สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- FTC และอัยการสูงสุด 22 รัฐยื่นคำฟ้องฉบับแก้ไข ประกาศเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2569 เปิดเผยข้อกล่าวหาต่อระบบประมูลโฆษณาของ Amazon ที่เคยถูกปิดทับ
- FTC กล่าวหาว่า Amazon เก็บเงินสูงกว่าผลการประมูลได้ถึง 50% ในวันปกติ และถึง 250% ในวัน Prime Day, Black Friday และวันลักษณะเดียวกัน
- ตามคำฟ้อง CPC เฉลี่ยเพิ่ม 20% ในเทศกาลวันหยุดปี 2564 ค่าธรรมเนียมแฝงเพิ่มรายได้ 87 ล้านดอลลาร์ทั่วโลกในเทศกาลวันหยุดปี 2565 และผู้บริหารต้องการหาเงิน 40 ล้านดอลลาร์จาก reserves ในปี 2566
- Amazon ปฏิเสธว่าไม่ได้หลอกลวงหรือสร้างความเสียหายแก่ผู้ลงโฆษณา และยืนยันว่าไม่มีใครจ่ายเกินราคาเสนอสูงสุด ยังไม่มีศาลใดตัดสินข้อกล่าวหาเหล่านี้
คณะกรรมการการค้าแห่งสหพันธรัฐสหรัฐฯ (FTC) ประกาศเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ว่า FTC และอัยการสูงสุดของ 22 รัฐได้ยื่นคำฟ้องฉบับปรับปรุงต่อ Amazon โดยเปิดเผยรายละเอียดที่เคยถูกปิดทับไว้ ส่วนที่เปิดเผยใหม่กล่าวหาว่า Amazon ขึ้นราคาโฆษณาสูงกว่าผลการประมูลได้ถึง 50% ในวันปกติ และสูงถึง 250% ในวันช้อปปิ้งใหญ่อย่าง Prime Day และ Black Friday และเป็นครั้งแรกที่มีตัวเลขเงินผูกกับค่าธรรมเนียมแฝงนี้ ได้แก่ รายได้เพิ่ม 87 ล้านดอลลาร์ทั่วโลกในเทศกาลวันหยุดปี 2565 และความพยายามภายในปี 2566 ที่จะหาเงินอย่างน้อย 40 ล้านดอลลาร์จาก "reserves" เพื่อปิดช่องว่างจากเป้า ทุกข้อในที่นี้เป็นข้อกล่าวหา ยังไม่มีข้อใดผ่านการพิสูจน์ในศาล
FTC เปิดเผยอะไรบ้างเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน
ข่าวประชาสัมพันธ์ของ FTC ใช้ชื่อว่า "New Details Emerge in Amazon Ads Auction-Rigging Case" และระบุว่าเอกสารฉบับใหม่นี้เปิดเผยข้อเท็จจริงที่ก่อนหน้านี้ถูกปิดทับ คดีหลักคือคดีที่ FTC และรัฐพันธมิตรยื่นฟ้องเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 ต่อศาลแขวงสหรัฐฯ เขต Western District of Washington โดยกล่าวหาว่า Amazon ใช้วิธีการที่หลอกลวงและไม่เป็นธรรม แอบดันราคาในระบบประมูลโฆษณาบนหน้าค้นหาให้สูงขึ้น
ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เพิ่มรายละเอียดสี่ด้าน
- ด้านขนาด FTC กล่าวหาว่า Amazon แอบขึ้นราคาสูงกว่าผลการประมูลได้ถึง 50% ในวันปกติ และถึง 250% ในวันที่มีการซื้อขายสูง
