Google Ads เปิด image extraction ใน PMax เป็นค่าเริ่มต้นสำหรับแคมเปญใหม่ตั้งแต่ 4 ธันวาคม

Google Ads เปิด image extraction ใน PMax เป็นค่าเริ่มต้นสำหรับแคมเปญใหม่ตั้งแต่ 4 ธันวาคม

Google AdsOctober 23, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • Google Ads Developer Blog วันที่ 21 ต.ค. 2569: GENERATE_IMAGE_EXTRACTION จะเป็น OPTED_IN โดยอัตโนมัติในแคมเปญ Performance Max ที่สร้างตั้งแต่ 4 ธันวาคม 2569
  • ค่าเริ่มต้นนี้มีผลแม้ปิด Dynamic images ระดับบัญชีไว้ เดิมแคมเปญที่ไม่ได้ตั้งค่าจะรับค่าจากสวิตช์ระดับบัญชีนั้น
  • ปิดได้รายแคมเปญผ่าน asset_automation_settings ด้วย OPTED_OUT และการ update จะแทนที่อาร์เรย์ทั้งหมด จึงต้องส่งรายการอย่าง TEXT_ASSET_AUTOMATION ไปด้วย
  • แคมเปญ PMax เดิมคงการตั้งค่าไว้ ใช้คำสั่ง GAQL กับ campaign.asset_automation_settings ตรวจได้ว่าแคมเปญใดรับค่าจากบัญชี

Google ประกาศเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ว่าตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2569 ฟีเจอร์ดึงรูปภาพจากหน้า Landing Page (image extraction) จะถูกเปิดเป็นค่าเริ่มต้นสำหรับแคมเปญ Performance Max ทุกแคมเปญที่สร้างใหม่ ทั้งใน Google Ads API, หน้าจอ Google Ads และ Google Ads Editor ค่าเริ่มต้นใหม่นี้มีผลแม้ผู้ลงโฆษณาจะปิดรูปภาพแบบไดนามิก (Dynamic images) ไว้ที่ระดับบัญชีแล้วก็ตาม ส่วนแคมเปญ Performance Max ที่มีอยู่เดิมจะคงการตั้งค่าปัจจุบันไว้ การเปลี่ยนแปลงจึงกระทบขั้นตอนการสร้างแคมเปญใหม่ ไม่ใช่แคมเปญที่กำลังวิ่งอยู่

ข่าวนี้มาจากโพสต์บน Google Ads Developer Blog เขียนโดย Dora Sun จากทีม Google Ads API เนื้อหาสั้นและเป็นเชิงเทคนิค แต่ผลในทางปฏิบัติสรุปได้ง่าย คือตั้งแต่ 4 ธันวาคม เป็นต้นไป ผู้ลงโฆษณาที่ไม่ต้องการให้รูปจาก Landing Page ไปปรากฏในแคมเปญ Performance Max ใหม่ ต้องระบุไว้ที่แคมเปญนั้นโดยตรง สวิตช์ระดับบัญชีอย่างเดียวจะใช้ไม่ได้อีกต่อไป

อะไรเปลี่ยนในวันที่ 4 ธันวาคม 2569

Image extraction คือฟีเจอร์ของ Google Ads ที่ให้ AI ของ Google สแกนหน้า Landing Page ที่ผู้ลงโฆษณาระบุไว้ เลือกรูปภาพความละเอียดสูง แล้วนำไปเสริมชิ้นงานโฆษณาของแคมเปญ ตามโพสต์ของ Google Ads Developer Blog เมื่อ 21 ตุลาคม รูปเหล่านี้ถูกใช้เพื่อขยายการเข้าถึงบน Search, YouTube, Display, Discover, Gmail และ Maps

