สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- เครื่องมือ AI Search อย่าง Google AI Overviews, Google AI Mode, ChatGPT search, Perplexity, Microsoft Copilot และ Gemini อ่านหน้าเว็บแล้วเขียนคำตอบสรุปเดียวพร้อมลิงก์แหล่งที่มา
- ส่วนใหญ่ทำงานแบบเดียวกันที่เรียกว่า retrieval-augmented generation คือ ตีความคำถาม ค้นหาข้อมูลจากเว็บ สรุปเป็นคำตอบเดียว แล้วแนบลิงก์แหล่งที่มา
- Digiday รายงานเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ถึงการวิเคราะห์ลูกค้า 54 ราย ที่พบว่าเซสชันออร์แกนิกลดลง 10.5% ช่วงมกราคม 2568 ถึงเมษายน 2569 ขณะที่เซสชันจากแพลตฟอร์ม AI เพิ่มขึ้น 163%
- งานวิจัยฉบับร่างของ University of Washington ที่ยังไม่ผ่านการตรวจโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ประเมินว่า AI Overviews ทำให้ทราฟฟิกจากการค้นหาไป Wikipedia ภาษาอังกฤษลดลงราว 5% โดย Google โต้แย้งวิธีการ
AI Search คือการค้นหาที่ระบบปัญญาประดิษฐ์อ่านคำถามของเรา ไปดึงข้อมูลจากเว็บหรือฐานข้อมูลมาเอง แล้วเรียบเรียงออกมาเป็นคำตอบสำเร็จรูปพร้อมลิงก์แหล่งที่มา แทนที่จะส่งรายการลิงก์สิบอันให้เราไล่คลิกเองเหมือนเสิร์ชแบบเดิม ตัวอย่างที่เป็นที่รู้จักคือ Google AI Overviews, Google AI Mode, ChatGPT search, Perplexity, Microsoft Copilot และ Gemini บทความนี้อธิบายว่า ai search แต่ละตัวต่างกันตรงไหน มันสร้างคำตอบขึ้นมาอย่างไรทีละขั้น และทำไมเจ้าของเว็บหลายรายถึงเห็นยอดคลิกจากการค้นหาลดลง ทั้งที่อันดับในหน้าผลการค้นหาแทบไม่ขยับ
บทความนี้ตั้งใจพูดถึงตัว "เครื่องมือค้นหา" เป็นหลัก ไม่ใช่คู่มือการปรับเว็บให้ AI หยิบไปตอบ ถ้าคุณอยากรู้เรื่องฝั่งการปรับเว็บ เราสรุปไว้สั้น ๆ ในหัวข้อเนื้อหาแบบที่ AI ชอบหยิบไปตอบ และมีลิงก์ไปยังหน้าบริการที่อธิบายละเอียดกว่า
AI Search คืออะไร
ถ้าจะนิยามให้สั้นที่สุด AI Search คือเครื่องมือค้นหาที่ใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model หรือ LLM) เป็นตัวเขียนคำตอบ โดยมีระบบค้นหาข้อมูลอยู่เบื้องหลังคอยป้อนเนื้อหาจริงจากเว็บให้โมเดลใช้อ้างอิง ผลลัพธ์ที่ผู้ใช้เห็นจึงเป็นย่อหน้าหรือรายการสรุป ไม่ใช่หน้ารวมลิงก์
เสิร์ชแบบดั้งเดิมทำงานเหมือนบรรณารักษ์ที่ชี้ว่าหนังสือเล่มไหนน่าจะมีคำตอบ ส่วน AI Search ทำงานเหมือนผู้ช่วยที่ไปเปิดหนังสือหลายเล่มมาให้ อ่านแทนเรา แล้วเล่าสรุปให้ฟัง พร้อมบอกว่าเอามาจากเล่มไหน ความต่างนี้ฟังดูเล็ก แต่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้ใช้ไปมาก เพราะเมื่อคำตอบอยู่ตรงหน้าแล้ว เหตุผลที่จะต้องคลิกเข้าเว็บต้นทางก็น้อยลงตามไปด้วย
