Google Ads brand exclusions คืออะไร brand list ทำงานอย่างไรและควรใช้เมื่อไร

Google Ads brand exclusions คืออะไร brand list ทำงานอย่างไรและควรใช้เมื่อไร

Google AdsNovember 8, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • สร้าง brand list ครั้งเดียวในระดับบัญชีที่ Tools, Shared library, Brand lists แล้วนำไปใช้รายแคมเปญโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
  • ตั้งแต่ 27 พฤษภาคม 2568 การเพิ่ม brand list ใหม่ในแคมเปญ Search ต้องทำใน AI Max ส่วน brand exclusions ของ Performance Max ไม่ได้รับผลกระทบ
  • เมื่อแคมเปญมีทั้งสองแบบ brand exclusions มีลำดับความสำคัญเหนือ brand inclusions และ inclusions ใช้ได้กับแคมเปญ Search เท่านั้น
  • แบรนด์ที่ไม่มีในคลังแบรนด์ของ Google ส่งคำขอได้ Google ตอบกลับภายใน 3 ถึง 6 สัปดาห์ และแบรนด์ที่รอตรวจสอบใช้ได้โดยการเข้าถึงจำกัด
  • ตัวอย่างของ Google เองแสดงว่ารายการ YouTube เพียงรายการเดียวจับคู่กับคำสะกดไทย ยูทูบ ด้วย ซึ่งหากใช้คีย์เวิร์ดเชิงลบต้องใส่แยก

Google Ads brand exclusions หรือการยกเว้นแบรนด์ คือการตั้งค่าที่หยุดไม่ให้แคมเปญแสดงโฆษณาในการค้นหาที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ที่คุณเลือก โดยใช้ brand list แทนการใส่คีย์เวิร์ดเชิงลบยาวเหยียด ฟีเจอร์นี้ใช้ได้กับแคมเปญ Search และ Performance Max ใน Search ตอนนี้ตั้งค่าได้ภายในการตั้งค่า AI Max ส่วนใน Performance Max การยกเว้นจะมีผลกับพื้นที่โฆษณาบน Search, Shopping และการค้นหาบน YouTube

ฟีเจอร์นี้มีประโยชน์ที่สุดกับสองงาน งานแรกคือกันการค้นหาชื่อแบรนด์ของคุณเองออกจาก Performance Max และแคมเปญ broad match เพื่อให้แคมเปญแบรนด์โดยเฉพาะเป็นผู้รับ งานที่สองคือกันการค้นหาแบรนด์คู่แข่งหรือแบรนด์ที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากแคมเปญที่ทำให้เสียงบไปเปล่าๆ บทความนี้อธิบายว่า brand list ทำงานอย่างไร แคมเปญประเภทใดรองรับ ต่างจากคีย์เวิร์ดเชิงลบอย่างไร วิธีตั้งค่าทีละขั้นตอน และสิ่งที่ต้องตรวจในรายงานข้อความค้นหาหลังตั้งค่า

Brand exclusions คืออะไร

Brand exclusion คือการตั้งค่าระดับแคมเปญที่ชี้ไปยัง brand list ซึ่งเป็นชุดแบรนด์ที่เลือกมาจากคลังแบรนด์ของ Google Ads เอง เมื่อแคมเปญใช้ brand list เป็นการยกเว้น Google จะไม่แสดงโฆษณาของแคมเปญนั้นในคำค้นหาที่ระบบเชื่อมโยงกับแบรนด์ใดก็ตามในรายการ