ที่ผ่านมา แคมเปญ Performance Max ที่ไม่ได้ตั้งค่า image extraction ไว้ที่ระดับแคมเปญ จะรับค่ามาจากการตั้งค่า Dynamic Image Extensions ระดับบัญชี ซึ่งโพสต์ของ Google อ้างถึงด้วยชื่อ isImageExtractionAdExtensionEnabled ถ้าสวิตช์ระดับบัญชีปิดอยู่ แคมเปญใหม่ที่ไม่ได้ตั้งค่าอะไรก็จะไม่ดึงรูป

ตั้งแต่ 4 ธันวาคม 2569 Google จะตั้งค่าประเภทระบบอัตโนมัติ GENERATE_IMAGE_EXTRACTION เป็น OPTED_IN ให้กับแคมเปญ Performance Max ที่สร้างใหม่ โพสต์ของ Google ระบุว่าค่าเริ่มต้นระดับแคมเปญนี้มีผล "แม้ Dynamic Image Extensions จะถูกปิดไว้ที่ระดับบัญชี" พูดง่าย ๆ คือสวิตช์ระดับบัญชีจะไม่ทำหน้าที่กันไว้ให้แคมเปญใหม่อีกแล้ว

เทียบก่อนและหลังในตารางเดียว

ตารางด้านล่างสรุปพฤติกรรมที่ Google อธิบายไว้ในโพสต์วันที่ 21 ตุลาคม 2569 ก่อนและหลังวันที่การเปลี่ยนแปลงมีผล

เทียบก่อนและหลังในตารางเดียว
สถานการณ์ก่อน 4 ธันวาคม 2569ตั้งแต่ 4 ธันวาคม 2569
แคมเปญ PMax ใหม่ที่ไม่ได้ตั้งค่า image extractionรับค่าจากการตั้งค่า Dynamic images ระดับบัญชีถูกตั้งเป็น OPTED_IN โดยอัตโนมัติ
ปิด Dynamic images ไว้ที่ระดับบัญชีแคมเปญใหม่ที่ไม่ได้ตั้งค่าจะไม่ดึงรูปแคมเปญใหม่ยังเป็น OPTED_IN เว้นแต่ตั้งเป็น OPTED_OUT
แคมเปญ PMax ที่มีอยู่เดิมใช้การตั้งค่าปัจจุบันคงการตั้งค่าปัจจุบันไว้
ช่องทางที่ครอบคลุมไม่เกี่ยวข้องGoogle Ads API, หน้าจอ Google Ads และ Google Ads Editor

แคมเปญไหนได้รับผลกระทบ และแคมเปญไหนไม่

ตามที่ Google ระบุ เฉพาะแคมเปญ Performance Max ที่สร้างตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2569 เป็นต้นไปเท่านั้นที่ได้รับผล โพสต์เขียนชัดว่าแคมเปญ Performance Max ที่มีอยู่แล้ว "จะคงการตั้งค่าปัจจุบันไว้" ส่วนแคมเปญ Search, Shopping, Demand Gen และประเภทอื่นไม่ได้ถูกพูดถึงในประกาศนี้ จึงไม่มีอะไรในประกาศที่เปลี่ยนการทำงานของแคมเปญเหล่านั้น

กลุ่มที่ต้องระวังที่สุดคือผู้ลงโฆษณาที่ตั้งใจปิด Dynamic images ไว้ที่ระดับบัญชี และพึ่งสวิตช์ตัวเดียวนี้เพื่อให้แคมเปญ Performance Max ใหม่ทุกตัวไม่มีรูปที่ดึงมาจากหน้าเว็บ Google พูดถึงกลุ่มนี้โดยตรงว่า นักพัฒนาที่พึ่งการควบคุมระดับบัญชี "ควรตั้งค่า OPTED_OUT อย่างชัดเจนในแคมเปญใหม่ หากไม่ต้องการให้เปิด image extraction"

ส่วนผู้ลงโฆษณาที่ชอบ image extraction อยู่แล้วไม่ต้องทำอะไร Google บอกว่าหากต้องการเปิดใช้ แคมเปญ Performance Max ใหม่ที่สร้างหลัง 4 ธันวาคม 2569 จะเปิดฟีเจอร์นี้ให้เอง

