สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- บทความ WebKit ของ Apple วันที่ 26 ตุลาคม 2569 ระบุการแก้บั๊ก 183787115 ว่า Safari 27.2 เลิกจำกัดอายุคุกกี้ที่ตั้งโดยหน้าเว็บของเว็บไซต์เองไว้ 7 วัน เมื่อชื่อโฮสต์ถูกตั้ง CNAME ไปยังโดเมนที่จดทะเบียนคนละโดเมน
- Apple ไม่ได้บอกว่าบั๊กเริ่มเมื่อไร กระทบ Safari รุ่นใด หรือกี่เว็บไซต์ และการแก้ไขนี้ไม่ได้เปลี่ยนเพดานคุกกี้ JavaScript หรือการป้องกัน CNAME cloaking ที่มีมาตั้งแต่ Safari 14
- Safari 27.2 มาพร้อม iOS, iPadOS, visionOS และ macOS 27.2 และเป็นอัปเดตแยกสำหรับ macOS Tahoe และ Sequoia ผู้เข้าชมจะได้รับการแก้ไขเมื่ออัปเดตแล้วเท่านั้น
- Digiday รายงานเมื่อ 27 ตุลาคม 2569 ว่า Aditude พบ eCPM ลดลง 4% บน iOS และ 11% บน Mac และ Permutive ระบุว่าอินเวนทอรี Safari ที่ไม่มี ID มีราคาต่ำกว่า Chrome 42% ในเดือนสิงหาคม
Safari 27.2 แก้บั๊กที่ทำให้คุกกี้ฝั่งเว็บไซต์เอง (first-party cookie) บางส่วนถูกจำกัดอายุไว้ที่ 7 วัน ทีม WebKit ของ Apple ระบุการแก้ไขนี้ไว้ในบทความ WebKit Features for Safari 27.2 เมื่อ 26 ตุลาคม 2569 ว่าคุกกี้ที่ถูกตั้งโดยการตอบกลับของหน้าเว็บหลักที่ผู้ใช้เปิด (top-level navigation) ถูกจำกัดอายุไว้ 7 วัน ในกรณีที่ชื่อโฮสต์ของเว็บไซต์ถูกตั้ง CNAME ไปยังโดเมนที่จดทะเบียนคนละโดเมน เมื่อผู้เข้าชมอัปเดตแล้ว คุกกี้เหล่านี้ควรมีอายุตามที่เว็บไซต์กำหนดไว้
การแก้ไขนี้ออกมาหนึ่งวันก่อนที่ Digiday จะเผยแพร่ตัวเลขจากผู้ให้บริการแอดเทคหลายราย ว่าการบล็อกด้านการระบุตัวตน (identity block) ของ Safari ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทำให้ผู้เผยแพร่สูญเสียรายได้เท่าไร บทความนี้ครอบคลุมทั้งสองเรื่อง คือ Apple เปลี่ยนอะไรใน 27.2 เรื่องนี้เกี่ยวกับการป้องกัน CNAME cloaking ที่ Safari ใช้มานานอย่างไร ข้อมูลของ Digiday เพิ่มอะไรขึ้นมา และอะไรใหม่เมื่อเทียบกับที่ Relevant Audience เคยรายงานเรื่อง Safari 27 ไว้ก่อนหน้า
Apple แก้อะไรใน Safari 27.2
