Adobe: ทราฟฟิกจาก AI สร้างรายได้ต่อการเข้าชมสูงกว่า 83% ในค้าปลีกสหรัฐฯ

Adobe: ทราฟฟิกจาก AI สร้างรายได้ต่อการเข้าชมสูงกว่า 83% ในค้าปลีกสหรัฐฯ

geoOctober 30, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • Adobe Digital Insights เผยแพร่รายงานเมื่อ 29 ตุลาคม 2569 โดยอิงการเข้าชมเว็บไซต์ค้าปลีกในสหรัฐฯ มากกว่า 1 ล้านล้านครั้ง สินค้า 100 ล้าน SKU และ 18 หมวดสินค้า
  • ในเดือนกันยายน 2569 ทราฟฟิกที่มาจาก AI เติบโต 71% เทียบปีก่อน มีอัตราการแปลงดีกว่าทราฟฟิกที่ไม่ใช่ AI 90% (เคยแย่กว่า 9% ในเดือนสิงหาคม 2568) และเพิ่มสินค้าลงตะกร้าสูงกว่า 53%
  • Adobe คาดว่าทราฟฟิก AI จะเพิ่ม 159% ในวัน Thanksgiving 95% ในวัน Black Friday และ 88% ในวัน Cyber Monday และความได้เปรียบด้านรายได้ต่อการเข้าชมจะเพิ่มเป็นสองเท่าในช่วงเทศกาลนี้
  • Citation Readability Score ซึ่งเป็นตัวชี้วัดของ Adobe เอง มีค่าเฉลี่ย 63% สำหรับหน้าแรกเว็บค้าปลีกสหรัฐฯ หมวด Electronics ได้ 79% และหน้าแรกหมวด General Merchandise ได้ 40%
  • ข้อมูลเป็นของสหรัฐฯ เท่านั้น และ Adobe ไม่ได้ให้สัดส่วนของ AI ต่อการเข้าชมทั้งหมด จึงอ่านตัวเลข 83% ว่าเป็นสัดส่วนรายได้ไม่ได้

ผู้ซื้อที่เข้าเว็บไซต์ค้าปลีกในสหรัฐฯ ด้วยการคลิกลิงก์จากผู้ช่วย AI สร้างรายได้ต่อการเข้าชมสูงกว่าผู้เข้าชมกลุ่มอื่น 83% ในเดือนกันยายน 2569 ตามรายงานที่ Adobe Digital Insights เผยแพร่เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 การเข้าชมที่มาจาก AI กลุ่มเดียวกันนี้มีอัตราการแปลงเป็นยอดขาย (conversion) ดีกว่าทราฟฟิกที่ไม่ได้มาจาก AI ถึง 90% ซึ่ง Adobe ระบุว่าเป็นช่องว่างสูงสุดที่เคยบันทึกได้ และ Adobe คาดว่าความได้เปรียบด้านรายได้ต่อการเข้าชมจะเพิ่มเป็นสองเท่าในช่วงเทศกาลช้อปปิ้งปลายปี 2569 ตัวเลขทั้งหมดมาจากการวิเคราะห์การเข้าชมเว็บไซต์ค้าปลีกในสหรัฐฯ มากกว่า 1 ล้านล้านครั้ง จึงสะท้อนตลาดสหรัฐฯ และเป็นการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทราฟฟิก ไม่ได้วัดว่า AI ส่งทราฟฟิกมาทั้งหมดเท่าไร

Adobe รายงานอะไรเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569

รายงานนี้เขียนโดย Vivek Pandya และเผยแพร่บนบล็อกธุรกิจของ Adobe โดยอิงจากธุรกรรมออนไลน์โดยตรง Adobe ระบุว่าข้อมูลครอบคลุมการเข้าชมเว็บไซต์ค้าปลีกในสหรัฐฯ มากกว่า 1 ล้านล้านครั้ง สินค้า 100 ล้าน SKU และ 18 หมวดสินค้า นอกจากนี้ยังมีแบบสำรวจประกอบจากผู้ตอบในสหรัฐฯ มากกว่า 5,000 คน ซึ่งทำในเดือนกันยายน 2569 เพื่อให้บริบทเรื่องการใช้ AI ของผู้บริโภค แต่โพสต์นี้ไม่ได้เผยแพร่ผลของแบบสำรวจดังกล่าว

