ยิงแอด lead gen ช่องทางไหนดี วางงบตาม CPL และแก้ปัญหา Lead น้อย

ยิงแอด lead gen ช่องทางไหนดี วางงบตาม CPL และแก้ปัญหา Lead น้อย

การตลาดดิจิตอลOctober 17, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • CPL สูงสุด = กำไรขั้นต้นต่อดีล x อัตราปิดการขาย x สัดส่วนกำไรที่ยอมจ่ายเป็นค่าหาลูกค้า ส่วนงบต่อเดือน = (ดีลเป้าหมาย / อัตราปิด) x CPL เป้าหมาย
  • Google Search เหมาะกับความต้องการที่มีอยู่แล้ว Meta และ TikTok ใช้สร้างความต้องการ LinkedIn เหมาะกับ B2B ที่รู้ตำแหน่งผู้ตัดสินใจ และ LINE เหมาะกับลูกค้าไทยที่ชอบทักแชตก่อน
  • แก้ปัญหา Lead น้อยตามลำดับ: tracking, การแสดงผล, CTR, การกรอกฟอร์มจนจบ, คุณภาพ Lead และความเร็วในการติดต่อกลับของทีมขาย ก่อนจะเพิ่มงบ
  • ภายใต้ PDPA ที่มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2565 ฟอร์มเก็บ Lead ควรแจ้งวัตถุประสงค์การใช้ข้อมูลและมีลิงก์นโยบายความเป็นส่วนตัว

การยิงแอด lead gen ให้ได้ผลเริ่มจากสองการตัดสินใจ: เลือกช่องทางที่ลูกค้าของคุณกำลังอยู่ในช่วงหาคำตอบหรือเปรียบเทียบ แล้วกำหนดงบย้อนกลับจากต้นทุนต่อ Lead (CPL) สูงสุดที่ธุรกิจรับได้จริง ถ้าสองอย่างนี้ถูกตั้งแต่ต้น ปัญหา Lead น้อยส่วนใหญ่จะแก้ได้ด้วยการไล่เช็กทีละจุดตามลำดับ แทนการเพิ่มงบแบบเดา

บทความนี้ไม่ย้อนกลับไปอธิบายความหมายหรือโครงสร้าง funnel ของ Lead Generation ซึ่งเป็นพื้นฐานที่หลายคนรู้แล้ว แต่จะลงไปที่งานภาคปฏิบัติสามเรื่อง คือ การเลือกช่องทางระหว่าง Google, Meta, LinkedIn และ TikTok (รวมถึง LINE) การคำนวณงบด้วยสูตร CPL พร้อมตัวอย่างการคิดเลข และวิธีวินิจฉัยเมื่อแคมเปญได้ Lead น้อยกว่าที่ควร

องค์ประกอบสำคัญที่ต้องพร้อมก่อนทำ lead generation ด้วยโฆษณา

ก่อนจะคุยเรื่องช่องทางหรือเงิน มีสี่ชิ้นที่ต้องพร้อมก่อน เพราะถ้าชิ้นใดชิ้นหนึ่งขาด ไม่ว่าจะเลือกแพลตฟอร์มไหนก็จะได้ตัวเลขที่อ่านไม่ออก

1. ข้อเสนอที่คุ้มกับการกรอกข้อมูล

คนจะยอมให้เบอร์โทรหรืออีเมลก็ต่อเมื่อได้บางอย่างกลับไปทันที เช่น ใบเสนอราคา การประเมินฟรี ตัวอย่างสินค้า นัดดูหน้างาน หรือเอกสารที่ใช้งานได้จริง ข้อเสนอแบบ "ติดต่อเรา" เฉย ๆ มักได้ Lead น้อยที่สุด เพราะผู้ใช้ไม่รู้ว่าจะได้อะไร ลองถามตัวเองว่าถ้าคุณเป็นลูกค้า คุณจะกรอกฟอร์มนี้เพื่อแลกกับอะไร ถ้าตอบไม่ได้ในหนึ่งประโยค ข้อเสนอยังไม่ชัดพอ