บทความของ WebKit ที่เขียนโดย Jen Simmons ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ระบุว่า Safari 27.2 มีการแก้บั๊ก 20 รายการ พร้อมการปรับปรุง Customizable Select และการเปลี่ยนชื่อพร็อพเพอร์ตีหนึ่งของ Grid Lanes ใต้หัวข้อ Networking มีรายการเดียวคือ "Fixed cookies set by a top-level navigation's own response being capped to a seven-day lifetime when the site's hostname is CNAMEd to a different registrable domain. (183787115)" ข้อความเดียวกันนี้ปรากฏใต้หัวข้อ Networking ส่วน Resolved Issues ในบันทึกประจำรุ่น (release notes) ของ Safari 27.2 beta บนเว็บไซต์ Apple Developer ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2569
แต่ละส่วนของประโยคนี้มีความหมาย
- "การตอบกลับของ top-level navigation เอง" หมายถึงหน้าเว็บที่ผู้เข้าชมเปิดจริงๆ ไม่ใช่สคริปต์ รูปภาพ หรือคำขอสำหรับติดตามผลที่ฝังอยู่ในหน้า คุกกี้กลุ่มนี้คือคุกกี้ฝั่งเว็บไซต์เองที่ตรงตัวที่สุด
- "ถูกตั้ง CNAME ไปยังโดเมนที่จดทะเบียนคนละโดเมน" หมายถึงชื่อโฮสต์ของเว็บไซต์ เช่น www.example.co.th เป็นชื่อแฝงใน DNS ของชื่อโฮสต์ที่อยู่บนโดเมนอื่น
- "ถูกจำกัดอายุไว้ 7 วัน" หมายถึงคุกกี้ที่เซิร์ฟเวอร์ตั้งให้มีอายุ เช่น หนึ่งปี ถูก Safari ตัดเหลือ 7 วัน
Apple เรียกเรื่องนี้ว่าการแก้ไข แปลว่าการจำกัดอายุคุกกี้กลุ่มนี้ไม่ใช่พฤติกรรมที่ตั้งใจไว้ Apple ไม่ได้บอกว่าบั๊กเริ่มเกิดตั้งแต่เมื่อไร Safari รุ่นก่อนหน้ารุ่นใดบ้างที่ได้รับผลกระทบ หรือมีเว็บไซต์ได้รับผลกระทบกี่แห่ง
ทำไมถึงมีการจำกัดอายุคุกกี้ 7 วันตั้งแต่แรก
ตัวเลข 7 วันมาจากระบบป้องกัน CNAME cloaking ของ Safari ในบทความของ WebKit เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2563 John Wilander อธิบายว่า CNAME cloaking คือการที่เจ้าของเว็บไซต์ชี้ซับโดเมนหนึ่งของตัวเองไปยังโดเมนของบุคคลที่สามผ่านระเบียน CNAME ทำให้ตัวติดตามดูเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของเว็บไซต์ฝั่งแรก ตั้งแต่ Safari 14 (บน macOS การปรับปรุงนี้มีเฉพาะใน Big Sur) ระบบ Intelligent Tracking Prevention เริ่มจำกัดอายุคุกกี้ทุกตัวที่ถูกตั้งในการตอบกลับ HTTP ของคำขอแบบ CNAME cloaking ของบุคคลที่สามไว้ที่ 7 วัน บทความของ Wilander ระบุว่าตัวเลขนี้สอดคล้องกับเพดานเดิมของ ITP สำหรับคุกกี้ที่สร้างด้วย JavaScript
