สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- แท็บ Recommended Investment Strategy ของ Google Ads มี Holistic mode ที่ย้ายงบจากแคมเปญอ่อนไปแคมเปญที่ทำผลงานดี และ Growth mode ที่เพิ่มงบอย่างเดียว
- Search Engine Roundtable รายงานหน้าช่วยเหลือที่อัปเดตเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 เครื่องมือยังแนะนำและปรับ Target CPA หรือ Target ROAS ใหม่ได้ด้วย
- การพยากรณ์โดยทั่วไปอิงข้อมูล 7 วัน ขณะที่ Performance Planner พยากรณ์ได้ถึง 18 เดือนและใช้ข้ามบัญชีผ่าน Manager account ได้
- แคมเปญที่เอาติ๊กออกหรือยกเว้นไว้จะคงงบและกลยุทธ์การเสนอราคาเดิม ซึ่งสำคัญกับแคมเปญแบรนด์และแคมเปญที่ปิดการขายออฟไลน์
Google Ads ปรับเครื่องมือ Recommended Investment Strategy ใหม่ โดยเพิ่มโหมดจัดสรรงบสองแบบ Holistic mode จะย้ายงบที่มีอยู่จากแคมเปญที่ใช้งบไม่เต็มหรือมีประสิทธิภาพต่ำกว่า ไปเพิ่มให้แคมเปญที่ทำผลงานดีที่สุด ส่วน Growth mode จะเพิ่มงบใหม่ให้แคมเปญที่ทำผลงานดีเท่านั้นโดยไม่ลดงบแคมเปญใดเลย การเปลี่ยนแปลงนี้บันทึกไว้ในหน้าช่วยเหลือที่ Google อัปเดต ซึ่ง Search Engine Roundtable รายงานเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569
เครื่องมือนี้อยู่ในหน้า Recommendations ภายใต้แท็บ Investment Strategy และสามารถเปลี่ยนงบประมาณรวมถึง Target CPA หรือ Target ROAS ของหลายแคมเปญได้ในคลิกเดียว โหมดที่เลือกและแคมเปญที่ปล่อยให้ติ๊กไว้จึงเป็นการตัดสินใจจริง ไม่ใช่เรื่องการตั้งค่าเล็ก ๆ บทความนี้สรุปว่า หน้าช่วยเหลือของ Google Ads ระบุอะไรไว้บ้าง และควรตรวจอะไรก่อนกด Apply all
Google เปลี่ยนอะไรบ้าง
หน้าช่วยเหลือระบุว่า การอัปเดตล่าสุดทำให้ Recommended Investment Strategy มีความโปร่งใสมากขึ้น มีโหมดจัดสรรงบที่ยืดหยุ่น มีการพยากรณ์ผลลัพธ์แบบโต้ตอบได้ และมีการควบคุมแคมเปญที่ละเอียดขึ้น หน้านี้ระบุประโยชน์ไว้หกข้อ และสี่ข้ออธิบายการทำงานแบบใหม่
- การจัดสรรงบเชิงกลยุทธ์ ให้เลือกระหว่าง Holistic mode และ Growth mode ว่างบที่ลงเพิ่มจะมาจากไหน
- กราฟประสิทธิภาพแบบโต้ตอบได้ (Interactive Performance Graph) เส้นคาดการณ์ผลลัพธ์ที่ขยับตามงบที่ปรับ ซึ่ง Google บอกว่าช่วยหา "จุดที่ผลตอบแทนเริ่มลดลง"
- การปรับเป้าหมายไปพร้อมกัน เครื่องมืออาจแนะนำ Target CPA หรือ Target ROAS ใหม่ควบคู่กับการเปลี่ยนงบ
