สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- Google Ads ประกาศเมื่อ 14 ต.ค. 2569 ว่าตั้งช่องทางเป็น High หรือ Low priority ได้ในแคมเปญ Search, Shopping, Performance Max และ Demand Gen โดยทุกช่องทางเริ่มต้นเป็น High priority
- ช่องทาง Low priority ตั้งเพดานรายวันแบบ best-effort ได้ เช่น 5% ของงบเฉลี่ยรายวัน 1,000 ดอลลาร์คือราว 50 ดอลลาร์ต่อวัน และตั้ง 0% เพื่อหยุดใช้จ่ายกับช่องทางนั้น
- ตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2570 แคมเปญ Search ที่เปิด Display Expansion จะถูกย้ายอัตโนมัติ Google ระบุว่าตั้ง Low priority คู่กับ 50% เพื่อให้ Display ทำงานเหมือนเดิม
- Google Ads Help ระบุว่าตั้งค่านี้จากบัญชีผู้จัดการไม่ได้ และการรองรับ API กับ Editor ยังอยู่ในสถานะเร็ว ๆ นี้
- Demand Gen ใช้ได้เฉพาะการจัดลำดับ ไม่มี budget allocation และหลังการเปลี่ยนแปลง Display จะไม่แสดงในแคมเปญ Search ที่ใช้ Target Impression Share
Google Ads ประกาศเครื่องมือใหม่แบบเลือกใช้ได้สองตัวเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2569 คือ channel prioritization (การจัดลำดับความสำคัญของช่องทาง) และการจัดสรรงบประมาณรายช่องทาง โดย Tal Akabas ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์ของ Google Ads ระบุว่าจะทยอยเปิดให้แคมเปญ Search, Shopping, Performance Max และ Demand Gen ใช้งานในอีกหลายเดือนข้างหน้า ผู้ลงโฆษณาจัดช่องทางอย่าง Search partners และ Google Display Network ให้เป็น "High priority" หรือ "Low priority" ได้ และจำกัดการใช้จ่ายของช่องทาง Low priority เป็นเปอร์เซ็นต์ของงบรายวันได้ด้วย ที่ต้องจับตาคือ Google กำหนดวันที่ไว้แล้ว ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2570 แคมเปญ Search ที่เปิด Google Display Network อยู่จะไม่ใช้รูปแบบการแบ่งงบ Display Expansion แบบเดิมอีกต่อไป ดังนั้นแม้บัญชีที่ไม่คิดจะแตะการตั้งค่าใหม่ก็ยังต้องดูเรื่องนี้
Google ประกาศอะไรเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2569
ประกาศนี้เผยแพร่บน Google Ads & Commerce Blog เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2569 Google วางสองฟีเจอร์นี้ไว้เป็นทางออกจากการเลือกช่องทางแบบ "เปิดทั้งหมดหรือปิดทั้งหมด" และโยงเข้ากับอัปเดตก่อนหน้าสองตัว คือ Smart Bidding Exploration และ campaign total budgets ที่ผ่านมา ผู้ลงโฆษณาที่อยากใช้ Search partners หรือ Display Network มีทางเลือกแค่สองทางต่อช่องทาง คือเปิดหรือปิด เครื่องมือใหม่เพิ่มตัวเลือกตรงกลางเข้ามา