กฎปี 2563 มุ่งไปที่ทรัพยากรย่อย (subresource) คือคำขอสคริปต์ Pixel หรือไฟล์อื่นที่ส่งไปยังซับโดเมนซึ่งแอบชี้ไปที่ตัวติดตาม ตารางในบทความนั้นแสดงว่าโฮสต์ที่ไม่มีการ cloaking "ไม่มีการจำกัดอายุ" บั๊กที่แก้ใน 27.2 ต่างออกไป เพราะไปกระทบการตอบกลับของหน้าเว็บหลักเอง ในกรณีที่ทั้งเว็บไซต์ ไม่ใช่แค่ซับโดเมนสำหรับติดตามผล อยู่หลัง CNAME ที่ชี้ไปยังโดเมนที่จดทะเบียนคนละโดเมน
บทวิเคราะห์ของ Relevant Audience ไม่ใช่คำแถลงของ Apple: เหตุผลที่พบบ่อยที่ทำให้ชื่อโฮสต์หลักของเว็บไซต์ถูกตั้ง CNAME ไปยังโดเมนอื่น คือเว็บไซต์ให้บริการผ่านเครือข่ายส่งเนื้อหา (CDN) หรือแพลตฟอร์มโฮสติ้ง ที่ให้ลูกค้าชี้ www ไปยังชื่อโฮสต์บนโดเมนของผู้ให้บริการ Apple ไม่ได้ระบุชื่อผู้ให้บริการหรือรูปแบบการตั้งค่าใดเลย
สิ่งที่ไม่เปลี่ยน
บันทึกประจำรุ่นอธิบายการแก้ไขที่แคบมากเพียงเรื่องเดียว ไม่มีส่วนใดในบทความของ WebKit หรือบันทึกประจำรุ่นที่เปลี่ยนเพดาน 7 วันของคุกกี้ที่ตั้งด้วย JavaScript เพดานของคุกกี้ที่ตั้งผ่านซับโดเมนบุคคลที่สามแบบ cloaking หรือการบล็อกโครงสร้างการระบุตัวตนที่ Apple อธิบายไว้เมื่อ 19 ตุลาคม การแก้ไขใน 27.2 คืนพฤติกรรมที่ตั้งใจไว้ให้กับการตอบกลับของหน้าเว็บของเว็บไซต์เอง ไม่ได้ผ่อนการป้องกันการติดตาม
| ประเภทคุกกี้ใน Safari | สถานะหลัง Safari 27.2 | แหล่งที่มา |
|---|---|---|
| ตั้งโดยการตอบกลับของหน้าเว็บหลัก บนเว็บไซต์ที่ชื่อโฮสต์ถูกตั้ง CNAME ไปยังโดเมนที่จดทะเบียนคนละโดเมน | ยกเลิกเพดาน 7 วัน (แก้บั๊ก 183787115) | บทความ WebKit 26 ต.ค. 2569 และบันทึกประจำรุ่น Safari 27.2 |
| ตั้งในการตอบกลับของคำขอทรัพยากรย่อยแบบ CNAME cloaking ของบุคคลที่สาม | เพดาน 7 วัน ใช้มาตั้งแต่ Safari 14 | บทความ WebKit 12 พ.ย. 2563 |
| สร้างด้วย JavaScript | เพดาน 7 วัน ซึ่งกฎ CNAME ถูกออกแบบให้สอดคล้องด้วย | บทความ WebKit 12 พ.ย. 2563 |
| ตั้งบนโฮสต์ที่ไม่มีการ cloaking | ไม่มีการจำกัดอายุจากกฎนี้ | บทความ WebKit 12 พ.ย. 2563 |
ใครได้รับการแก้ไข และเมื่อไร
บทความของ WebKit ระบุว่า Safari 27.2 ใช้งานได้บน iOS 27.2, iPadOS 27.2, visionOS 27.2, macOS 27.2 Golden Gate, macOS Tahoe และ macOS Sequoia บน iOS, iPadOS, visionOS และ macOS 27.2 จะมาพร้อมการอัปเดตระบบปฏิบัติการผ่าน Settings > General > Software Update ส่วน macOS รุ่นเก่ากว่า ผู้ใช้อัปเดตเฉพาะ Safari ได้ใน Software Update โดยคลิก "more"