Adobe นิยามทราฟฟิก AI ในรายงานนี้ว่าเป็นผู้ใช้ที่คลิกลิงก์จากโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) กล่าวคือนับเฉพาะการเข้าชมที่มาจากคำตอบของผู้ช่วย AI ไม่ได้นับผู้ซื้อทุกคนที่เคยใช้ AI ในบางช่วง ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบคือทราฟฟิกที่ไม่ได้มาจาก AI ซึ่ง Adobe ยกตัวอย่างว่าเป็นแหล่งอย่างอีเมล โฆษณาบนการค้นหา และโซเชียล

ตัวเลขการเติบโต

Adobe ระบุว่าในเดือนกันยายน 2569 ทราฟฟิก AI ที่เข้าเว็บไซต์ค้าปลีกในสหรัฐฯ เติบโต 71% เมื่อเทียบกับปีก่อน Adobe เริ่มติดตามทราฟฟิกประเภทนี้ในเดือนตุลาคม 2567 และรายงานว่าเติบโตอย่างมากทุกเดือนนับจากนั้น Adobe ยังระบุว่าเห็นการใช้ AI เพิ่มขึ้นครั้งแรกในช่วงเทศกาลช้อปปิ้งปลายปี 2567

สำหรับเทศกาลปลายปี 2569 Adobe คาดว่าทราฟฟิก AI จะเพิ่มขึ้น 159% เทียบกับปีก่อนในวัน Thanksgiving เพิ่มขึ้น 95% ในวัน Black Friday และ 88% ในวัน Cyber Monday ตัวเลขเหล่านี้เป็นการคาดการณ์ ไม่ใช่ค่าที่วัดได้จริง และเป็นอัตราการเติบโตเทียบกับวันเดียวกันของปี 2568 เนื่องจากโพสต์ไม่ได้ระบุฐานตั้งต้น เปอร์เซ็นต์ที่สูงจึงไม่ได้บอกว่าเป็นจำนวนการเข้าชมเท่าไร

อัตราการแปลง การมีส่วนร่วม และรายได้ต่อการเข้าชม

ตัวเลขชุดที่สองในรายงานเป็นเรื่องพฤติกรรมของผู้เข้าชมที่มาจาก AI หลังจากเข้าเว็บแล้ว Adobe เปรียบเทียบกับผู้เข้าชมที่ไม่ได้มาจาก AI ในเดือนกันยายน 2569 ดังนี้:

  • ทราฟฟิก AI มีอัตราการแปลงดีกว่า 90% หมายความว่าการเข้าชมจาก AI มีโอกาสกลายเป็นการซื้อมากกว่า ขณะที่ในเดือนสิงหาคม 2568 ทราฟฟิก AI มีอัตราการแปลงแย่กว่า 9%
  • ผู้เข้าชมจาก AI ใช้เวลาบนเว็บไซต์นานกว่า 73%
  • ดูหน้าเว็บต่อการเข้าชมมากกว่า 25%
  • เพิ่มสินค้าลงตะกร้าในอัตราสูงกว่า 53%
  • รายได้ต่อการเข้าชมสูงกว่า 83% ซึ่ง Adobe ระบุว่าเป็นช่องว่างที่สูงที่สุดที่สังเกตได้ในปีนี้

Adobe สรุปการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า ภายใน 12 เดือน การเข้าชมจาก AI เปลี่ยนจากมีมูลค่าไม่ถึงครึ่งหนึ่งของการเข้าชมทั่วไป มาเป็นมีมูลค่าเกือบสองเท่า และคาดว่าความได้เปรียบด้านรายได้ต่อการเข้าชมจะเพิ่มเป็นสองเท่าในช่วงเทศกาลปลายปี

ตารางด้านล่างรวบรวมตัวเลขของเดือนกันยายน 2569 ที่ Adobe เผยแพร่สำหรับเว็บไซต์ค้าปลีกในสหรัฐฯ การเติบโตของทราฟฟิกเป็นการเทียบกับปีก่อน ส่วนรายการอื่นเป็นการเทียบทราฟฟิกที่มาจาก AI กับทราฟฟิกที่ไม่ได้มาจาก AI