- ในเทศกาลวันหยุดปี 2564 คำฟ้องกล่าวหาว่า Amazon ทำให้ต้นทุนต่อคลิก (CPC) เฉลี่ยของผู้ลงโฆษณาสูงขึ้น 20% และผู้ลงโฆษณาบางรายเจอการขึ้นราคามากกว่า 200% ส่วนเทศกาลวันหยุดปี 2565 FTC ระบุว่า Amazon แอบเพิ่มค่าธรรมเนียมแฝงจนรายได้เพิ่มขึ้น 87 ล้านดอลลาร์ทั่วโลก
- ผู้ลงโฆษณารายใหญ่ก็ไม่รอด ตามข่าวประชาสัมพันธ์ ผู้ลงโฆษณารายใหญ่ในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มรายหนึ่งเจอราคาขึ้นมากกว่า 100% ในช่วง Prime Day 2566 และ FTC ระบุว่า Amazon ยอมรับภายในว่าผลตอบแทนจากค่าโฆษณา (ROAS) ที่ลดลงของผู้ลงโฆษณารายนี้ "destroying campaign performance" หรือกำลังทำลายผลงานแคมเปญ
- ในปี 2566 ตามคำฟ้อง ผู้บริหารของ Amazon หารือกันว่าต้องหารายได้เพิ่มอีก 40 ล้านดอลลาร์เพื่อให้ถึงเป้าทางการเงินของบริษัท
สองคำพูดที่เป็นแกนของคดี
ข่าวประชาสัมพันธ์ยกอีเมลที่ FTC ระบุว่าเป็นของหัวหน้า Amazon Ads ส่งถึงรองประธานอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีโฆษณาของ Amazon ใจความแปลได้ว่า "ผมอยากงัดทุกวิธี (โดยไม่ทำอะไรที่ผิดธรรมชาติ) เพื่อปิดช่องว่างจากแผน ผมคิดว่าคงปิดไม่ได้ทั้งหมด ดังนั้นอะไรที่ทำได้ด้วย reserves (ถ้าได้อย่างน้อย 40 ล้านดอลลาร์จะช่วยได้มาก)"
คำพูดที่สองเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้ลงโฆษณาได้รับคำตอบ ตามที่ FTC ระบุ ผู้ลงโฆษณารายหนึ่งถาม Amazon ว่า "มีอะไรเปลี่ยนไปในกระบวนการประมูลแบบ second price หรือไม่ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือผิดพลาด" ผู้จัดการบัญชีของ Amazon ตอบว่า หลังสอบถามทีมผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์แล้ว "ไม่มีบั๊ก และไม่มีการเปลี่ยนรูปแบบการประมูล" พร้อมอธิบายว่าปีนี้ตลาดแออัดกว่าทุกปีที่ผ่านมา และ CPC ที่พุ่งขึ้นก็สะท้อนเรื่องนี้โดยตรง FTC มองว่าคำตอบนี้เป็นเท็จ แต่นั่นคือจุดยืนของหน่วยงาน ยังไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาล
ตัวเลขที่เปิดเผยใหม่โดยสรุป
ตารางด้านล่างรวมตัวเลขที่ข่าวประชาสัมพันธ์ของ FTC วันที่ 5 พฤศจิกายน ระบุว่ามาจากส่วนของคำฟ้องที่เพิ่งเปิดเผย ทุกตัวเลขเป็นข้อกล่าวหา
| ข้อกล่าวหาในคำฟ้องที่เปิดเผยใหม่ | ตัวเลขตาม FTC |
|---|---|
| ค่าธรรมเนียมแฝงเหนือผลการประมูล วันปกติ | สูงสุด 50% |