ต่างจากการค้นหาแบบเดิมอย่างไร
มีความต่างหลักอยู่สี่ข้อที่ควรเข้าใจก่อนไปดูเครื่องมือแต่ละตัว
- รูปแบบผลลัพธ์: เสิร์ชแบบเดิมคืนรายการลิงก์ที่จัดอันดับแล้ว AI Search คืนข้อความที่เรียบเรียงใหม่ โดยลิงก์กลายเป็นแหล่งอ้างอิงประกอบ ไม่ได้เป็นตัวผลลัพธ์หลักอีกต่อไป
- ความยาวของคำถาม: คนพิมพ์คีย์เวิร์ดสั้น ๆ สองสามคำใส่ Google มาหลายปี แต่กับ AI Search คนมักพิมพ์เป็นประโยคเต็ม ใส่เงื่อนไขส่วนตัว เช่น งบประมาณ ทำเล หรือข้อจำกัด
- การถามต่อ: หลายเครื่องมือให้ถามต่อในบริบทเดิมได้ คำถามที่สองสามจึงต่อยอดจากคำตอบแรก ไม่ได้เริ่มค้นใหม่จากศูนย์
- หน่วยที่ถูกเลือก: เสิร์ชแบบเดิมจัดอันดับทั้งหน้าเว็บ AI Search มักดึงมาใช้แค่บางท่อนของหน้า เช่น ย่อหน้าที่นิยามคำ ตาราง หรือรายการขั้นตอน แล้วนำไปผสมกับท่อนจากเว็บอื่น
ข้อสุดท้ายสำคัญมากสำหรับเจ้าของเว็บ เพราะแปลว่าเว็บของคุณอาจถูกใช้เป็นข้อมูลในคำตอบ แต่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเข้ามาที่เว็บเลยก็ได้
AI Search Engine มีอะไรบ้าง
ปัจจุบัน ai search หลัก ๆ แบ่งได้เป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือฟีเจอร์ AI ที่ฝังอยู่ในเครื่องมือค้นหาเดิม อย่าง Google และ Bing กลุ่มที่สองคือผู้ช่วย AI แบบแชตที่เพิ่มความสามารถในการค้นเว็บเข้าไป อย่าง ChatGPT, Perplexity และ Gemini รายละเอียดฟีเจอร์ของแต่ละตัวเปลี่ยนเร็ว และความพร้อมใช้งานต่างกันไปตามประเทศ ภาษา และประเภทบัญชี ข้อมูลด้านล่างจึงเน้นหลักการทำงานที่ค่อนข้างคงที่ ไม่ใช่รายการฟีเจอร์ล่าสุด
Google AI Overviews
AI Overviews คือกล่องสรุปที่ Google สร้างด้วย AI และแสดงไว้ด้านบนของหน้าผลการค้นหาปกติ สำหรับคำค้นบางประเภท โดยเฉพาะคำถามที่ต้องการคำอธิบายหรือการเปรียบเทียบ ในกล่องจะมีข้อความสรุปพร้อมลิงก์ไปยังหน้าเว็บที่ใช้อ้างอิง ด้านล่างกล่องยังเป็นผลการค้นหาแบบเดิมอยู่ จุดที่ทำให้ AI Overviews มีผลกับทราฟฟิกมากที่สุดคือมันอยู่ใน Google ซึ่งเป็นช่องทางค้นหาหลักของคนส่วนใหญ่ และผู้ใช้ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเลยก็เห็น เพราะระบบเลือกแสดงให้เอง
ถ้าอยากเข้าใจ AI Overviews แบบเจาะลึก เช่น เงื่อนไขที่ทำให้กล่องนี้แสดงผล ให้ดูบทความเรื่อง AI Overviews โดยเฉพาะในหมวดเดียวกัน บทความนี้จะพูดถึงมันในฐานะหนึ่งในเครื่องมือของภาพรวมเท่านั้น
Google AI Mode