- การเลือกแคมเปญและตัวกรองที่ปรับได้ กรองตาม Conversion action ประเภทแคมเปญ หรือพื้นที่ และเอาติ๊กออกจากแคมเปญรายตัวได้
หน้าช่วยเหลือนี้เคยมีอยู่แล้วในรูปแบบอื่น (Search Engine Roundtable ลิงก์ไปยังฉบับที่เก็บถาวรเมื่อเดือนตุลาคม 2568) ตัวเครื่องมือจึงไม่ใช่ของใหม่ สิ่งที่อัปเดตนี้เพิ่มหรือบันทึกไว้คือโหมดจัดสรรงบ กราฟ การแนะนำเป้าหมาย และตัวกรอง
Holistic mode เทียบกับ Growth mode
ความต่างของสองโหมดอยู่ที่ว่าเงินมาจากไหน คำนิยามของ Google เมื่อวางเทียบกันเป็นดังนี้
| โหมด | สิ่งที่ Google ระบุว่าโหมดนี้ทำ | ลดงบแคมเปญได้หรือไม่ |
|---|---|---|
| Holistic (ระบุว่าแนะนำ) | ย้ายงบที่มีอยู่จากแคมเปญที่ใช้งบไม่เต็มหรือมีประสิทธิภาพต่ำกว่าไปยังแคมเปญที่ทำผลงานดี และจัดสรรงบรายสัปดาห์ที่เพิ่มเข้ามาด้วย | ได้ |
| Growth | เพิ่มงบใหม่ให้เฉพาะแคมเปญที่ติดข้อจำกัดด้านงบและสามารถสร้างผลลัพธ์ได้มากขึ้น | ไม่ได้ Google ระบุว่าจะไม่ลดงบแคมเปญเดิม |
Google ระบุ Holistic mode ว่าเป็นโหมดที่ "แนะนำ" และบอกว่าโหมดนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของทั้งบัญชีให้สูงสุด ซึ่งเป็นจริงในความหมายแคบที่เครื่องมือวัด คือได้ตัวชี้วัดที่เลือกมากขึ้นต่องบที่ใช้ แต่เครื่องมือไม่ได้คำนึงถึงสิ่งที่มันมองไม่เห็น และนั่นคือเหตุผลหลักที่ควรอ่านรายการลดงบที่เสนอมาทีละบรรทัด
ขั้นตอนการทำงานของเครื่องมือ
หน้าช่วยเหลือแบ่งการใช้งานเป็นหกขั้นตอน
- ไปที่ Recommendations ในเมนู Campaigns แล้วเปิดแท็บ Investment Strategy
- เลือกเป้าหมายหนึ่งอย่างที่ต้องการเพิ่มให้มากที่สุด ได้แก่ คลิก Conversion หรือมูลค่า Conversion
- เลือก Holistic mode หรือ Growth mode
- ใส่ "Additional weekly spend" คืองบรายสัปดาห์ที่ต้องการเพิ่ม หรือใส่ "Weekly increase" คือผลลัพธ์ที่ต้องการเพิ่มต่อสัปดาห์ (ตัวอย่างของ Google คือ "Conversion เพิ่ม 50 ครั้ง") ใส่ช่องใดช่องหนึ่งแล้วอีกช่องจะปรับตาม และกราฟประสิทธิภาพจะวาดใหม่ทุกครั้งที่ปรับ
- ตรวจตารางแคมเปญที่เข้าเงื่อนไข ได้แก่ งบใหม่ที่แนะนำ (และใน Holistic mode จะบอกว่างบเพิ่มขึ้นหรือลดลง) การเปลี่ยนเป้าหมายที่แนะนำ ผลกระทบรายสัปดาห์โดยประมาณต่อตัวชี้วัดและ CPA หรือ ROAS เฉลี่ย และคำอธิบายว่าทำไมจึงเลือกแคมเปญนั้น
- กด Apply all ตรวจสรุปการเปลี่ยนแปลงงบรายสัปดาห์รวมและผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น แล้วกด Confirm Google ระบุว่าแคมเปญจะอัปเดต "ทันที"
