สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- Google ระบุว่า bumper ads ยาว 5 ถึง 6 วินาที ข้ามไม่ได้ และแสดงบน YouTube กับเว็บไซต์และแอปในเครือข่าย Google video partners
- Bumper ซื้อได้ด้วยการเสนอราคาแบบ Target CPM เท่านั้น จ่ายตามการแสดงผล จึงควรเทียบกับการซื้อสื่อเพื่อการเข้าถึงแบบอื่นด้วย CPM ไม่ใช่ CPV
- แคมเปญ Video reach ที่ใช้ bumper ได้แก่ Efficient reach, Non-skippable reach และ Target frequency (2-4 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือ 4-8 ครั้งต่อเดือน)
- แคมเปญ video ad sequence รองรับ bumper แสดงบน YouTube เท่านั้น และค่าเริ่มต้นคือหนึ่ง sequence ต่อคนทุก 7 วัน
YouTube bumper ads คือโฆษณาวิดีโอแบบข้ามไม่ได้ ความยาวไม่เกิน 6 วินาที (ตารางรูปแบบโฆษณาของ Google กำหนดขั้นต่ำไว้ที่ 5 วินาที) ที่เล่นก่อน ระหว่าง หรือหลังวิดีโออื่นบน YouTube และบนเว็บไซต์กับแอปในเครือข่าย Google video partners โฆษณา bumper ซื้อด้วยการเสนอราคาแบบ Target CPM คือจ่ายตามจำนวนการแสดงผลต่อพันครั้ง ไม่ได้จ่ายต่อการดู จึงเป็นเครื่องมือสำหรับสร้างการเข้าถึงและควบคุมความถี่ ไม่ใช่เครื่องมือหาคลิกหรือคอนเวอร์ชัน
คำนิยามสั้นๆ นี้ยังไม่ได้ตอบเรื่องที่ต้องตัดสินใจจริง ได้แก่ จะใส่ bumper ไว้ในแคมเปญประเภทย่อยไหน จะเสนอราคาอย่างไร คนหนึ่งคนควรเห็นกี่ครั้ง และจะรู้ได้อย่างไรว่าโฆษณาหกวินาทีได้ผลหรือไม่ บทความนี้อธิบายทีละเรื่องตามกลไกที่ Google ระบุไว้ใน Google Ads Help Center และบอกไว้ด้วยว่าตรงไหนที่เอกสารไม่ได้พูดถึง เพื่อไม่ให้วางแผนบนสมมติฐาน
YouTube bumper ad คืออะไร
Bumper เป็นรูปแบบโฆษณาแบบ in-stream ที่สั้นที่สุดที่ Google Ads ขาย Google อธิบายว่าเป็นโฆษณาวิดีโอที่ข้ามไม่ได้ ความยาวระหว่าง 5 ถึง 6 วินาที ผู้ชมไม่มีปุ่มข้าม ข้อความทั้งหมดจึงเล่นครบทุกครั้งที่โฆษณาแสดง นี่คือข้อแลกเปลี่ยนหลักของรูปแบบนี้ คุณได้การเล่นจนจบที่แน่นอนของข้อความที่สั้นมาก และแลกกับการเสียความยาว
Bumper แสดงในตำแหน่งเดียวกับโฆษณา in-stream อื่นๆ สามารถแสดงบนวิดีโอ YouTube และบนเว็บไซต์กับแอปในเครือข่าย Google video partners ในหน้าตั้งค่าแคมเปญ Google จัด bumper ไว้กลุ่มเดียวกับโฆษณาแบบข้ามได้ ภายใต้หัวข้อ "in-stream ads (bumper, skippable)" ควบคู่กับรูปแบบ in-feed และ Shorts ที่แคมเปญ reach บางประเภทย่อยใช้ด้วย
Bumper เทียบกับ skippable in-stream และ non-skippable in-stream
โฆษณา in-stream ทั้งสามรูปแบบต่างกันที่ความยาว การข้ามได้หรือไม่ และวิธีคิดเงิน ตามกฎที่ Google ระบุไว้ดังนี้
| รูปแบบ | ความยาวและการข้าม | วิธีคิดเงิน |
|---|---|---|