ดังนั้นจังหวะเวลาจึงขึ้นอยู่กับว่าผู้เข้าชมอัปเดตเร็วแค่ไหน ผู้เข้าชมที่ยังใช้รุ่นเก่าจะยังเจอพฤติกรรมเดิมจนกว่าจะติดตั้ง 27.2 Apple ไม่ได้เปิดเผยตัวเลขการอัปเดต
บั๊กนี้อาจส่งผลต่อข้อมูลวิเคราะห์อย่างไร (บทวิเคราะห์)
ส่วนนี้เป็นบทวิเคราะห์ของ Relevant Audience ต่อกลไกที่ Apple อธิบาย ไม่ใช่ข้อมูลจาก Apple
บั๊กนี้กระทบเฉพาะคุกกี้ที่เซิร์ฟเวอร์ตั้งในการตอบกลับ HTTP เท่านั้น คุกกี้ที่เขียนด้วย JavaScript ซึ่งเป็นวิธีที่แท็ก GA4 แบบมาตรฐานใช้เก็บคุกกี้ผู้เข้าชม _ga อยู่ภายใต้การจำกัดอายุ 7 วันสำหรับคุกกี้ที่ตั้งด้วยสคริปต์อีกชุดหนึ่ง ตามที่ WebKit อธิบายไว้ในบทความปี 2563 และ Safari 27.2 ไม่ได้เปลี่ยนข้อจำกัดนั้น ผลต่อข้อมูลวิเคราะห์จึงจำกัดอยู่ที่ระบบที่ตั้งรหัสผู้เข้าชมจากฝั่งเซิร์ฟเวอร์ เช่น server-side tagging บนชื่อโฮสต์ของเว็บไซต์เอง ในกรณีนั้น ถ้าคุกกี้หายไปหลัง 7 วัน ผู้เข้าชมจาก Safari ที่กลับมาในวันที่แปดจะถูกนับเป็นผู้ใช้ใหม่ บนเว็บไซต์ที่ได้รับผลกระทบ จำนวนผู้ใช้ใหม่จาก Safari จะสูงเกินจริง สัดส่วนผู้ใช้ที่กลับมาจะลดลง และเส้นทางการระบุแหล่งที่มาที่ยาวกว่าหนึ่งสัปดาห์จะขาดตอน เพราะเชื่อมการเข้าชมครั้งแรกกับคอนเวอร์ชันครั้งหลังไม่ได้อีก คุกกี้ที่เซิร์ฟเวอร์ตั้งในการตอบกลับของหน้าเว็บยังใช้กับเซสชันการล็อกอิน ตะกร้าสินค้า และการเก็บตัวเลือกความยินยอมด้วย ผู้เข้าชมจาก Safari บนเว็บไซต์ที่ได้รับผลกระทบจึงอาจถูกออกจากระบบ ตะกร้าสินค้าหาย หรือเห็นแบนเนอร์ขอความยินยอมซ้ำหลังผ่านไปหนึ่งสัปดาห์
Apple ไม่ได้ให้ตัวเลขใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ และจากบันทึกประจำรุ่นก็บอกไม่ได้ว่าเว็บไซต์ใดได้รับผลกระทบ เจ้าของเว็บไซต์ตรวจการตั้งค่าของตัวเองได้โดยตรง
- ตรวจระเบียน DNS ของชื่อโฮสต์หลัก ถ้า www เป็น CNAME ไปยังชื่อโฮสต์บนโดเมนที่จดทะเบียนคนละโดเมน เว็บไซต์ก็ตรงกับเงื่อนไขที่ Apple อธิบาย
- ใน GA4 หรือเครื่องมือวิเคราะห์อื่น ให้เปรียบเทียบผู้ใช้ใหม่กับผู้ใช้ที่กลับมาของ Safari เทียบกับเบราว์เซอร์อื่นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และดูว่าช่องว่างแคบลงหรือไม่เมื่อผู้เข้าชมอัปเดตเป็น 27.2 พร้อมใส่หมายเหตุวันที่ 26 ตุลาคมไว้ในรายงาน
- ถ้ามีอุปกรณ์ทดสอบที่ใช้ Safari รุ่นก่อน 27.2 ให้ลองตรวจพฤติกรรมการล็อกอินและความยินยอมหลังผ่านไปหนึ่งสัปดาห์