อัตราการแปลง การมีส่วนร่วม และรายได้ต่อการเข้าชม
ตัวชี้วัด (ค้าปลีกสหรัฐฯ กันยายน 2569)ทราฟฟิกที่มาจาก AI
การเติบโตของทราฟฟิกเทียบปีก่อน+71%
อัตราการแปลงเทียบทราฟฟิกที่ไม่ใช่ AIดีกว่า 90% (เคยแย่กว่า 9% ในเดือนสิงหาคม 2568)
เวลาบนเว็บไซต์เทียบทราฟฟิกที่ไม่ใช่ AI+73%
อัตราการเพิ่มสินค้าลงตะกร้าเทียบทราฟฟิกที่ไม่ใช่ AI+53%
รายได้ต่อการเข้าชมเทียบทราฟฟิกที่ไม่ใช่ AI+83%

Citation Readability Score: AI ใช้เนื้อหาในหน้าเว็บได้มากแค่ไหน

ครึ่งหลังของรายงาน Adobe เปลี่ยนจากเรื่องทราฟฟิกมาเป็นเรื่องเนื้อหา Adobe ใช้ตัวชี้วัดที่เรียกว่า Citation Readability Score ซึ่งอธิบายว่าเป็นสัดส่วนของเนื้อหาในหน้าเว็บที่ AI เข้าใจและนำไปอ้างอิงได้ นี่เป็นตัวชี้วัดของ Adobe เอง และโพสต์ไม่ได้อธิบายวิธีคำนวณ

ในเดือนกันยายน 2569 หน้าแรกของเว็บไซต์ค้าปลีกในสหรัฐฯ ได้คะแนนเฉลี่ย 63% Adobe ตีความว่าเนื้อหาบนหน้าแรกมากกว่าหนึ่งในสามมองไม่เห็นโดยระบบ AI และเอเจนต์ที่ส่งผู้ซื้อมายังร้านค้า

ผลแยกตามหมวดสินค้าและประเภทหน้า

Adobe รายงานว่าหมวด Electronics นำทุกหมวดค้าปลีกด้วยคะแนนรวม 79% ภายในหมวดนี้ หน้าหมวดสินค้าได้ 79% และหน้าบริการลูกค้าได้ 78% ซึ่ง Adobe ระบุว่ามาจากคู่มือการติดตั้ง บทความแก้ปัญหา และสเปกสินค้าโดยละเอียด หมวด Grocery ตามมาที่ 55% ส่วนหน้าแรกของหมวด General Merchandise ได้ 40% โดย Adobe ระบุว่าเลย์เอาต์ที่เน้นเมนูนำทางและโปรโมชันทำให้ AI มีบริบทให้ใช้น้อยลง

ข้อสรุปของ Adobe คือ เนื้อหาที่ AI อ่านได้ดีที่สุดคือเนื้อหาที่อธิบาย Adobe ยกตัวอย่างรายละเอียดสินค้า คู่มือการเลือกซื้อ FAQ และนโยบายการคืนสินค้า ว่าเป็นหน้าประเภทที่ AI ค้นเจอ เข้าใจ และแนะนำต่อได้

สิ่งที่รายงานนี้ไม่ได้บอก

รายงานนี้มีข้อจำกัดหลายข้อ ซึ่งสำคัญถ้าคุณจะนำตัวเลขไปใช้ในการคุยเรื่องงบประมาณ

เป็นข้อมูลสหรัฐฯ เท่านั้น

ทุกตัวเลขในรายงานอธิบายเว็บไซต์ค้าปลีกในสหรัฐฯ Adobe ไม่ได้ให้ตัวเลขของไทย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือตลาดอื่น ดังนั้นจากแหล่งนี้จึงไม่รู้ว่าความได้เปรียบของ AI ในประเทศอื่นมีขนาดเท่าไร

ช่องว่างเป็นค่าเชิงเปรียบเทียบ และไม่มีสัดส่วนต่อทราฟฟิกทั้งหมด

รายงานเปรียบเทียบการเข้าชมจาก AI กับการเข้าชมที่ไม่ได้มาจาก AI แต่ไม่ได้บอกว่าในเดือนกันยายน 2569 การเข้าชมค้าปลีกทั้งหมดมาจาก AI กี่เปอร์เซ็นต์ ช่องทางหนึ่งอาจมีอัตราการแปลงสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาก แต่ยังเป็นส่วนเล็กของทราฟฟิกทั้งหมดได้ ดังนั้นรายได้ต่อการเข้าชมที่สูงกว่า 83% เพียงตัวเดียว ไม่ได้บอกว่าการเข้าชมจาก AI สร้างรายได้รวมเท่าไร

