Keyword Research คืออะไร วิธีวิจัยคีย์เวิร์ดทีละขั้นตอนตั้งแต่คำตั้งต้นถึงหน้าเว็บ

Keyword Research คืออะไร วิธีวิจัยคีย์เวิร์ดทีละขั้นตอนตั้งแต่คำตั้งต้นถึงหน้าเว็บ

เอสอีโอ (Search Engine Optimization)October 5, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • กระบวนการมีเจ็ดขั้น คือคำตั้งต้น การขยายคำ เจตนา ปริมาณและความยาก การจัดกลุ่ม การจับคู่กับหน้า และการจัดลำดับความสำคัญ
  • เจตนาการค้นหาตัดสินจากการค้นคำนั้นจริงแล้วดูว่า Google จัดอันดับหน้าประเภทไหนอยู่ ไม่ใช่ดูจากตัวคำอย่างเดียว
  • คะแนนความยากใช้สูตรและข้อมูลแบ็กลิงก์ของแต่ละเครื่องมือ จึงนำคะแนนจากเครื่องมือหนึ่งไปเทียบกับอีกเครื่องมือไม่ได้
  • ภาษาไทยเขียนติดกันไม่เว้นวรรค ควรเช็กทั้งแบบเว้นและไม่เว้นวรรค คำทับศัพท์ และรูปแบบไทยผสมอังกฤษ

Keyword research หรือการวิจัยคีย์เวิร์ด คือกระบวนการหาคำที่คนพิมพ์ค้นหาจริงในเครื่องมือค้นหา ทำความเข้าใจว่าเขาต้องการอะไรเมื่อพิมพ์คำนั้น แล้วตัดสินใจว่าหน้าไหนบนเว็บไซต์ควรตอบการค้นหาแต่ละกลุ่ม ถ้าทำถูกวิธี ผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นแผนรายหน้า ไม่ใช่สเปรดชีตที่มีแต่รายการคำ และทุกขั้นตอนด้านล่างมุ่งไปที่ผลลัพธ์นั้น

บทความนี้ไล่กระบวนการทั้งหมดตามลำดับ ตั้งแต่คำตั้งต้น การขยายคำ เจตนาการค้นหา ปริมาณการค้นหาและความยาก การจัดกลุ่ม การจับคู่คำกับหน้า ไปจนถึงการจัดลำดับความสำคัญ หัวข้อที่แคบกว่านี้สองเรื่อง คือการหาคีย์เวิร์ดหางยาวและการวิเคราะห์คีย์เวิร์ดคู่แข่ง มีบทความแยกในบล็อกนี้อยู่แล้ว ในที่นี้จึงพูดถึงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในเวิร์กโฟลว์ใหญ่

วิธีทำ keyword research ทีละขั้นตอน

เวิร์กโฟลว์มีเจ็ดขั้นตอน แต่ละขั้นจะทำให้รายการคำแคบลงและเพิ่มการตัดสินใจหนึ่งอย่าง ถ้าข้ามขั้นใดไป ปัญหามักโผล่ออกมาทีหลังในรูปของหน้าที่ไม่ติดอันดับคำไหนเลย หรือสองหน้าที่แย่งอันดับกันเอง