บริการติดตั้งและตรวจสอบ GA4 ของ Relevant Audience ครอบคลุมการตรวจรายงานระดับเบราว์เซอร์แบบนี้ และร้านค้าออนไลน์สามารถทบทวนการคงอยู่ของตะกร้าสินค้าและการล็อกอินได้ในงานการตลาดอีคอมเมิร์ซ
ข้อมูลใหม่เรื่องการบล็อกการระบุตัวตนของ Safari จาก Digiday
การแก้เรื่องคุกกี้นี้ไปในทิศทางตรงข้ามกับข่าว Safari อีกเรื่องในช่วงนี้ เมื่อ 27 ตุลาคม 2569 Digiday เผยแพร่บทความชุด "In Graphic Detail" โดย Seb Joseph และ Krystal Scanlon ที่รวบรวมข้อมูลจากผู้ให้บริการว่าการบล็อกการระบุตัวตนของ Apple ใน Safari ทำให้ตลาดโฆษณาสูญเสียไปเท่าไร ตัวเลขเหล่านี้มาจากบริษัทแอดเทค ไม่ได้มาจาก Apple และครอบคลุมเฉพาะลูกค้าและแพลตฟอร์มของบริษัทเหล่านั้น
Digiday สรุปที่มาไว้ว่า หลังการอัปเดตซอฟต์แวร์ iPhone ครั้งล่าสุด โฆษณาของ The Trade Desk หยุดแสดงใน Safari เพราะ Apple บล็อกที่อยู่เว็บสองแห่ง คือเซิร์ฟเวอร์โฆษณาของ The Trade Desk และระบบระบุตัวตน UID 2.0 ID5, LiveRamp, Permutive และ Audigent ก็ถูกตัดเช่นกัน ต้นเดือนตุลาคม Apple คืนการเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์โฆษณาบางส่วน ซึ่ง Digiday ระบุว่าถูกบล็อกโดยไม่ได้ตั้งใจ ขณะที่ UID 2.0 และผู้ให้บริการระบุตัวตนรายอื่นยังถูกบล็อกอยู่
ตัวเลขจากผู้ให้บริการที่ Digiday รายงาน
| แหล่งข้อมูล | ตัวเลขที่ Digiday รายงาน |
|---|---|
| Aditude | เบราว์เซอร์ที่ใช้ WebKit (Safari ทุกแพลตฟอร์มและทุกเบราว์เซอร์บน iPhone และ iPad) คิดเป็น 30% ของอิมเพรสชันโฆษณาและ 28.5% ของรายได้โฆษณาในกลุ่มลูกค้าของบริษัท |
| Aditude | มีเพียง 3.8% ของอิมเพรสชันและ 3.3% ของรายได้ Prebid ที่ย้ายไปอยู่บน WebKit รุ่นที่อัปเดตแล้ว แต่การอัปเดตเพิ่มขึ้นครึ่งหนึ่งภายในหนึ่งสัปดาห์ |
| Aditude | อัตราการประมูลบน iOS ลดลง 14% ระหว่าง 15 กันยายนถึง 8 ตุลาคม และตอนนี้ยังต่ำกว่าเดิมราว 8% ส่วนบน Mac ลดลงราว 25% |
| Aditude | eCPM ลดลง 4% บน iOS และ 11% บน Mac รายได้ต่อโอกาสแสดงโฆษณาลดลง 6% บน iOS และ 20% บน Mac |
| Permutive | อินเวนทอรีของ Safari ที่ไม่มี ID ซื้อขายในราคาต่ำกว่า Chrome เฉลี่ย 42% จากผู้เผยแพร่มากกว่า 10 รายและการประมูลที่ชนะ 569 ล้านครั้งในเดือนสิงหาคม โดยช่องว่างกว้างกว่าบนมือถือ |
| Permutive | ID ครอบคลุมราว 30% ของการประมูลทั้งหมด การใช้ข้อมูลของผู้เผยแพร่เองทำให้ CPM สูงขึ้น 76% ในดีลขายตรงและ 32% ในดีล private marketplace จากผู้เผยแพร่มากกว่า 80 รายในช่วง 12 เดือน |