2. จุดรับ Lead: ฟอร์มบนแพลตฟอร์มหรือหน้า Landing Page

ทุกแพลตฟอร์มหลักมีฟอร์มของตัวเองที่ผู้ใช้กรอกได้โดยไม่ต้องออกจากแอป ข้อดีคือกรอกง่าย ข้อมูลบางช่องถูกเติมล่วงหน้าจากโปรไฟล์ ข้อเสียคือความง่ายนั้นทำให้คนกรอกโดยไม่ได้ตั้งใจจริงมากขึ้น ส่วน Landing Page บนเว็บไซต์ของคุณให้พื้นที่อธิบายข้อเสนอ แสดงรีวิว และกรองคนที่ไม่ใช่ออกไปได้ก่อน แต่จำนวนคนที่กรอกจนจบจะลดลง ไม่มีคำตอบที่ถูกเสมอ ธุรกิจที่ขายของราคาสูงและต้องคุยหลายรอบมักได้ประโยชน์จากหน้าเว็บที่อธิบายละเอียด ส่วนบริการที่ตัดสินใจเร็วมักไปได้ดีกับฟอร์มบนแพลตฟอร์ม

3. การวัดผลที่บอกได้ว่า Lead มาจากไหน

อย่างน้อยต้องมี conversion tracking ที่ยิงทุกครั้งที่มีคนส่งฟอร์มสำเร็จ แยกตามแคมเปญได้ และใส่ UTM ให้ทุกลิงก์โฆษณา ถ้าคุณวัดได้แค่ว่า "เดือนนี้มีคนโทรมาเยอะขึ้น" คุณจะไม่มีทางรู้ว่าช่องทางไหนควรได้งบเพิ่ม การตั้งค่านี้ควรทดสอบด้วยการกรอกฟอร์มจริงก่อนเปิดแคมเปญ แล้วดูว่า conversion ขึ้นในระบบโฆษณาและใน GA4 หรือไม่

4. กระบวนการติดตาม Lead หลังได้ข้อมูล

Lead ที่ไม่มีใครโทรกลับคือเงินที่จ่ายไปแล้วโดยไม่ได้อะไร ต้องตกลงกันในทีมขายว่าใครรับ Lead ช่องทางไหน ต้องติดต่อกลับภายในกี่ชั่วโมง และบันทึกผลไว้ที่ไหน (CRM, Google Sheet หรือ LINE OA ก็ได้ ขอแค่มีที่เดียว) ข้อมูลผลการติดต่อนี้คือสิ่งที่ทำให้คุณคำนวณอัตราปิดการขายได้ ซึ่งเป็นตัวแปรหลักของการวางงบในหัวข้อถัดไป

วิธีการทำ Lead Generation: เลือกช่องทางโฆษณาให้ตรงกับธุรกิจ

คำถามที่ควรถามก่อนเลือกแพลตฟอร์มคือ ลูกค้าของคุณ "ค้นหา" สิ่งที่คุณขาย หรือต้อง "ถูกทำให้เห็น" ก่อนจึงจะสนใจ ถ้าคนค้นหาอยู่แล้ว ช่องทางที่ตอบการค้นหาจะได้ Lead ที่พร้อมซื้อกว่า ถ้าตลาดยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการ คุณต้องใช้ช่องทางที่สร้างความต้องการ และยอมรับว่า Lead จะต้องการการดูแลนานกว่า

Search Ads ทำงานจากคำค้นหา คนที่พิมพ์ว่า "ติดตั้งโซลาร์เซลล์บ้าน ราคา" หรือ "รับทำบัญชี SME" กำลังบอกคุณตรง ๆ ว่าต้องการอะไร ข้อจำกัดคือปริมาณ Lead ถูกกำหนดโดยจำนวนคนที่ค้นหา คุณเพิ่มงบได้ แต่ถ้าตลาดมีคนค้นหาเท่านี้ งบที่เพิ่มจะไปดันราคาคลิกขึ้นมากกว่าได้ Lead เพิ่ม สำหรับการตั้งค่าเชิงลึก เช่น การเลือก match type และ negative keyword สามารถดูแนวทางได้ที่หน้า บริการ Google Ads

จุดที่ควรระวังใน Google คือคำค้นที่ดูเกี่ยวข้องแต่เจตนาต่างกัน เช่น คำที่มี "ฟรี" "สมัครงาน" หรือ "วิธีทำเอง" ซึ่งดึงคลิกที่ไม่มีวันเป็นลูกค้า ควรตรวจรายงานคำค้นหา (search terms) ทุกสัปดาห์ในช่วงแรก