AI Mode เป็นโหมดการค้นหาแยกต่างหากของ Google ที่หน้าตาคล้ายแชต ผู้ใช้ถามคำถามยาว ๆ แล้วถามต่อได้เรื่อย ๆ คำตอบเป็นข้อความเรียบเรียงพร้อมลิงก์แหล่งที่มา Google อธิบายว่า AI Mode ใช้เทคนิคที่เรียกว่า query fan-out คือแตกคำถามหนึ่งข้อออกเป็นคำค้นย่อยหลายคำ แล้วค้นพร้อมกันหลายทาง ก่อนรวบผลกลับมาเป็นคำตอบเดียว ความต่างจาก AI Overviews คือผู้ใช้ต้องเลือกเข้าโหมดนี้เอง และหน้าจอเกือบทั้งหมดเป็นคำตอบของ AI ไม่มีรายการลิงก์สิบอันแบบเดิมให้เห็นเป็นหลัก
ChatGPT search
ChatGPT ของ OpenAI เริ่มต้นจากการเป็นแชตบอตที่ตอบจากความรู้ที่โมเดลเรียนมา ต่อมาได้เพิ่มความสามารถในการค้นเว็บ เมื่อคำถามต้องการข้อมูลใหม่หรือข้อมูลเฉพาะ ระบบจะค้นเว็บแล้วแสดงคำตอบพร้อมลิงก์แหล่งที่มา ควรรู้ว่าคำตอบของ ChatGPT มาจากความจำของโมเดลหรือจากการค้นเว็บจริง เพราะคำตอบจากความจำของโมเดลอาจเก่าหรือคลาดเคลื่อนได้ ส่วนคำตอบที่มาจากการค้นเว็บจะมีลิงก์ให้ตรวจสอบย้อนกลับ
Perplexity
Perplexity วางตัวเป็น "answer engine" มาตั้งแต่ต้น ทุกคำตอบจะมีตัวเลขอ้างอิงกำกับไว้ตามประโยค และมีรายการแหล่งที่มาให้กดดู ทำให้ตรวจที่มาของแต่ละประโยคได้ง่าย สำหรับเจ้าของเว็บ Perplexity เป็นตัวอย่างที่เห็นชัดว่าการถูกอ้างอิงไม่ได้เท่ากับการได้คลิกเสมอไป ลิงก์อาจอยู่ตรงนั้น แต่ผู้ใช้จะกดก็ต่อเมื่ออยากรู้มากกว่าที่สรุปไว้
Microsoft Copilot
Copilot ของ Microsoft เชื่อมกับเครื่องมือค้นหา Bing และฝังอยู่ในหลายจุดของระบบนิเวศ Microsoft เช่น เบราว์เซอร์ Edge และ Windows คำตอบอ้างอิงผลการค้นหาจาก Bing พร้อมแสดงลิงก์ที่มา เว็บที่ Bing เก็บข้อมูลได้ไม่ครบจึงมีโอกาสถูกหยิบไปใช้ใน Copilot น้อยตามไปด้วย
Gemini
Gemini คือผู้ช่วย AI ของ Google ที่ใช้งานผ่านแอปและเว็บแยกต่างหาก และเชื่อมกับบริการอื่นของ Google ได้ เมื่อคำถามต้องการข้อมูลจากเว็บ Gemini สามารถใช้ Google Search เป็นแหล่งอ้างอิงประกอบคำตอบได้ ในทางปฏิบัติ Gemini จึงคาบเกี่ยวระหว่างผู้ช่วยส่วนตัวกับเครื่องมือค้นหา และเป็นอีกช่องทางที่คนใช้ถามเรื่องสินค้า บริการ และการเปรียบเทียบตัวเลือก
ตารางด้านล่างสรุปความต่างของ ai search engine หลัก ๆ ตามตำแหน่งที่ผู้ใช้เจอ และรูปแบบคำตอบที่ได้ เพื่อให้เห็นภาพรวมก่อนไปดูกลไกเบื้องหลัง
| เครื่องมือ | ผู้ใช้เจอที่ไหน | รูปแบบคำตอบ |
|---|---|---|
| Google AI Overviews | ด้านบนหน้าผลการค้นหา Google ปกติ ระบบเลือกแสดงเอง | กล่องสรุปสั้นพร้อมลิงก์อ้างอิง ผลการค้นหาเดิมยังอยู่ด้านล่าง |
| Google AI Mode | โหมดแยกใน Google ผู้ใช้ต้องเลือกเข้าเอง | คำตอบยาวแบบสนทนา ถามต่อได้ แตกคำถามเป็นคำค้นย่อยหลายคำ |
| ChatGPT search | ในแอปและเว็บ ChatGPT | คำตอบแบบแชต แสดงลิงก์แหล่งที่มาเมื่อระบบค้นเว็บ |