| ค่าธรรมเนียมแฝงเหนือผลการประมูล Prime Day, Black Friday และวันลักษณะเดียวกัน | สูงสุด 250% |
| CPC เฉลี่ย เทศกาลวันหยุดปี 2564 | เพิ่ม 20% โดยเฉลี่ย บางรายเกิน 200% |
| รายได้เพิ่มจากค่าธรรมเนียมแฝง เทศกาลวันหยุดปี 2565 | 87 ล้านดอลลาร์ทั่วโลก |
| ช่องว่างรายได้ปี 2566 ที่ผู้บริหารต้องการปิด ส่วนหนึ่งผ่าน reserves | 40 ล้านดอลลาร์ |
มีอะไรใหม่เมื่อเทียบกับบทความของ RA เดือนกันยายน
Relevant Audience เขียนถึงคำฟ้องฉบับแรกไว้เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ในบทความที่พาดหัวว่า "FTC ระบุว่า Amazon เรียกเก็บเท่าราคาเสนอของผู้ลงโฆษณาเอง 79 เปอร์เซ็นต์ของเวลา บทเรียนอยู่ที่กลไกการประมูล" บทความนั้นอิงคำฟ้องฉบับสาธารณะในตอนนั้น อธิบายกลไก (การประมูลแบบ generalised second price ที่มี "soft reserve" ซ้อนทับโดยไม่เปิดเผย) สัดส่วนคลิกที่ถูกเก็บเงินเท่ากับราคาเสนอของผู้ลงโฆษณาเองซึ่งเพิ่มจาก 4% ช่วงปลายปี 2563 เป็น 79.1% ในปี 2567 การทยอยใช้กับ Sponsored Brands, Sponsored Products และ Display Ads รวมถึงเหตุการณ์ช่วงธันวาคม 2564 และ Prime Day 2566 ที่คำฟ้องบรรยายไว้ บทความยังระบุด้วยว่าตัวเลขประมาณการเป็นเงินหลายตัวและอัตราค่าธรรมเนียมแฝงเฉลี่ยถูกปิดทับในฉบับสาธารณะ
ข่าวประชาสัมพันธ์วันที่ 5 พฤศจิกายนเติมช่องว่างนั้นได้บางส่วน มีสี่เรื่องที่ยังไม่เปิดเผยเมื่อเดือนกันยายน
- เพดานของค่าธรรมเนียมแฝง ตัวเลข 50% และ 250% บอกขนาดของสิ่งที่ก่อนหน้านี้อธิบายในเชิงความถี่เป็นหลัก (ผู้ลงโฆษณาจ่ายเท่าราคาเสนอของตัวเองบ่อยแค่ไหน) ส่วนตัวเลขนี้ตรงกับเกณฑ์ควบคุมภายในตัวใดหรือไม่ ข่าวประชาสัมพันธ์ไม่ได้บอก
- ตัวเลขเป็นเงิน 87 ล้านดอลลาร์ของเทศกาลวันหยุดปี 2565 และเป้า 40 ล้านดอลลาร์ของปี 2566 เป็นตัวเลขรายได้ชุดแรกที่ผูกกับค่าธรรมเนียมแฝงที่ถูกกล่าวหา ในเอกสาร FTC ที่ RA ได้อ่าน ข่าวประชาสัมพันธ์เดือนสิงหาคมพูดถึงเพียง "หลายหมื่นล้านดอลลาร์" รวมตลอดกว่าเจ็ดปี
- ผลต่อ CPC เฉลี่ยในฤดูกาลที่ระบุชัด CPC เฉลี่ยที่เพิ่ม 20% ในเทศกาลวันหยุดปี 2564 และบางรายเกิน 200% เป็นตัวชี้วัดต้นทุนที่ผู้ลงโฆษณานำไปเทียบกับข้อมูลย้อนหลังของตัวเองได้
- สิ่งที่ผู้ลงโฆษณาได้รับคำตอบ คำตอบของผู้จัดการบัญชีที่ว่า "ไม่มีบั๊ก และไม่มีการเปลี่ยนรูปแบบการประมูล" เป็นเรื่องใหม่ และ FTC ระบุว่าคำตอบนี้อ้างอย่างเป็นเท็จว่าราคาที่ขึ้นเกิดจากการแข่งขันที่มากขึ้น