  1. เขียนหัวข้อตั้งต้น (seed) ลิสต์สินค้า บริการ และปัญหาที่ธุรกิจของคุณดูแลได้จริง โดยใช้คำที่ลูกค้าใช้ ไม่ใช่ชื่อผลิตภัณฑ์ที่ใช้กันภายในบริษัท
  2. ขยายคำตั้งต้น ดึงคำที่ใกล้เคียงจาก Google autocomplete กล่อง "People also ask" รายการการค้นหาที่เกี่ยวข้องท้ายหน้าผลการค้นหา Google Keyword Planner และคำค้นที่ Google Search Console รายงานไว้แล้ว
  3. จำแนกเจตนา ติดป้ายแต่ละคำว่าเป็นเชิงข้อมูล เชิงเปรียบเทียบก่อนซื้อ เชิงธุรกรรม หรือเชิงนำทาง โดยดูจากสิ่งที่ Google จัดอันดับให้คำนั้นอยู่ในตอนนี้
  4. ประเมินปริมาณการค้นหาและความยาก ใช้ทั้งสองตัวเป็นสัญญาณเชิงเปรียบเทียบระหว่างคำ ไม่ใช่ตัวเลขพยากรณ์ที่แม่นยำ
  5. จัดกลุ่ม รวมคำที่หน้าเดียวตอบได้ไว้ด้วยกัน ซึ่งมักเป็นคำที่มี URL ชุดเดียวกันติดอันดับอยู่
  6. จับคู่กลุ่มคำกับหน้า กำหนดแต่ละกลุ่มให้กับ URL ที่มีอยู่แล้ว หรือหน้าใหม่ที่วางแผนจะสร้าง โดยแต่ละหน้ามีคำหลักเพียงคำเดียว
  7. จัดลำดับความสำคัญ เรียงงานตามมูลค่าทางธุรกิจ ระยะห่างระหว่างอันดับปัจจุบันกับหน้าแรก และแรงที่ต้องใช้ในการสร้างหรือแก้หน้า

ขั้นที่ 1: เริ่มจากคำตั้งต้น ไม่ใช่เริ่มจากเครื่องมือ

คำตั้งต้นคือวลีสั้น ๆ ที่อธิบายหัวข้อที่คุณให้บริการได้จริง เช่น "โปรแกรมบัญชี" "ทำความสะอาดออฟฟิศ" หรือ "วีซ่าสำหรับคนทำงานรีโมต" คำตั้งต้นที่ดีมาจากการคุยกับลูกค้าของฝ่ายขาย อีเมลลูกค้า ตั๋วซัพพอร์ต และรายการบริการบนเว็บไซต์ของคุณเอง ถ้าเริ่มจากเครื่องมือก่อน มักได้คำที่คนค้นเยอะแต่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจ ซึ่งทำให้ขั้นตอนที่เหลือเสียเปล่า

เขียนคำตั้งต้นแบบที่ลูกค้าพูด บริษัทหนึ่งอาจเรียกสินค้าของตัวเองว่า "แพลตฟอร์มบริหารกำลังคน" ขณะที่ลูกค้าค้นว่า "แอปจัดตารางกะพนักงาน" ทั้งสองคำใช้เป็นคำตั้งต้นได้ แต่คำหลังคือคำที่จะขยายออกไปเป็นคำค้นที่มีประโยชน์

ขั้นที่ 2: ขยายคำด้วยแหล่งฟรีก่อน

คำตั้งต้นแต่ละคำควรถูกขยายออกเป็นรายการคำค้นจริงที่ยาวขึ้น แหล่งฟรีเหล่านี้มักเพียงพอสำหรับการเริ่มต้น

  • Google autocomplete: พิมพ์คำตั้งต้นแล้วจดคำแนะนำที่ขึ้นมา จากนั้นลองเติมตัวอักษร หรือคำถามอย่าง "วิธี" "คืออะไร" "ที่ไหนดี" และ "ราคา" ต่อท้าย
  • People also ask: ทุกครั้งที่คลิกเปิดคำถามหนึ่ง จะมีคำถามใหม่โหลดขึ้นมาเพิ่ม เป็นวิธีเร็วในการเก็บด้านเชิงข้อมูลของหัวข้อ
  • การค้นหาที่เกี่ยวข้อง: รายการท้ายหน้าผลการค้นหาแสดงวิธีพิมพ์ที่ใกล้เคียงและหัวข้อข้างเคียง
  • Google Keyword Planner: ใน Google Ads ฟีเจอร์ "Discover new keywords" จะแสดงคำที่เกี่ยวข้องพร้อมปริมาณการค้นหา บัญชีที่ใช้งบโฆษณาน้อยหรือไม่ได้ใช้งบมักเห็นปริมาณเป็นช่วงกว้างแทนค่าเฉลี่ยที่แน่นอน ซึ่งยังใช้เปรียบเทียบคำต่าง ๆ ได้
  • Google Search Console: รายงาน Performance แสดงคำค้นที่เว็บไซต์ของคุณปรากฏอยู่แล้ว พร้อมจำนวนการแสดงผล คลิก และอันดับเฉลี่ย คำค้นที่มีการแสดงผลสูงแต่อันดับเฉลี่ยยังไม่ดีเป็นของที่มีค่าที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะ Google เชื่อมโยงเว็บไซต์ของคุณกับคำนั้นแล้ว