Meta (Facebook และ Instagram): สร้างความต้องการและเข้าถึงคนจำนวนมาก

Meta เหมาะกับสินค้าหรือบริการที่ดูแล้วเข้าใจได้จากภาพหรือวิดีโอ และกลุ่มลูกค้ากว้างพอให้ระบบหาคนที่มีแนวโน้มกรอกฟอร์มได้ แคมเปญเป้าหมาย Leads รองรับทั้งแบบฟอร์มทันที (instant forms) และการส่งคนไปเว็บไซต์ ระบบจะเรียนรู้จากคนที่กรอกฟอร์มจริง ดังนั้นสัญญาณที่ส่งกลับไปยิ่งตรงกับลูกค้าจริงเท่าไหร่ ระบบยิ่งหาคนได้แม่นขึ้น ถ้าส่งกลับแค่ "มีคนกรอก" ระบบจะไปหาคนที่ชอบกรอกฟอร์ม ซึ่งไม่ใช่สิ่งเดียวกับคนที่ซื้อ

Instagram ใช้ระบบโฆษณาเดียวกับ Facebook แต่พฤติกรรมผู้ใช้ต่างกัน งานสร้างสรรค์ที่เป็นแนวตั้งและดูเป็นธรรมชาติมักเข้ากับ Instagram มากกว่า รายละเอียดการวางแคมเปญแต่ละแพลตฟอร์มดูได้ที่ บริการโฆษณา Facebook Ads และ บริการโฆษณา Instagram

LinkedIn: เมื่อตำแหน่งงานของผู้ซื้อสำคัญกว่าความสนใจ

LinkedIn เหมาะกับ B2B ที่รู้ชัดว่าผู้ตัดสินใจคือใคร เช่น ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อในโรงงาน หรือผู้บริหารฝ่าย HR ของบริษัทขนาดกลาง แพลตฟอร์มให้เลือกกลุ่มเป้าหมายตามตำแหน่งงาน อุตสาหกรรม และขนาดบริษัท และมี Lead Gen Forms ที่ดึงข้อมูลจากโปรไฟล์มาเติมให้ ข้อแลกเปลี่ยนคือกลุ่มเป้าหมายแคบ จึงควรเตรียมใจว่าต้นทุนต่อคลิกอาจสูงกว่าช่องทางอื่น การตัดสินว่าคุ้มหรือไม่ต้องดูที่มูลค่าดีลที่ได้ ไม่ใช่ราคาคลิก ถ้าหนึ่งดีลมีมูลค่าหลักแสนหรือหลักล้าน CPL ที่ดูแพงอาจยังอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ ซึ่งสูตรในหัวข้อถัดไปจะช่วยตอบคำถามนี้

TikTok: เข้าถึงคนที่ยังไม่รู้จักคุณด้วยวิดีโอสั้น

TikTok มีเป้าหมายแคมเปญสำหรับเก็บ Lead พร้อมฟอร์มในแอป จุดแข็งคือการเข้าถึงคนที่ยังไม่เคยได้ยินชื่อแบรนด์ ด้วยวิดีโอที่ดูเหมือนคอนเทนต์ทั่วไปมากกว่าโฆษณา เหมาะกับสินค้าอุปโภค การศึกษา ความงาม หรือบริการที่อธิบายได้ในไม่กี่วินาที สิ่งที่ต้องระวังคือคนดูอยู่ในโหมดบันเทิง ไม่ได้อยู่ในโหมดซื้อ Lead จาก TikTok จึงมักต้องการการติดตามที่เร็วและข้อความที่อุ่นกว่า และวิดีโอต้องถูกเปลี่ยนบ่อยกว่าช่องทางอื่นเพราะความน่าสนใจหมดเร็ว

LINE: สำหรับลูกค้าที่อยากทักแชตก่อน

LINE Ads ส่งคนไปเพิ่มเพื่อน LINE OA หรือไปหน้าเว็บได้ และเมื่อลูกค้าอยู่ใน LINE OA แล้ว คุณสามารถติดตามต่อได้ด้วยข้อความ ข้อควรระวังคือ "เพิ่มเพื่อน" ยังไม่ใช่ Lead จนกว่าลูกค้าจะทักหรือให้ข้อมูล จึงต้องนับสองตัวเลขแยกกัน ดูการวางแคมเปญได้ที่ บริการโฆษณา LINE Ads

