The New York Times ฟ้อง Brave กรณีดัชนี 3 หมื่นล้านหน้า และ crawler ที่ทำตามกฎ robots.txt ของ Googlebot

The New York Times ฟ้อง Brave กรณีดัชนี 3 หมื่นล้านหน้า และ crawler ที่ทำตามกฎ robots.txt ของ Googlebot

geoNovember 7, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • คำฟ้องมี 5 ข้อหาต่อ Brave Software ได้แก่ ละเมิดลิขสิทธิ์โดยตรง แบบมีส่วนร่วม และแบบรับผิดแทน ละเมิดบทบัญญัติห้ามหลบเลี่ยงของ DMCA และได้ประโยชน์โดยมิชอบตามกฎหมายนิวยอร์ก
  • หน้าช่วยเหลือ crawler ของ Brave ระบุว่าบอตไม่มี user agent แยก และไม่เข้าส่วนที่ Googlebot เข้าไม่ได้ การถอดหน้าออกต้องใช้ noindex ซึ่งจะถอดหน้าออกจาก Google ด้วย
  • คำฟ้องระบุ Anthropic, Perplexity, Mistral, xAI และ Cohere เป็นลูกค้า Brave API แต่ไม่มีรายใดเป็นจำเลย และ Brave ยังไม่ตอบโต้ ณ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569

บริษัท The New York Times ยื่นฟ้อง Brave Software ต่อศาลแขวงสหรัฐฯ เขตตอนใต้ของนิวยอร์ก (SDNY) เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 (คดีหมายเลข 26-cv-9549) คำฟ้องกล่าวหาว่า Brave สร้างดัชนีค้นหาที่มีหน้าเว็บมากกว่า 3 หมื่นล้านหน้า ด้วยโปรแกรมรวบรวมข้อมูล (crawler) ที่ไม่เคยระบุตัวตน แล้วนำเนื้อหานั้นไปขายให้บริษัท AI ผ่าน Brave Search API ประเด็นที่เจ้าของเว็บไซต์ควรรู้อยู่ในเอกสารของ Brave เอง คือ crawler ของ Brave ทำตามกฎ robots.txt ที่ตั้งไว้ให้ Googlebot และไม่มี user agent แยกของตัวเอง เว็บไซต์จึงไม่สามารถกัน Brave ออกไปโดยยังเปิดให้ Google เข้ามาได้ ทั้งหมดนี้เป็นข้อกล่าวหาในคำฟ้อง ยังไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาล และจนถึงรายงานที่บทความนี้อ้างอิง Brave ยังไม่ได้ตอบโต้ต่อสาธารณะ

The New York Times ยื่นฟ้องอะไรเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569

คำฟ้องความยาว 72 หน้าที่ The New York Times Company เผยแพร่ ระบุจำเลยเพียงรายเดียวคือ Brave Software, Inc. ซึ่งจดทะเบียนในรัฐเดลาแวร์และมีสำนักงานใหญ่ที่ซานฟรานซิสโก The Times มีสำนักงานกฎหมาย Rothwell, Figg, Ernst & Manbeck เป็นทนาย และขอให้พิจารณาคดีโดยคณะลูกขุน คำฟ้องลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569

คำฟ้องมีข้อหา 5 ข้อ ข้อแรกคือการละเมิดลิขสิทธิ์โดยตรง ข้อสองคือการมีส่วนร่วมในการละเมิดลิขสิทธิ์ (contributory infringement) ข้อสามคือความรับผิดแทนในการละเมิดลิขสิทธิ์ (vicarious infringement) ข้อสี่คือการละเมิดกฎหมาย Digital Millennium Copyright Act (DMCA) ในส่วนที่ห้ามหลบเลี่ยงมาตรการทางเทคนิค ตามมาตรา 1201 และข้อห้าคือการได้มาซึ่งประโยชน์โดยมิชอบตามกฎหมายรัฐนิวยอร์ก ซึ่งผูกกับข้อกล่าวหาว่า Brave บล็อกโฆษณาบนหน้าเว็บของ The Times แล้วแสดงโฆษณาของตัวเองแทน The Times เรียกค่าเสียหายตามกฎหมายและค่าเสียหายจริง การคืนกำไร ค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย และคำสั่งห้ามถาวร

The Times ระบุว่าตนเป็นเจ้าของงานที่จดทะเบียนลิขสิทธิ์มากกว่า 10 ล้านชิ้น และมีสมาชิกแบบชำระเงินมากกว่า 13 ล้านรายเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ตามคำฟ้อง ที่ปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาของ The Times ส่งจดหมายถึง Brendan Eich ซีอีโอของ Brave เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 เพื่อเรียกร้องให้หยุดใช้เนื้อหาของ The Times และทนายภายนอกส่งจดหมายฉบับที่สองเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 คำฟ้องระบุว่า Brave เพิกเฉยทั้งสองฉบับ