กลไกสี่ข้อที่กำหนดพฤติกรรมของฟีเจอร์นี้

  • Brand list อยู่ในระดับบัญชี สร้างรายการครั้งเดียวในบัญชี แล้วนำไปใช้กับแคมเปญได้หลายแคมเปญตามต้องการ รายการเดียวกันใช้เป็นการยกเว้นในแคมเปญหนึ่ง และเป็นการรวม (inclusion) ในอีกแคมเปญหนึ่งได้
  • จับคู่ตามแบรนด์ ไม่ใช่ตามตัวอักษร ไม่ต้องใส่คำสะกดผิด คำแปร หรือคำแปล เอกสารช่วยเหลือของ Google ยกตัวอย่างว่าแบรนด์ "YouTube" จะจับคู่กับ YouTube ที่เขียนด้วยอักษรอื่น รวมถึงคำภาษาไทย ยูทูบ โดยไม่ต้องเพิ่มรายการแยก Google ระบุว่าการจับคู่หลายภาษานี้ทำงานร่วมกับ broad match เวอร์ชันล่าสุด
  • ชื่อที่เกี่ยวข้องแต่ไม่มีคำร่วมกันต้องใส่แยก คำแปรแบบง่ายมักครอบคลุมชื่อที่มีคำร่วมกัน เช่น "Google" กับ "Google LLC" แต่แบรนด์ที่ไม่มีคำร่วมกันเลย เช่น Google, YouTube และ Alphabet ต้องเพิ่มทีละชื่อ
  • ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม Google ระบุว่าการใช้ brand list กับแคมเปญไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ต้นทุนจริงคือการเข้าถึง Google เตือนด้วยว่าการตั้งค่าแบรนด์จำกัดการเข้าถึงของแคมเปญ และประสิทธิภาพอาจลดลง

แคมเปญประเภทใดรองรับ brand exclusions

Performance Max

Brand exclusions ใช้ได้กับ Performance Max และมีผลกับพื้นที่โฆษณาบน Search, Shopping และการค้นหาบน YouTube มีช่องทำเครื่องหมายแบบไม่บังคับที่ให้โฆษณา Shopping แสดงต่อในการค้นหาที่เอ่ยถึงแบรนด์ที่ถูกยกเว้นได้ เหมาะกับร้านค้าที่ขายสินค้าของแบรนด์ซึ่งไม่อยากให้ไปโผล่ในทราฟฟิกโฆษณาข้อความ มีข้อยกเว้นหนึ่งข้อ Google ระบุว่าแคมเปญ Hotel Ads บน Performance Max สำหรับเป้าหมายด้านการท่องเที่ยวไม่รองรับคีย์เวิร์ดเชิงลบและ brand exclusions

การย้ายการตั้งค่าแบรนด์ของ Search ไปไว้ใน AI Max ซึ่งอธิบายด้านล่าง ไม่มีผลกับ Performance Max การยกเว้นแบรนด์ใน Performance Max ยังตั้งค่าจาก Additional settings ของแคมเปญเหมือนเดิม

แคมเปญ Search และ AI Max

ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 Google เริ่มย้ายการตั้งค่าแบรนด์ของแคมเปญ Search ไปไว้ในแผงการตั้งค่า AI Max ผลในทางปฏิบัติมีดังนี้

  • ผู้ลงโฆษณาที่เพิ่งเริ่มใช้ brand exclusions ต้องเปิด AI Max ในระดับแคมเปญจึงจะเข้าถึงแผงการตั้งค่าแบรนด์ได้
  • ผู้ลงโฆษณาที่มีการตั้งค่าแบรนด์อยู่แล้วจะเห็นแบนเนอร์ และเลือกคงการตั้งค่าเดิมไว้ได้ หากไม่อัปเกรด ยังลบแบรนด์หรือเพิ่มแบรนด์ลงในรายการที่ใช้อยู่ได้ แต่การเพิ่ม brand list ใหม่ต้องเปิด AI Max
  • Brand exclusions ใน Search เป็นการควบคุมระดับแคมเปญ ส่วน brand inclusions ตั้งได้ทั้งระดับแคมเปญและระดับกลุ่มโฆษณา