| Perplexity | เว็บและแอป Perplexity | คำตอบที่มีตัวเลขอ้างอิงกำกับในเนื้อหาและรายการแหล่งที่มา |
| Microsoft Copilot และ Gemini | Edge, Windows, Bing / แอปและเว็บ Gemini | ผู้ช่วย AI ที่อ้างอิงผลค้นหาจาก Bing หรือ Google ตามลำดับ |
การทำงานของ AI ในการสร้างคำตอบ
แม้ ai search แต่ละตัวจะมีรายละเอียดภายในต่างกันและไม่ได้เปิดเผยทั้งหมด แต่โครงสร้างหลักที่ทุกตัวใช้คล้ายกันมาก วงการเรียกแนวทางนี้ว่า Retrieval-Augmented Generation หรือ RAG แปลตรงตัวคือ "การสร้างข้อความที่เสริมด้วยการดึงข้อมูล" กระบวนการแบ่งได้เป็นสี่ขั้นตอน
- 1. ตีความคำถาม: ระบบอ่านคำถามทั้งประโยคเพื่อเข้าใจเจตนา ว่าผู้ใช้อยากได้นิยาม การเปรียบเทียบ ขั้นตอน หรือคำแนะนำ และมีเงื่อนไขอะไรแฝงอยู่ เช่น พื้นที่ ช่วงเวลา หรืองบประมาณ
- 2. ค้นหาข้อมูลจากเว็บ: ระบบแปลงคำถามเป็นคำค้นหนึ่งคำหรือหลายคำ แล้วดึงหน้าเว็บที่เกี่ยวข้องจากดัชนีของตัวเองหรือของเครื่องมือค้นหาที่เป็นพาร์ตเนอร์ จากนั้นตัดเอาเฉพาะท่อนที่น่าจะตอบคำถามได้
- 3. สรุปเป็นคำตอบเดียว: โมเดลภาษาอ่านท่อนข้อมูลที่ได้มา แล้วเขียนคำตอบใหม่ด้วยภาษาของตัวเอง โดยผสมข้อมูลจากหลายแหล่งเข้าด้วยกัน
- 4. แนบลิงก์แหล่งที่มา: ระบบผูกประโยคหรือย่อหน้าในคำตอบเข้ากับหน้าเว็บที่ใช้อ้างอิง แล้วแสดงเป็นลิงก์ ตัวเลขกำกับ หรือการ์ดแหล่งที่มา

ขั้นที่หนึ่งและสอง: จากคำถามไปเป็นชุดคำค้น
สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นคือ คำถามหนึ่งข้อที่เราพิมพ์ อาจถูกระบบแปลงเป็นคำค้นหลายคำ สมมติว่ามีคนถามว่า "ร้านอาหารญี่ปุ่นย่านอารีย์ที่เหมาะกับประชุมงานตอนกลางวันมีที่ไหนบ้าง" ระบบอาจแตกออกเป็นคำค้นย่อยเรื่องร้านอาหารญี่ปุ่นในย่านนั้น เรื่องร้านที่มีห้องส่วนตัว และเรื่องเมนูกลางวัน แล้วรวบผลกลับมา นี่คือหลักการเดียวกับ query fan-out ที่ Google อธิบายไว้สำหรับ AI Mode
ผลที่ตามมาสำหรับเจ้าของเว็บคือ หน้าเว็บของคุณอาจถูกเลือกมาเพราะตอบคำค้นย่อยข้อใดข้อหนึ่งได้ดี แม้จะไม่ได้ตอบคำถามหลักของผู้ใช้ทั้งหมดก็ตาม ในทางกลับกัน หน้าที่ติดอันดับดีกับคีย์เวิร์ดหลัก ก็ไม่ได้รับประกันว่าจะถูกเลือก ถ้าเนื้อหาไม่มีท่อนที่ตอบคำค้นย่อยได้ตรง
ขั้นที่สาม: โมเดลเขียนคำตอบใหม่
เมื่อได้ท่อนข้อมูลมาแล้ว โมเดลภาษาจะไม่คัดลอกมาวางตรง ๆ แต่เรียบเรียงใหม่ให้อ่านลื่น และตัดส่วนที่ไม่เกี่ยวออก ในขั้นนี้มีสองเรื่องที่ต้องรู้ เรื่องแรก โมเดลยังผสมความรู้เดิมที่เรียนมาระหว่างฝึกเข้าไปด้วย คำตอบจึงไม่ได้มาจากหน้าเว็บที่อ้างอิงทั้งหมดเสมอไป เรื่องที่สอง โมเดลอาจสร้างข้อความที่ฟังดูถูกต้องแต่ผิดข้อเท็จจริงได้ ซึ่งในวงการเรียกว่า hallucination ความเสี่ยงนี้ลดลงเมื่อระบบมีแหล่งข้อมูลจริงให้อ้างอิง แต่ไม่ได้หายไปทั้งหมด