บทความของ RA เดือนกันยายนซึ่งอ้างอิงคำฟ้อง กล่าวถึงผู้จัดการบัญชีที่ส่งต่อคำร้องเรียนของลูกค้ากลุ่มของชำว่า CPC ขึ้นมากกว่า 90% ในช่วง Prime Day 2566 ส่วนข่าวประชาสัมพันธ์เดือนพฤศจิกายนพูดถึงผู้ลงโฆษณารายใหญ่กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่ราคาขึ้นมากกว่า 100% ในช่วง Prime Day 2566 เช่นกัน ข่าวประชาสัมพันธ์ไม่ได้บอกว่าเป็นรายเดียวกันหรือไม่ จึงไม่ควรนำสองกรณีนี้มารวมกัน
soft reserve ต่างจากราคาขั้นต่ำอย่างไร
Search Engine Journal (SEJ) ในบทความวันที่ 5 พฤศจิกายนของ Brooke Osmundson อธิบายว่าคดีนี้เกี่ยวกับ "soft reserve prices" ซึ่งดัน CPC สุดท้ายให้สูงกว่าที่ราคาเสนอของคู่แข่งจะทำให้เกิดขึ้น SEJ ระบุว่า soft reserve ต่างจากราคาเสนอขั้นต่ำที่ต้องผ่านก่อนเข้าร่วมประมูล และรายงานจุดยืนของ Amazon ว่าผู้ลงโฆษณาชนะตำแหน่งโฆษณาได้แม้ต่ำกว่า soft reserve โดยในกรณีนั้นจะจ่ายเท่าราคาที่ตัวเองเสนอ
ข้อพิพาททั้งหมดอยู่ตรงนี้ ในการประมูลแบบ second price ผู้ชนะจ่ายราว ๆ เท่าที่ผู้เสนอราคาอันดับสองเสนอ กติกานี้คือเหตุผลที่ผู้ลงโฆษณาได้รับการบอกว่าเสนอราคาเท่ามูลค่าคลิกที่แท้จริงได้โดยไม่ต้องกลัวจ่ายเกิน ข่าวประชาสัมพันธ์ของ FTC เดือนสิงหาคมอธิบายไว้แบบเดียวกัน ในการประมูลแบบ first price ผู้เสนอราคามักลดราคาเสนอลง (bid shading) ส่วนในการประมูลแบบ second price จะเสนอราคาใกล้มูลค่าจริงมากกว่า FTC กล่าวหาว่าตั้งแต่ปี 2562 Amazon เพิ่มค่าธรรมเนียมแฝงที่เรียกภายในว่า "soft reserve price" โดยไม่แจ้ง และผู้ลงโฆษณา Sponsored Products ต้องจ่ายเท่าราคาเสนอที่ชนะของตัวเองเกือบ 80% ของเวลา
บทวิเคราะห์ ตัวเลขใหม่บอกว่าราคาที่เก็บจริงขึ้นไปได้สูงแค่ไหนเหนือราคาที่การประมูลกำหนด ตามข้อกล่าวหาของ FTC หากอ่านตามตัวอักษร ราคาที่ขึ้น 250% เหนือผลการประมูลเท่ากับ 3.5 เท่าของผลการประมูล แม้ข่าวประชาสัมพันธ์จะไม่ได้แจกแจงการคำนวณไว้ ไม่ว่าแบบใด ราคาที่เก็บยังมีเพดานอยู่ที่ราคาเสนอของผู้ชนะเอง เพดานนี้เองทำให้ Amazon พูดได้ว่าไม่มีผู้ลงโฆษณาคนใดจ่ายเกินราคาเสนอสูงสุด และทำให้ FTC พูดได้ว่าผู้ลงโฆษณาจ่ายมากกว่าที่การประมูลตามที่ได้รับแจ้งจะเรียกเก็บมาก ทั้งสองประโยคเป็นจริงพร้อมกันได้ เพราะใช้จุดอ้างอิงคนละจุด
จุดยืนของ Amazon