หน้าช่วยเหลือของ Google อธิบายว่า brand list ทำงานร่วมกับ broad match เวอร์ชันล่าสุด แต่ไม่ได้อธิบายละเอียดว่า brand exclusions มีผลอย่างไรกับคีย์เวิร์ด exact match และ phrase match ทุกคำในแคมเปญ จึงควรใช้รายงานข้อความค้นหาเป็นหลักฐานว่าอะไรถูกบล็อกจริง ไม่ใช่การสันนิษฐาน

แคมเปญประเภทอื่น

เอกสารการตั้งค่าแบรนด์ของ Google ครอบคลุม Search และ Performance Max สำหรับแคมเปญ Display, Video และ Demand Gen ให้ใช้การควบคุมที่แคมเปญเหล่านั้นมี เช่น การตั้งค่าความเหมาะสมของเนื้อหาและการยกเว้นตำแหน่งโฆษณา แทนที่จะคาดหวังว่า brand list จะมีผล

แคมเปญประเภทอื่น
การควบคุมใช้กับอะไรระดับ
Brand exclusionsSearch (ผ่าน AI Max) และ Performance Max (พื้นที่โฆษณาบน Search, Shopping และการค้นหาบน YouTube)แคมเปญ
Brand inclusionsแคมเปญ Search เท่านั้นแคมเปญหรือกลุ่มโฆษณา โดยการตั้งค่าระดับกลุ่มโฆษณาจะแทนที่การตั้งค่าระดับแคมเปญสำหรับกลุ่มนั้น
คีย์เวิร์ดเชิงลบพื้นที่โฆษณาบน Search และ Shopping รวมถึง Performance Maxกลุ่มโฆษณาหรือแคมเปญใน Search แคมเปญใน Performance Max หรือรายการระดับบัญชีสูงสุด 1,000 คำ

Brand list ต่างจากคีย์เวิร์ดเชิงลบอย่างไร

ก่อนมี brand list วิธีเดียวที่จะกันแบรนด์ออกจากแคมเปญคือคีย์เวิร์ดเชิงลบ คีย์เวิร์ดเชิงลบยังมีหน้าที่ของมัน แต่เครื่องมือทั้งสองทำงานต่างกัน

  • คีย์เวิร์ดเชิงลบบล็อกตัวอักษร คุณเลือกประเภทการจับคู่และใส่ทุกการสะกดที่ต้องการบล็อก ชื่อแบรนด์ที่พิมพ์ผิด เว้นวรรคผิดที่ หรือเขียนด้วยอักษรอื่นจะหลุดรอดไปได้ ถ้าคุณไม่ได้คิดถึงมันไว้ก่อน
  • Brand list บล็อกแบรนด์ Google จับคู่คำค้นหากับแบรนด์ให้ คำแปรและอักษรอื่นจึงได้รับการจัดการให้ ตราบใดที่แบรนด์นั้นอยู่ในคลัง
  • คีย์เวิร์ดเชิงลบเหมาะกับคำที่บอกเจตนา คำอย่าง "สมัครงาน" "ฟรี" "มือสอง" "login" หรือ "customer service" ไม่ใช่แบรนด์ ถ้าแคมเปญแบรนด์ของคุณไม่ควรจ่ายเงินให้คำค้นหาอย่าง "[ชื่อแบรนด์] สมัครงาน" ก็ยังต้องใช้คีย์เวิร์ดเชิงลบควบคู่กับการตั้งค่าแบรนด์
  • คีย์เวิร์ดเชิงลบมีผลทันทีและแม่นยำ แบรนด์ที่ขอเพิ่มเข้าคลังอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะได้รับการอนุมัติ แต่คีย์เวิร์ดเชิงลบมีผลทันทีที่บันทึก
  • ระวังความขัดแย้ง Google เตือนว่าคีย์เวิร์ดเชิงลบเดิมที่ตรงกับคำใน brand inclusions อาจทำให้ประสิทธิภาพลดลง ถ้าย้ายแคมเปญแบรนด์ไปใช้ brand inclusions ให้ตรวจคีย์เวิร์ดเชิงลบที่มีอยู่ในแคมเปญนั้น