Brave Index และ crawler ที่ไม่มีชื่อ

หัวใจของคดีคือสิ่งที่คำฟ้องเรียกว่า Brave Index คำฟ้องยกข้อความจากหน้า AI ของ Brave เองว่าดัชนีนี้มี "over 30 billion webpages, with millions of new pages indexed each day" หรือหน้าเว็บมากกว่า 3 หมื่นล้านหน้า และมีหน้าใหม่ถูกจัดทำดัชนีเพิ่มวันละหลายล้านหน้า The Times กล่าวหาว่า Brave รวบรวมดัชนีนี้ด้วยการรวบรวมและคัดลอกหน้าเว็บโดยไม่ระบุตัวตน และไม่ให้เจ้าของเว็บไซต์มีช่องทางใดในการบล็อก crawler ของตน

หน้าช่วยเหลือเรื่อง crawler ของ Brave ซึ่งคำฟ้องอ้างถึง อธิบายการออกแบบนี้จากมุมของ Brave ไว้ว่า crawler ของ Brave Search ไม่ประกาศ user agent ที่แยกออกมา เพราะ Brave ต้องหลีกเลี่ยงการถูกกีดกันจากเว็บไซต์ที่อนุญาตให้เฉพาะ Google เข้ามาเก็บข้อมูล และระบุต่อว่า ถ้าโดเมนหรือหน้าใดที่ Googlebot เข้าไม่ได้ บอตของ Brave ก็จะไม่เข้าไปเช่นกัน หน้าเดียวกันยังบอกว่า robots.txt ไม่ได้ใช้เพื่อป้องกันไม่ให้หน้าเว็บถูกจัดทำดัชนี เจ้าของเว็บที่ต้องการถอดหน้าออกต้องใช้คำสั่ง noindex และ Brave ต้องดึงหน้านั้นใหม่อีกครั้งก่อนการเปลี่ยนแปลงจะมีผล นอกจากนี้ Brave ระบุว่า crawler ของตนใช้ข้อมูลบางส่วนจากผู้ใช้ที่สมัครใจเข้าร่วม Web Discovery Project ในเบราว์เซอร์ Brave

เมื่อนำข้อความเหล่านี้มาประกอบกัน ผลต่อเจ้าของเว็บไซต์ก็ชัดเจน robots.txt ทำงานโดยการระบุชื่อ crawler เช่น เราอนุญาต Googlebot แต่ห้าม GPTBot ได้ เพราะแต่ละตัวประกาศชื่อของตัวเอง แต่ crawler ของ Brave ไม่มีชื่อเฉพาะให้ใส่ในไฟล์นั้น และทำตามคำสั่งที่ตั้งไว้ให้ Googlebot ทุกอย่าง Search Engine Journal อธิบายเรื่องนี้ไว้ในบทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ว่า แท็ก noindex ที่ใช้ถอดหน้าออกจาก Brave ก็สั่งให้ Google ถอดหน้านั้นออกด้วย ในทางปฏิบัติจึงมีแค่สองทางเลือก คืออยู่ในดัชนีทั้งสองแห่ง หรือไม่อยู่ในทั้งสองแห่งเลย

The Times มองว่านี่คือหลักฐานของเจตนา ในข้อหาแรก คำฟ้องยกการที่ Brave ปฏิเสธจะเปิดเผยชื่อบอตของตน เป็นเหตุผลหนึ่งที่ชี้ว่าการละเมิดเกิดขึ้นโดยจงใจ และในข้อหาที่สองระบุว่า Brave ทำให้เจ้าของเนื้อหาไม่สามารถบล็อกบอตของตนได้เลย

Brave นำดัชนีไปทำเป็นผลิตภัณฑ์ AI อย่างไร

ตามคำฟ้อง Brave ไม่ประสบความสำเร็จมากนักในธุรกิจเสิร์ช และตั้งแต่ปี 2566 ก็เริ่มหารายได้จากดัชนีนี้สองทาง ทางแรกอยู่ใน Brave Search เอง ฟีเจอร์ชื่อ Summarizer เปิดตัวในปี 2566 และถูกปรับปรุงและเปลี่ยนชื่อเป็น Ask Brave ในปี 2568 ฟีเจอร์นี้ใช้เทคนิค retrieval augmented generation (RAG) ซึ่ง Brave เรียกว่า "AI Grounding" เพื่อตอบคำถามโดยตรงด้วยบทสรุป และบางครั้งด้วยข้อความที่คัดลอกคำต่อคำ จากหน้าที่อยู่ในดัชนี คำฟ้องระบุว่า Brave Search ตอบคำค้นมากกว่า 50 ล้านครั้งต่อวัน และหนึ่งในสามของคำค้นเหล่านั้นนำไปสู่คำตอบที่สร้างโดย AI ในตัวอย่างหนึ่งในคำฟ้อง Ask Brave ได้รับเพียง URL ของบทความ The Times ที่อยู่หลัง paywall และเมื่อถูกขอ ก็แสดงข้อความจากบทความนั้นแบบคำต่อคำมากกว่า 400 คำ