| Bumper ad | 5 ถึง 6 วินาที ข้ามไม่ได้ | Target CPM เท่านั้น คิดเงินตามการแสดงผล |
| Non-skippable in-stream | ไม่เกิน 60 วินาที (15 ถึง 60 วินาทีตามประเภทย่อย) ข้ามไม่ได้ | Target CPM เท่านั้น คิดเงินตามการแสดงผล |
| Skippable in-stream | ไม่จำกัดความยาว (แนะนำต่ำกว่า 3 นาที) ข้ามได้หลัง 5 วินาที | CPV: คิดเงินเมื่อดูครบ 30 วินาที หรือดูจบหากสั้นกว่า หรือเมื่อมีการโต้ตอบ ส่วน Target CPM, Target CPA หรือ Maximize conversions คิดเงินตามการแสดงผล |
ใช้ตารางนี้เป็นตัวช่วยตัดสินใจ ถ้าต้องการให้คนได้ยินประโยคเดียวที่ชัดเจน เช่น ชื่อสินค้ากับราคา bumper รับประกันว่าข้อความจะเล่นครบ ถ้าต้องใช้ 20 วินาทีในการอธิบายข้อเสนอ bumper รับไม่ไหว โฆษณาแบบข้ามได้จะเหมาะกว่า โดยมีความเสี่ยงว่าผู้ชมจะกดข้ามเมื่อปุ่มข้ามปรากฏหลังวินาทีที่ห้า ส่วน non-skippable in-stream อยู่ตรงกลาง ข้อความยาวกว่าและเล่นครบแน่นอน แต่ก็ขัดจังหวะผู้ชมนานกว่า
YouTube bumper ads ซื้อและคิดเงินอย่างไร
Bumper ads ใช้การเสนอราคาแบบ Target CPM คุณกำหนดจำนวนเงินเฉลี่ยที่ยอมจ่ายต่อการแสดงผลหนึ่งพันครั้ง และ Google คิดเงินตามการแสดงผลที่เกิดขึ้น Google ไม่ได้ระบุตัวเลือกจ่ายต่อการดูสำหรับ bumper
ผลในทางปฏิบัติมีสองข้อ ข้อแรก ให้เปรียบเทียบต้นทุน bumper กับการซื้อสื่อเพื่อการเข้าถึงแบบอื่นด้วย CPM ไม่ใช่ CPV แคมเปญแบบข้ามได้ที่รายงานต้นทุนต่อการดู เทียบตรงๆ กับแคมเปญ bumper ที่รายงาน CPM ไม่ได้ ข้อสอง ระดับราคาเสนอมีผลต่อรูปแบบที่แสดงได้ คู่มือแคมเปญ reach ของ Google เตือนว่าราคาเสนอที่ต่ำเกินไปอาจทำให้โฆษณาไม่แสดงในทุกรูปแบบที่เลือกไว้ ถ้าคุณรวม bumper กับรูปแบบอื่นในแคมเปญเดียวแล้วเห็นการแสดงผลจากบางรูปแบบเท่านั้น ให้ตรวจราคาเสนอก่อนจะไปแก้ชิ้นงานใหม่
ตัวอย่างประกอบ (ตัวเลขสมมติเพื่อการคำนวณเท่านั้น): ถ้าแคมเปญใช้งบ 30,000 บาท ที่ CPM เฉลี่ย 60 บาท จะได้การแสดงผล 500,000 ครั้ง ถ้ารายงานแสดงความถี่เฉลี่ย 2.5 ครั้งต่อผู้ใช้ เท่ากับเข้าถึงผู้ใช้ไม่ซ้ำประมาณ 200,000 คน การคำนวณง่ายแบบนี้คือจุดเด่นอย่างหนึ่ง ในการซื้อแบบ CPM ตัวที่คุณปรับได้คือราคาต่อการแสดงผลพันครั้ง และการกระจายการแสดงผลเหล่านั้นไปยังผู้คน
แคมเปญประเภทไหนและเป้าหมายใดที่ใช้ bumper ads ได้
Bumper อยู่ในแคมเปญวิดีโอ (Video campaigns) Google Ads Help Center ระบุไว้ในรูปแบบการตั้งค่าเหล่านี้
- แคมเปญ Video reach ประเภทย่อย Efficient reach สร้างภายใต้วัตถุประสงค์ "YouTube reach, views, and engagements" Google อธิบายว่าประเภทย่อยนี้ใช้ bumper (ร่วมกับ skippable in-stream, in-feed และ Shorts) เพื่อเข้าถึงผู้ใช้ไม่ซ้ำได้มากขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง และตั้งราคาเสนอแบบ Target CPM