เครื่องมือ SEO แบบเสียเงินให้ฐานข้อมูลที่ใหญ่กว่า คะแนนความยาก และความสามารถในการดูว่าโดเมนอื่นติดอันดับคำไหนบ้าง ฟีเจอร์สุดท้ายนี้คือพื้นฐานของการวิเคราะห์คีย์เวิร์ดคู่แข่ง ซึ่งได้ผลดีที่สุดเมื่อใช้เป็นข้อมูลนำเข้าหนึ่งของขั้นตอนนี้ ไม่ใช่ทั้งวิธี ส่วนวลีหางยาวที่ยาวและเจาะจงกว่า จะออกมาจากขั้นตอนนี้เองถ้าคุณเก็บคำถามและคำขยายไว้ แทนที่จะตัดทิ้ง

ขั้นที่ 3: จำแนกแต่ละคำตามเจตนา

เจตนาการค้นหา (search intent) คือเป้าหมายเบื้องหลังคำค้น มันเป็นตัวกำหนดว่าหน้าแบบไหนจะติดอันดับได้ จึงสำคัญกว่าปริมาณการค้นหา วิธีตัดสินที่เชื่อถือได้คือค้นคำนั้นด้วยตัวเองแล้วดูว่า Google แสดงอะไรอยู่ เพราะหน้าผลการค้นหาสะท้อนสิ่งที่ Google เรียนรู้มาว่าผู้ค้นหาต้องการ

เจตนาการค้นหาคืออะไร และอ่านอย่างไร

กรอบส่วนใหญ่แบ่งเจตนาออกเป็นสี่ประเภท ชื่อเรียกสำคัญน้อยกว่าประเภทหน้าที่แต่ละเจตนาบ่งบอก ตารางด้านล่างจึงจับคู่ทั้งสองอย่างไว้

เจตนาการค้นหาคืออะไร และอ่านอย่างไร
ประเภทเจตนาสิ่งที่ผู้ค้นหาต้องการประเภทหน้าที่มักเหมาะ
เชิงข้อมูล (Informational)เรียนรู้หรือทำความเข้าใจบางอย่าง ("คืออะไร" "วิธี")คู่มือ บทความอธิบาย หรือบล็อกโพสต์
เชิงเปรียบเทียบก่อนซื้อ (Commercial investigation)เปรียบเทียบตัวเลือกก่อนตัดสินใจ ("ที่ไหนดี" "เทียบ" "รีวิว")หน้าเปรียบเทียบ คู่มือผู้ซื้อ หรือหน้าบริการแบบละเอียด
เชิงธุรกรรม (Transactional)ซื้อ จอง หรือติดต่อทันที ("ราคา" "ใกล้ฉัน" "จ้าง")หน้าสินค้า หน้าบริการ หรือหน้าจอง
เชิงนำทาง (Navigational)ไปยังแบรนด์หรือเว็บไซต์ที่เจาะจงหน้าแรกของแบรนด์นั้นหรือส่วนที่เกี่ยวข้อง

