ตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยนั้นมีการเติบโตสูงขึ้น และมีการแข่งขันกันมากอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบของ B2B (Business-to-Business), B2C (Business-to-Consumers) รวมถึง B2G (Business-to-Government) ทำให้ธุรกิจร้านค้าต้องมีการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิตอลอย่างเต็มตัว และต้องเตรียมความพร้อมทางด้านธุรกิจ E-Commerce กันให้มากขึ้น

การวางกลยุทธ์ด้าน E-commerce นั้นอาจทำได้หลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น การใช้สื่อ Social media ต่าง ๆ เช่น การใช้ Facebook, Line, Instagram ช่วยในการขายสินค้าและบริการ, การใช้ E-Marketplace เช่น Shopee, Lazada ช่วยในการขายสินค้าและบริการ รวมถึงการสร้างเว็บไซต์ E-commerce ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวกลางการซื้อขายกับลูกค้า เป็นต้น กลยุทธ์ด้าน E-commerce เหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจของท่านบรรลุเป้าหมายได้

โดยเฉพาะการสร้างเว็บไซต์ E-commerce ที่เปรียบเสมือนการสร้างร้านของตัวเอง และเป็น long Term strategy, หากท่านวางโครงสร้างเว็บไซต์ และไม่ได้ตรวจเช็คด้าน SEO ตั้งแต่เริ่มต้น อาจทำให้เกิดผลเสียต่อเว็บไซต์ของท่านในระยะยาวได้ อาจทำให้เกิดปัญหาอาทิ เว็บสร้างมานานแล้วแต่ไม่ติดหน้าแรก Google สักที หรือหลังจากปรับปรุงเว็บ แต่อันดับและ Traffic กลับแย่ลง เรามาดูกันว่าการปรับปรุงปัจจัยด้าน SEO ข้อใดบ้างที่จะช่วยป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้

  1. SEO Meta tags: เจ้าของเว็บไซต์ E-Commerce หลายท่านอาจไม่เคยตรวจสอบ SEO Meta tags เลยหลังจากเว็บไซต์เสร็จเรียบร้อยแล้ว, การตั้งค่า SEO Meta tags ที่ดีจะช่วยให้ Google เข้าใจเว็บไซต์ของท่านมากขึ้น และนำไปสู่อันดับการค้นหาที่ดีขึ้นได้
  2. Website Structure: การวางโครงสร้างเว็บไซต์ที่ทำให้ทั้ง User และ Search Engine bot อ่านได้ง่ายนั้น จะส่งผลดีเป็นอย่างมากในด้าน SEO เช่น วาง path ของ URL ให้น้อยลง, การใช้งาน breadcrumb, การแปลง Java Script ให้เป็น Html, การแทรก Schema Markup เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เว็บไซต์ของท่านมีคุณภาพมากขึ้นในมุมมองของ Google
  3. Page Speed: หากท่านเป็น User ที่เข้าชมเว็บไซต์และเว็บไซต์นั้นโหลดช้ามากท่านคงไม่ชอบเว็บไซต์นั้นและปิดไปอย่างแน่นอน, Google bot ก็เช่นกัน หากเว็บไซต์ของท่านโหลดนานเกินไป Google ก็จะมองข้ามเว็บไซต์ของท่านและอาจไปเก็บข้อมูลเว็บไซต์ของคู่แข่งที่โหลดเร็วกว่ามาจัดอันดับก็เป็นได้
  4. การตั้งค่า Canonical tags: ในเว็บไซต์ E-Commerce ขนาดใหญ่ ที่มีสินค้าหลายชิ้น จะพบปัญหาหน้าข้อมูลซ้ำกันได้ง่าย อาจเกิดจาก Pagination page หรือ Category page ที่ทำให้เกิดเนื้อหาซ้ำกัน และคงไม่ดีแน่ หาก Google เข้ามาและเจอแต่เนื้อหาซ้ำกัน การตั้งค่า Canonical tags ที่เหมาะสมจะช่วยจัดกลุ่มให้ Google เข้าใจว่าเว็บไซต์หน้าใดมีเนื้อหาเหมือนกันบ้าง ลดไม่ลดคะแนนเว็บไซต์ของท่านลง
  5. Optimize image: การ Optimize image คือการปรับปรุงรูปภาพให้รองรับ SEO มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบัน Google สนใจในการนำรูปภาพมาแสดงผลที่หน้าแรก มนส่วนของ Feature Snippet มากขึ้น การ Optimize รูปภาพ ก็จะช่วยเพิ่มคุณภาพด้าน SEO ให้กับเว็บไซต์ของท่านได้
  6. ขาด SEO content: นอกจากการลงข้อมูลสินค้าแล้ว เจ้าของงเว็บไซต์หลายท่านอาจมองข้ามในส่วนของ SEO content ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยเสริมให้เว็บไซต์ของท่านมีอันดับที่ดีขึ้นบน Google และช่วยในการเพิ่ม brand awareness ได้อีกด้วย เช่น เว็บไซต์ของท่านขายสินค้าด้านสุขภาพ การลงเนื้อหา SEO content ที่เกี่ยวกับสุขภาพ ก็จะช่วยให้เว็บไซต์ของท่านมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นสำหรับ Google, ช่วยเพิ่ม Organic traffic และเป็นการส่งเสริมให้ keyword เป้าหมายมีอันดับที่ดีขึ้นด้วย
  7. Backlink ไม่มีคุณภาพ: Google นั้นได้ปรับอัลกอริทึมมากมายเพื่อป้องกันการทำ SEO ที่ไม่มีคุณภาพ การสะสม backlink ที่ไม่มีคุณภาพ อาจทำให้ถูก Google ลดความน่าเชื่อถือลงไปจนถึงขั้นถูก Google แบนได้

หากท่านได้ตรวจเช็คเว็บไซต์ E-Commerce ของท่านตามที่กล่าวมาข้างต้น ก็จะทำให้เว็บไซต์ของท่านมีคุณภาพด้าน SEO ดีขึ้น Organic traffic มีการเติบโตขึ้น และอันดับของ keyword ดีขึ้นได้

หากท่านกำลังมองหา Digital agency หรือมองหา ที่ปรึกษาด้านการทำ SEO ท่านสามารถติดต่อเรา Relevant Audience ได้เลย ทางเรามีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาฟรี โทรศัพท์: 020385055

อีเมล: Info@relevantaudience.com หรือแอดไลน์เรามาได้เลย https://line.me/R/ti/p/@relevantaudience