หน้าคำอธิบายฉบับเต็มบน Google Ads Help ชื่อ "About channel prioritization and budget allocation" ระบุว่าเริ่มเปิดใช้งานตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. 2569 แบบทยอยเปิด และบอกไว้ว่าการเห็นฟีเจอร์ในแต่ละบัญชีอาจต่างกันตามประเภทแคมเปญและจังหวะการเปิดตัว ถ้าสัปดาห์นี้ยังไม่เห็นการตั้งค่านี้ในบัญชี ถือว่าเป็นเรื่องปกติ
Channel prioritization: ช่องทางไหนได้งบก่อน
Channel prioritization ให้ผู้ลงโฆษณาจัดแต่ละช่องทางหรือกลุ่มช่องทางลงในหนึ่งในสองระดับ ตามโพสต์ของ Google วันที่ 14 ต.ค. 2569 แคมเปญจะ "ใส่งบเต็มที่" ให้ช่องทาง High priority ก่อน โดยยังอยู่ภายในเป้าหมายสำหรับแคมเปญที่ใช้ Target CPA หรือ Target ROAS แล้วจึงส่งงบที่เหลือไปยังช่องทาง Low priority ในแคมเปญ Search ผู้ลงโฆษณาตั้ง Google Search, Search partners และ Google Display Network กำหนดระดับความสำคัญแยกกันได้
Performance Max และ Demand Gen ทำงานต่างออกไป Google รวม Search, YouTube, Maps, Gmail และ Discover ไว้เป็นกลุ่มเดียวชื่อ "Google channels" หน้า Google Ads Help ระบุว่าในแคมเปญเหล่านี้ Search partners และ Google Display Network ตั้งระดับความสำคัญแยกกันได้ แต่ YouTube แยกออกจาก Search ใน Performance Max ไม่ได้ ถ้าต้องการคุมแต่ละช่องทางของ Google แยกกัน หน้า Help แนะนำให้ใช้แคมเปญ Search และ Demand Gen ซึ่งปิดทีละช่องทางได้
Budget allocation: เพดานเปอร์เซ็นต์สำหรับช่องทาง Low priority
เครื่องมือตัวที่สองใช้ได้กับช่องทาง Low priority เท่านั้น ผู้ลงโฆษณากรอกสัดส่วนสูงสุดของงบรายวันที่ยอมให้ช่องทางนั้นใช้ได้ Google Ads Help อธิบายวิธีคิดไว้ว่าเพดานนี้คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของงบเฉลี่ยรายวันของแคมเปญ ไม่ใช่ของยอดที่แคมเปญใช้จ่ายจริง ตัวอย่างคือ ถ้าตั้ง 5% บนงบเฉลี่ยรายวัน 1,000 ดอลลาร์ Google จะพยายามให้ช่องทางนั้นใช้ไม่เกิน 50 ดอลลาร์ต่อวัน
ทั้งโพสต์บล็อกและหน้า Help ใช้คำว่า "best-effort" หมายความว่า Google จะพยายามแต่ไม่รับประกัน หน้า Help เขียนไว้ว่ายอดใช้จ่ายของช่องทางนั้น "อาจเกินเป็นครั้งคราว" รวมถึงในวันที่แคมเปญใช้งบเกินงบเฉลี่ยรายวัน ค่านี้รีเซ็ตทุกวัน และยอดที่ใช้ไม่หมดหรือใช้เกินจะไม่ยกไปวันถัดไป ถ้าตั้งช่องทาง Low priority ไว้ที่ 0% Google จะไม่ใช้งบกับช่องทางนั้นเลย ผลคือได้วิธีปิดช่องทางเพิ่มมาอีกหนึ่งวิธี
การตั้งค่าใหม่ทำงานกับกลยุทธ์การเสนอราคาแต่ละแบบอย่างไร