เมื่อแคมเปญมีทั้ง brand inclusions และ brand exclusions Google จะให้ความสำคัญกับการยกเว้นก่อน แบรนด์ที่อยู่ในทั้งสองรายการจะถูกบล็อก

วิธีสร้าง brand list

  1. ใน Google Ads เปิดเมนู Tools ไปที่ Shared library แล้วเลือก Brand lists
  2. ถ้าบัญชียังไม่มีรายการ ให้เลือก Create a brand list ถ้ามีแล้ว ให้ใช้ปุ่มบวก
  3. ตั้งชื่อรายการให้ชัดเจน เช่น "แบรนด์ตัวเอง" หรือ "คู่แข่ง - ห้ามแสดง"
  4. ค้นหาแต่ละแบรนด์แล้วเพิ่มเข้าไป เพิ่มชื่อบริษัทแม่และชื่อแบรนด์ย่อยแยกกันเมื่อไม่มีคำร่วมกัน
  5. ถ้าไม่พบแบรนด์ ให้พิมพ์ชื่อแล้วเลือก Request a brand จากเมนูดรอปดาวน์ จากนั้นกรอกรายละเอียด Google ระบุว่าคำขอจะได้รับการตอบกลับภายใน 3 ถึง 6 สัปดาห์ แบรนด์ที่อยู่ระหว่างตรวจสอบใช้ในแคมเปญได้แล้ว แต่การเข้าถึงอาจจำกัด แบรนด์ที่ถูกปฏิเสธจะแสดงสถานะ Not eligible และใช้งานไม่ได้
  6. บันทึก รายการจะปรากฏในตารางที่แสดงจำนวนแบรนด์ในรายการและจำนวนแคมเปญที่ใช้รายการนั้น

แบรนด์จะมีสิทธิ์อยู่ในคลังหากมีสัญญาณอย่างโลโก้ เครื่องหมายการค้า ชื่อโดเมน หรือชื่อสินค้าที่โดดเด่น หรือสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง คือชื่อธุรกิจที่อาจถือเป็นแบรนด์ได้

นำรายการไปใช้เป็นการยกเว้น

  • Performance Max: ไปที่ Campaigns แล้วแท็บ Settings เลือกแคมเปญ เปิด Additional settings แล้วเลือก Brand exclusions เลือกรายการ ตัดสินใจเรื่องช่อง Shopping แล้วบันทึก
  • Search: เปิดการตั้งค่าแคมเปญ ไปที่ AI Max เลื่อนลงไปที่ส่วน Brands แล้วเพิ่มรายการในช่อง brand exclusions
  • หลายแคมเปญพร้อมกัน: ในแท็บ Settings ติ๊กเลือกแคมเปญ เลือก Edit แล้วเลือก Change brands และ Brand exclusions ดูตัวอย่างก่อนกดใช้

Brand inclusions ต่างกันอย่างไร

Brand inclusions ทำงานตรงข้าม แคมเปญ Search ที่ใช้ brand inclusions จะแสดงเฉพาะในคำค้นหาที่ Google เชื่อมโยงกับแบรนด์ที่คุณเลือก จึงบล็อกคำค้นหาใดก็ตามที่ไม่มีชื่อแบรนด์เหล่านั้น ฟีเจอร์นี้ใช้ได้กับแคมเปญ Search เท่านั้น

การใช้งานทั่วไปคือแคมเปญแบรนด์ที่ใช้ broad match หรือ AI Max หากไม่มี inclusions broad match อาจขยายแคมเปญแบรนด์ไปยังการค้นหาทั่วไป ทำให้รายงานแบรนด์ปนกัน เมื่อใช้ brand list ของแบรนด์ตัวเองเป็น inclusion แคมเปญจะยังได้ประโยชน์ด้านการเข้าถึงจากการจับคู่แบบกว้าง แต่อยู่ในคำค้นหาแบรนด์เท่านั้น inclusions ระดับกลุ่มโฆษณาจะแทนที่ระดับแคมเปญสำหรับกลุ่มนั้นเท่านั้น ทำให้แยกแบรนด์แม่กับแบรนด์ของสายผลิตภัณฑ์ไว้ในแคมเปญเดียวกันได้

