่องนี้ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจว่าการแสดงผลของกูเกิลก็ต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของอัลกอริทึมกูเกิลอีกที

4. เชื่อมต่อ Google Shopping Tab

อีกหนึ่งเคล็ดลับที่ผู้พัฒนาเว็บไซต์ E-Commerce หลายคนไม่รู้ นั่นคือการเชื่อมต่อเข้ากับ Google Shopping Tab ที่เป็นบริการของกูเกิลที่จะช่วยเชื่อมต่อข้อมูลร้านค้าและสินค้าไปยังเครือข่ายต่างๆ ของกูเกิล (ที่เรียกกันว่า Surface Across Google) เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะทำให้เว็บไซต์สามารถเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น แถมยังมีโอกาสสร้าง Lead ที่มีคุณภาพ

สรุป

ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเรื่องที่ท้าทายในการสร้างเว็บไซต์ E-Commerce ให้ช่วยกระตุ้นยอดขายให้ได้ตามเป้าหมายที่ต้องการ ดังนั้นเคล็ดลับที่ได้รวบรวมมาให้ดูนี้ เชื่อว่าจะเป็นตัวช่วยที่จะทำให้แบรนด์และนักการตลาดสามารถนำไปปรับใช้กับการทำการตลาดออนไลน์ได้ทันที 

รับปรึกษาการทำ Digital Marketing ที่ Relevant Audience

Relevant Audience บริษัทที่ให้บริการเกี่ยวกับ Digital Performance Marketing Agency โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อให้บริการด้านการตลาดดิจิทัล ให้ธุรกิจเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์หรือบริการในเวลา สถานที่ และอุปกรณ์ที่เหมาะสม ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ บริการของเราครอบคลุมทั้ง Search Marketing, Social Media Ads, Search Ads และ SEO (Search Engine Optimization) ไปจนถึง Influencer Marketing และยังเป็นส่วนหนึ่งในโปรแกรม Google Partners อีกด้วย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 

โทร.: 02-038-5055 

อีเมล: info@relevantaudience.com 

เว็บไซต์: www.relevantaudience.com 

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on tumblr

Related Articles

เมนู