สำหรับผู้ใช้ทั่วไป บทเรียนคือคำตอบจาก AI Search เหมาะเป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย โดยเฉพาะเรื่องตัวเลข ราคา กฎหมาย สุขภาพ และการเงิน ควรกดลิงก์ไปดูแหล่งต้นทางก่อนตัดสินใจทุกครั้ง
ขั้นที่สี่: การแนบแหล่งที่มา
การแนบลิงก์ช่วยให้ผู้ใช้ตรวจสอบได้ และเป็นช่องทางเดียวที่เว็บต้นทางจะได้ทราฟฟิกจาก AI Search แต่ตำแหน่งและหน้าตาของลิงก์ต่างกันมากในแต่ละเครื่องมือ บางตัวใส่ตัวเลขเล็ก ๆ ท้ายประโยค บางตัวแสดงเป็นการ์ดด้านข้าง บางตัวซ่อนไว้ในปุ่มที่ต้องกดเปิด ยิ่งลิงก์ถูกวางไว้ห่างจากสายตามากเท่าไร โอกาสที่ผู้ใช้จะคลิกก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น
อีกข้อที่ควรรู้คือ ประโยคที่ถูกอ้างอิงกับลิงก์ที่แสดงไม่จำเป็นต้องตรงกันแบบหนึ่งต่อหนึ่งเสมอ บางครั้งระบบแสดงลิงก์ที่เกี่ยวข้องในภาพรวม มากกว่าลิงก์ที่เป็นที่มาของประโยคนั้นจริง ๆ การตรวจสอบย้อนกลับจึงยังเป็นหน้าที่ของผู้อ่าน
ทำไม AI Search ถึงทำให้ยอดเข้าชมลดลง
คำตอบสั้นที่สุดคือ เมื่อคำตอบอยู่บนหน้าจอแล้ว ผู้ใช้จำนวนหนึ่งได้สิ่งที่ต้องการโดยไม่ต้องคลิก พฤติกรรมนี้มีมาก่อน AI แล้วในรูปของ featured snippet และกล่องคำตอบต่าง ๆ แต่ AI Search ขยายวงให้กว้างขึ้นมาก เพราะสามารถตอบคำถามที่ซับซ้อนกว่าได้ด้วย ไม่ใช่แค่คำถามที่ตอบได้ในบรรทัดเดียว
กลไกที่ทำให้คลิกลดลง
- คำตอบครบในหน้าเดียว: คำถามประเภทนิยาม ขั้นตอนพื้นฐาน หรือการเปรียบเทียบเบื้องต้น ถูกตอบจบในกล่องสรุป ผู้ใช้ไม่มีเหตุผลต้องไปต่อ
- ลิงก์ถูกดันลงไปด้านล่าง: เมื่อกล่อง AI กินพื้นที่ด้านบนของจอ ผลการค้นหาอันดับหนึ่งเดิมก็ถูกดันลงไป โดยเฉพาะบนมือถือ
- คลิกถูกแบ่งไปหลายแหล่ง: คำตอบหนึ่งข้ออาจอ้างอิงหลายเว็บ ผู้ใช้ที่อยากอ่านต่อจึงกระจายไปหลายที่ แทนที่จะรวมอยู่ที่เว็บอันดับต้นเว็บเดียว
- การค้นหาย้ายไปอยู่นอก Google: คนส่วนหนึ่งถามผู้ช่วย AI ตรง ๆ โดยไม่ผ่านหน้าผลการค้นหาเลย ทราฟฟิกส่วนนี้ไม่ได้หายไป แต่เปลี่ยนแหล่งที่มา และมักถูกนับปนไปกับช่องทางอื่นในระบบวิเคราะห์
ตัวเลขที่มีการศึกษาไว้
ข้อมูลที่เผยแพร่จนถึงตอนนี้ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน แต่ขนาดของผลกระทบต่างกันมากตามประเภทเว็บ และยังไม่มีการศึกษาที่ใช้ข้อมูลประเทศไทยโดยตรง