ตารางเปรียบเทียบช่องทางโฆษณาสำหรับหา Lead

ตารางเปรียบเทียบช่องทางโฆษณาสำหรับหา Lead
ช่องทางเหมาะกับธุรกิจแบบไหนสิ่งที่ต้องระวัง
Google Searchบริการหรือสินค้าที่คนค้นหาอยู่แล้ว ต้องการ Lead ที่พร้อมซื้อปริมาณจำกัดตามจำนวนคนค้นหา และคำค้นที่เจตนาไม่ตรง
Meta (Facebook/Instagram)สินค้าที่อธิบายด้วยภาพได้ กลุ่มลูกค้ากว้างฟอร์มทันทีกรอกง่าย อาจได้ Lead คุณภาพต่ำถ้าไม่มีคำถามคัดกรอง
LinkedInB2B ที่รู้ตำแหน่งงานของผู้ตัดสินใจ ดีลมูลค่าสูงกลุ่มเป้าหมายแคบ ต้นทุนต่อคลิกอาจสูง ต้องคุ้มกับมูลค่าดีล
TikTokสินค้าหรือบริการที่อธิบายได้เร็วด้วยวิดีโอสั้นผู้ชมอยู่ในโหมดบันเทิง ครีเอทีฟหมดอายุเร็ว
LINEธุรกิจที่ลูกค้าไทยชอบทักแชตก่อนตัดสินใจการเพิ่มเพื่อนยังไม่นับเป็น Lead ต้องวัดการทักแยกต่างหาก

ธุรกิจส่วนใหญ่ไม่ต้องเริ่มทุกช่องทางพร้อมกัน วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือเลือกหนึ่งช่องทางที่ตรงกับพฤติกรรมลูกค้ามากที่สุดเป็นช่องทางหลัก และอีกหนึ่งช่องทางเป็นการทดสอบ แล้วตัดสินจากตัวเลขหลังมีข้อมูลพอ

เครื่องมือสร้าง Lead ที่ควรมีในชุดทำงาน

เครื่องมือไม่ได้สร้าง Lead ให้เอง แต่ทำให้คุณรู้ว่าอะไรได้ผล และไม่ทำ Lead หล่นหายระหว่างทาง ชุดขั้นต่ำที่ใช้งานได้จริงมีดังนี้

  • ฟอร์มของแต่ละแพลตฟอร์ม (Meta instant forms, LinkedIn Lead Gen Forms, ฟอร์มของ TikTok และ lead form asset ใน Google Ads) ใช้เมื่อต้องการลดขั้นตอนให้น้อยที่สุด
  • Landing Page ที่โหลดเร็วบนมือถือ พร้อมฟอร์มสั้นและปุ่ม LINE หรือโทรที่กดได้ทันที
  • Google Tag Manager และ GA4 สำหรับเก็บเหตุการณ์ส่งฟอร์ม คลิกโทร และคลิก LINE โดยแยกเป็น conversion คนละตัว
  • การส่งข้อมูลกลับไปยังแพลตฟอร์ม เช่น enhanced conversions for leads ของ Google Ads หรือ Conversions API ของ Meta เพื่อบอกระบบว่า Lead คนไหนกลายเป็นลูกค้าจริง
  • CRM หรือระบบบันทึก Lead ที่ทีมขายใช้จริง จะเป็นโปรแกรม CRM หรือสเปรดชีตที่มีโครงสร้างดีก็ได้ ขอให้มีคอลัมน์แหล่งที่มา วันที่ติดต่อ และผลลัพธ์

ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยคือ Lead จากฟอร์มบนแพลตฟอร์มค้างอยู่ในระบบโฆษณาโดยไม่มีใครดาวน์โหลด เพราะไม่ได้เชื่อมต่อกับ CRM หรืออีเมลแจ้งเตือน ควรตั้งการเชื่อมต่อหรือการแจ้งเตือนทันทีตั้งแต่วันแรก

ค่าใช้จ่ายของ Lead Generation: วางงบโฆษณาด้วยสูตร CPL

ค่าใช้จ่ายในการทำ lead gen ไม่มีตัวเลขกลางที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ เพราะขึ้นกับการแข่งขันในอุตสาหกรรม ความแคบของกลุ่มเป้าหมาย ความยากของฟอร์ม และฤดูกาล วิธีที่ใช้ได้จริงคือคำนวณจากตัวเลขของธุรกิจคุณเอง แล้วตั้งเพดาน CPL ก่อนเปิดแคมเปญ

