CPV คืออะไร? ต้นทุนต่อการรับชมโฆษณา YouTube, Target CPV และ View Rate

CPV คืออะไร? ต้นทุนต่อการรับชมโฆษณา YouTube, Target CPV และ View Rate

โฆษณา Youtube AdsOctober 11, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • ตามหน้าความช่วยเหลือ Google Ads โฆษณา in-stream แบบข้ามได้นับ view สำหรับ CPV เมื่อดูครบ 30 วินาที ดูจนจบถ้าสั้นกว่านั้น หรือเมื่อโต้ตอบ แล้วแต่อย่างไหนเกิดก่อน
  • โฆษณาในฟีดนับ view เมื่อคลิกภาพขนาดย่อหรือเล่นอัตโนมัติครบ 10 วินาที ส่วนโฆษณาใน YouTube Shorts นับเมื่อดูครบ 10 วินาทีหรือคลิกปุ่ม call to action
  • bumper ads และ non-skippable in-stream ไม่มีสิทธิ์นับเป็น TrueView views ทั้งสองรูปแบบซื้อแบบ Target CPM จึงจ่ายตามจำนวนการแสดงผล
  • Target CPV ซึ่งเป็นกลยุทธ์ของแคมเปญ Video views กำหนดราคาเฉลี่ยต่อ view บาง view จึงแพงกว่าหรือถูกกว่าเป้าหมายได้

CPV คือ Cost Per View หรือต้นทุนต่อการรับชม เป็นราคาที่ผู้ลงโฆษณาจ่ายต่อหนึ่ง "view" ของโฆษณาวิดีโอบน YouTube ที่ซื้อผ่าน Google Ads โดยจะถูกเรียกเก็บเงินเฉพาะเมื่อการรับชมนั้นผ่านเกณฑ์ที่ Google กำหนดไว้สำหรับรูปแบบโฆษณานั้น ๆ เช่น ดูโฆษณาแบบข้ามได้ครบ 30 วินาที ดูจนจบถ้าโฆษณาสั้นกว่านั้น หรือคลิกโต้ตอบกับโฆษณา ถ้าคนเห็นโฆษณาแล้วกดข้ามไปก่อนถึงเกณฑ์ ผู้ลงโฆษณาที่ใช้การเสนอราคาแบบ CPV จะไม่เสียเงินสำหรับการแสดงผลครั้งนั้น

บทความนี้อธิบายว่า CPV ย่อมาจากอะไร YouTube นับ view สำหรับการคิดเงินเมื่อไร CPV ต่างจาก CPM และ CPC อย่างไร Maximum CPV กับ Target CPV ต่างกันตรงไหน แคมเปญและรูปแบบโฆษณาแบบไหนใช้ CPV ได้ วิธีคำนวณ CPV และ view rate และปัจจัยที่ทำให้ CPV สูงหรือต่ำ ทุกกลไกในบทความอ้างอิงจากหน้าความช่วยเหลือของ Google Ads ณ เวลาที่เขียน ตัวเลขตัวอย่างทั้งหมดเป็นตัวเลขสมมติเพื่ออธิบายวิธีคิดเท่านั้น

CPV ย่อมาจากอะไร และมีความหมายสองแบบใน Google Ads

CPV ย่อมาจาก Cost Per View ในบัญชี Google Ads คำนี้ถูกใช้ในสองความหมายที่เกี่ยวข้องกันแต่ไม่เหมือนกัน และการแยกสองความหมายนี้ออกจากกันจะช่วยให้อ่านรายงานได้ถูกต้องขึ้นมาก

  • CPV ในฐานะวิธีเสนอราคา (bidding): คือการบอกระบบว่าคุณยินดีจ่ายเท่าไรต่อหนึ่ง view ระบบประมูลจะใช้ตัวเลขนี้แข่งกับผู้ลงโฆษณารายอื่นเพื่อชิงพื้นที่แสดงโฆษณา และคุณจะจ่ายเงินเมื่อเกิด view ที่นับได้เท่านั้น
  • CPV ในฐานะตัวชี้วัด (metric): คือค่าเฉลี่ยที่คุณจ่ายจริงต่อหนึ่ง view หลังแคมเปญวิ่งไปแล้ว ในรายงานมักเห็นเป็นคอลัมน์ Avg. CPV ซึ่งคำนวณจากค่าใช้จ่ายที่มีสิทธิ์นับเป็น view หารด้วยจำนวน view