- แคมเปญ Video reach ประเภทย่อย Non-skippable reach ใช้การซื้อแบบประมูล (Auction) และเป้าหมาย Reach ส่งข้อความครบทั้งหมดด้วย bumper และ non-skippable in-stream โดยใช้ Target CPM เช่นกัน
- ประเภทย่อย Target frequency ใช้การซื้อแบบประมูลและเป้าหมาย Reach ให้คุณตั้งจำนวนการแสดงผลต่อคนที่ต้องการ สำหรับ skippable in-stream และ bumper เป้าที่รองรับคือ 2 ถึง 4 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือ 4 ถึง 8 ครั้งต่อเดือน
- แคมเปญ Video ad sequence การเรียงลำดับโฆษณารองรับ bumper, skippable in-stream, non-skippable in-stream หรือผสมกัน โดยใช้การเสนอราคาแบบ Target CPM
ชื่อเมนูใน Google Ads เปลี่ยนไปตามเวลา เส้นทางที่คุณเห็นอาจต่างจากหน้าช่วยเหลือเล็กน้อย แต่หลักการยังเหมือนเดิม bumper เป็นรูปแบบเพื่อการเข้าถึงและการรับรู้ จึงอยู่ใต้เป้าหมายและประเภทย่อยที่เน้นการเข้าถึง ไม่ได้อยู่ในการตั้งค่าที่เน้นคอนเวอร์ชัน
เลือกประเภทย่อยอย่างไร
เลือก Efficient reach เมื่อเป้าหมายคือจำนวนคนไม่ซ้ำมากที่สุดตามงบ และคุณยอมให้ Google ผสมรูปแบบโฆษณาเอง เลือก Non-skippable reach เมื่อทุกการแสดงผลต้องมีข้อความครบ เช่น วันเปิดตัว หรือข้อความทางกฎหมายที่ต้องให้เห็น เลือก Target frequency เมื่อคุณสนใจว่าแต่ละคนเห็นโฆษณากี่ครั้งต่อสัปดาห์ เช่น โปรโมชันระยะสั้นที่เห็นครั้งเดียวคงไม่พอ และเลือก sequence เมื่อลำดับของข้อความสำคัญกว่าจำนวนการเข้าถึง
เขียน bumper ad ให้ได้ผลในหกวินาที
Google กำหนดความยาว ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องฝีมือ หกวินาทีเท่ากับเสียงบรรยายราวหนึ่งประโยคกับภาพสองถึงสามช็อต บรีฟจึงต้องตัดให้เหลือแต่สิ่งจำเป็น แนวทางต่อไปนี้มาจากลักษณะของรูปแบบนี้เอง
- หนึ่ง bumper หนึ่งไอเดีย สินค้า ประโยชน์ หรือวันที่ ถ้ามีสามข้อความ ให้ทำสาม bumper แล้วหมุนเวียน หรือจัดเป็น sequence
- แบรนด์ต้องอยู่ในสองวินาทีแรก แม้ไม่มีปุ่มข้าม คนก็ยังละสายตาได้ ให้โลโก้หรือสินค้าขึ้นจอเร็วและค้างไว้
- ออกแบบให้ได้ผลทั้งเปิดเสียงและปิดเสียง ใช้ข้อความบนจอสำหรับประโยคหลัก และให้เสียงบรรยายพูดเรื่องเดียวกัน โฆษณาจะได้ผลทั้งสองแบบ
- ตัดจากเวอร์ชันยาวแล้วตัดต่อใหม่ การตัดหกวินาทีแรกของสปอต 30 วินาทีมักได้แค่ช่วงเกริ่นที่ยังไม่ถึงจุดสำคัญ ให้สร้างเวอร์ชัน bumper จากช็อตที่เป็นจุดสำคัญแทน
- อ่านออกบนมือถือ ตัวอักษรใหญ่ คอนทราสต์สูง คำน้อย ข้อความที่อ่านง่ายบนจอคอมพิวเตอร์อาจอ่านไม่ออกบนจอเล็ก
ตัววิดีโอโฮสต์อยู่บน YouTube และใส่ลงในโฆษณาด้วย URL ดังนั้นให้อัปโหลดเวอร์ชันหกวินาทีขึ้นช่องของคุณก่อนสร้างแคมเปญ