แคมเปญจะถูกเลือกไว้ตั้งแต่ต้น หากเอาติ๊กออก แคมเปญนั้นจะคงงบและกลยุทธ์การเสนอราคาเดิม และยอดรวมจะคำนวณใหม่จากแคมเปญที่เหลือ
รายละเอียดปลีกย่อยที่สำคัญ
ส่วน "Keep in mind" ของหน้าช่วยเหลือมีรายละเอียดที่ตัดสินว่าเครื่องมือนี้ปลอดภัยสำหรับบัญชีใดบัญชีหนึ่งหรือไม่
- เงื่อนไขการใช้งาน แท็บนี้จะแสดงเมื่องบประมาณจำกัดแคมเปญประเภท Performance อย่างน้อยหนึ่งแคมเปญ หรือเมื่อแคมเปญมีโอกาสได้ Conversion เพิ่มขึ้นอย่างมากที่ CPA หรือ ROAS ที่เหมาะสม
- เคารพแคมเปญที่ยกเว้น Google ระบุว่าเครื่องมือจะไม่แก้ไขแคมเปญที่ถูกยกเว้น และแคมเปญที่เอาติ๊กออกจะคงงบและการตั้งค่ากลยุทธ์การเสนอราคาเดิม
- เป้าหมายจะเปลี่ยนตามงบหากคุณยอมรับ สำหรับแคมเปญ Target CPA และ Target ROAS งบที่แนะนำจะสอดคล้องกับเป้าหมายปัจจุบัน หากคุณยอมรับการปรับเป้าหมายที่เครื่องมือแนะนำ เป้าหมายการเสนอราคาจะอัปเดตไปพร้อมกับงบใหม่
- ช่วงพยากรณ์สั้น ค่าประมาณและเส้นกราฟ "โดยทั่วไปอิงการพยากรณ์ 7 วัน" ซึ่งคำนึงถึงแนวโน้มล่าสุดและความล่าช้าของ Conversion
Recommended Investment Strategy เทียบกับ Performance Planner
ท้ายหน้าช่วยเหลือ Google เปรียบเทียบเครื่องมือนี้กับ Performance Planner ซึ่งเป็นวิธีที่มีประโยชน์ที่สุดในการตัดสินว่าควรเปิดเครื่องมือไหน โดยสรุป Investment Strategy เป็นเครื่องมือเร็วสำหรับบัญชีเดียวในสัปดาห์ถัดไป ส่วน Performance Planner ใช้วางแผนระยะหลายเดือนและข้ามหลายบัญชี
| ความสามารถ | Recommended Investment Strategy | Performance Planner |
|---|---|---|
| การพยากรณ์ | 7 วัน พร้อมกราฟโต้ตอบได้ | สูงสุด 18 เดือน รวมฤดูกาลและช่วงวันที่กำหนดเอง |
| การย้ายงบ | ได้ ผ่าน Holistic mode | ได้ แบบกำหนดเองและแบบจำลอง |
| การเปลี่ยนเป้าหมาย | แนะนำและปรับ Target CPA และ Target ROAS ได้ | จำลองและวางแผนการเปลี่ยนราคาเสนอและเป้าหมาย |
| ขอบเขตบัญชี | บัญชีเดียว อยู่ใน Recommendations | บัญชีเดียวหรือหลายบัญชีผ่าน Manager account (MCC) อยู่ใน Tools |
สิ่งที่ควรตรวจก่อนใช้ Holistic mode
ส่วนนี้เป็นการวิเคราะห์ความเสี่ยงของเราจากคำอธิบายการทำงานของเครื่องมือ หน้าของ Google ไม่ได้ระบุไว้
- แคมเปญแบรนด์ การค้นหาชื่อแบรนด์มักดูเหมือน "ใช้งบไม่เต็ม" เพราะความต้องการถูกจำกัดด้วยจำนวนคนที่ค้นหาชื่อคุณ การลดงบตรงนี้แทบไม่ปรากฏในการพยากรณ์ 7 วัน แต่อาจเปิดทางให้คู่แข่งมาประมูลชื่อแบรนด์ของคุณ ควรเอาติ๊กออกจากแคมเปญแบรนด์ เว้นแต่มีเหตุผลเฉพาะ