SEJ รายงานว่าข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุดของ FTC ไม่มีคำตอบสาธารณะจาก Amazon ต่อรายละเอียดที่เพิ่งเปิดเผย ในคำตอบต่อคดีฉบับแรก SEJ ระบุว่า Amazon ปฏิเสธว่าไม่ได้หลอกลวงหรือสร้างความเสียหายแก่ผู้ลงโฆษณา ปกป้องการตั้งราคาแบบ reserve และยืนยันว่าผู้ลงโฆษณาไม่เคยจ่ายเกินราคาเสนอสูงสุดของตัวเอง
คำชี้แจงที่ Amazon เผยแพร่ต่อคดีเดือนสิงหาคมให้รายละเอียดมากกว่านั้น โดยระบุว่าตั้งแต่ปี 2562 ถึง 2567 CPC เฉลี่ยของโฆษณาค้นหา Sponsored Products คงที่เมื่อปรับตามเงินเฟ้อ อัตราคอนเวอร์ชันเพิ่ม 24% ระหว่างปี 2564 ถึง 2568 และราคาเสนอที่ชนะโดยเฉลี่ยลดลง 50% ระหว่างปี 2562 ถึง 2568 บนโฆษณาค้นหา Sponsored Products นอกจากนี้ Amazon ประเมินว่าผู้ลงโฆษณาประหยัดได้มากกว่า 8 พันล้านดอลลาร์ระหว่างปี 2564 ถึง 2568 เพราะบริษัทให้น้ำหนักกับความเกี่ยวข้องของโฆษณา แทนการเลือกโฆษณาจากราคาเสนออย่างเดียว ตัวเลขเหล่านี้เป็นของ Amazon และเช่นเดียวกับตัวเลขของ FTC ยังไม่ได้ผ่านการพิสูจน์ในศาล
สองฝ่ายอาจไม่ได้วัดสิ่งเดียวกัน ค่าเฉลี่ย CPC ที่ปรับเงินเฟ้อแล้วของคลิก Sponsored Products ทั้งหมดตลอดหกปีอาจคงที่ได้ ในขณะที่ผู้ลงโฆษณาบางราย ในบางวัน เจอราคาพุ่งตามที่ FTC บรรยาย ไม่มีแหล่งข่าวใดกระทบยอดสองมุมมองนี้ให้ และ RA ไม่ได้เห็นข้อมูลต้นทาง
สิ่งที่แหล่งข่าวไม่ได้บอก
ข่าวประชาสัมพันธ์ของ FTC เป็นบทสรุปของคำฟ้องฉบับแก้ไข และยังมีหลายเรื่องที่เปิดค้างไว้ SEJ ชี้ว่าข่าวประชาสัมพันธ์ไม่ได้ระบุว่าการเก็บค่าธรรมเนียมแฝงที่ถูกกล่าวหายังดำเนินต่อหลังปี 2566 หรือไม่ และไม่ได้บอกว่าตัวอย่างใหม่เกี่ยวกับรูปแบบโฆษณาใดของ Amazon เอกสารก่อนหน้าของ FTC รวมถึงข่าวประชาสัมพันธ์เดือนสิงหาคม ระบุ Sponsored Products, Sponsored Brands และ Display Ads และยกบันทึกการหารือของผู้บริหารระดับสูงในปี 2567 ข่าวประชาสัมพันธ์วันที่ 5 พฤศจิกายนไม่มีตัวเลขของประเทศใดนอกสหรัฐฯ นอกจากตัวเลขทั่วโลก 87 ล้านดอลลาร์ ไม่มีข้อมูลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และไม่มีกำหนดวันพิจารณาคดี คำตัดสิน หรือการไกล่เกลี่ยใด ๆ
สิ่งที่ผู้ลงโฆษณาตรวจสอบได้ตอนนี้
ข้อแนะนำด้านล่างเป็นบทวิเคราะห์ ไม่ใช่ข้อกล่าวหาต่อการกระทำของ Amazon และใช้ได้ไม่ว่าศาลจะตัดสินออกมาอย่างไร