ส่วนที่ใช้งานได้จริงที่สุดของหน้า Help คือตารางที่อธิบายว่ากลยุทธ์การเสนอราคาแต่ละแบบจะทำงานอย่างไร สรุปสั้น ๆ คือ การจัดลำดับความสำคัญมีผลก็ต่อเมื่อแคมเปญมีงบไม่พอเท่านั้น
- Target CPA, Target ROAS หรือ Target CPC ที่งบไม่จำกัดแคมเปญ: ระดับความสำคัญไม่เปลี่ยนวิธีใช้งบ เพราะแคมเปญพยายามทำให้ถึงเป้าในทุกช่องทาง แต่เพดานเปอร์เซ็นต์ที่ตั้งไว้กับช่องทาง Low priority ยังมีผล
- Target CPA, Target ROAS หรือ Target CPC ที่ถูกจำกัดด้วยงบ: ช่องทาง High priority ใช้งบก่อนภายในเป้าหมาย ถ้าการใช้จ่ายเพิ่มในช่องทาง High priority จะทำให้หลุดเป้า งบจะย้ายไปช่องทาง Low priority ที่ทำคอนเวอร์ชันได้ตามเป้า โดยยังอยู่ใต้เพดานที่ตั้งไว้
- Maximize Conversions, Maximize Conversion Value, Maximize Clicks, Manual CPC และ Target Impression Share: ช่องทาง High priority ใช้งบก่อน ถ้าใช้งบไม่หมด เช่น เพราะการตั้งค่าแคมเปญหรือมีทราฟฟิกที่เข้าเงื่อนไขไม่พอ งบที่เหลือจะไปที่ช่องทาง Low priority
โพสต์บล็อกของ Google ระบุว่าเพดานเปอร์เซ็นต์ "มีประโยชน์เป็นพิเศษ" กับแคมเปญ Target CPA และ Target ROAS ที่ไม่ติดเรื่องงบ เพราะการจัดลำดับความสำคัญอย่างเดียว "โดยทั่วไปจะไม่มีผล" กับแคมเปญแบบนั้น สำหรับแคมเปญ Target CPA หรือ Target ROAS ที่ไม่ติดเรื่องงบ เปอร์เซ็นต์คือคันโยกเดียวที่เปลี่ยนการใช้จ่ายได้
ใช้ได้กับแคมเปญไหน และใช้ไม่ได้ตรงไหน
Google Ads Help ระบุว่าตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. 2569 แคมเปญแต่ละประเภทจัดระดับช่องทางใดได้บ้าง ตารางด้านล่างสรุปรายการนั้นพร้อมข้อจำกัดหลักที่ระบุไว้ในหน้าเดียวกัน
| ประเภทแคมเปญ | ช่องทางที่จัดระดับได้ | ข้อจำกัดที่ระบุไว้ |
|---|---|---|
| Search | Google Search, Search partners, Google Display Network | การตั้งค่า Display Expansion จะถูกย้ายในเดือนกุมภาพันธ์ 2570 |
| Shopping | Google Search, Google search partners | งบแชร์ต้องเป็นแคมเปญ Shopping ทั้งหมด |
| Performance Max | Google channels, Search partners, Google Display Network | ไม่มีผลกับแคมเปญที่ใช้ campaign total budgets |
| Demand Gen | Google channels, Google Display Network | ใช้ได้แค่การจัดลำดับ ไม่รองรับ budget allocation |
หน้า Help ยังมีเงื่อนไขอื่นที่มองข้ามได้ง่าย
- Campaign total budgets รองรับ channel prioritization เฉพาะใน Demand Gen แคมเปญประเภทอื่นที่ใช้ total budget จะไม่ได้รับผลจากการตั้งค่านี้
- แคมเปญที่ใช้งบแชร์ร่วมกันต้องเป็นประเภทเดียวกันทั้งหมด เช่น Search ทั้งหมด หรือ Shopping ทั้งหมด จากนั้นการตั้งค่าจะมองงบแชร์เป็นก้อนเดียว และเพดานเปอร์เซ็นต์จะคิดกับงบก้อนนั้นทั้งก้อน