สิ่งที่แหล่งข่าวไม่ได้บอก

มีคำถามในทางปฏิบัติหลายข้อที่โพสต์ของ Google ไม่ได้ตอบ โพสต์ไม่ได้บอกว่าแคมเปญที่สร้างจากการคัดลอกหรือทำสำเนาแคมเปญเดิมจะนับเป็นแคมเปญใหม่หรือไม่ ไม่ได้อธิบายปุ่มปิดระดับแคมเปญในหน้าจอ Google Ads หรือใน Google Ads Editor ทั้งที่ค่าเริ่มต้นใหม่มีผลในทั้งสองช่องทาง ขั้นตอนการปิดแบบละเอียดที่ให้ไว้มีเฉพาะฝั่ง API และยังไม่ได้บอกว่าแคมเปญเดิมที่ไม่มีค่า image extraction ระบุไว้ จะยังคงตามสวิตช์ระดับบัญชีหลัง 4 ธันวาคมหรือไม่ นอกเหนือจากประโยคกว้าง ๆ ว่าแคมเปญเดิมจะคงการตั้งค่าปัจจุบันไว้ ทีมที่สร้างแคมเปญผ่านหน้าจอหรือ Editor ควรเข้าไปตรวจหน้าการตั้งค่าเมื่อการเปลี่ยนแปลงเริ่มมีผล แทนที่จะเดาเอาเองว่าตัวเลือกจะอยู่ตรงไหน

วิธีปิดผ่าน Google Ads API

โพสต์ของ Google อธิบายว่า image extraction ถูกควบคุมที่ระดับแคมเปญผ่านฟิลด์ asset_automation_settings ของ resource Campaign ประเภทระบบอัตโนมัติคือ AssetAutomationType.GENERATE_IMAGE_EXTRACTION และสถานะเป็นได้ทั้ง AssetAutomationStatus.OPTED_IN หรือ AssetAutomationStatus.OPTED_OUT

ถ้าต้องการให้แคมเปญใหม่ไม่ดึงรูป คำขอ mutate ตอนสร้างแคมเปญต้องใส่ asset automation setting ที่มีประเภท GENERATE_IMAGE_EXTRACTION และสถานะ OPTED_OUT ตัวอย่างของ Google ใช้ REST JSON สร้างแคมเปญ Performance Max ในสถานะหยุดชั่วคราว (PAUSED) โดยมีรายการนี้รายการเดียวในอาร์เรย์ assetAutomationSettings และ Google แนะนำให้แก้ payload สำหรับสร้างแคมเปญให้เสร็จก่อนวันที่ 4 ธันวาคม 2569

กับดักของฟิลด์แบบ repeated ในแคมเปญเดิม

การเปลี่ยนค่าในแคมเปญที่มีอยู่แล้วทำงานต่างออกไป และ Google เตือนรายละเอียดหนึ่งที่สร้างความเสียหายได้ถ้ามองข้าม การแก้แคมเปญเดิมทำด้วย CampaignOperation แบบ update ที่ชี้ไปที่ campaign.asset_automation_settings ฟิลด์นี้เป็นแบบ repeated และ Google ระบุว่าการ update "จะแทนที่อาร์เรย์ทั้งหมด แทนที่จะรวมเข้ากับค่าที่มีอยู่"

ผลคือ ถ้าส่ง update ที่มีแค่รายการ image extraction รายการเดียว การตั้งค่า asset automation อื่นทั้งหมดของแคมเปญนั้นจะหายไป คำแนะนำของ Google คือให้ดึงค่าปัจจุบันออกมาก่อน แล้วใส่รายการอื่นที่ต้องการเก็บไว้ เช่น TEXT_ASSET_AUTOMATION ลงในคำขอ update เดียวกัน สคริปต์ ตัวเชื่อมต่อ หรือเครื่องมือภายในที่เขียนค่าฟิลด์นี้ต้องอ่านค่าเดิมก่อนเขียนทุกครั้ง