สูตรพื้นฐาน: CPL คืออะไรและคิดอย่างไร

CPL (Cost per Lead) คือค่าโฆษณาทั้งหมดหารด้วยจำนวน Lead ที่ได้ในช่วงเวลาเดียวกัน

CPL = ค่าโฆษณา ÷ จำนวน Lead

ตัวเลขนี้บอกแค่ว่าจ่ายไปเท่าไหร่ต่อหนึ่งรายชื่อ คำถามที่สำคัญกว่าคือ CPL เท่าไหร่ที่ธุรกิจยังกำไร ซึ่งต้องคำนวณย้อนจากฝั่งยอดขาย

คำนวณ CPL สูงสุดที่ธุรกิจรับได้

ต้องใช้ตัวเลขสามตัว คือ กำไรขั้นต้นต่อหนึ่งดีล อัตราปิดการขายจาก Lead เป็นลูกค้า และสัดส่วนของกำไรขั้นต้นที่คุณยอมใช้เป็นค่าหาลูกค้า

CPL สูงสุด = กำไรขั้นต้นต่อดีล × อัตราปิดการขาย × สัดส่วนที่ยอมจ่ายเป็นค่าหาลูกค้า

ถ้ายังไม่มีข้อมูลอัตราปิดการขาย ให้ใช้ข้อมูลจากช่องทางเดิม เช่น ลูกค้าที่ทักเข้ามาเองในหกเดือนที่ผ่านมามีกี่รายที่ซื้อจริง ถ้าไม่มีเลย ให้ตั้งสมมติฐานแบบระมัดระวัง แล้วปรับเมื่อได้ข้อมูลจริงหลังเปิดแคมเปญไปแล้วหนึ่งถึงสองเดือน

คำนวณงบต่อเดือนจากเป้ายอดขาย

เมื่อมี CPL สูงสุดแล้ว ให้คิดย้อนจากจำนวนดีลที่ต้องการ

จำนวน Lead ที่ต้องการ = จำนวนดีลเป้าหมาย ÷ อัตราปิดการขาย

งบโฆษณาต่อเดือน = จำนวน Lead ที่ต้องการ × CPL เป้าหมาย

ตัวอย่างการคำนวณ (ตัวเลขสมมติเพื่อการอธิบายเท่านั้น)

สมมติบริษัทรับทำความสะอาดอาคารสำนักงาน มีข้อมูลดังนี้ ตัวเลขทั้งหมดในตัวอย่างนี้เป็นตัวเลขสมมติ ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของตลาด

  • กำไรขั้นต้นต่อสัญญาหนึ่งฉบับ: 20,000 บาท
  • อัตราปิดการขายจาก Lead: 10% (ทุก 10 Lead ได้ลูกค้า 1 ราย)
  • ยอมใช้ 30% ของกำไรขั้นต้นเป็นค่าหาลูกค้า
  • เป้าหมาย: 8 สัญญาต่อเดือน

CPL สูงสุด = 20,000 × 0.10 × 0.30 = 600 บาท

จำนวน Lead ที่ต้องการ = 8 ÷ 0.10 = 80 Lead ต่อเดือน

งบโฆษณาต่อเดือน = 80 × 600 = 48,000 บาท

ตัวเลขนี้คือเพดาน ไม่ใช่เป้าที่ต้องใช้ให้หมด ถ้าแคมเปญทำ CPL ได้ 450 บาท งบเดียวกันจะได้ Lead มากขึ้น หรือคุณจะลดงบลงก็ได้ ในทางกลับกัน ถ้า CPL จริงอยู่ที่ 900 บาทหลังผ่านช่วงเรียนรู้ไปแล้ว คุณมีสามทางเลือก คือ ปรับแคมเปญให้ CPL ลดลง เพิ่มอัตราปิดการขายด้วยการติดตาม Lead ให้ดีขึ้น หรือยอมรับว่าช่องทางนี้ไม่คุ้มสำหรับข้อเสนอนี้

สังเกตว่าอัตราปิดการขายมีผลกับ CPL สูงสุดโดยตรง ถ้าทีมขายปรับวิธีติดตามจนอัตราปิดขึ้นจาก 10% เป็น 15% CPL สูงสุดในตัวอย่างนี้จะขยับจาก 600 เป็น 900 บาท นั่นหมายความว่าการปรับปรุงฝั่งขายบางครั้งช่วยได้มากกว่าการปรับโฆษณา