Brand exclusions ส่งผลต่อแคมเปญแบรนด์อย่างไร

โครงสร้างบัญชีที่พบบ่อยใช้ brand list เดียวในสามรูปแบบ

  1. เป็น inclusion ในแคมเปญ Search ของแบรนด์ เพื่อให้แสดงเฉพาะคำค้นหาแบรนด์
  2. เป็นการยกเว้นในแคมเปญ Search ที่ไม่ใช่แบรนด์ เพื่อให้แคมเปญทั่วไปเลิกจ่ายเงินให้การค้นหาชื่อแบรนด์
  3. เป็นการยกเว้นใน Performance Max เพื่อให้การค้นหาแบรนด์บนพื้นที่ Search ไปที่แคมเปญแบรนด์ ซึ่งคุณควบคุมข้อความโฆษณา การเสนอราคา และงบประมาณได้เอง

เมื่อทำเช่นนี้ ตัวเลขในรายงานจะเปลี่ยน การค้นหาแบรนด์มักแปลงผลได้ดี การนำออกจาก Performance Max จึงมักทำให้ ROAS ที่รายงานของ Performance Max ลดลง ขณะที่ตัวเลขของแคมเปญแบรนด์เพิ่มขึ้น ตัวอย่างสมมติ ไม่ใช่ข้อมูลจริง: แคมเปญ Performance Max รายงาน 100 conversions ในจำนวนนี้ 30 มาจากการค้นหาแบรนด์ หลังตั้งค่าการยกเว้น อาจรายงานราว 70 conversions ขณะที่แคมเปญแบรนด์รับส่วนใหญ่ของอีก 30 ไป สิ่งที่ต้องดูคือ conversions รวม ไม่ใช่แคมเปญใดแคมเปญหนึ่ง

สำหรับแบรนด์คู่แข่ง การตัดสินใจเป็นเรื่องกลยุทธ์ ถ้าคุณมีแคมเปญคู่แข่งโดยเฉพาะ ให้ใช้รายการคู่แข่งเป็นการยกเว้นในแคมเปญอื่นทั้งหมด เพื่อให้การประมูลเหล่านั้นเกิดเฉพาะในแคมเปญที่มีโฆษณาออกแบบมาโดยตรง Brand exclusions เป็นการควบคุมการกำหนดเป้าหมาย ไม่ใช่การร้องเรียนเรื่องเครื่องหมายการค้า และไม่ได้หยุดคนอื่นจากการประมูลชื่อแบรนด์ของคุณ

ตรวจข้อความค้นหาหลังตั้งค่า

หลังใช้การตั้งค่าแบรนด์ ให้ยืนยันว่าอะไรเปลี่ยนไปจริง แทนการสันนิษฐาน

  • แคมเปญ Search: เปิดรายงานข้อความค้นหา แล้วกรองหาชื่อแบรนด์และคำสะกดผิดที่พบบ่อย ถ้าคำแบรนด์ยังโผล่ในแคมเปญที่ไม่ใช่แบรนด์ แปลว่ามีแบรนด์ขาดจากรายการ มีชื่อที่ต้องเพิ่มแยก หรือมีแบรนด์ที่ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบ
  • Performance Max: ดู search term insights ในหมวดที่เป็นแบรนด์ ทราฟฟิกแบรนด์บนพื้นที่ Search ควรลดลง ถ้าเปิดช่อง Shopping ไว้ คำค้นหาแบรนด์ยังอาจปรากฏผ่าน Shopping
  • ปริมาณของแคมเปญแบรนด์: เปรียบเทียบ impressions และ impression share ก่อนและหลัง การเพิ่มขึ้นเป็นเรื่องที่คาดไว้เมื่อแคมเปญอื่นเลิกแข่งในคำค้นหาแบรนด์
  • ยอดรวม: เปรียบเทียบ conversions และค่าใช้จ่ายระดับบัญชีในช่วงเวลาที่เท่ากัน ไม่ใช่ดู ROAS ของแคมเปญเดียวแยกออกมา