วิธีตรวจแคมเปญ Performance Max ที่มีอยู่

Google ให้คำสั่ง Google Ads Query Language (GAQL) สำหรับตรวจการตั้งค่าระบบอัตโนมัติของแคมเปญ Performance Max ทุกตัวในบัญชี โดยเลือก campaign.id, campaign.name และ campaign.asset_automation_settings จาก campaign แล้วกรองเฉพาะแคมเปญที่มี advertising channel type เป็น PERFORMANCE_MAX

ผลลัพธ์จะบอกว่าแคมเปญใดมีการเลือกค่าไว้อย่างชัดเจนแล้ว ตามที่ Google ระบุ แคมเปญที่ไม่มีรายการ GENERATE_IMAGE_EXTRACTION เลย กำลังพึ่งค่าที่รับมาจากระดับบัญชี แคมเปญกลุ่มนี้คือกลุ่มที่พฤติกรรมปัจจุบันขึ้นกับสวิตช์ระดับบัญชี จึงควรจดบันทึกไว้ก่อนถึงวันเปลี่ยน

หากต้องการดูการตั้งค่าระดับบัญชี Google ให้เส้นทางในหน้าจอ Google Ads ไว้ดังนี้

  1. ไปที่ Campaigns แล้วเลือก Assets
  2. คลิกเมนูสามจุด More แล้วเลือก Account-level automated assets
  3. คลิกเมนูสามจุดอีกครั้ง แล้วเลือก Advanced settings
  4. ดูว่า Dynamic images เปิด (On) หรือปิด (Off) อยู่

เช็กลิสต์ก่อนวันที่ 4 ธันวาคม

ขั้นตอนต่อไปนี้มาจากคำแนะนำของ Google โดยจัดลำดับเพิ่มสำหรับทีมที่สร้างแคมเปญจำนวนมาก การจัดลำดับเป็นบทวิเคราะห์ของ Relevant Audience ไม่ใช่ถ้อยคำของ Google

  • จดการตั้งค่า Dynamic images ระดับบัญชีของทุกบัญชีที่ดูแล โดยใช้เส้นทางในหน้าจอข้างต้น
  • รันคำสั่ง GAQL แล้วแยกว่าแคมเปญ Performance Max ใดมีรายการ GENERATE_IMAGE_EXTRACTION ระบุไว้ และแคมเปญใดรับค่าจากบัญชี
  • ตัดสินใจเป็นรายบัญชีว่าต้องการ image extraction ในแคมเปญ Performance Max ใหม่หรือไม่
  • ถ้าไม่ต้องการ ให้เพิ่ม GENERATE_IMAGE_EXTRACTION ที่สถานะ OPTED_OUT ในทุก payload, template และสคริปต์สร้างแคมเปญ ก่อนวันที่ 4 ธันวาคม 2569
  • ตรวจเครื่องมือที่ update ฟิลด์ asset_automation_settings ว่าส่งอาร์เรย์ครบ รวมถึงรายการอย่าง TEXT_ASSET_AUTOMATION
  • ตรวจรูปบนหน้า Landing Page ที่แคมเปญ Performance Max ชี้ไป และยืนยันว่ามีสิทธิ์นำรูปเหล่านั้นไปใช้ในโฆษณา

เรื่องจังหวะเวลาสำคัญสำหรับร้านค้าออนไลน์ แคมเปญ Performance Max ใดที่สร้างตั้งแต่ 4 ธันวาคม รวมถึงแคมเปญสำหรับเซลเดือนธันวาคมและปีใหม่ จะอยู่ภายใต้ค่าเริ่มต้นใหม่ทันที