| OpenX | สัดส่วนงบการกำหนดเป้าหมายของผู้ซื้อในสหรัฐฯ ที่ใช้ข้อมูลกลุ่มเป้าหมายของบุคคลที่สามลดจาก 78% ในปี 2565 เหลือราว 40% ในปี 2568 ส่วนการกำหนดเป้าหมายตามบริบทเพิ่มขึ้นถึง 35% |
มีข้อควรระวังสองข้อ ข้อแรก Permutive เป็นหนึ่งในบริษัทที่ Safari บล็อก และตัวเลขของบริษัทสนับสนุนจุดยืนของตัวเองว่าข้อมูลฝั่งแรกของผู้เผยแพร่เข้าถึงผู้อ่านที่ ID ไม่เคยครอบคลุมได้ ข้อที่สอง ไม่มีข้อมูลใดแยกตัวเลขของประเทศไทย ตัวเลขของ OpenX เป็นของผู้ซื้อในสหรัฐฯ ส่วนตัวเลขของ Aditude และ Permutive ไม่ได้แยกตามประเทศ
อะไรใหม่เมื่อเทียบกับที่ Relevant Audience เคยรายงาน
Relevant Audience ติดตามเรื่อง Safari 27 มาแล้วสามบทความ เมื่อ 19 กรกฎาคม 2569 รายงานตามที่ PPC Land ระบุว่า Safari 27 บล็อกตัวติดตามโฆษณาของ Bing และ LinkedIn ในระดับ IP address เมื่อ 2 ตุลาคม รายงานการบล็อกโดเมน adsrvr.org ของ The Trade Desk และผู้ให้บริการระบุตัวตนรวมถึง UID 2.0, ID5, Audigent, LiveRamp และ Permutive เมื่อ 20 ตุลาคม รายงานบทความของ WebKit วันที่ 19 ตุลาคม ที่อธิบายว่า Safari 27 บล็อกโครงสร้างการระบุตัวตนที่แปลงอีเมลจากการล็อกอินและการสมัครจดหมายข่าวเป็น ID สำหรับติดตามข้ามเว็บไซต์
สิ่งที่ใหม่มีสองเรื่อง เรื่องแรกคือการแก้ไขคุกกี้ใน 27.2 ซึ่งไม่มีบทความใดก่อนหน้านี้กล่าวถึง และเป็นเรื่องที่ช่วยการวัดผลฝั่งแรก ไม่ใช่จำกัดมัน เรื่องที่สองคือข้อมูลจากผู้ให้บริการของ Digiday เรื่องอัตราการประมูล eCPM และส่วนลดราคาของ Safari จากหลายบริษัทที่ระบุชื่อ บทความวันที่ 2 ตุลาคมระบุว่าแหล่งข้อมูลในตอนนั้นยังไม่ได้ให้ตัวเลขอิมเพรสชันหรืองบที่หายไป บทความของ Digiday ให้ตัวเลขประมาณการจากผู้ให้บริการแล้ว โดยมีข้อควรระวังตามที่กล่าวข้างต้น
ความหมายสำหรับนักการตลาดไทย (บทวิเคราะห์)
สำหรับผู้ลงโฆษณา การเปลี่ยนแปลงของ Safari สองเรื่องนี้ไปคนละทาง การแก้ไขใน 27.2 น่าจะทำให้คุกกี้ฝั่งแรกของเว็บไซต์เชื่อถือได้มากขึ้นสำหรับผู้เข้าชม Safari ที่อัปเดตแล้ว ส่วนการบล็อกการระบุตัวตนยังกันผู้ให้บริการระบุตัวตนบุคคลที่สามออกไป ข้อสรุปในทางปฏิบัติคือสิ่งที่ทั้งสองเรื่องชี้ไปทางเดียวกัน การวัดผลที่ทำงานบนโดเมนของเว็บไซต์เองและข้อมูลลูกค้าของตัวเองยังใช้ได้ใน