ความผิดพลาดที่พบบ่อยและสิ่งที่ต้องจ่าย

  • ยกเว้นแบรนด์ตัวเองจาก Performance Max โดยไม่มีแคมเปญแบรนด์ การค้นหาแบรนด์จะไม่มีแคมเปญรองรับ และคู่แข่งอาจได้คลิกเหล่านั้นไป
  • ใช้ brand list กับคำที่บอกเจตนา "สมัครงาน" "ฟรี" และ "รีวิว" ไม่ใช่แบรนด์ หากไม่มีคีย์เวิร์ดเชิงลบ แคมเปญแบรนด์ก็ยังจ่ายเงินให้คำเหล่านี้
  • ลืมชื่อที่ต้องใส่แยก บริษัทที่ชื่อการค้ากับชื่อสินค้าไม่มีคำร่วมกันต้องใส่ทุกชื่อ มิฉะนั้นทราฟฟิกแบรนด์บางส่วนจะรั่ว
  • ใช้การตั้งค่าแบรนด์ทุกแคมเปญ Google แนะนำให้ใช้เฉพาะแคมเปญที่จำเป็น เพราะทุกข้อจำกัดทำให้การเข้าถึงแคบลง
  • ตัดสินการเปลี่ยนแปลงจากตัวเลขของแคมเปญเดียว Performance Max ที่ดูแย่ลงหลังยกเว้นแบรนด์มักเป็นการเปลี่ยนที่คาดไว้แล้ว ไม่ใช่ความล้มเหลว

Brand exclusions ในตลาดไทย

การค้นหาภาษาไทยคือจุดที่ brand list ประหยัดงานมือได้มากที่สุด ผู้ใช้ชาวไทยมักพิมพ์ชื่อแบรนด์เป็นภาษาอังกฤษ เป็นอักษรไทย หรือผสมกับคำภาษาไทยรอบๆ และแบรนด์หนึ่งอาจมีการสะกดภาษาไทยที่นิยมหลายแบบ หากใช้คีย์เวิร์ดเชิงลบ ทุกแบบต้องใส่แยก เอกสารของ Google เองใช้คำว่า ยูทูบ เป็นตัวอย่างของรูปอักษรต่างประเทศที่รายการแบรนด์เพียงรายการเดียวครอบคลุม

ประเด็นเฉพาะสำหรับบัญชีในไทย

  • ชื่อไทยและชื่ออังกฤษ บริษัทไทยจำนวนมากใช้ชื่อการค้าภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่ไม่มีคำร่วมกัน ให้เพิ่มทั้งสองชื่อ
  • แบรนด์ท้องถิ่นที่ไม่มีในคลัง แบรนด์ไทยขนาดเล็กอาจยังไม่อยู่ในคลังแบรนด์ของ Google ให้ส่งคำขอแต่เนิ่นๆ เพราะการตอบกลับใช้เวลา 3 ถึง 6 สัปดาห์ และคงคีย์เวิร์ดเชิงลบไว้จนกว่าแบรนด์จะได้รับการอนุมัติ
  • คำค้นหาที่มีชื่อมาร์เก็ตเพลส การค้นหาที่จับคู่ชื่อแบรนด์กับ Shopee หรือ Lazada อาจถูกเชื่อมโยงกับมากกว่าหนึ่งแบรนด์ ให้ตรวจรายงานข้อความค้นหาว่าคำค้นหาแบบนี้ถูกจัดการอย่างไรในแคมเปญของคุณ
  • ร้านค้าที่ขายสินค้าแบรนด์อื่น ถ้าคุณขายแบรนด์ต่างประเทศในไทย ให้คิดให้ดีก่อนยกเว้นแบรนด์เหล่านั้นจาก Performance Max ช่อง Shopping ช่วยให้โฆษณาสินค้ายังแสดงในการค้นหาแบรนด์นั้นได้