- ทบทวนค่าเปรียบเทียบช่วงพีคปี 2564 ถึง 2566 SEJ แนะนำว่าใครที่ใช้ข้อมูล Prime Day หรือไตรมาสสี่ของปีเหล่านั้นเป็นฐานเทียบปีต่อปี ควรตรวจสอบช่วงเวลานั้นก่อนตั้งเป้าในอนาคต ถ้าข้อกล่าวหาของ FTC เป็นจริง ช่วงดังกล่าวอาจทำให้ต้นทุนคลิก "ปกติ" ในฤดูขายดีดูสูงเกินจริง
- ติดตาม CPC ที่ถูกเก็บจริงเป็นสัดส่วนของราคาเสนอสูงสุด แนวโน้ม CPC ที่สูงขึ้นตีความได้ยาก แต่สัดส่วนราคาที่ถูกเก็บต่อราคาที่เสนอซึ่งสูงขึ้น เป็นสัญญาณที่ชัดกว่าว่าการประมูลกำลังทำงานคล้ายแบบ first price วิธีนี้ใช้ได้เฉพาะกรณีที่คุณตั้งราคาเสนอเอง
- แยกต้นทุนออกจากดีมานด์ในช่วงพีคที่กำลังจะมาถึง เมื่อ Black Friday และ Cyber Monday ใกล้เข้ามา SEJ แนะนำให้ดู CPC คู่กับอัตราคอนเวอร์ชันและส่วนแบ่งการแสดงผล เพื่อดูว่าประสิทธิภาพที่ลดลงมาจากต้นทุนคลิกหรือพฤติกรรมผู้ซื้อ
- จดคำอธิบายของแพลตฟอร์มไว้ คำตอบของผู้จัดการบัญชีข้างต้นแสดงให้เห็นเหตุผล เมื่อแพลตฟอร์มอธิบายว่าต้นทุนที่พุ่งขึ้นมาจากการแข่งขัน ให้เก็บคำอธิบายนั้นพร้อมวันที่ไว้ เพราะเป็นหลักฐานเดียวที่คุณจะมี หากภายหลังคำอธิบายนั้นถูกโต้แย้ง
นิสัยเดียวกันนี้ใช้ได้กับการประมูลแบบปิดทุกระบบที่บริษัทเดียวเป็นทั้งผู้ขายพื้นที่โฆษณา ผู้จัดการประมูล และผู้รายงานผล ซึ่งรวมถึงการประมูลเบื้องหลัง Google Ads และ โฆษณา Facebook ด้วย นี่เป็นการอธิบายโครงสร้าง ไม่ใช่ข้อกล่าวหาต่อแพลตฟอร์มใด คดีของ FTC เกี่ยวข้องกับ Amazon เท่านั้น
ความหมายสำหรับนักการตลาดไทย
FTC อธิบายถึงการประมูลบน Amazon.com และแอปมือถือของ Amazon และข่าวประชาสัมพันธ์ไม่มีตัวเลขของไทยหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลต่อไทยจึงเป็นทางอ้อม ในมุมมองของ RA แบรนด์ไทยที่ลงโฆษณาบน Amazon เป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องโดยตรงที่สุด สำหรับคนอื่น ๆ บทเรียนอยู่ที่การประมูลโฆษณาบนมาร์เก็ตเพลสโดยรวม โฆษณาบนมาร์เก็ตเพลสในภูมิภาคดำเนินการโดยบริษัทเดียวกับที่ขายพื้นที่และรายงานผล และข้อมูลของผู้ลงโฆษณาเองคือฐานอ้างอิงอิสระเพียงอย่างเดียวที่มี
เมื่อ 11.11 และ 12.12 ใกล้เข้ามา ทีมที่ทำการตลาดอีคอมเมิร์ซบนหลายมาร์เก็ตเพลสเริ่มได้ด้วยการบันทึกราคาเสนอ CPC ที่ถูกเก็บจริง และเหตุผลที่แพลตฟอร์มให้เมื่อราคาพุ่งในช่วงแคมเปญ คำฟ้องของ FTC ไม่ได้บอกว่าแพลตฟอร์มใดในภูมิภาคทำแบบเดียวกับที่ Amazon ถูกกล่าวหา ประเด็นคือ ถ้าไม่มีข้อมูลของตัวเอง คุณจะไม่มีทางรู้เลย
คำถามที่พบบ่อย: คำฟ้องคดีโฆษณา Amazon ที่เปิดเผยใหม่