- แคมเปญที่วัดผลด้วยสิ่งที่เครื่องมือมองไม่เห็น หากมูลค่าจริงของแคมเปญอยู่ที่ยอดขายออฟไลน์ ลีดที่ผ่านการคัดกรองใน CRM หรือโทรศัพท์ที่ไม่ได้นำเข้าเป็น Conversion เครื่องมือจะตัดสินแคมเปญจากข้อมูลที่ไม่ครบ ควรแก้ การวัดผล Conversion ก่อน หรือยกเว้นแคมเปญนั้น
- Conversion ที่ใช้เวลานาน Google บอกว่าการพยากรณ์คำนึงถึงความล่าช้าของ Conversion แล้ว แต่ 7 วันถือว่าสั้นสำหรับ B2B อสังหาริมทรัพย์ การศึกษา หรือสินค้าราคาสูง ควรใช้การพยากรณ์ของบัญชีกลุ่มนี้อย่างระมัดระวัง
- การเปลี่ยนเป้าหมาย การปรับ Target CPA หรือ Target ROAS ที่มุ่ง "ได้ปริมาณเพิ่ม" ปกติหมายถึงเป้าหมายที่หลวมขึ้น ซึ่งมักทำให้ต้นทุนต่อผลลัพธ์สูงขึ้น ควรยอมรับเมื่อกำไรรองรับได้เท่านั้น
- เป้าหมายที่เลือก การเพิ่มคลิก Conversion หรือมูลค่า Conversion ให้สูงสุดจะให้น้ำหนักกับแคมเปญต่างกัน หากใช้มูลค่า Conversion ให้ตรวจว่าค่าเป็นมูลค่าจริง ไม่ใช่ค่าสมมติ
- บันทึกสถานะก่อนเปลี่ยน Apply all จะอัปเดตหลายแคมเปญพร้อมกัน ควรจดงบและเป้าหมายเดิมไว้ เพื่อย้อนการเปลี่ยนแปลงรายแคมเปญได้
Growth mode หลีกเลี่ยงความเสี่ยงเหล่านี้ได้เกือบทั้งหมดเพราะไม่ลดงบอะไรเลย แต่ต้องใช้เงินเพิ่ม สำหรับหลายบัญชี การเริ่มด้วย Growth mode กับแคมเปญจำนวนน้อยที่ติดข้อจำกัดด้านงบชัดเจนเป็นจุดเริ่มต้นที่ปลอดภัยกว่า
การเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้อง: การลดงบตอนนี้มาพร้อมคำเตือนจากการพยากรณ์
Search Engine Roundtable ยังรายงานเมื่อวันที่ 24 กันยายนว่า ผู้ลงโฆษณาบางรายเห็นมูลค่า Conversion รายสัปดาห์ที่คาดการณ์ไว้ และคำเตือน "limited by budget" เมื่อลดงบรายวันของแคมเปญ ภาพหน้าจอมาจากคุณ Thomas Eccel บน LinkedIn นี่เป็นการเปลี่ยนหน้าจอแยกต่างหาก แต่ชี้ไปทางเดียวกัน คือเครื่องมือด้านงบของ Google ถูกออกแบบรอบการพยากรณ์ที่สนับสนุนให้ใช้งบมากขึ้นเรื่อย ๆ การพยากรณ์เหล่านี้เป็นข้อมูลประกอบที่มีประโยชน์ แต่ไม่ใช่ความเห็นที่สองที่เป็นกลาง
ความหมายสำหรับนักการตลาดไทย
หน้าช่วยเหลือไม่ได้ระบุข้อจำกัดด้านประเทศ และเครื่องมือทำงานระดับบัญชีจากหน้า Recommendations ผู้ลงโฆษณาในไทยจึงควรพบเครื่องมือนี้เมื่อบัญชีเข้าเงื่อนไข บัญชีในไทยจำนวนมากใช้ Search แบรนด์ Performance Max Demand Gen และแคมเปญหาลีดที่ปิดการขายผ่าน LINE หรือโทรศัพท์ ซึ่งการขายจริงเกิดขึ้นนอกระบบ การผสมแบบนี้คือจุดที่ตรรกะด้านประสิทธิภาพของ Holistic mode อาจอ่านมูลค่าผิด การควบคุมด้วยการยกเว้นและตัวกรองจึงควรได้รับความสนใจมากกว่าตัวเลขผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น