อินโฟกราฟิกวิธีวางงบ lead gen ด้วยสูตร CPL: กำไรต่อดีลคูณอัตราปิดการขายคูณสัดส่วนที่ยอมจ่ายได้ CPL สูงสุด ดีลเป้าหมายหารอัตราปิดได้จำนวน Lead และจำนวน Lead คูณ CPL ได้งบต่อเดือน

แบ่งงบช่วงทดสอบอย่างไร

ระบบโฆษณาส่วนใหญ่ต้องการ conversion จำนวนหนึ่งก่อนจะเรียนรู้ได้ ถ้างบต่อวันต่ำจนแคมเปญได้ Lead แค่สัปดาห์ละหนึ่งหรือสองราย ระบบจะใช้เวลานานมากกว่าจะนิ่ง วิธีที่ใช้ได้คือรวมงบไว้ที่แคมเปญน้อยตัวในช่วงแรก แทนการกระจายเป็นหลายแคมเปญย่อย และกำหนดระยะทดสอบไว้ล่วงหน้า เช่น สี่ถึงหกสัปดาห์ แล้วตัดสินจาก CPL และคุณภาพ Lead รวมกัน ไม่ใช่จากตัวเลขของสามวันแรก

หลักคิดง่าย ๆ คือ งบต่อวันควรมากพอที่จะได้ Lead หลายรายต่อสัปดาห์ที่ CPL เป้าหมาย ถ้าคำนวณแล้วงบที่มีไม่ถึงระดับนั้น ให้ลดจำนวนช่องทางหรือแคมเปญลงจนถึง ดีกว่าแบ่งเงินน้อย ๆ ให้หลายที่แล้วไม่มีที่ไหนได้ข้อมูลพอตัดสิน

ปัจจัยที่ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อ Lead สูงหรือต่ำ

  • การแข่งขันในการประมูล อุตสาหกรรมที่ดีลมีมูลค่าสูง เช่น อสังหาริมทรัพย์ การเงิน หรือบริการทางกฎหมาย มีผู้ลงโฆษณาพร้อมจ่ายต่อคลิกสูง
  • ความแคบของกลุ่มเป้าหมาย ยิ่งจำกัดพื้นที่หรือคุณสมบัติมาก ยิ่งมีคนให้ระบบเลือกน้อย
  • ความยากของฟอร์ม ฟอร์มยาวลดจำนวน Lead แต่มักเพิ่มคุณภาพ
  • ฤดูกาล ช่วงที่ทุกแบรนด์ยิงแอดพร้อมกัน เช่น ปลายปี ราคาโฆษณามักขยับขึ้น
  • ความสดของครีเอทีฟ โฆษณาที่คนเห็นซ้ำจนชิน CTR ลดลง และต้นทุนต่อผลลัพธ์จะสูงขึ้นตาม

Lead Generation สำคัญต่อธุรกิจอย่างไรเมื่อมองจากตัวเลข

เมื่อมี CPL และอัตราปิดการขายที่วัดได้ การหาลูกค้าใหม่จะเปลี่ยนจากเรื่องโชคเป็นเรื่องที่วางแผนได้ คุณจะตอบได้ว่าถ้าต้องการลูกค้าเพิ่มอีกห้ารายในไตรมาสหน้า ต้องใช้งบเท่าไหร่ และต้องมีพนักงานขายพอรับ Lead กี่ราย ข้อมูลนี้ยังช่วยฝ่ายบริหารตัดสินใจว่าควรลงทุนเพิ่มที่การตลาดหรือที่ทีมขาย ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบไม่ได้เลยถ้าไม่มีตัวเลข

แก้ปัญหา Low Lead Generation: ไล่เช็กทีละขั้น

เมื่อแคมเปญได้ Lead น้อย สิ่งแรกที่หลายคนทำคือเพิ่มงบ ซึ่งมักทำให้ได้ Lead แพงขึ้นโดยไม่ได้แก้สาเหตุ วิธีที่ดีกว่าคือไล่ดูตามลำดับของเส้นทางผู้ใช้ เพราะปัญหาที่ต้นทางจะทำให้ตัวเลขปลายทางผิดหมด