ตัวอย่างที่ทำให้สับสนบ่อยคือ แคมเปญที่ไม่ได้เสนอราคาแบบ CPV ก็ยังอาจมีคอลัมน์ CPV ในรายงานได้ หน้าคำจำกัดความ CPV ของ Google ระบุว่าตัวชี้วัด CPV ในรายงานรวมเฉพาะค่าใช้จ่ายที่มีสิทธิ์นับเป็น view เท่านั้น ดังนั้นถ้าแคมเปญมีทั้งโฆษณาที่นับ view ได้และโฆษณาที่นับไม่ได้ เช่น bumper ads ตัวเลข CPV เฉลี่ยจะไม่ได้สะท้อนงบทั้งแคมเปญ ต้องดูคอลัมน์ Cost รวมควบคู่ไปด้วยทุกครั้ง

อีกคำที่มักมาคู่กับ CPV คือ TrueView view ซึ่งเป็นชื่อหน่วย view ที่ Google ใช้คิดเงินและรายงานในฝั่งโฆษณา หน้าความช่วยเหลือของ Google อธิบายว่า TrueView views สะท้อนจำนวนครั้งที่ผู้ชมดูโฆษณาเป็นส่วนใหญ่หรือดูจนจบ ไม่ใช่แค่การที่โฆษณาปรากฏบนจอ

YouTube นับ view เมื่อไร: เกณฑ์ที่ทำให้เกิดการคิดเงินแบบ CPV

หัวใจของการเข้าใจว่า CPV คืออะไรอยู่ที่คำถามว่า "view หนึ่งครั้ง" นับตอนไหน เพราะ Google ไม่ได้ใช้เกณฑ์เดียวกันทุกรูปแบบโฆษณา ตามหน้า About YouTube's cost-per-view (CPV) bidding และหน้า About Video views เกณฑ์ปัจจุบันมีดังนี้

  • โฆษณาในสตรีมแบบข้ามได้ (skippable in-stream): ผู้ชมกดข้ามได้หลัง 5 วินาที view จะนับเมื่อผู้ชมดูครบ 30 วินาที หรือดูจนจบถ้าโฆษณาสั้นกว่า 30 วินาที หรือเมื่อผู้ชมโต้ตอบกับโฆษณา แล้วแต่ว่าอย่างไหนเกิดก่อน
  • โฆษณาในฟีด (in-feed): view จะนับเมื่อผู้ชมคลิกภาพขนาดย่อ (thumbnail) เพื่อดูวิดีโอ หรือเมื่อโฆษณาเล่นอัตโนมัติและถูกรับชมอย่างน้อย 10 วินาที หรือจนจบถ้าสั้นกว่านั้น
  • โฆษณาใน YouTube Shorts: view จะนับเมื่อผู้ชมดูครบ 10 วินาที หรือจนจบถ้าสั้นกว่านั้น หรือเมื่อคลิกปุ่ม call to action และหน้า About Video views ยังระบุการคลิกปุ่ม Like, Comments หรือ Share ไว้ด้วย

สิ่งที่ควรสังเกตคือคำว่า "หรือโต้ตอบกับโฆษณา" หน้าความช่วยเหลือเรื่อง CPV ระบุว่าการเสนอราคาแบบ CPV ทำให้คุณจ่ายสำหรับ view และการโต้ตอบ เช่น การคลิก call-to-action overlay การ์ด และ companion banner แปลว่าผู้ชมที่คลิกตั้งแต่วินาทีที่ 7 ก็ทำให้เกิด view ที่ถูกคิดเงินได้ทันที โดยไม่ต้องรอถึงวินาทีที่ 30

รูปแบบที่ไม่นับเป็น TrueView view เลยคือ bumper ads และ non-skippable in-stream ads หน้า About video ad formats ระบุว่าสองรูปแบบนี้ใช้การเสนอราคาแบบ Target CPM จึงจ่ายตามจำนวนการแสดงผล ไม่ใช่ตามจำนวน view