- การวิเคราะห์ข้อมูล Google Analytics ของลูกค้า 54 รายของกลุ่มบริษัทบริการการตลาดแห่งหนึ่ง ซึ่ง Digiday รายงานเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 พบว่าเซสชันจากการค้นหาแบบออร์แกนิกลดลง 10.5% ในช่วงมกราคม 2568 ถึงเมษายน 2569 ขณะที่เซสชันจากแพลตฟอร์ม AI เพิ่มขึ้น 163% และอัตรา key event ของผู้เข้าชมจาก ChatGPT, Copilot, Gemini และ Perplexity สูงกว่าผู้เข้าชมจากการค้นหาออร์แกนิก 1.5 เท่า กลุ่มตัวอย่างเป็นแบรนด์ในสหรัฐฯ และอังกฤษเป็นหลัก
- งานวิจัยฉบับร่างของ University of Washington ซึ่งยังไม่ผ่านการตรวจโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ประเมินว่า AI Overviews ทำให้ทราฟฟิกที่ Wikipedia ภาษาอังกฤษได้รับจากการค้นหาลดลงราว 5% หลังจาก Google เปิดใช้ฟีเจอร์นี้เป็นค่าเริ่มต้นในสหรัฐฯ เมื่อพฤษภาคม 2567 ทั้งนี้ Google โต้แย้งวิธีการของงานวิจัย และงานวิจัยนี้ไม่ได้ยืนยันว่าเว็บประเภทอื่นจะได้รับผลกระทบแบบเดียวกัน
สิ่งที่อ่านได้จากตัวเลขสองชุดนี้ไม่ใช่ว่า "ทุกเว็บจะเสียทราฟฟิกเท่านี้" แต่คือ ปริมาณคลิกจากการค้นหามีแนวโน้มลดลง ขณะที่ในข้อมูลลูกค้า 54 ราย ผู้เข้าชมที่มาจากแพลตฟอร์ม AI แม้จะยังมีจำนวนน้อยกว่า กลับเกิด key event ในอัตราที่สูงกว่า
หน้าแบบไหนได้รับผลกระทบมากกว่า
จากกลไกที่อธิบายมา หน้าที่เสี่ยงที่สุดคือหน้าที่ตอบคำถามที่ตอบจบได้ในย่อหน้าเดียว เช่น หน้านิยามศัพท์ หน้าคำถามทั่วไป หรือบทความ "คืออะไร" ที่ไม่มีอะไรเพิ่มจากนิยาม หน้าที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่าคือหน้าที่ผู้ใช้ต้องเข้ามาทำอะไรบางอย่างต่อ เช่น หน้าสินค้า หน้าจองบริการ เครื่องคำนวณ หน้าที่มีข้อมูลเฉพาะของธุรกิจ และหน้าที่มีความเห็นหรือประสบการณ์ที่ AI สรุปแทนไม่ได้
วิธีเช็กว่าเว็บของคุณได้รับผลจาก AI Search แค่ไหน
ก่อนจะสรุปว่ายอดเข้าชมที่ลดลงมาจาก ai search ควรตรวจข้อมูลของตัวเองก่อน เพราะทราฟฟิกตกได้จากหลายสาเหตุ เช่น อัปเดตอัลกอริทึม ปัญหาทางเทคนิค หรือฤดูกาลของธุรกิจ ด้านล่างคือสิ่งที่ตรวจได้ด้วยเครื่องมือฟรีที่ธุรกิจส่วนใหญ่มีอยู่แล้ว
- ดู Impressions เทียบกับ Clicks ใน Google Search Console: ถ้า impressions คงที่หรือเพิ่มขึ้น แต่ clicks ลดลงและ CTR ตกทั้งที่อันดับเฉลี่ยไม่เปลี่ยน นี่คือรูปแบบที่สอดคล้องกับการที่คำตอบถูกแสดงบนหน้าผลการค้นหาโดยไม่มีคนคลิก
- แยกดูตามประเภทคำค้น: คำค้นที่เป็นคำถามแบบ "คืออะไร" "ทำอย่างไร" "ต่างกันอย่างไร" มักได้รับผลกระทบก่อน ส่วนคำค้นที่มีชื่อแบรนด์ของคุณ หรือคำค้นที่ต้องการซื้อ มักได้รับผลกระทบน้อยกว่า