ขั้นที่ 1: Tracking ยังทำงานอยู่หรือไม่

ก่อนแก้อะไร ให้กรอกฟอร์มเองหนึ่งครั้งแล้วดูว่า conversion ถูกบันทึกหรือไม่ บ่อยครั้งที่ Lead ไม่ได้น้อยลงจริง แต่แท็กหลุดหลังมีคนแก้เว็บ หรือหน้าขอบคุณถูกเปลี่ยน URL เทียบจำนวน Lead ในระบบโฆษณากับจำนวนที่ทีมขายได้รับจริงด้วย ถ้าสองตัวเลขต่างกันมาก ปัญหาอยู่ที่การวัด ไม่ใช่ที่แคมเปญ

ขั้นที่ 2: โฆษณาถูกแสดงพอหรือไม่

ดู impressions และส่วนแบ่งการแสดงผล (impression share) ใน Google ถ้าเสียส่วนแบ่งเพราะงบ แปลว่างบต่อวันไม่พอ ถ้าเสียเพราะอันดับ แปลว่าคุณภาพโฆษณาหรือราคาประมูลต่ำไป ในช่องทาง social ให้ดูว่ากลุ่มเป้าหมายแคบเกินไปจนระบบหาคนไม่ได้หรือไม่ และแคมเปญยังติดอยู่ในช่วงเรียนรู้เพราะได้ผลลัพธ์น้อยเกินไปหรือเปล่า

ขั้นที่ 3: คนเห็นแล้วคลิกหรือไม่

ถ้ามีการแสดงผลมาก แต่ CTR ต่ำ ปัญหาอยู่ที่ข้อความหรือข้อเสนอ ลองเปลี่ยนประโยคแรกให้พูดถึงปัญหาของลูกค้าแทนชื่อบริษัท ใส่ข้อเสนอที่ชัด เช่น "ประเมินหน้างานฟรีภายใน 48 ชั่วโมง" และทดสอบครีเอทีฟใหม่อย่างน้อยสองถึงสามชิ้นพร้อมกัน

ขั้นที่ 4: คนคลิกแล้วกรอกหรือไม่

ถ้าคลิกเยอะแต่กรอกน้อย ให้ดูที่หน้า Landing Page และฟอร์ม เปิดหน้าบนมือถือเองแล้วจับเวลาว่าโหลดนานแค่ไหน ข้อเสนอในหน้าตรงกับที่โฆษณาสัญญาไว้หรือไม่ ฟอร์มถามข้อมูลเกินจำเป็นหรือเปล่า ช่องที่ถามงบประมาณหรือชื่อบริษัทอาจตัดออกในด่านแรกแล้วค่อยถามตอนโทรกลับ และอย่าลืมใส่ทางเลือกแชต LINE ให้คนที่ไม่อยากกรอกฟอร์ม

ขั้นที่ 5: Lead ที่ได้มีคุณภาพหรือไม่

บางครั้งปัญหาไม่ใช่ Lead น้อย แต่ Lead ที่ใช้ได้น้อย เช่น เบอร์โทรผิด ไม่ได้ตั้งใจกรอก หรืออยู่นอกพื้นที่บริการ วิธีแก้คือเพิ่มคำถามคัดกรองหนึ่งถึงสองข้อ เลือกแบบฟอร์มที่เน้นความตั้งใจสูงแทนปริมาณ และส่งข้อมูลกลับไปยังแพลตฟอร์มว่า Lead คนไหนกลายเป็นลูกค้า เพื่อให้ระบบหาคนแบบนั้นเพิ่ม

ขั้นที่ 6: ทีมขายติดต่อกลับเร็วพอหรือไม่

Lead ที่ได้รับการติดต่อกลับช้ามักจำไม่ได้แล้วว่ากรอกอะไรไว้ หรือได้คุยกับคู่แข่งไปก่อน ตั้งเป้าเวลาตอบกลับที่ชัดเจน เปิดการแจ้งเตือนทันทีเมื่อมี Lead ใหม่ และติดตามว่าทีมทำได้ตามเป้าหรือไม่ ปัญหานี้ไม่ได้ทำให้จำนวน Lead น้อยลง แต่ทำให้ Lead ที่จ่ายเงินไปแล้วกลายเป็นลูกค้าน้อยลง ซึ่งผลสุดท้ายคือ CPL ที่รับได้ลดลง