ข้อควรระวังอีกเรื่องคือ view ที่ใช้คิดเงินในฝั่งโฆษณาเป็นคนละเรื่องกับตัวเลขยอดวิวสาธารณะที่แสดงใต้คลิปบน YouTube หน้า CPV ของ Google แยกไว้ว่า view จากรูปแบบที่ไม่ใช่ TrueView อาจนับเป็นยอดวิวสาธารณะของ YouTube ได้ แต่ไม่ได้ทำให้คุณถูกคิดเงินแบบ CPV ส่วนกฎการนับยอดวิวสาธารณะ ตัวชี้วัด engagement และตัวชี้วัดอื่นในรายงาน Google มีหน้าอธิบายแยกและปรับนิยามได้เป็นระยะ บทความนี้จึงพูดถึงเฉพาะเกณฑ์ view สำหรับการเสนอราคาแบบ CPV ตามที่หน้าความช่วยเหลือระบุ

นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่ Google เรียกว่า earned views คือการรับชมวิดีโออื่นบนช่องที่เชื่อมโยงไว้ซึ่งเกิดตามหลังการดูโฆษณาภายใน 7 วัน หน้า About YouTube ads and view metrics ระบุว่าคุณไม่ถูกคิดเงินสำหรับ earned actions เหล่านี้ จึงไม่ควรนำไปบวกรวมกับ view ที่จ่ายเงินเวลาคำนวณ CPV

CPV ต่างจาก CPM และ CPC อย่างไร

ทั้งสามคำเป็นวิธีคิดราคาโฆษณา ต่างกันที่ "เหตุการณ์" ที่ทำให้คุณต้องจ่ายเงิน การเลือกโมเดลจึงเท่ากับการเลือกว่าคุณจะยอมจ่ายสำหรับอะไร ตารางด้านล่างสรุปความต่างของสามโมเดลตามที่ใช้กับโฆษณาวิดีโอบน YouTube

CPV ต่างจาก CPM และ CPC อย่างไร
โมเดลราคาจ่ายเงินเมื่อตัวอย่างการใช้งานบน YouTube
CPV (Cost Per View)เกิด TrueView view ตามเกณฑ์ของรูปแบบโฆษณา หรือเกิดการโต้ตอบแคมเปญ Video views ที่ใช้ in-stream แบบข้ามได้ in-feed และ Shorts
CPM (Cost Per Mille)โฆษณาแสดงผล คิดราคาต่อ 1,000 การแสดงผลbumper ads, non-skippable in-stream และ skippable in-stream ที่ใช้ Target CPM
CPC (Cost Per Click)ผู้ใช้คลิกโฆษณาโฆษณาบนเครือข่ายค้นหาและแคมเปญที่เสนอราคาตามคลิก ไม่ใช่โมเดลหลักของแคมเปญเพิ่มยอดวิว

ความต่างนี้มีผลต่อความเสี่ยงของงบโดยตรง ในโมเดล CPM คุณจ่ายแม้ผู้ชมจะกดข้ามโฆษณาทันที ส่วนในโมเดล CPV ความเสี่ยงเรื่องคนข้ามโฆษณาตกอยู่กับระบบมากกว่า เพราะคุณจ่ายเมื่อผู้ชมดูถึงเกณฑ์หรือโต้ตอบเท่านั้น แต่ CPV ก็มีราคาที่ต้องจ่าย คือคุณซื้อ "การดู" ไม่ได้ซื้อ "การเห็น" ถ้าเป้าหมายคือการเข้าถึงคนจำนวนมากที่สุดด้วยข้อความสั้น ๆ การจ่ายต่อ view อาจไม่ใช่วิธีที่ตรงเป้าที่สุด

อีกจุดที่ควรรู้คือ แม้รูปแบบโฆษณาจะเหมือนกัน วิธีคิดเงินก็เปลี่ยนตามกลยุทธ์การเสนอราคา หน้า About video ad formats ระบุว่าโฆษณา skippable in-stream ที่เสนอราคาแบบ CPV จะจ่ายเมื่อผู้ชมดูครบ 30 วินาที แต่ถ้าใช้ Target CPM, Target CPA หรือ Maximize conversions จะจ่ายตามการแสดงผลแทน ดังนั้นเวลาเปรียบเทียบต้นทุนระหว่างแคมเปญ ต้องเช็กก่อนว่าแต่ละแคมเปญใช้กลยุทธ์อะไร ไม่ใช่ดูแค่ชื่อรูปแบบโฆษณา