อ่านหน้าผลการค้นหาจากสัญญาณสามอย่าง อย่างแรกคือประเภทหน้า ถ้าผลอันดับต้นเป็นคู่มือทั้งหมด หน้าบริการจะติดอันดับได้ยาก และกลับกันก็เป็นจริงเช่นกัน อย่างที่สองคือฟีเจอร์บนหน้าผลการค้นหา ถ้ามีกล่องแผนที่แปลว่ามีเจตนาเชิงท้องถิ่น ถ้ามีผล Shopping แปลว่ามีเจตนาเกี่ยวกับสินค้า และถ้ามีกล่อง "People also ask" ขนาดใหญ่ แปลว่าหัวข้อนั้นยังมีคำถามค้างอยู่มาก อย่างที่สามคือมุมของเนื้อหา ถ้าผลส่วนใหญ่เป็นบทความอธิบายสำหรับมือใหม่ บทความขั้นสูงก็ยังติดอันดับได้ แต่ต้องครอบคลุมพื้นฐานด้วย

บางคำค้นมีเจตนาผสม และ Google แสดงทั้งคู่มือและหน้าบริการปนกัน ในกรณีนี้ให้ตัดสินใจว่าต้องการชนะฝั่งไหน แล้วสร้างหน้าสำหรับฝั่งนั้น แทนที่จะพยายามให้หน้าเดียวทำสองหน้าที่แล้วทำได้ไม่ดีทั้งคู่

ปริมาณการค้นหากับความยากของคีย์เวิร์ดในเชิงแนวคิด

ปริมาณการค้นหา (search volume) คือค่าประมาณว่าคำหนึ่งถูกค้นบ่อยแค่ไหนในช่วงเวลาหนึ่ง มักแสดงเป็นค่าเฉลี่ยรายเดือน ความยากของคีย์เวิร์ด (keyword difficulty) คือคะแนนที่เครื่องมือ SEO คำนวณเพื่อประเมินว่าการขึ้นหน้าแรกยากแค่ไหน โดยทั่วไปอิงจากความแข็งแรงของหน้าและโปรไฟล์แบ็กลิงก์ที่ติดอันดับอยู่แล้ว ทั้งสองเป็นค่าประมาณ และเหมาะที่สุดสำหรับใช้เปรียบเทียบคำต่าง ๆ กัน

มีบางเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับตัวเลขแต่ละตัว

  • ปริมาณการค้นหาซ่อนฤดูกาลไว้ ค่าเฉลี่ยรายเดือนอาจรวมเดือนที่พีคกับหลายเดือนที่เงียบเข้าด้วยกัน Keyword Planner แสดงแนวโน้มรายเดือน ซึ่งควรเช็กสำหรับคำที่ผูกกับเทศกาล กำหนดยื่นภาษี หรือช่วงเปิดเทอม
  • ปริมาณนับเป็นรายคำ ไม่ใช่รายหัวข้อ หน้าที่ติดอันดับดีมักได้ทราฟฟิกจากวิธีพิมพ์ที่ใกล้เคียงกันหลายแบบ ความต้องการรวมของทั้งกลุ่มจึงมีความหมายมากกว่าตัวเลขของคำเดียว
  • คะแนนความยากต่างกันในแต่ละเครื่องมือ แต่ละเครื่องมือใช้สูตรและข้อมูลแบ็กลิงก์ของตัวเอง คะแนนจากเครื่องมือหนึ่งจึงเทียบกับคะแนนจากอีกเครื่องมือไม่ได้
  • ความยากเป็นเรื่องสัมพัทธ์กับเว็บไซต์ของคุณ คำที่ยากสำหรับโดเมนใหม่อาจเอื้อมถึงได้สำหรับเว็บไซต์ที่มีอายุและครอบคลุมหัวข้อนั้นอย่างลึก ข้อมูล Search Console ของคุณเองที่บอกว่าคุณปรากฏอยู่ที่ไหนแล้ว เป็นแนวทางที่ดีกว่าคะแนนใด ๆ

วิธีใช้งานสองตัวนี้ร่วมกันในทางปฏิบัติ คือคัดคำที่ไม่มีความต้องการชัดเจนออกก่อน แล้วเลือกคำที่เจตนาตรงกับสิ่งที่คุณขาย ความยากดูเอื้อมถึงได้สำหรับเว็บไซต์ของคุณ และมีปริมาณมากพอจะมีผล คำปริมาณต่ำที่มีเจตนาซื้อชัดเจน มักนำการติดต่อเข้ามาได้มากกว่าคำปริมาณสูงที่มีเจตนาเชิงข้อมูล