ความถี่และการเรียงลำดับโฆษณาสำหรับ bumper ads
การจำกัดความถี่ (Frequency caps)
ในแคมเปญวิดีโอ การจำกัดความถี่ตั้งได้ที่ระดับแคมเปญเท่านั้น สำหรับแคมเปญที่มีอยู่แล้ว ให้เปิด Settings ของแคมเปญ ขยาย Additional settings แล้วเลือก Frequency capping คุณจำกัดได้ทั้งการแสดงผล การดู หรือทั้งสองอย่าง ด้วยจำนวนเต็มต่อวัน ต่อสัปดาห์ หรือต่อเดือน Google ระบุว่าการจำกัดนี้ใช้กับโฆษณา in-stream และ bumper ในการประมูล และถ้าวิดีโอเดียวกันแสดงอยู่ในแคมเปญวิดีโออื่นด้วย การแสดงผลและการดูจากแคมเปญเหล่านั้นจะนับรวมในเพดานของแคมเปญนี้ด้วย
ตามเอกสาร frequency distribution ของ Google การจำกัดความถี่นับตามคุกกี้ ไม่ได้นับตามตัวบุคคล คนที่ดูทั้งบนมือถือและแล็ปท็อปอาจถูกนับเป็นผู้ใช้สองคน จึงควรมองเพดานความถี่ว่าเป็นเพดานต่อเบราว์เซอร์หรืออุปกรณ์ ไม่ใช่ขีดจำกัดต่อคนแบบตายตัว
การเรียงลำดับโฆษณา (Ad sequencing)
แคมเปญ video ad sequence แสดงชุดวิดีโอให้คนเห็นตามลำดับที่คุณกำหนด แต่ละขั้นคือหนึ่งกลุ่มโฆษณา (ad group) และคนจะไปขั้นถัดไปได้ก็ต่อเมื่อผ่านเงื่อนไขของขั้นก่อนหน้า ได้แก่ การแสดงผล การดู หรือการข้าม ตามที่คุณตั้งไว้ เนื่องจาก bumper คิดเงินตามการแสดงผล การแสดงผลจึงเป็นเงื่อนไขที่เข้ากับขั้นที่เป็น bumper
Google มีเทมเพลตสี่แบบที่ใช้ได้เฉพาะตอนตั้งค่าแคมเปญ ได้แก่ Introduce and reinforce, Prompt and inspire, Attract and direct และ Engage and differentiate bumper เหมาะกับขั้นสั้นๆ ประเภท "prompt" หรือ "reinforce" ที่อยู่รอบโฆษณาเรื่องเล่าที่ยาวกว่า ตัว sequence เองมีการจำกัดความถี่ ค่าเริ่มต้นคือหนึ่ง sequence ต่อคนต่อ 7 วัน และเปลี่ยนเป็น 30 วันได้ แคมเปญ sequence แสดงบน YouTube เท่านั้น กำหนดเป้าหมายด้วยคีย์เวิร์ด ตำแหน่ง หรือหัวข้อไม่ได้ และ Google ไม่มีการประมาณการ traffic ให้ ต้องวางงบโดยไม่มีตัวเลขพยากรณ์
ตัวอย่าง sequence (โครงสร้างตัวอย่าง ไม่ใช่ค่ามาตรฐาน): ขั้นที่ 1 เป็นโฆษณาแบบข้ามได้ 30 วินาทีเล่าเรื่องเมนูใหม่ ขั้นที่ 2 เป็น bumper แสดงเมนูกับราคา ขั้นที่ 3 เป็น bumper แสดงแอปเดลิเวอรีกับวันสิ้นสุดโปรโมชัน ขั้นที่เป็น bumper แต่ละขั้นเลื่อนต่อเมื่อเกิดการแสดงผล คนที่เห็นขั้นที่ 2 แล้วจะไปขั้นที่ 3 ในตำแหน่งโฆษณาถัดไปที่มีสิทธิ์แสดง
วัดผล YouTube bumper ads อย่างไร
เพราะ bumper ซื้อตามการแสดงผลเพื่อสร้างการเข้าถึง จึงควรวัดด้วยการเข้าถึง ความถี่ และผลลัพธ์ด้านแบรนด์ มากกว่าวัดด้วยคลิกหรือคอนเวอร์ชันแบบ last-click
- การแสดงผลและ CPM ตัวชี้วัดต้นทุนพื้นฐานของการซื้อ bumper ทุกครั้ง