Maximum CPV กับ Target CPV ต่างกันอย่างไร

สองคำนี้เป็นการเสนอราคาแบบ CPV ทั้งคู่ ต่างกันที่ความหมายของตัวเลขที่คุณกรอก

  • Maximum CPV (Max. CPV): เป็นรูปแบบที่หน้าความช่วยเหลือรุ่นก่อนของ Google อธิบายไว้ คือคุณตั้ง "เพดาน" ราคาสูงสุดที่ยอมจ่ายต่อหนึ่ง view ระบบจะพยายามเก็บเงินเท่าที่จำเป็นต่อการชนะการประมูล ตัวเลขที่จ่ายจริงเรียกว่า actual CPV ซึ่งไม่เกินเพดานที่ตั้งไว้
  • Target CPV (tCPV): คุณตั้ง "ค่าเฉลี่ย" ที่ยอมจ่ายต่อหนึ่ง view แล้วระบบจะปรับราคาประมูลอัตโนมัติเพื่อให้ได้ view มากที่สุดภายใต้ค่าเฉลี่ยนั้น หน้าความช่วยเหลือระบุชัดว่าบาง view อาจแพงกว่าหรือถูกกว่าเป้าหมาย และหน้า About Video views ระบุว่า Target CPV คือกลยุทธ์การเสนอราคาของแคมเปญ Video views

ในเวอร์ชันปัจจุบันของหน้า About Video views แคมเปญ Video views ใช้โฆษณาแบบ multi-format และกลยุทธ์ Target CPV ถ้าบัญชีของคุณยังมีแคมเปญเก่าที่แสดงเป็น Maximum CPV ให้อ่านตัวเลขนั้นเป็นเพดานต่อ view ไม่ใช่ค่าเฉลี่ย ความต่างนี้สำคัญเวลาอ่านรายงาน ถ้าตั้ง Target CPV ไว้ที่ 0.50 บาท (สมมติ) แล้วเห็น view บางกลุ่มมีราคา 0.70 บาท นั่นไม่ใช่ความผิดพลาดของระบบ แต่เป็นพฤติกรรมปกติของการเสนอราคาแบบค่าเฉลี่ย สิ่งที่ต้องดูคือค่าเฉลี่ยของทั้งแคมเปญในช่วงเวลาที่ยาวพอ

หน้า CPV ของ Google ยังแนะนำให้ตั้งราคาโดยอิงจากตัวประมาณการที่แสดงด้านขวาของหน้าตั้งค่าแคมเปญ และเตือนว่าราคาที่ต่ำเกินไปอาจทำให้แคมเปญแข่งในการประมูลไม่ได้ ราคา CPV ที่สูงขึ้นช่วยเพิ่มโอกาสชนะการประมูล และสำหรับ in-feed ads ในหน้าผลการค้นหาของ YouTube ยังอาจช่วยให้ได้ตำแหน่งที่ดีกว่าโฆษณาอื่น

แคมเปญและรูปแบบโฆษณาไหนใช้ CPV ได้

หน้า About YouTube's cost-per-view (CPV) bidding ระบุว่ากลยุทธ์ CPV ใช้ได้เมื่อคุณตั้งแคมเปญ Video views หรือ Ad sequence ภายใต้เป้าหมายแคมเปญ "YouTube reach, views, and engagements" รายละเอียดที่ควรรู้มีดังนี้

  • แคมเปญ Video views ใช้โฆษณาแบบ multi-format: ระบบผสม in-stream แบบข้ามได้ in-feed และ Shorts เข้าด้วยกันเพื่อหาว่าตำแหน่งไหนได้ view มากที่สุด
  • Shorts ads ใช้ได้เฉพาะในแคมเปญ multi-format: หน้า About Video views ระบุไว้ตรง ๆ ถ้าเลือกไม่ใช้ multi-format คุณจะเหลือได้แค่ in-stream หรือ in-feed
  • แยกกลุ่มโฆษณาแล้วอาจแข่งกันเอง: หน้าเดียวกันเตือนว่าการใช้หลายกลุ่มโฆษณาที่ตั้งค่าเหมือนกันอาจทำให้โฆษณาของคุณแข่งกันเอง
  • bumper และ non-skippable in-stream ใช้ CPV ไม่ได้: สองรูปแบบนี้ใช้ Target CPM
  • Masthead เป็นการจองล่วงหน้า: ซื้อแบบ CPM หรือ Cost-Per-Hour ไม่ใช่ CPV