ความปลอดภัยของแบรนด์และรูปบน Landing Page: บทวิเคราะห์

ส่วนนี้เป็นบทวิเคราะห์ของ Relevant Audience ถึงสิ่งที่การเปลี่ยนแปลงนี้อาจหมายถึง โพสต์ของ Google ไม่ได้พูดเรื่องความปลอดภัยของแบรนด์ นอกจากคำเตือนเรื่องสิทธิ์ในรูปภาพด้านล่าง

คำแนะนำของ Google เองคือให้ทบทวนสิทธิ์ในสื่อบนหน้า Landing Page โพสต์ขอให้ผู้ลงโฆษณายืนยันว่าตนมีสิทธิ์ทางกฎหมายหรือได้รับอนุญาตครบถ้วนสำหรับรูปที่เผยแพร่บนหน้า Landing Page และยินยอมให้ Google นำรูปเหล่านั้นไปใช้เพื่อการค้าและการโฆษณา Google ระบุว่าคำเตือนนี้ใช้กับฟีเจอร์ชิ้นงานอัตโนมัติทุกตัว

หน้า Landing Page จำนวนมากมีรูปที่ได้สิทธิ์ใช้บนเว็บไซต์แต่ไม่ครอบคลุมสื่อโฆษณาแบบเสียเงิน เช่น ภาพสต็อกที่ไลเซนส์จำกัด รูปนายแบบนางแบบหรือพาร์ตเนอร์ ภาพถ่ายจากงานอีเวนต์ หรือรูปที่เจ้าของแบรนด์ส่งมาให้ใช้เฉพาะบางตลาด บางหน้ายังมีรูปที่ดูดีบนหน้าเว็บแต่ดูผิดที่เมื่อแยกออกมา เช่น แบนเนอร์ราคาของโปรโมชันที่จบไปแล้ว ภาพสินค้าที่ถูกครอป รูปที่มีตัวหนังสือฝังอยู่ หรือภาพก่อนและหลังในหมวดสินค้าที่มีกฎควบคุม Image extraction ดึงรูปจากหน้าเว็บ หน้าเว็บจึงกลายเป็นแหล่งชิ้นงานโฆษณาไปด้วย

จากตรงนี้มีสองประเด็นในทางปฏิบัติ ข้อแรก สำหรับแคมเปญ Performance Max ใหม่ที่ปล่อยไว้ตามค่าเริ่มต้น เนื้อหาบนหน้า Landing Page สำคัญพอ ๆ กับเนื้อหาใน asset group ข้อสอง การตัดสินใจปิดฟีเจอร์ย้ายจากการตั้งค่าครั้งเดียวที่ระดับบัญชี มาเป็นขั้นตอนหนึ่งในการสร้างแต่ละแคมเปญ ทีมที่สร้างแคมเปญจาก template หรือผ่าน API ทำให้ขั้นตอนนี้เป็นอัตโนมัติได้ ส่วนทีมที่สร้างด้วยมือต้องใส่ไว้ในเช็กลิสต์ก่อนเปิดแคมเปญ

สิ่งนี้มีความหมายอย่างไรต่อนักการตลาดไทย

ผู้ลงโฆษณาไทยที่สร้างแคมเปญ Performance Max สำหรับ 12.12 คริสต์มาส และปีใหม่ ควรถือว่าวันที่ 4 ธันวาคม 2569 เป็นเส้นตายของขั้นตอนการสร้างแคมเปญ หน้า Landing Page อาจมีทั้งภาพสต็อกที่มีไลเซนส์ ภาพจากซัพพลายเออร์หรือเจ้าของแบรนด์ และแบนเนอร์ที่มีข้อความภาษาไทยกับราคา ถ้าเคยปิด Dynamic images ระดับบัญชีไว้เพื่อกันรูปเหล่านี้ออกจากโฆษณา แคมเปญใหม่ที่สร้างตั้งแต่ 4 ธันวาคมจะไม่ทำตามการเลือกนั้น เว้นแต่ตั้งค่าที่ตัวแคมเปญให้ปิดไว้ การตรวจสั้น ๆ ตอนนี้บวกกับเพิ่มหนึ่งบรรทัดในเช็กลิสต์เปิดแคมเปญก็รับมือความเสี่ยงนี้ได้ ทีมที่อยากให้มีผู้ช่วยตรวจการตั้งค่า Performance Max ดูบริการ รับทำ Google Ads ของ Relevant Audience ได้ และร้านค้าที่หน้าเซลเป็นต้นทางของแคมเปญอาจสนใจ บริการการตลาดอีคอมเมิร์ซ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ image extraction ใน PMax