- ผู้ใช้ไม่ซ้ำและความถี่เฉลี่ย ไปที่ Campaigns เปิด Assets แล้วเลือก Videos คลิกไอคอน Columns เปิด Reach and frequency metrics แล้วเพิ่ม Frequency distribution Google แบ่งคนเป็นกลุ่ม 1+, 2+, 3+, 4+, 5+ และ 10+ โดยกลุ่ม 1+ แสดงจำนวนผู้ใช้ไม่ซ้ำทั้งหมดในช่วงวันที่เลือก รายงานนี้ใช้ได้กับช่วงวันที่ไม่เกิน 31 วัน
- Sequence path ในแคมเปญ sequence คอลัมน์ Sequence path แสดงเงื่อนไขและโฆษณาของแต่ละขั้น และดูตัวชี้วัดแยกตามขั้นได้
- Brand Lift การศึกษา Brand Lift วัดผลต่อตัวชี้วัดอย่างการจดจำโฆษณา (ad recall) การรับรู้ การพิจารณา และการเชื่อมโยงกับแบรนด์ แทนการวัดคลิกหรือการดู Google ระบุว่า Brand Lift ไม่ได้เปิดให้ทุกบัญชี Google Ads และต้องติดต่อตัวแทนบัญชี Google เพื่อใช้งาน นอกจากนี้ยังมีงบขั้นต่ำที่แคมเปญควรใช้ให้ถึงภายใน 10 วันแรก เพื่อให้การศึกษามีโอกาสเสร็จสมบูรณ์มากที่สุด หน้าดังกล่าวไม่ได้ระบุตัวเลขงบตายตัว จึงควรสอบถามเกณฑ์ที่ใช้กับตลาดของคุณก่อนวางแผนการศึกษา
ข้อจำกัดที่ต้องพูดตรงๆ คือ แคมเปญ bumper ที่รายงาน CPM ต่ำและการเข้าถึงสูง ถือว่าทำหน้าที่ในฐานะการซื้อสื่อได้แล้ว แต่ตัวเลขนั้นอย่างเดียวพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีใครจำแบรนด์ได้ หากไม่มี Brand Lift หรือการวัดผลแบบมีกลุ่มควบคุม ให้ดูสัญญาณทางอ้อม เช่น ปริมาณการค้นหาชื่อแบรนด์และ traffic ที่เข้าเว็บไซต์โดยตรงในช่วงที่แคมเปญวิ่ง และถือเป็นแค่ทิศทาง เพราะมีปัจจัยอื่นอีกมากที่ทำให้ตัวเลขเหล่านี้ขยับ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยกับ bumper ads
- ตัดสิน bumper จากคลิก รูปแบบนี้ซื้อตามการแสดงผลเพื่อการเข้าถึง การปรับให้มุ่ง CTR จะพาไปผิดทั้งตำแหน่งโฆษณาและชิ้นงาน
- ตัดโฆษณายาวแทนการตัดต่อ bumper ใหม่ หกวินาทีแรกของสปอตยาวแทบไม่เคยมีทั้งแบรนด์และข้อความครบในช่วงเดียวกัน
- ไม่ควบคุมความถี่ ถ้าไม่ตั้งเพดานหรือใช้ Target frequency กลุ่มเป้าหมายขนาดเล็กอาจเห็นหกวินาทีเดิมซ้ำหลายครั้ง ให้ตั้งเพดานที่ระดับแคมเปญ และตรวจ frequency distribution หลังสัปดาห์แรก
- เสนอราคาต่ำเกินไปในแคมเปญที่ผสมหลายรูปแบบ Google เตือนว่าราคาเสนอต่ำอาจทำให้บางรูปแบบที่เลือกไว้ไม่แสดง
- ใช้ bumper ชิ้นเดียวนานหลายเดือน โฆษณาหกวินาทีที่ฉายซ้ำกับกลุ่มเดิมจะจืดเร็ว ให้วางแผนทำหลายเวอร์ชันตั้งแต่ต้น
YouTube bumper ads ในตลาดไทย
สำหรับแคมเปญในไทย เรื่องหลักที่ต้องตัดสินใจคือภาษาและข้อความบนจอ อักษรไทยมีสระและวรรณยุกต์ซ้อนอยู่เหนือและใต้บรรทัด ข้อความภาษาไทยบนจอจึงต้องใช้ขนาดตัวอักษรใหญ่พอให้เครื่องหมายเหล่านั้นอ่านออกบนมือถือ และข้อความหกวินาทีภาษาไทยควรเป็นวลีสั้นๆ หนึ่งวลี ไม่ใช่ประโยคเต็ม ถ้ากลุ่มเป้าหมายมีทั้งคนพูดไทยและอังกฤษ ให้ทำ bumper แยกตามภาษา แทนการอัดสองภาษาลงในหกวินาทีเดียว