ชื่อเมนูและชื่อเป้าหมายแคมเปญใน Google Ads เปลี่ยนเป็นระยะ ก่อนตั้งแคมเปญจริงให้เช็กว่าหน้าจอในบัญชีของคุณใช้ชื่ออะไร และกลยุทธ์ที่แสดงตอนท้ายของการตั้งค่าเป็น Target CPV หรือกลยุทธ์อื่น ถ้าคุณตั้งแคมเปญวิดีโอโดยเลือกเป้าหมายอื่น เช่น ยอดขายหรือ leads ระบบจะใช้กลยุทธ์ที่อิง conversion และคุณจะไม่ได้จ่ายแบบต่อ view

วิธีคำนวณ CPV และ view rate

สูตรของสองตัวชี้วัดนี้เรียบง่าย แต่ต้องใช้ตัวเลขที่ถูกชุด

  • Avg. CPV = ค่าใช้จ่ายที่มีสิทธิ์นับ view ÷ จำนวน TrueView views เอกสาร Google Ads API นิยาม average CPV ว่าเป็นค่าใช้จ่ายรวมของการดูโฆษณาทั้งหมดหารด้วยจำนวน TrueView views
  • View rate = จำนวน TrueView views ÷ จำนวนการแสดงผล หน้า About YouTube ads and view metrics ให้สูตรนี้ไว้ ใช้บอกว่าการแสดงผลกี่เปอร์เซ็นต์กลายเป็น view

ตัวอย่างสมมติ: แคมเปญ Video views ใช้งบที่นับ view ได้ 30,000 บาท ได้ 60,000 views จากการแสดงผล 200,000 ครั้ง Avg. CPV คือ 30,000 ÷ 60,000 = 0.50 บาท และ view rate คือ 60,000 ÷ 200,000 = 30% ตัวเลขชุดนี้แต่งขึ้นเพื่อสาธิตการคำนวณ ไม่ใช่ค่าอ้างอิงของตลาดไทย

เวลาอ่านสองตัวเลขนี้ด้วยกัน ให้ดูความสัมพันธ์มากกว่าดูแยกกัน view rate ที่ต่ำบอกว่าคนส่วนใหญ่ข้ามโฆษณาก่อนถึงเกณฑ์ ซึ่งเป็นสัญญาณให้กลับไปดูช่วงต้นของวิดีโอและการเลือกกลุ่มเป้าหมาย ส่วน Avg. CPV ที่ขยับขึ้นโดย view rate คงที่ มักเป็นเรื่องของการประมูล เช่น มีผู้ลงโฆษณาแข่งในกลุ่มเป้าหมายเดียวกันมากขึ้น หรือคุณปรับ Target CPV ขึ้นเอง

ตัวชี้วัดเสริมที่ควรดูคู่กันคือ Video played to 25%, 50%, 75% และ 100% ซึ่งบอกสัดส่วนคนที่ดูถึงแต่ละช่วงของวิดีโอ หน้าความช่วยเหลือของ Google ระบุว่าตัวเลขชุดนี้ใช้ดูทิศทางได้ แต่ไม่ใช่ค่าที่แม่นยำทุกหลัก จึงเหมาะสำหรับเทียบครีเอทีฟสองชิ้นมากกว่าใช้รายงานเป็นตัวเลขเด็ดขาด

อะไรทำให้ CPV แพงหรือถูก

CPV เกิดจากการประมูล จึงไม่มีราคาตายตัว ปัจจัยที่ขยับตัวเลขได้แบ่งเป็นกลุ่มตามกลไกได้ดังนี้