น่าจะมีผลจากการคัดกรองตัวเอง

คำอธิบายของ Adobe เองบอกใบ้ว่าทำไมผู้เข้าชมจาก AI จึงมีผลงานดี เมื่อผู้ซื้อคลิกต่อจากผู้ช่วย AI หลายคนได้หาข้อมูลมาแล้วและพร้อมซื้อ นั่นหมายความว่าช่องว่างบางส่วนอาจสะท้อนว่าผู้เข้าชมเหล่านี้เป็นใครและอยู่ในขั้นไหนของการตัดสินใจซื้อ มากกว่าจะเป็นคุณสมบัติของช่องทางเอง รายงานไม่ได้แยกผลเหล่านี้ออกจากกัน

คะแนน readability เป็นตัวชี้วัดของผู้ขาย

Citation Readability Score กำหนดและวัดโดย Adobe ใช้ดูทิศทางได้ แต่เมื่อไม่มีการเผยแพร่วิธีการ ก็เทียบกับเครื่องมือวัดการมองเห็นบน AI ตัวอื่นไม่ได้ และไม่ควรอ่านคะแนน 63% ว่าเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรม

สิ่งที่ร้านค้าปลีกตรวจได้ตอนนี้

ขั้นตอนต่อไปนี้ไม่ต้องใช้เครื่องมือของ Adobe เป็นขั้นตอนเชิงปฏิบัติที่ต่อยอดจากรูปแบบที่ Adobe อธิบายไว้

  1. แยกทราฟฟิกที่มาจาก AI ในระบบวิเคราะห์ การจัดกลุ่มแหล่งเหล่านี้เป็นช่องทางของตัวเอง ทำให้เปรียบเทียบอัตราการแปลงและรายได้ต่อเซสชันกับช่องทางอื่นได้ด้วยข้อมูลของคุณเอง แทนที่จะใช้ค่าเฉลี่ยของสหรัฐฯ
  2. ตรวจหน้าเว็บประเภทที่ Adobe บอกว่า AI อ่านได้ดี ดูหน้ารายละเอียดสินค้า คู่มือการเลือกซื้อ FAQ และนโยบายการคืนสินค้า ตรวจว่าข้อมูลสำคัญ (ราคา สเปก ความเข้ากันได้ การจัดส่ง การคืนสินค้า) เขียนเป็นข้อความธรรมดาบนหน้า ไม่ได้อยู่ในรูปภาพหรือสคริปต์
  3. มองหน้าแรกของคุณตามจริง Adobe พบว่าหน้าแรกของหมวด General Merchandise ซึ่งมีเลย์เอาต์ที่เน้นเมนูนำทางและโปรโมชัน ได้คะแนน 40% ข้อความสั้น ๆ ที่อธิบายว่าคุณขายอะไรและขายให้ใคร จะให้ระบบ AI มีข้อมูลไปใช้
  4. วัดผลก่อนและหลังช่วงขายใหญ่ ถ้าจะปรับหน้าเว็บ ให้บันทึกค่าฐานของเซสชันที่มาจาก AI ก่อนช่วงแคมเปญใหญ่ เพื่อประเมินผลได้ภายหลัง

ความหมายสำหรับนักการตลาดไทย

ตัวเลขของ Adobe มาจากสหรัฐฯ แต่ทิศทางเกี่ยวข้องกับร้านค้าปลีกไทยที่กำลังเข้าสู่ช่วง 11.11 และ 12.12 บทเรียนเชิงปฏิบัติอยู่ที่การวัดผลและเนื้อหา ไม่ใช่การยกเปอร์เซ็นต์ของสหรัฐฯ มาใช้ ร้านค้าออนไลน์ในไทยสามารถแยกเซสชันที่มาจาก AI ในระบบวิเคราะห์ของตัวเอง เพื่อดูว่ารูปแบบนี้เกิดกับลูกค้าของตัวเองหรือไม่ และทบทวนว่าหน้าสินค้า หน้า FAQ และหน้านโยบายคืนสินค้า อธิบายชัดพอให้ผู้ช่วย AI นำไปอ้างอิงได้หรือยัง งานนี้อยู่ตรงจุดที่Generative Engine Optimization กับการตลาดอีคอมเมิร์ซ มาบรรจบกัน และต้องอาศัยการตั้งค่า GA4 ที่แยกทราฟฟิกจาก AI ออกจากทราฟฟิกอื่นได้จริง Relevant Audience เคยรายงานการคาดการณ์ช่วงเทศกาลของ Adobe ฉบับก่อนหน้าไปแล้วเมื่อต้นเดือนตุลาคม รายงานฉบับนี้เพิ่มข้อมูลธุรกรรมของเดือนกันยายนและผลเรื่องความสามารถในการอ่านเนื้อหาของ AI