FTC เปิดเผยอะไรเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569
FTC เผยแพร่ข้อกล่าวหาที่เคยถูกปิดทับในคำฟ้องต่อ Amazon ซึ่งรวมถึงค่าธรรมเนียมแฝงสูงสุด 50% เหนือผลการประมูลในวันปกติ และสูงสุด 250% ในวันช้อปปิ้งใหญ่ ข่าวประชาสัมพันธ์ยังระบุว่า CPC เฉลี่ยเพิ่ม 20% ในเทศกาลวันหยุดปี 2564 รายได้เพิ่ม 87 ล้านดอลลาร์ทั่วโลกในเทศกาลวันหยุดปี 2565 และความพยายามภายในปี 2566 ที่จะหาเงิน 40 ล้านดอลลาร์จาก reserves
Amazon ถูกตัดสินว่ามีความผิดแล้วหรือยัง
ยัง คดีนี้ยังไม่มีการตัดสินใด ๆ FTC และ 22 รัฐยื่นฟ้องในเดือนสิงหาคม 2569 ที่ศาลเขต Western District of Washington และคำฟ้องฉบับแก้ไขที่ประกาศเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนมีส่วนที่ปิดทับน้อยลง Amazon ปฏิเสธว่าไม่ได้หลอกลวงหรือสร้างความเสียหายแก่ผู้ลงโฆษณา
คดีนี้กระทบผู้ลงโฆษณาในไทยหรือไม่
ไม่กระทบโดยตรง เพราะคำฟ้องเกี่ยวกับการโฆษณาบนแพลตฟอร์มของ Amazon และข่าวประชาสัมพันธ์ไม่มีตัวเลขของไทยหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แบรนด์ไทยที่ลงโฆษณาบนตลาด Amazon ระดับโลกอาจอยากทบทวนข้อมูลต้นทุนย้อนหลังของตัวเอง แต่ข่าวประชาสัมพันธ์ไม่ได้บอกว่าผู้ลงโฆษณานอกสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบอย่างไร
soft reserve price คืออะไร
ตามที่ SEJ อธิบาย soft reserve คือราคาที่ดัน CPC สุดท้ายให้สูงกว่าที่ราคาเสนอของคู่แข่งจะทำให้เกิดขึ้น จึงต่างจากราคาเสนอขั้นต่ำสำหรับเข้าร่วมประมูล Amazon ระบุว่าผู้ลงโฆษณายังชนะได้แม้ต่ำกว่า soft reserve โดยจ่ายเท่าราคาเสนอของตัวเอง และไม่เคยจ่ายเกินราคาเสนอสูงสุด
ค่าธรรมเนียมแฝงยังมีต่อหลังปี 2566 หรือไม่
ข่าวประชาสัมพันธ์วันที่ 5 พฤศจิกายนไม่ได้บอก ตัวอย่างใหม่อยู่ในช่วงปี 2564 ถึง 2566 ส่วนข่าวประชาสัมพันธ์ของ FTC เดือนสิงหาคมยกบันทึกการหารือของผู้บริหารในปี 2567 และระบุ Sponsored Products, Sponsored Brands และ Display Ads
คดีนี้จะใช้เวลา และตัวเลขของทั้งสองฝ่ายจะถูกโต้แย้งกันอีกมาก ผู้ลงโฆษณาไม่จำเป็นต้องรอคำตัดสินเพื่อเริ่มเก็บบันทึกว่าตัวเองเสนอราคาเท่าไรและถูกเก็บเงินเท่าไร หากต้องการมุมมองที่สองเกี่ยวกับต้นทุนโฆษณาบนมาร์เก็ตเพลสหรือโฆษณาค้นหาก่อนช่วงพีคปลายปี Relevant Audience ช่วยได้ อ่านประกาศฉบับเต็มของ FTC ได้ที่เว็บไซต์ของคณะกรรมการการค้าแห่งสหพันธรัฐสหรัฐฯ