Bumper ยังเหมาะกับแบรนด์ไทยที่มีชิ้นงานยาวบน YouTube อยู่แล้ว เพราะ sequence สามารถตามโฆษณาเรื่องเล่าที่ยาวด้วย bumper ภาษาไทยสั้นๆ ที่ช่วยเตือนความจำ เช่น ราคา โค้ดโปรโมชัน หรือชื่อร้าน โปรโมชันที่ผูกกับวันช้อปปิ้งในประเทศจะได้ประโยชน์จาก Target frequency หรือเพดานรายสัปดาห์ เพื่อให้ข้อความเตือนไปถึงคนสองสามครั้งในช่วงก่อนถึงวันนั้น โดยไม่ท่วมผู้ชมกลุ่มเดิม ควรทบทวนเรื่องการควบคุมตำแหน่งด้วย เพราะ bumper แสดงได้ทั้งบน YouTube และบนเว็บไซต์กับแอปของ Google video partners เมื่อแคมเปญมีข้อมูลแล้วให้ตรวจดูว่าการแสดงผลไปอยู่ที่ไหนบ้าง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ bumper ads
YouTube bumper ad ยาวได้สูงสุดเท่าไร
YouTube bumper ad ยาวได้สูงสุด 6 วินาที โดยตารางรูปแบบโฆษณาของ Google ระบุขั้นต่ำไว้ที่ 5 วินาที วิดีโอที่ยาวกว่านั้นต้องใช้รูปแบบอื่น เช่น non-skippable in-stream (ไม่เกิน 60 วินาที) หรือ skippable in-stream
ผู้ชมกดข้าม bumper ads ได้ไหม
ไม่ได้ ผู้ชมกดข้าม bumper ads ไม่ได้ Google จัดให้เป็นโฆษณาแบบข้ามไม่ได้ หกวินาทีจึงเล่นครบทุกครั้งที่โฆษณาแสดง
bumper ads คิดเงินอย่างไร
Bumper ads คิดเงินตามการแสดงผลผ่านการเสนอราคาแบบ Target CPM ไม่มีการคิดเงินต่อการดูสำหรับ bumper จึงควรเปรียบเทียบกับการซื้อสื่อเพื่อการเข้าถึงแบบอื่นด้วย CPM
ใช้ bumper ads ใน ad sequence ได้ไหม
ได้ แคมเปญ video ad sequence รองรับ bumper, skippable in-stream, non-skippable in-stream หรือผสมกัน แต่ละขั้นเลื่อนต่อด้วยการแสดงผล การดู หรือการข้าม และค่าเริ่มต้นของ sequence คือหนึ่งรอบต่อคนต่อ 7 วัน
bumper ads เหมาะกับการหาคอนเวอร์ชันไหม
Bumper ads ออกแบบมาเพื่อการเข้าถึงและการรับรู้ ไม่ใช่คอนเวอร์ชันโดยตรง ซื้อตามการแสดงผลในแคมเปญประเภทย่อยที่เน้นการเข้าถึง จึงควรวัดด้วยการเข้าถึง ความถี่ และตัวชี้วัดด้านแบรนด์อย่าง Brand Lift เมื่อใช้งานได้
นำ bumper ads เข้าแผนสื่อของคุณ
Bumper ได้ผลดีที่สุดเมื่อเป็นส่วนหนึ่งของแผนวิดีโอ คือมีโฆษณาเรื่องเล่าที่ยาวกว่าไว้อธิบาย และมี bumper สั้นๆ ไว้ย้ำแบรนด์กับข้อเสนอในความถี่ที่ควบคุมได้ หากต้องการความช่วยเหลือในการตั้งแคมเปญ reach และ sequence บริการโฆษณาบน YouTube ของ Relevant Audience คือจุดเริ่มต้น สำหรับพื้นที่โฆษณาวิดีโอภาษาไทยนอกเหนือจาก YouTube ดูได้ที่ Thai video network bumper มักวิ่งคู่กับแคมเปญค้นหาในบัญชีเดียวกัน ซึ่งทีม บริการ Google Ads ช่วยประสานได้ และหากต้องการผลิตชิ้นงานสั้นสำหรับรูปแบบนี้ ดูตัวเลือกการผลิตได้ที่หน้า AI วิดีโอ เซอร์วิส