- ใช้การตั้งค่านี้ใน custom experiments ได้ แต่ไม่รองรับงบแชร์ที่ครอบหลายแคมเปญ และทุกช่องทางในการทดลองแบบนั้นจะถูกมองว่าอยู่ระดับเดียวกัน
- ตั้ง channel prioritization จากบัญชีผู้จัดการ (MCC) ไม่ได้ ต้องตั้งในบัญชีลูกค้าแต่ละบัญชี หรือที่ระดับแคมเปญ
- ช่วงเปิดตัว จัดการได้ผ่านหน้าจอ Google Ads และ Search Ads 360 ส่วน Google Ads API และ Google Ads Editor ระบุว่า "เร็ว ๆ นี้" โดยไม่มีวันที่
จุดที่เอกสารสองฉบับของ Google ไม่ตรงกัน
เมื่ออ่านโพสต์บล็อกกับหน้า Help คู่กัน จะเห็นว่าเนื้อหาไม่ตรงกันทุกจุด และรายละเอียดเหล่านี้มีผลตอนตั้งค่าบัญชีจริง โพสต์วันที่ 14 ต.ค. 2569 บอกว่าตั้งระดับความสำคัญแยกกันได้ในแคมเปญทั้งสี่ประเภท และพูดถึง budget allocation โดยไม่ระบุข้อยกเว้น แต่หน้า Help บอกว่า Demand Gen ไม่รองรับ budget allocation โพสต์บล็อกพูดถึงเป้าหมายเฉพาะ Target CPA และ Target ROAS ขณะที่ตารางในหน้า Help รวม Target CPC ไว้ด้วย และโพสต์บล็อกบอกว่าการตั้งค่า "ใช้กับงบแชร์" ส่วนหน้า Help จำกัดไว้เฉพาะงบแชร์ที่ทุกแคมเปญเป็นประเภทเดียวกัน หน้า Help ละเอียดกว่า จึงปลอดภัยกว่าที่จะวางแผนตามฉบับนั้น
การเปลี่ยนแปลง Display Expansion บนแคมเปญ Search ในเดือนกุมภาพันธ์ 2570
ส่วนนี้ของประกาศไม่ใช่ทางเลือก ตาม Google Ads Help ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2570 แคมเปญ Search ทุกแคมเปญที่เปิด Display Expansion อยู่จะถูกย้ายไปใช้ channel prioritization และ budget allocation โดยอัตโนมัติ การแบ่งงบแบบปัจจุบันจะหายไป และ Google เตือนว่าผู้ลงโฆษณา "อาจเห็นการเปลี่ยนแปลงของการใช้จ่าย" ระหว่าง Google Search, Search partners และ Google Display Network
วิธีที่ Google แนะนำเพื่อให้ทำงานเหมือนเดิม คือตั้ง Google Display Network เป็น Low priority พร้อม budget allocation 50% ต่อวัน ซึ่ง 50% นี้ก็เป็นแบบ best-effort เช่นกัน หน้า Help มีรายละเอียดเพิ่มอีกสองข้อ
- เมื่อการเปลี่ยนแปลงมีผล Display Network จะไม่แสดงโฆษณาในแคมเปญ Search ที่ใช้กลยุทธ์ Target Impression Share อีกต่อไป
- ถ้าตั้งระดับความสำคัญของช่องทางในแคมเปญ Search ก่อนเดือนกุมภาพันธ์ 2570 การตั้งค่าใหม่จะมีผลทันทีและแทนที่การแบ่งงบแบบ Display Expansion ของแคมเปญนั้น ระหว่างนี้ แคมเปญที่ยังไม่ได้ตั้งค่าจะใช้พฤติกรรมเดิมต่อไป
Google ยังไม่ได้ระบุวันที่แน่นอนในเดือนกุมภาพันธ์ และไม่ได้อธิบายว่าแคมเปญที่ถูกย้ายโดยไม่มีการตั้งค่าใด ๆ จะถูกจัดระดับอย่างไร นอกจากกฎทั่วไปที่ว่าทุกช่องทางเริ่มต้นเป็น High priority