- ดูแหล่งที่มา referral ใน GA4: ทราฟฟิกจาก ChatGPT, Perplexity, Copilot และ Gemini มักแสดงเป็น referral จากโดเมนของเครื่องมือนั้น ๆ ลองสร้างกลุ่มช่องทางแยกสำหรับแหล่งเหล่านี้ เพื่อดูแนวโน้มและอัตราการเกิด key event
- ลองค้นจริงด้วยคำถามของลูกค้า: เอาคำถามที่ลูกค้าถามบ่อยไปถามใน AI Search หลายตัว จดว่าแบรนด์ของคุณถูกพูดถึงหรือไม่ เว็บไหนถูกอ้างอิงแทน และข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจของคุณที่ AI ตอบนั้นถูกต้องหรือเปล่า
- เช็ก Bing Webmaster Tools: เพราะ Copilot อ้างอิงผลของ Bing ถ้าเว็บของคุณมีปัญหาการเก็บข้อมูลใน Bing โอกาสถูกอ้างอิงใน Copilot ก็ลดลงไปด้วย
ข้อจำกัดที่ต้องยอมรับคือ เครื่องมือวัดผลส่วนใหญ่ยังแยกได้ไม่ละเอียดว่าคลิกไหนมาจากกล่อง AI และคลิกไหนมาจากผลการค้นหาปกติ การตีความจึงต้องดูหลายสัญญาณประกอบกัน ไม่ควรสรุปจากตัวเลขตัวเดียว
เนื้อหาแบบที่ AI ชอบหยิบไปตอบเป็นแบบไหน
หัวข้อนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่มีรายละเอียดเชิงเทคนิคอีกมาก ในที่นี้ขอสรุปแค่ลักษณะร่วมที่เห็นได้จากกลไกการทำงานที่อธิบายไว้ด้านบน
- ตอบตรงตั้งแต่ประโยคแรก: ระบบตัดเนื้อหามาเป็นท่อน ย่อหน้าที่ขึ้นต้นด้วยคำตอบตรง ๆ จึงหยิบไปใช้ได้ง่ายกว่าย่อหน้าที่เกริ่นยาว
- มีโครงสร้างชัด: หัวข้อที่ตรงกับคำถาม รายการขั้นตอน และตาราง ช่วยให้ระบบรู้ว่าท่อนไหนตอบเรื่องอะไร
- มีข้อมูลที่ตรวจสอบได้: ตัวเลขที่บอกแหล่งที่มา นิยามที่ชัดเจน และข้อมูลเฉพาะของธุรกิจที่หาจากที่อื่นไม่ได้
- เข้าถึงได้ในทางเทคนิค: หน้าเว็บต้องถูกเก็บข้อมูลได้ทั้งจาก Google, Bing และบอตของผู้ให้บริการ AI ที่คุณต้องการให้เข้าถึง
รายละเอียดเชิงลึกว่าแต่ละข้อทำอย่างไร เป็นเนื้อหาของงาน AI SEO และ GEO (Generative Engine Optimization) ถ้าต้องการให้ทีมผู้เชี่ยวชาญวางแผนเรื่องนี้ให้ ดูรายละเอียดได้ที่หน้า รับทำ ai seo หน้า บริการ GEO สำหรับ AI Search และหน้า ChatGPT SEO ซึ่งเน้นการปรากฏในคำตอบของ ChatGPT โดยเฉพาะ
AI Search ในตลาดไทย
สำหรับธุรกิจไทย มีประเด็นเฉพาะที่ควรคิดเพิ่มจากภาพรวมระดับโลก
- ภาษาไทยกับคำทับศัพท์: คำค้นพิมพ์ได้ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และคำทับศัพท์ เช่น บางคนพิมพ์ "ai search" บางคนพิมพ์ "เอไอเสิร์ช" เนื้อหาที่ครอบคลุมทั้งสองแบบอย่างเป็นธรรมชาติช่วยให้ระบบจับคู่คำถามกับเนื้อหาได้กว้างขึ้น
- ความพร้อมของฟีเจอร์ต่างกันตามประเทศ: ฟีเจอร์ AI ในการค้นหาทยอยเปิดในแต่ละประเทศและภาษาไม่พร้อมกัน สิ่งที่ผู้ใช้ในสหรัฐฯ เห็น อาจยังไม่ตรงกับสิ่งที่ผู้ใช้ในไทยเห็น วิธีที่แม่นที่สุดคือทดลองค้นจริงจากบัญชีและอุปกรณ์ในประเทศไทยเป็นระยะ