หากงบตึงในช่วงโปรโมชันปลายปีอย่าง 11.11 และ 12.12 การเทียบกับ Performance Planner ก็สำคัญ เพราะการพยากรณ์ 7 วันมองไม่เห็นแคมเปญเซลที่อยู่ห่างออกไปสามสัปดาห์ ใช้ Performance Planner วางแผนตามฤดูกาล และใช้ Investment Strategy สำหรับการเติมงบระยะสั้น หากต้องการความเห็นที่สองก่อนย้ายงบ ทีมดูแล Google Ads ของเราช่วยตรวจบัญชีให้ได้
สิ่งที่ Google ไม่ได้บอก
- โหมดใหม่เปิดใช้เมื่อใด และทุกบัญชีมีแล้วหรือยัง
- Holistic mode คำนวณคำว่า "ใช้งบไม่เต็ม" และ "ประสิทธิภาพต่ำกว่า" อย่างไร
- การใช้เครื่องมือนี้นับเป็นการใช้คำแนะนำในแง่ Optimization score หรือไม่
- การพยากรณ์ 7 วันจัดการกับโปรโมชันที่วางแผนไว้หรือฤดูกาลอย่างไร
คำถามที่พบบ่อย
Holistic mode กับ Growth mode ใน Google Ads ต่างกันอย่างไร
Holistic mode ย้ายงบออกจากแคมเปญที่ใช้งบไม่เต็มหรือมีประสิทธิภาพต่ำกว่าไปให้แคมเปญที่ทำผลงานดี รวมถึงงบรายสัปดาห์ที่คุณเพิ่มเข้าไป ส่วน Growth mode เพิ่มงบใหม่ให้แคมเปญที่ทำผลงานดีเท่านั้นโดยไม่ลดงบแคมเปญเดิม
Recommended Investment Strategy อยู่ตรงไหน
ไปที่ Recommendations ในเมนู Campaigns แล้วเปิดแท็บ Investment Strategy ที่ด้านบนของหน้า แท็บนี้จะแสดงเมื่อมีแคมเปญ Performance อย่างน้อยหนึ่งแคมเปญที่ติดข้อจำกัดด้านงบ หรือมีโอกาสได้ Conversion เพิ่มขึ้นอย่างมาก
กันไม่ให้เครื่องมือเปลี่ยนแคมเปญใดแคมเปญหนึ่งได้หรือไม่
ได้ เอาติ๊กออกจากแคมเปญนั้นในตารางคำแนะนำ แคมเปญจะคงงบและกลยุทธ์การเสนอราคาเดิม และ Google ระบุว่าแคมเปญที่ยกเว้นจะไม่ถูกแก้ไข
เครื่องมือจะเปลี่ยน Target CPA หรือ Target ROAS ของฉันหรือไม่
จะเปลี่ยนก็ต่อเมื่อคุณยอมรับการปรับเป้าหมายที่เครื่องมือแนะนำ หากยอมรับ เป้าหมายการเสนอราคาจะอัปเดตพร้อมกับงบใหม่
Recommended Investment Strategy ใช้ในประเทศไทยได้หรือไม่
หน้าช่วยเหลือไม่ได้ระบุข้อจำกัดด้านประเทศ จึงควรใช้ได้กับบัญชีในไทยที่เข้าเงื่อนไข แต่ Google ยังไม่ได้เผยแพร่กำหนดการเปิดใช้โหมดใหม่
เครื่องมือที่เปลี่ยนงบทั้งบัญชีในคลิกเดียวควรใช้ครั้งแรกอย่างรอบคอบ หากต้องการให้ช่วยตัดสินใจว่าแคมเปญใดควรปกป้องและแคมเปญใดควรขยาย ปรึกษา Relevant Audience ได้