สิ่งที่ควรตรวจในบัญชีโฆษณา
รายการนี้เป็นการตีความของเราจากหน้า Help ไม่ใช่รายการที่ Google เผยแพร่
- หาแคมเปญ Search ทุกแคมเปญที่เปิด Display Network อยู่ แคมเปญกลุ่มนี้คือกลุ่มที่การย้ายระบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2570 จะกระทบ ตัดสินใจก่อนว่าแต่ละแคมเปญควรมี Display ต่อหรือไม่ แล้วตั้งค่าให้ชัด จะเป็น Low priority 50% เพื่อให้เหมือนเดิม ตั้งเปอร์เซ็นต์ต่ำลงเพื่อคุมให้แน่นขึ้น หรือตั้ง 0% เพื่อหยุดใช้จ่ายบน Display ก็ได้
- ตรวจแคมเปญที่ใช้ Target Impression Share ถ้าแคมเปญแบรนด์หรือแคมเปญคู่แข่งใช้ Target Impression Share และตอนนี้ได้ทราฟฟิกจาก Display อยู่ ทราฟฟิกส่วนนั้นจะหยุดหลังการเปลี่ยนแปลง
- แยกแคมเปญตามสถานะงบ แคมเปญ Target CPA หรือ Target ROAS ที่ไม่ติดเรื่องงบ การจัดระดับอย่างเดียวจะไม่ทำให้การใช้จ่ายเปลี่ยน มีแต่เพดานเปอร์เซ็นต์ที่ทำได้
- ทบทวนงบแชร์และ total budgets งบแชร์ที่มีแคมเปญหลายประเภทปนกัน และแคมเปญที่ไม่ใช่ Demand Gen แต่ใช้ total budget จะไม่ได้รับการตั้งค่าใหม่
- เผื่อเวลาสำหรับงานแอดมิน เมื่อไม่มีการตั้งค่าจากบัญชีผู้จัดการ และช่วงเปิดตัวยังไม่รองรับ Editor หรือ API การดูแลหลายบัญชีจึงหมายถึงการเปิดเข้าไปตั้งทีละบัญชี ค่าเริ่มต้นระดับบัญชีในหน้า Account settings ใต้การ์ด "Channel Prioritization" ช่วยให้ไม่ต้องตั้งซ้ำทีละแคมเปญ
- ลองทดสอบ Search partners ใหม่โดยมีเพดาน Google วางเพดานนี้ไว้เป็นทางให้ผู้ลงโฆษณาที่เคยปิด Search partners หรือ Display Network กลับมาทดสอบ "อย่างมั่นใจขึ้นและมีขอบเขตชัดขึ้น" การตั้ง Low priority ที่เปอร์เซ็นต์ต่ำทำให้ได้การทดสอบที่มีกรอบ และอ่านผลจากรายงานแยกตามช่องทางได้ง่าย
อีกข้อที่ควรรู้ Google ระบุว่าค่าเริ่มต้นระดับบัญชีที่ตั้งใหม่จะมีผลกับทุกแคมเปญประเภทนั้นที่เข้าเงื่อนไข ถ้าแคมเปญใดตอนนี้ใช้จ่ายกับช่องทาง Low priority มากกว่าเปอร์เซ็นต์ใหม่ Google ระบุว่าอาจเห็นการเปลี่ยนแปลงของการใช้จ่ายในช่องทางนั้นหลังการตั้งค่ามีผล ควรเปลี่ยนทีละประเภทแคมเปญ แล้วดูยอดรวมสักสองสามวันก่อนไปต่อ
เรื่องนี้มีความหมายอย่างไรกับนักการตลาดไทย
Google อธิบายการเปิดตัวว่าเป็นระดับโลก และไม่ได้ระบุประเทศใดเป็นพิเศษ ผู้ลงโฆษณาไทยจึงควรคาดว่าจะได้รับการทยอยเปิดแบบเดียวกัน และเจอกำหนดเดือนกุมภาพันธ์ 2570 เหมือนกัน สำหรับเอเจนซีและทีมภายในที่ดูแลบัญชีไทยหลายบัญชี การที่ตั้งจาก MCC ไม่ได้คือต้นทุนที่เห็นชัด แต่ละบัญชีต้องได้รับการตรวจของตัวเองก่อนเดือนกุมภาพันธ์