Lead gen ในตลาดไทย: สิ่งที่ต่างจากคู่มือต่างประเทศ

มีบางเรื่องที่ควรรู้เมื่อทำ lead gen ในไทย

  • แชตมาก่อนฟอร์ม ถ้าลูกค้าทักถามผ่าน LINE หรือ Messenger ก่อนให้เบอร์โทร ควรนับการทักแชตที่มีเนื้อหาเป็น Lead ประเภทหนึ่ง และวัดผลแยกจากฟอร์ม
  • ภาษาในฟอร์ม ฟอร์มที่แปลตรงจากภาษาอังกฤษมักอ่านแข็งและชวนสับสน ควรเขียนคำถาม คำบนปุ่ม และข้อความแจ้งข้อผิดพลาดเป็นภาษาไทยที่อ่านง่ายและสั้น
  • PDPA พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2565 ฟอร์มเก็บ Lead ควรแจ้งวัตถุประสงค์การใช้ข้อมูลและมีลิงก์นโยบายความเป็นส่วนตัว และควรตรวจรายละเอียดกับที่ปรึกษากฎหมายของธุรกิจคุณเอง
  • มือถือเป็นหลัก การทดสอบหน้า Landing Page และฟอร์มควรทำบนมือถือจริงก่อนเสมอ ไม่ใช่บนจอคอมพิวเตอร์
  • การโทรกลับ ทีมขายควรถามช่องทางที่สะดวกตั้งแต่ในฟอร์ม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการยิงแอด lead gen

ควรเริ่ม lead gen จากช่องทางไหนก่อน

ให้เริ่มจากช่องทางที่ตรงกับวิธีที่ลูกค้าหาคุณอยู่แล้ว ถ้าคนค้นหาบริการของคุณใน Google ให้เริ่มที่ Search Ads ถ้าสินค้าต้องเห็นภาพก่อนสนใจ ให้เริ่มที่ Meta หรือ TikTok และถ้าขาย B2B ที่รู้ตำแหน่งผู้ตัดสินใจชัด ให้พิจารณา LinkedIn แล้วค่อยเพิ่มช่องทางที่สองเมื่อช่องทางแรกมีข้อมูลพอตัดสิน

CPL เท่าไหร่ถึงเรียกว่าดี

CPL ที่ดีคือ CPL ที่ต่ำกว่าเพดานที่คำนวณจากกำไรต่อดีลของคุณเอง ไม่ใช่ตัวเลขกลางของตลาด ใช้สูตร กำไรขั้นต้นต่อดีล × อัตราปิดการขาย × สัดส่วนที่ยอมจ่าย แล้วเทียบกับ CPL จริงของแคมเปญ ธุรกิจสองแห่งในอุตสาหกรรมเดียวกันอาจมี CPL ที่รับได้ต่างกันมาก เพราะกำไรและอัตราปิดต่างกัน

ฟอร์มบนแพลตฟอร์มกับหน้า Landing Page แบบไหนดีกว่า

ฟอร์มบนแพลตฟอร์มให้จำนวน Lead มากกว่า ส่วนหน้า Landing Page มักให้ Lead ที่ตั้งใจกว่า ทางที่ดีคือทดสอบทั้งสองแบบด้วยข้อเสนอเดียวกัน แล้วเทียบต้นทุนต่อลูกค้าที่ปิดได้จริง ไม่ใช่เทียบแค่ CPL

ทำไมได้ Lead เยอะแต่ปิดการขายไม่ได้

สาเหตุที่เป็นไปได้สองข้อคือฟอร์มง่ายเกินไปจนคนกรอกโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือทีมขายติดต่อกลับช้า ให้เพิ่มคำถามคัดกรอง ส่งข้อมูลการปิดการขายกลับไปยังแพลตฟอร์ม และวัดเวลาตอบกลับของทีมขายควบคู่กัน

ขั้นตอนถัดไป

ถ้าคุณมีตัวเลขกำไรต่อดีลและอัตราปิดการขายอยู่แล้ว ลองใส่ลงในสูตรด้านบนเพื่อหาเพดาน CPL และงบต่อเดือนของธุรกิจคุณ ถ้าต้องการให้ทีมช่วยวางช่องทาง ตั้งค่าการวัดผล และดูแลแคมเปญให้อยู่ใต้เพดานนั้น ดูรายละเอียดได้ที่ บริการ lead gen ของ Relevant Audience

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์:

อ่านบทความของเราเป็นประจำใช่ไหม เพิ่ม Relevant Audience เป็นแหล่งข้อมูลที่คุณเลือก เพื่อให้บทความของเราปรากฏในผลการค้นหา Google ของคุณมากขึ้น