- การตัดสินใจซื้อยังเกิดหลายช่องทาง: ลูกค้าอาจหาข้อมูลจากการค้นหา แล้วไปตัดสินใจต่อในโซเชียลมีเดียหรือแชต การวัดผลจึงควรดูทั้งเส้นทาง ไม่ใช่ดูแค่คลิกจากการค้นหา
ภาพรวมคือ AI Search ไม่ได้ทำให้การค้นหาหายไป แต่เปลี่ยนว่าใครเป็นคนอ่านเว็บของคุณก่อน จากเดิมที่คนอ่านโดยตรง ตอนนี้ AI อ่านก่อนแล้วค่อยเล่าต่อให้คน ธุรกิจที่เข้าใจกลไกนี้จะวางแผนเนื้อหาและการวัดผลได้ตรงกับความจริงมากกว่า สำหรับภาพรวมงาน บริการ SEO ที่ยังเป็นฐานของการถูกค้นเจอทั้งใน Google และใน AI Search ก็ยังสำคัญเท่าเดิม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ AI Search
AI Search คืออะไร ต่างจาก Google แบบเดิมอย่างไร
AI Search คือการค้นหาที่ AI อ่านข้อมูลจากหลายเว็บแล้วเขียนคำตอบสรุปให้พร้อมลิงก์แหล่งที่มา ขณะที่ Google แบบเดิมแสดงรายการลิงก์ให้ผู้ใช้เลือกคลิกเอง ปัจจุบัน Google เองก็มีทั้งสองแบบอยู่ด้วยกัน คือผลการค้นหาปกติ AI Overviews และ AI Mode
ai search engine ที่นิยมมีตัวไหนบ้าง
ตัวหลักคือ Google AI Overviews, Google AI Mode, ChatGPT search, Perplexity, Microsoft Copilot และ Gemini ซึ่งแบ่งได้เป็นฟีเจอร์ AI ในเครื่องมือค้นหาเดิม กับผู้ช่วย AI แบบแชตที่ค้นเว็บได้ ความพร้อมใช้งานของแต่ละฟีเจอร์ต่างกันตามประเทศและภาษา
คำตอบจาก AI Search เชื่อถือได้แค่ไหน
คำตอบจาก AI Search เชื่อถือได้ในระดับที่ใช้เป็นจุดเริ่มต้น แต่ยังผิดพลาดได้ เพราะโมเดลอาจผสมความรู้เดิมหรือสร้างข้อความที่ไม่ตรงกับแหล่งอ้างอิง เรื่องที่มีผลต่อเงิน สุขภาพ หรือกฎหมาย ควรกดลิงก์ไปตรวจแหล่งต้นทางก่อนเสมอ
AI Search ทำให้เว็บไซต์ไม่มีคนเข้าเลยหรือเปล่า
ไม่ใช่ AI Search ทำให้คลิกจากคำถามทั่วไปลดลง แต่การเข้าชมไม่ได้หายไป ข้อมูลที่ Digiday รายงานจากลูกค้า 54 รายพบว่าอัตรา key event ของผู้เข้าชมจากแพลตฟอร์ม AI สูงกว่าการค้นหาออร์แกนิก 1.5 เท่า แม้ปริมาณจะยังน้อยกว่า
ธุรกิจควรเริ่มรับมือกับ AI Search จากตรงไหน
ควรเริ่มจากการวัดผลให้เห็นภาพจริงก่อน คือเทียบ impressions กับ clicks ใน Search Console แยกทราฟฟิกจากแพลตฟอร์ม AI ใน GA4 และลองถามคำถามของลูกค้าใน AI Search หลายตัว จากนั้นจึงวางแผนปรับเนื้อหาตามข้อมูลที่ได้
ถ้าต้องการคนช่วยดูว่าแบรนด์ของคุณปรากฏใน AI Search อย่างไร และควรปรับตรงไหนก่อน ทีม Relevant Audience มีบริการด้าน AI SEO และ GEO ที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจไทยโดยเฉพาะ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หน้าบริการด้านบน