เพดานเปอร์เซ็นต์ยังช่วยตอบคำถามเก่าในบัญชีไทยได้ชัดขึ้นว่า ทราฟฟิกจาก Search partners หรือ Display มีค่ากับธุรกิจนี้จริงหรือไม่ แทนที่จะเปิดช่องทางเต็มที่แล้วดูต้นทุนต่อลีดขยับ ผู้ลงโฆษณาคุมช่องทางนั้นไว้ที่สัดส่วนเล็ก ๆ ของงบรายวันแล้วเปรียบเทียบได้ ถ้าต้องการให้ช่วยตรวจการตั้งค่าช่องทางในหลายบัญชี ทีมบริการ Google Ads ตรวจให้ได้ก่อนถึงกำหนดเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนร้านค้าออนไลน์ที่ใช้ Shopping ทำควบคู่กับการทบทวนฟีดและโครงสร้างงบผ่าน บริการการตลาดอีคอมเมิร์ซ ได้
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ต้องเปลี่ยนอะไรในบัญชีเพราะ channel prioritization หรือไม่
ต้องเปลี่ยนเฉพาะกรณีที่มีแคมเปญ Search ที่เปิด Google Display Network อยู่ เพราะแคมเปญเหล่านั้นจะถูกย้ายโดยอัตโนมัติในเดือนกุมภาพันธ์ 2570 นอกนั้นเป็นทางเลือกทั้งหมด และ Google Ads Help ระบุว่าทุกช่องทางเริ่มต้นเป็น High priority จึงไม่มีอะไรเปลี่ยนจนกว่าผู้ลงโฆษณาจะตั้งค่าเอง
ถ้าอยากให้ Display Expansion ทำงานเหมือนเดิมหลังกุมภาพันธ์ 2570 ต้องทำอย่างไร
Google แนะนำให้ตั้ง Google Display Network เป็น Low priority พร้อม budget allocation 50% ต่อวัน ค่านี้เป็นแบบ best-effort และ Display จะหยุดแสดงในแคมเปญ Search ที่ใช้ Target Impression Share
เพดานเปอร์เซ็นต์เป็นขีดจำกัดตายตัวหรือไม่
ไม่ใช่ Google เรียกว่า best-effort และระบุว่ายอดใช้จ่ายรายวันของช่องทางนั้นอาจเกินเป็นครั้งคราว เพดานคิดจากงบเฉลี่ยรายวันของแคมเปญ รีเซ็ตทุกวัน และไม่มียอดยกไปวันถัดไป
ตั้ง channel prioritization จากบัญชี MCC ได้ไหม
ไม่ได้ Google Ads Help ระบุว่าตั้งจากบัญชีผู้จัดการไม่ได้ ต้องตั้งในบัญชีลูกค้าแต่ละบัญชีหรือที่ระดับแคมเปญ ผ่านหน้าจอ Google Ads หรือ Search Ads 360 เพราะการรองรับ API และ Editor ยังอยู่ในสถานะ "เร็ว ๆ นี้"
ฟีเจอร์นี้ใช้ได้ในไทยแล้วหรือยัง
Google ยังไม่ได้ให้วันที่แยกตามประเทศ แต่ระบุว่าเป็นการทยอยเปิดทั่วโลกตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. 2569 ไปอีกหลายเดือน ดังนั้นบัญชีในไทยอาจเห็นการตั้งค่านี้ในเวลาต่างกันตามประเภทแคมเปญ
Channel prioritization ทำให้ Google Ads มีตัวเลือกตรงกลางระหว่างเปิดกับปิดสำหรับ Search partners และ Display Network ส่วนเดือนกุมภาพันธ์ 2570 คือกำหนดที่บังคับให้ต้องตัดสินใจกับแคมเปญ Search ทุกแคมเปญที่เปิด Display ไว้ ถ้าอยากให้มีคนนอกช่วยตรวจว่าบัญชีตั้งค่าไว้อย่างไร คุยกับ Relevant Audience เรื่อง Google Ads ได้