  • ราคาที่คุณเสนอเทียบกับการแข่งขัน: หน้า CPV ของ Google ระบุว่าราคา CPV ที่สูงขึ้นเพิ่มโอกาสชนะการประมูล ถ้าตั้ง Target CPV ต่ำกว่าตัวประมาณการมาก แคมเปญอาจได้ view น้อยหรือแทบไม่วิ่ง
  • ขนาดและความแคบของกลุ่มเป้าหมาย: ยิ่งจำกัดกลุ่มคนหรือตำแหน่งให้แคบ จำนวนการแสดงผลที่คุณมีสิทธิ์แข่งก็ยิ่งน้อย และถ้ามีผู้ลงโฆษณารายอื่นต้องการกลุ่มเดียวกัน การแข่งขันต่อหนึ่งการแสดงผลก็สูงขึ้น
  • ความยาวและช่วงต้นของวิดีโอ: ในโฆษณา in-stream ที่สั้นกว่า 30 วินาที view จะนับเมื่อดูจนจบ ส่วนวิดีโอที่ยาวกว่านั้นจะนับที่วินาทีที่ 30 ช่วงก่อนเกณฑ์จึงเป็นช่วงที่ตัดสินว่าการแสดงผลจะกลายเป็น view หรือไม่
  • การผสมรูปแบบใน multi-format: เกณฑ์ของ in-feed และ Shorts คือ 10 วินาที ส่วน in-stream คือ 30 วินาที สัดส่วนการแสดงผลในแต่ละตำแหน่งจึงมีผลต่อค่าเฉลี่ยที่เห็นในรายงาน
  • ช่วงเวลาที่มีผู้ลงโฆษณาแย่งพื้นที่มาก: ในช่วงที่ผู้ลงโฆษณาจำนวนมากต้องการกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน การประมูลจะแน่นขึ้นตามกลไกปกติ CPV จึงอาจขยับขึ้นแม้คุณไม่ได้เปลี่ยนอะไรในแคมเปญ

สิ่งที่ไม่ควรสรุปคือ "CPV ต่ำแปลว่าแคมเปญดี" CPV ต่ำอาจมาจากการได้ view ในตำแหน่งที่เกณฑ์สั้นกว่า หรือจากกลุ่มคนที่ดูแต่ไม่ได้สนใจสินค้า ควรวัด CPV คู่กับผลทางธุรกิจที่ตามมา เช่น การค้นหาแบรนด์ การเข้าเว็บไซต์ หรือ conversion ที่ติดตามได้

สิ่งที่ควรเช็กในบัญชี Google Ads ก่อนและหลังเปิดแคมเปญ CPV

  1. ตรวจว่าเป้าหมายแคมเปญและประเภทย่อยเป็น Video views จริง และกลยุทธ์การเสนอราคาที่แสดงคือ Target CPV
  2. เทียบ Target CPV ที่ตั้งกับตัวประมาณการในหน้าตั้งค่า ถ้าต่ำกว่ามากให้คาดว่าแคมเปญจะส่งโฆษณาได้น้อย
  3. ตัดสินใจว่าจะใช้ multi-format หรือไม่ ถ้าต้องการ Shorts ต้องเปิด multi-format เพราะ Shorts ใช้ได้เฉพาะในแบบนั้น
  4. ดูความยาววิดีโอ ถ้าสั้นกว่า 30 วินาที ผู้ชมต้องดูจนจบใน in-stream จึงจะนับ view
  5. หลังแคมเปญวิ่ง ให้ดู Avg. CPV, view rate และ Video played to ควบคู่กัน แยกตามรูปแบบโฆษณาถ้ารายงานให้แยกได้
  6. อย่านำ earned views หรือยอดวิวสาธารณะใต้คลิปมารวมกับ TrueView views เวลาคำนวณต้นทุน

ความหมายสำหรับนักการตลาดและธุรกิจไทย

สำหรับธุรกิจไทยที่ใช้ YouTube สร้างการรับรู้แบรนด์หรือเล่าเรื่องสินค้า CPV เป็นตัวเลขที่ช่วยตอบว่า "คนที่ดูโฆษณาจริง ๆ แต่ละคนมีต้นทุนเท่าไร" ซึ่งต่างจาก CPM ที่ตอบว่าการแสดงผลมีต้นทุนเท่าไร งานที่ต้องอธิบายนาน เช่น อสังหาริมทรัพย์ การศึกษา หรือบริการทางการแพทย์ มักได้ประโยชน์จากการจ่ายเฉพาะเมื่อมีคนดูถึงเกณฑ์ ส่วนแคมเปญเปิดตัวที่ต้องการให้คนเห็นข้อความสั้น ๆ จำนวนมาก อาจเหมาะกับ bumper ads ที่ซื้อแบบ CPM มากกว่า