ข้อจำกัดที่ควรรู้

การจับคู่แบรนด์คือโมเดลของ Google ที่ตัดสินว่าคำค้นหาใดเกี่ยวกับแบรนด์ใด และคุณมองไม่เห็นรายการคำค้นหาทั้งหมดที่ระบบจับคู่ หน้าช่วยเหลือที่ใช้ตรวจสอบสำหรับบทความนี้ไม่ได้ระบุขีดจำกัดอย่างจำนวนแบรนด์ต่อรายการ และใน Search การตั้งค่าแบรนด์ผูกอยู่กับ broad match และ AI Max สำหรับแคมเปญแบรนด์แบบ exact match ที่ควบคุมอย่างเข้มงวด คีย์เวิร์ดเชิงลบยังเป็นเครื่องมือที่แม่นยำ และรายงานข้อความค้นหายังเป็นหลักฐานเดียวว่าโฆษณาแสดงที่ไหนจริง

คำถามที่พบบ่อย

ไม่มี Google ไม่คิดค่าใช้จ่ายในการใช้ brand list กับแคมเปญ สิ่งที่ต้องแลกคือการเข้าถึง เพราะทุกแบรนด์ที่ยกเว้นคือการค้นหาที่แคมเปญอาจได้แสดง

ใช้ brand exclusions ใน Search โดยไม่เปิด AI Max ได้ไหม

ได้เฉพาะแคมเปญที่มีการตั้งค่าแบรนด์อยู่แล้วก่อนการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 การเพิ่ม brand list ใหม่ในแคมเปญ Search ต้องเปิด AI Max ในระดับแคมเปญ

Brand exclusions ใช้แทนคีย์เวิร์ดเชิงลบได้ไหม

ไม่ได้ เพราะครอบคลุมเฉพาะแบรนด์ ยังต้องใช้คีย์เวิร์ดเชิงลบกับคำที่บอกเจตนา เช่น "สมัครงาน" หรือ "ฟรี" และกับแบรนด์ที่ยังไม่อยู่ในคลังแบรนด์ของ Google

ถ้าแบรนด์ของฉันไม่อยู่ในคลังแบรนด์ต้องทำอย่างไร

ส่งคำขอจากหน้าแก้ไข brand list โดยใช้ Request a brand Google ระบุว่าจะตอบกลับภายใน 3 ถึง 6 สัปดาห์ และระหว่างนั้นแบรนด์ที่อยู่ระหว่างตรวจสอบใช้งานได้โดยมีการเข้าถึงจำกัด

ถ้าต้องการแยกทราฟฟิกแบรนด์และไม่ใช่แบรนด์ให้ชัดเจนทั้งใน Search และ Performance Max ทีมบริหาร Google Adsของ Relevant Audience วางแผน สร้าง และปรับแคมเปญ paid search ให้ธุรกิจไทย โดยไม่มีสัญญาผูกมัด ดูวิธีการทำงานของ Relevant Search สำหรับ Google Ads หรือสำหรับร้านค้าออนไลน์ ดูว่า แคมเปญ Google Shopping และ การตลาดอีคอมเมิร์ซ ทำงานร่วมกับการตั้งค่าแบรนด์อย่างไร

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์:

อ่านบทความของเราเป็นประจำใช่ไหม เพิ่ม Relevant Audience เป็นแหล่งข้อมูลที่คุณเลือก เพื่อให้บทความของเราปรากฏในผลการค้นหา Google ของคุณมากขึ้น