วิธีจัดกลุ่มคีย์เวิร์ด

การจัดกลุ่มคีย์เวิร์ด (keyword clustering) คือการรวมคำที่หน้าเดียวติดอันดับได้ไว้ด้วยกัน ถ้าไม่จัดกลุ่ม คุณจะเขียนหนึ่งหน้าต่อหนึ่งวิธีพิมพ์ และหน้าเหล่านั้นจะแย่งผลการค้นหาเดียวกัน ซึ่งเรียกว่า keyword cannibalization

วิธีจัดกลุ่มที่ใช้กันทั่วไปมีสองแบบ

  • จัดตามผลการค้นหาที่ซ้อนกัน ค้นสองคำแล้วเทียบผลสิบอันดับแรก ถ้ามี URL เดียวกันหลายรายการติดอันดับทั้งสองคำ แปลว่า Google มองว่าเป็นหัวข้อเดียวกัน และหน้าเดียวก็เล็งทั้งสองคำได้ เครื่องมือ SEO หลายตัวทำการเทียบแบบนี้ให้อัตโนมัติทั้งรายการ
  • จัดตามความหมาย อ่านแล้วรวมคำที่มีหัวข้อหลักและเจตนาเดียวกัน วิธีนี้เร็วกว่าสำหรับรายการเล็ก แต่เชื่อถือได้น้อยกว่า เพราะสองวลีที่ดูคล้ายกันอาจมีเจตนาต่างกัน

ตัวอย่างสมมุติ ร้านเบเกอรี่อาจพบว่า "ส่งเค้กวันเกิด" "สั่งเค้กวันเกิดออนไลน์" และ "เค้กวันเกิดส่งด่วนวันนี้" ให้ผลเป็นร้านในพื้นที่ชุดเดียวกันหลายร้าน จึงรวมเป็นกลุ่มเดียวสำหรับหน้าสั่งซื้อหน้าเดียว ส่วน "วิธีแต่งหน้าเค้กวันเกิด" ดูเกี่ยวข้องกัน แต่ให้ผลเป็นบทสอนและวิดีโอ จึงอยู่ในกลุ่มเชิงข้อมูลแยกต่างหากและควรเป็นอีกหน้าหนึ่ง

แต่ละกลุ่มมีคำหลักหนึ่งคำ ซึ่งปกติคือคำที่เจตนาชัดที่สุดและมีปริมาณพอสมควร บวกกับคำรองที่ใส่อยู่ในหัวข้อและเนื้อหาอย่างเป็นธรรมชาติ

วิธีจับคู่คีย์เวิร์ดกับหน้าเว็บ

การจับคู่คีย์เวิร์ด (keyword mapping) คือการกำหนดแต่ละกลุ่มคำให้กับ URL เดียวเท่านั้น ผลลัพธ์คือชีตง่าย ๆ ที่มีคอลัมน์กลุ่มคำ คำหลัก เจตนา URL เป้าหมาย และสถานะว่า URL นั้นมีอยู่แล้วหรือต้องสร้างใหม่ บล็อกนี้มีบทความแยกเรื่องการทำแผนที่คีย์เวิร์ดโดยเฉพาะ กฎแบบย่อมีดังนี้