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

การเข้าชมจาก AI สร้างรายได้มากกว่าเท่าไร

Adobe รายงานว่าการเข้าชมเว็บไซต์ค้าปลีกในสหรัฐฯ ที่มาจาก AI สร้างรายได้ต่อการเข้าชมสูงกว่าทราฟฟิกที่ไม่ได้มาจาก AI 83% ในเดือนกันยายน 2569 Adobe ระบุว่าเป็นช่องว่างที่สูงที่สุดที่สังเกตได้ในปีนี้ และคาดว่าความได้เปรียบนี้จะเพิ่มเป็นสองเท่าในช่วงเทศกาลปลายปี

ข้อมูลนี้ใช้กับประเทศไทยได้หรือไม่

ไม่ได้ ข้อมูลครอบคลุมเฉพาะเว็บไซต์ค้าปลีกในสหรัฐฯ Adobe ไม่ได้เผยแพร่ตัวเลขของไทยหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในรายงานนี้ ร้านค้าในไทยจึงควรวัดเซสชันที่มาจาก AI ในระบบวิเคราะห์ของตัวเองก่อน แทนที่จะคิดว่าช่องว่างจะใกล้เคียงกัน

ทราฟฟิกค้าปลีกมาจาก AI กี่เปอร์เซ็นต์

Adobe ไม่ได้ระบุในรายงานนี้ รายงานเผยแพร่อัตราการเติบโตและการเปรียบเทียบระหว่างการเข้าชมจาก AI กับที่ไม่ใช่ AI แต่ไม่ได้ให้สัดส่วนของ AI ต่อการเข้าชมทั้งหมด จึงแปลงรายได้ต่อการเข้าชมที่สูงกว่าให้เป็นตัวเลขรายได้รวมจากแหล่งนี้ไม่ได้

Citation Readability Score คืออะไร

เป็นตัวชี้วัดของ Adobe ที่วัดว่า AI เข้าใจและอ้างอิงเนื้อหาในหน้าเว็บได้มากแค่ไหน หน้าแรกของเว็บไซต์ค้าปลีกในสหรัฐฯ ได้คะแนนเฉลี่ย 63% ในเดือนกันยายน 2569 หมวด Electronics นำที่ 79% และหน้าแรกของหมวด General Merchandise ได้ 40%

ตามข้อมูลของ Adobe หน้าแบบไหนที่ AI อ่านได้ดีที่สุด

Adobe ระบุว่า AI อ่านเนื้อหาเชิงอธิบายได้ดีที่สุด เช่น รายละเอียดสินค้า คู่มือการเลือกซื้อ FAQ และนโยบายการคืนสินค้า ในหมวด Electronics หน้าบริการลูกค้าที่มีคู่มือการติดตั้ง วิธีแก้ปัญหา และสเปกโดยละเอียดได้คะแนน 78%

รายงานของ Adobe เป็นสัญญาณชัดว่าผู้ช่วย AI กำลังส่งผู้ซื้อที่ใกล้ตัดสินใจซื้อมายังร้านค้า แต่เป็นสัญญาณจากสหรัฐฯ ที่ไม่มีตัวเลขสัดส่วนทราฟฟิกประกอบ สิ่งที่ควรทำคือวัดทราฟฟิกจาก AI ด้วยข้อมูลของคุณเอง และทำให้หน้าที่มีประโยชน์ที่สุดอ่านได้ง่ายสำหรับ AI หากต้องการความช่วยเหลือในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คุยกับทีม GEO ของ Relevant Audience

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์:

อ่านบทความของเราเป็นประจำใช่ไหม เพิ่ม Relevant Audience เป็นแหล่งข้อมูลที่คุณเลือก เพื่อให้บทความของเราปรากฏในผลการค้นหา Google ของคุณมากขึ้น