Safari ขณะที่การระบุตัวตนข้ามเว็บไซต์ใช้ไม่ได้ แบรนด์ที่ซื้อสื่อแบบโปรแกรมเมติกสามารถถามพาร์ตเนอร์ได้ว่าตอนนี้อินเวนทอรีของ Safari และ iPhone ถูกตั้งราคาและกำหนดเป้าหมายอย่างไร สำหรับแคมเปญบนการค้นหา บริการโฆษณา Google Ads ของ Relevant Audience มีการตรวจการติดตามคอนเวอร์ชันที่ครอบคลุมความแตกต่างระหว่างเบราว์เซอร์
คำถามที่พบบ่อย
Safari 27.2 แก้อะไรเกี่ยวกับคุกกี้
Safari 27.2 เลิกจำกัดอายุคุกกี้ที่ตั้งโดยการตอบกลับของหน้าเว็บของเว็บไซต์เองไว้ที่ 7 วัน ในกรณีที่ชื่อโฮสต์ของเว็บไซต์ถูกตั้ง CNAME ไปยังโดเมนที่จดทะเบียนคนละโดเมน Apple ระบุเป็นบั๊กหมายเลข 183787115 ในบทความ WebKit วันที่ 26 ตุลาคม 2569 และในบันทึกประจำรุ่นของ Safari 27.2
การแก้ไขนี้ทำให้การป้องกันการติดตามของ Safari อ่อนลงหรือไม่
ไม่ บทความของ WebKit อธิบายว่าเป็นการแก้บั๊กเฉพาะการตอบกลับของหน้าเว็บฝั่งแรกเท่านั้น บันทึกของ Apple ไม่ได้เปลี่ยนเพดาน 7 วันของคุกกี้ที่ตั้งด้วย JavaScript เพดานของซับโดเมนบุคคลที่สามแบบ cloaking หรือการบล็อกโครงสร้างการระบุตัวตน
จะรู้ได้อย่างไรว่าเว็บไซต์ของเราได้รับผลกระทบ
ให้ตรวจว่าชื่อโฮสต์หลักเป็น CNAME ไปยังชื่อโฮสต์บนโดเมนที่จดทะเบียนคนละโดเมนหรือไม่ ถ้าใช่ เว็บไซต์ก็ตรงกับเงื่อนไขที่ Apple อธิบาย Apple ไม่ได้บอกว่าบั๊กเริ่มเมื่อไรหรือกระทบรุ่นใดบ้าง จึงต้องดูผลต่อข้อมูลวิเคราะห์จากข้อมูลของตัวเอง
Safari 27.2 ใช้ได้ในประเทศไทยหรือไม่
ใช้ได้ บทความของ WebKit ไม่ได้ระบุข้อจำกัดด้านพื้นที่ และบอกว่า Safari 27.2 มาพร้อม iOS 27.2, iPadOS 27.2, visionOS 27.2 และ macOS 27.2 รวมถึงเป็นอัปเดตแยกสำหรับ macOS Tahoe และ Sequoia ผู้เข้าชมจะได้รับการแก้ไขหลังจากอัปเดตแล้วเท่านั้น
ข้อมูลของ Digiday บอกอะไรเกี่ยวกับราคาโฆษณาบน Safari
Permutive บอก Digiday ว่าอินเวนทอรีของ Safari ที่ไม่มี ID ซื้อขายในราคาต่ำกว่า Chrome เฉลี่ย 42% ในเดือนสิงหาคม และ Aditude รายงานว่า eCPM ลดลง 4% บน iOS และ 11% บน Mac ตัวเลขเหล่านี้เป็นของผู้ให้บริการสำหรับลูกค้าของตัวเอง ไม่ใช่ข้อมูลจาก Apple และไม่ได้แยกตัวเลขของประเทศไทย
Safari 27.2 เป็นรุ่นที่ออกมาเงียบๆ แต่สำหรับเว็บไซต์ที่ใช้ CNAME อาจเป็นจุดจบของข้อจำกัดคุกกี้ 7 วันที่ไม่มีใครตั้งใจให้เกิดขึ้น