  • หนึ่งหน้าต่อหนึ่งกลุ่มหลัก ถ้าสองหน้าเล็งกลุ่มเดียวกัน ให้รวมหน้าหรือเปลี่ยนโฟกัสของหน้าใดหน้าหนึ่ง
  • ให้ประเภทหน้าตรงกับเจตนา กลุ่มเชิงธุรกรรมไปที่หน้าบริการหรือหน้าสินค้า กลุ่มเชิงข้อมูลไปที่คู่มือ
  • ปรับปรุง URL เดิมก่อนสร้างใหม่ หน้าที่มีการแสดงผลสำหรับกลุ่มนั้นใน Search Console อยู่แล้ว มักได้ผลเร็วกว่าการสร้างหน้าใหม่
  • ลิงก์หน้าในกลุ่มเข้าหากัน คู่มือควรลิงก์ไปยังหน้าบริการที่ตรงกับหัวข้อเดียวกัน เพื่อให้ทราฟฟิกเชิงข้อมูลมีทางไปถึงหน้าเชิงพาณิชย์

ก่อนจับคู่ ควรรู้ก่อนว่าบนเว็บไซต์มีอะไรอยู่แล้วและแต่ละหน้าทำผลงานอย่างไร การตรวจทั้งด้านเทคนิคและเนื้อหาอย่าง บริการ SEO audit จะแสดงว่าหน้าไหนถูกจัดทำดัชนี หน้าไหนซ้อนทับกัน และหน้าไหนเริ่มมีแรงส่งแล้ว เพื่อให้แผนสร้างบนเว็บไซต์จริง ไม่ใช่เว็บไซต์ที่คาดเดาเอา

ขั้นที่ 7: จัดลำดับว่าจะทำอะไรก่อน

แผนที่เสร็จแล้วมักมีงานมากกว่าที่ทีมทำได้ในหนึ่งเดือน ให้คะแนนแต่ละแถวในสามด้าน คือมูลค่าทางธุรกิจ (กลุ่มนี้นำไปสู่รายได้หรือไม่) โอกาส (อันดับปัจจุบันใกล้หน้าแรกแค่ไหน ถ้ามี) และแรงที่ต้องใช้ (แก้เนื้อหาเล็กน้อย หรือสร้างหน้าใหม่พร้อมเนื้อหาสนับสนุน) หน้าที่คะแนนสูงด้านมูลค่าและโอกาส แต่ใช้แรงน้อย ควรทำก่อน ตัวอย่างสมมุติ หน้าบริการที่อยู่อันดับ 12 สำหรับกลุ่มเชิงธุรกรรม มักเป็นงานแรกที่ดีกว่าการเขียนคู่มือใหม่สำหรับคำเชิงข้อมูลปริมาณสูงที่ยังไม่มีหน้าไหนรองรับเลย

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำ keyword research

  • ไล่ตามปริมาณการค้นหาอย่างเดียว ตัวเลขสูงที่ผูกกับเจตนาผิดจะนำผู้เข้าชมที่ไม่เปลี่ยนเป็นลูกค้าเข้ามา
  • ไม่เช็กหน้าผลการค้นหา เจตนาที่เดาจากตัวคำอย่างเดียวมักผิด การค้นคำนั้นจริงใช้เวลาไม่กี่วินาที
  • สร้างหนึ่งหน้าต่อหนึ่งวิธีพิมพ์ ทำให้เกิดหน้าบาง ๆ ที่ซ้อนทับกัน และแบ่งสัญญาณการจัดอันดับออกไป
  • มองข้าม Search Console ข้อมูลคำค้นของคุณเองเป็นข้อมูลจากแหล่งแรก ใช้ฟรี และแสดงคำที่คุณเข้าใกล้หน้าแรกอยู่แล้ว
  • ทำวิจัยครั้งเดียวแล้วจบ ภาษา สินค้า และหน้าผลการค้นหาเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ การทบทวนแผนทุกไตรมาสช่วยให้แผนยังถูกต้อง

ข้อสังเกตเรื่องการวิจัยคีย์เวิร์ดภาษาไทย

การวิจัยคีย์เวิร์ดภาษาไทยต้องปรับบางอย่าง เพราะตัวภาษาและพฤติกรรมการค้นหาในประเทศไทยต่างจากภาษาอังกฤษ