เรื่องที่ควรระวังในตลาดไทยคือการรายงานผล ถ้าทีมหรือผู้บริหารคุ้นกับยอดวิวสาธารณะใต้คลิป ต้องอธิบายให้ชัดว่า TrueView views ในรายงานโฆษณาใช้เกณฑ์คนละชุด และอย่านำ CPV ของแคมเปญที่ใช้กลยุทธ์ต่างกันมาเทียบกันตรง ๆ โดยเฉพาะการเทียบแคมเปญ multi-format ที่มี Shorts กับแคมเปญที่ใช้ in-stream อย่างเดียว เพราะเกณฑ์ view ต่างกันตั้งแต่ต้น นอกจากนี้ ครีเอทีฟภาษาไทยควรสื่อสารแบรนด์และข้อความหลักให้ได้ก่อนวินาทีที่ 5 ซึ่งเป็นจุดที่ปุ่มข้ามปรากฏใน skippable in-stream

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ CPV

CPV คืออะไรในโฆษณา YouTube

CPV คือ Cost Per View หรือราคาที่จ่ายต่อหนึ่ง view ของโฆษณาวิดีโอที่ผ่านเกณฑ์ของ Google เช่น ดูโฆษณาแบบข้ามได้ครบ 30 วินาที ดูจนจบถ้าสั้นกว่านั้น หรือโต้ตอบกับโฆษณา ถ้าผู้ชมข้ามก่อนถึงเกณฑ์ คุณไม่เสียเงินสำหรับการแสดงผลนั้น

ถ้าคนกดข้ามโฆษณาหลัง 5 วินาที ต้องจ่ายเงินไหม

ไม่ต้องจ่าย ถ้าคุณใช้การเสนอราคาแบบ CPV และผู้ชมไม่ได้คลิกหรือโต้ตอบกับโฆษณาก่อนข้าม เพราะยังไม่เกิด view ที่นับได้ แต่ถ้าแคมเปญใช้ Target CPM หรือกลยุทธ์ที่อิง conversion คุณจะจ่ายตามการแสดงผลแม้ผู้ชมจะข้ามโฆษณา

Target CPV กับ Maximum CPV ต่างกันอย่างไร

Target CPV คือค่าเฉลี่ยที่คุณยอมจ่ายต่อ view ส่วน Maximum CPV คือเพดานสูงสุดต่อ view ภายใต้ Target CPV บาง view จึงแพงกว่าเป้าหมายได้ ตราบใดที่ค่าเฉลี่ยใกล้เป้า และหน้าความช่วยเหลือปัจจุบันระบุว่าแคมเปญ Video views ใช้ Target CPV

bumper ads คิดเงินแบบ CPV ได้ไหม

ไม่ได้ bumper ads และ non-skippable in-stream ads ไม่มีสิทธิ์นับเป็น TrueView views และใช้การเสนอราคาแบบ Target CPM จึงจ่ายตามจำนวนการแสดงผล

ถ้าคุณกำลังวางแผนแคมเปญวิดีโอและต้องการเลือกระหว่าง CPV กับ CPM ให้ตรงเป้าหมาย ทีมงานบริการโฆษณา YouTubeของ Relevant Audience ช่วยวางโครงแคมเปญและอ่านรายงาน view ให้ถูกชุดได้ ส่วนการเชื่อมแคมเปญวิดีโอเข้ากับงานค้นหาและ conversion ดูได้ที่บริการ Google Ads หากต้องการครีเอทีฟที่ส่งข้อความได้ก่อนถึงปุ่มข้าม ดูบริการผลิตวิดีโอและภาพด้วย AI และสำหรับการซื้อพื้นที่แบบเน้นการแสดงผล ดูบริการโฆษณา Google Display

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์:

อ่านบทความของเราเป็นประจำใช่ไหม เพิ่ม Relevant Audience เป็นแหล่งข้อมูลที่คุณเลือก เพื่อให้บทความของเราปรากฏในผลการค้นหา Google ของคุณมากขึ้น