image extraction ใน PMax จะเป็นค่าเริ่มต้นเมื่อไร

image extraction จะเป็นค่าเริ่มต้นสำหรับแคมเปญ Performance Max ที่สร้างใหม่ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2569 ตามโพสต์ของ Google Ads Developer Blog ที่เผยแพร่เมื่อ 21 ตุลาคม 2569 โดยมีผลใน Google Ads API, หน้าจอ Google Ads และ Google Ads Editor

ปิด Dynamic images ที่ระดับบัญชีแล้ว ยังกันได้อยู่ไหม

ไม่ได้สำหรับแคมเปญ Performance Max ใหม่ที่สร้างตั้งแต่ 4 ธันวาคม 2569 Google ระบุว่าค่าเริ่มต้นระดับแคมเปญใหม่มีผลแม้ Dynamic Image Extensions จะถูกปิดไว้ที่ระดับบัญชี ดังนั้นแคมเปญใหม่แต่ละตัวต้องตั้งเป็น OPTED_OUT จึงจะไม่ดึงรูป

แคมเปญ Performance Max เดิมของฉันจะเปลี่ยนไหม

ไม่เปลี่ยน Google ระบุว่าแคมเปญ Performance Max ที่มีอยู่จะคงการตั้งค่าปัจจุบันไว้ แต่ยังควรใช้คำสั่ง GAQL ที่ Google เผยแพร่ตรวจดูว่าแคมเปญใดรับค่าจากระดับบัญชีอยู่

ปิดผ่าน API ต้องทำอย่างไร

ใส่ asset automation setting ที่มีประเภท GENERATE_IMAGE_EXTRACTION และสถานะ OPTED_OUT ในฟิลด์ asset_automation_settings ตอนสร้างแคมเปญ ส่วนการแก้แคมเปญเดิมต้องส่งอาร์เรย์ครบทั้งชุด เพราะ Google ระบุว่าการ update จะแทนที่รายการเดิมทั้งหมด รวมถึงรายการอย่าง TEXT_ASSET_AUTOMATION

การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลในประเทศไทยหรือไม่

โพสต์ของ Google ไม่ได้จำกัดการเปลี่ยนแปลงไว้ที่ตลาดใด จึงอ่านได้ว่ามีผลกับทุกบัญชี Google Ads ตั้งแต่ 4 ธันวาคม 2569 อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวไม่ได้ระบุรายชื่อประเทศไว้ทั้งในแง่รวมหรือยกเว้น

การเปลี่ยนแปลงนี้เล็กในแง่โค้ด แต่ใหญ่ในแง่ขั้นตอนการทำงาน ตรวจการตั้งค่าบัญชี รันคำสั่งตรวจ แล้วปรับขั้นตอนสร้างแคมเปญให้เสร็จก่อน 4 ธันวาคม หากต้องการผู้ช่วยตรวจการตั้งค่า Performance Max ในหลายบัญชี ทีม Google Ads ของ Relevant Audience ยินดีพูดคุย

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์:

อ่านบทความของเราเป็นประจำใช่ไหม เพิ่ม Relevant Audience เป็นแหล่งข้อมูลที่คุณเลือก เพื่อให้บทความของเราปรากฏในผลการค้นหา Google ของคุณมากขึ้น