  • ไม่มีการเว้นวรรคระหว่างคำ ภาษาไทยเขียนติดกันโดยไม่เว้นวรรคระหว่างคำ คำค้นเดียวกันจึงพิมพ์ได้ทั้งแบบเว้นวรรคและไม่เว้นวรรค และเครื่องมือแต่ละตัวอาจตัดคำต่างกัน ควรเช็กทั้งแบบเว้นและไม่เว้นวรรคก่อนสรุปว่าคำนั้นไม่มีปริมาณการค้นหา
  • ใช้สองภาษาปนกัน คำค้นภาษาไทยจำนวนมากผสมภาษาอังกฤษกับภาษาไทย เช่น ชื่อสินค้าหรือแพลตฟอร์มภาษาอังกฤษตามด้วยคำถามภาษาไทยอย่าง "คืออะไร" หรือ "ราคา" ควรวิจัยทั้งคำภาษาอังกฤษ คำทับศัพท์ภาษาไทย และรูปแบบผสม เพราะแต่ละแบบอาจได้หน้าผลการค้นหาต่างกัน
  • คำทับศัพท์มีหลายแบบ คำยืมจากภาษาอังกฤษหนึ่งคำอาจสะกดเป็นอักษรไทยได้มากกว่าหนึ่งแบบ แต่ละแบบอาจมีความต้องการของตัวเอง และผลการค้นหาอาจต่างกัน
  • รูปแบบคำถาม คำค้นเชิงข้อมูลภาษาไทยมักลงท้ายด้วย "คืออะไร" "ทำยังไง" หรือ "ดีไหม" ซึ่งจับคู่กับเจตนาเชิงข้อมูลและเชิงเปรียบเทียบก่อนซื้อได้ตรงตัว
  • ตั้งค่าตำแหน่งและภาษาให้ถูก ใน Keyword Planner ให้ตั้งตำแหน่งเป็นประเทศไทยและภาษาเป็นภาษาไทยเมื่อวิจัยคำภาษาไทย ไม่อย่างนั้นตัวเลขจะสะท้อนกลุ่มผู้ค้นหาอื่น

สำหรับเว็บไซต์สองภาษา ให้วิจัยแต่ละภาษาแยกกัน แทนการแปลรายการคีย์เวิร์ดภาษาอังกฤษ หน้าเวอร์ชันภาษาไทยควรเล็งสิ่งที่คนไทยพิมพ์ค้นจริง ซึ่งไม่ได้ตรงกับคำแปลตรงตัวของคำหลักภาษาอังกฤษเสมอไป ทีมที่ทำตลาดไทยโดยเฉพาะ ดูได้ว่าเรื่องนี้เข้ากับแผนงานภาพรวมอย่างไรในหน้า SEO Thailand

สิ่งที่ควรวัดหลังเผยแพร่

การวิจัยคีย์เวิร์ดดีได้แค่ไหนขึ้นอยู่กับสิ่งที่มันสร้างออกมา หลังหน้าที่จับคู่ไว้เผยแพร่แล้ว ให้ใช้รายงาน Performance ใน Search Console กรองตามหน้า แล้วเช็กสามเรื่อง คือหน้านั้นปรากฏสำหรับคำค้นในกลุ่มของมันหรือไม่ อันดับเฉลี่ยกำลังขยับเข้าใกล้หน้าแรกหรือไม่ และกำลังได้คำค้นที่ไม่ได้วางแผนไว้หรือไม่ คำค้นใหม่ที่โผล่มาเรื่อย ๆ เป็นสัญญาณให้ขยายหน้านั้นหรือสร้างหน้าใหม่ ซึ่งจะป้อนเข้าสู่การวิจัยรอบถัดไป ควรดูคู่กับข้อมูล conversion ในระบบวิเคราะห์ เพื่อให้วัดผลอันดับจากการติดต่อและยอดขาย ไม่ใช่จากทราฟฟิกอย่างเดียว

การผลิตเนื้อหาคือจุดที่แผนคีย์เวิร์ดส่วนใหญ่ติดขัด เพราะแผนที่คีย์เวิร์ดสร้างรายการหน้าที่ต้องเขียนหรือเขียนใหม่ยาวมาก กระบวนการ content marketing ที่มีโครงสร้าง และมีบรีฟที่สร้างจากแต่ละกลุ่มคำ ช่วยให้งานเขียนยังผูกอยู่กับผลการวิจัย

คำถามที่พบบ่อย

การทำ keyword research ใช้เวลานานแค่ไหน

สำหรับเว็บไซต์เล็กที่มีบริการไม่กี่อย่าง การวิจัยคีย์เวิร์ดรอบแรกมักทำเสร็จได้ในไม่กี่วัน ส่วนเว็บไซต์ใหญ่ที่มีสินค้าจำนวนมากใช้เวลานานกว่า เพราะงานจัดกลุ่มและจับคู่เพิ่มตามจำนวนหน้า รอบแรกช้าที่สุด การอัปเดตรายไตรมาสเร็วกว่ามาก เพราะมีคำตั้งต้นและแผนที่อยู่แล้ว

Google Keyword Planner เพียงพอสำหรับการวิจัยคีย์เวิร์ดไหม

Google Keyword Planner เพียงพอสำหรับการเริ่มต้น โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับ Search Console, autocomplete และหน้าผลการค้นหา ข้อจำกัดคือบัญชีที่ใช้งบน้อยอาจเห็นปริมาณเป็นช่วง และเครื่องมือนี้ไม่ได้ประเมินความยากของการจัดอันดับแบบออร์แกนิก ซึ่งเป็นจุดที่เครื่องมือ SEO แบบเสียเงินช่วยเพิ่มได้

ควรเล็งคีย์เวิร์ดปริมาณสูงหรือปริมาณต่ำ

ควรเล็งคีย์เวิร์ดที่เจตนาตรงกับสิ่งที่คุณเสนอ และมีความยากที่เว็บไซต์ของคุณรับมือได้จริง ไม่ว่าปริมาณจะเท่าไร หลายเว็บไซต์ได้การติดต่อจากคำเชิงธุรกรรมปริมาณต่ำมากกว่าคำเชิงข้อมูลปริมาณสูง และหน้าที่สร้างมาดีมักติดอันดับได้ทั้งกลุ่มคำ

keyword research กับ keyword mapping ต่างกันอย่างไร

Keyword research คือการหาและประเมินคำ ส่วน keyword mapping คือขั้นตอนถัดมาที่กำหนดแต่ละกลุ่มคำให้กับหน้าเดียวบนเว็บไซต์ การวิจัยที่ไม่มีการจับคู่มักได้รายการคำที่ไม่เคยกลายเป็นหน้า และการจับคู่ที่ไม่มีการวิจัยก็คือการเดา

ควรอัปเดต keyword research บ่อยแค่ไหน

ควรทบทวน keyword research อย่างน้อยทุกไตรมาส และทุกครั้งที่เปิดตัวสินค้าหรือบริการใหม่ ข้อมูลจาก Search Console ทำให้การทบทวนเร็วขึ้น เพราะแสดงคำค้นใหม่ที่หน้าของคุณเริ่มปรากฏอยู่แล้ว

เปลี่ยนผลการวิจัยคีย์เวิร์ดให้เป็นอันดับ

กระบวนการข้างต้นใช้ได้กับทุกเว็บไซต์ แต่ต้องใช้เวลาในการทำให้ดีและทำให้ทันสมัยอยู่เสมอ ถ้าต้องการให้งานวิจัย การจับคู่ และแผนรายหน้าถูกดูแลเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานต่อเนื่อง บริการ SEO ของ Relevant Audience ครอบคลุมงานนี้ตั้งแต่การตรวจเว็บไซต์ไปจนถึงเนื้อหาและการรายงานผล

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์:

อ่านบทความของเราเป็นประจำใช่ไหม เพิ่ม Relevant Audience เป็นแหล่งข้อมูลที่คุณเลือก เพื่อให้บทความของเราปรากฏในผลการค้นหา Google ของคุณมากขึ้น