ทางที่สองคือ Brave Search API ซึ่งขายให้ลูกค้าองค์กรเป็นหลัก คำฟ้องยกข้อความจากคู่มือของ Brave ปี 2566 ที่บอกว่าการใช้งานที่พบบ่อยที่สุดของ API ในปัจจุบันคือการฝึก (training) และการ grounding โมเดลภาษาขนาดใหญ่ คำฟ้องอธิบาย endpoint หลายตัวของ API ได้แก่

  • Web Search ที่ส่งผลการค้นหาพร้อมข้อความตัดตอนเพิ่มเติม 5 ส่วนต่อผลลัพธ์
  • News Search ที่ Brave อธิบายว่าเป็นดัชนีเฉพาะของบทความจากสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือ และมีข้อความตัดตอนเพิ่มเติมเช่นกัน
  • LLM Context ที่ Brave บอกว่าส่ง "extracted page chunks and source metadata" หรือเนื้อหาที่ตัดเป็นช่วงพร้อมข้อมูลแหล่งที่มา ในรูปแบบและความยาวที่ LLM ใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้อง scrape เพิ่ม
  • Answers ซึ่งคำฟ้องระบุว่าเป็นบริการเดียวกับที่ขับเคลื่อน Ask Brave

คำฟ้องอ้างบล็อกของ Brave เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ว่า API รองรับการเรียกใช้หลายพันล้านครั้งต่อสัปดาห์ และอ้างรายงานจากบุคคลที่สามว่ารายได้ปี 2568 ของ Brave เกิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มจากราว 52 ล้านดอลลาร์ในปี 2567 The Times ยังกล่าวหาว่าเบราว์เซอร์ Brave มีการตั้งค่าชื่อ "Paywall blocker" ที่ Brave โปรโมตว่าใช้ "Bypass Paywalls" หรือข้าม paywall ได้ ซึ่งเป็นฐานของข้อหาตาม DMCA

บริษัท AI ที่ถูกระบุชื่อในคำฟ้อง

ย่อหน้าแรกของคำฟ้องบรรยายว่า Brave เป็นผู้จัดหาเนื้อหาให้บริษัท GenAI ชั้นนำหลายราย ได้แก่ Anthropic, Perplexity, Mistral, xAI และ Cohere ไม่มีบริษัทใดในกลุ่มนี้ถูกฟ้อง คำฟ้องอ้างหลักฐานจากหน้า About ของ Brave ที่ระบุว่า API ถูกใช้โดย Cohere, Mistral, Perplexity และ You.com และจากบล็อกของ Brave เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 ที่ระบุว่า Anthropic ใช้ Brave Search API ในการฝึก Claude 2 และปรับผลลัพธ์ของโมเดลสำหรับคำค้นแบบ RAG คำฟ้องยังอ้างเอกสารวิจัย Llama 3 ของ Meta ที่อธิบายการฝึกโมเดลให้ใช้ Brave API ตอบคำถามเรื่องเหตุการณ์ล่าสุด

Search Engine Journal ตั้งข้อสังเกตว่าหลักฐานเรื่อง Anthropic ในคำฟ้องมาจากปี 2566 และผู้เขียนบทความไม่สามารถยืนยันได้ว่าปัจจุบัน Claude ยังใช้ Brave อยู่หรือไม่ บทความเดียวกันรายงานโดยอ้าง TechCrunch ว่า Anthropic เพิ่ม Brave Search ลงในรายชื่อผู้ประมวลผลข้อมูลช่วง (subprocessor) ในเดือนมีนาคม 2568

ข้อเท็จจริงสำคัญจากคำฟ้องโดยสรุป

ตารางด้านล่างรวบรวมข้อเท็จจริงหลักที่ระบุในคำฟ้องและในหน้าช่วยเหลือเรื่อง crawler ของ Brave พร้อมแหล่งที่มาของแต่ละข้อ

ข้อเท็จจริงสำคัญจากคำฟ้องโดยสรุป
หัวข้อสิ่งที่แหล่งข้อมูลระบุแหล่งที่มา
คดีThe New York Times Company v. Brave Software, Inc. หมายเลข 26-cv-9549 ศาล SDNY ยื่นฟ้อง 2 พฤศจิกายน 2569 ขอพิจารณาโดยคณะลูกขุนคำฟ้อง
ขนาดของ Brave Indexมากกว่า 3 หมื่นล้านหน้า และเพิ่มวันละหลายล้านหน้า (ตัวเลขของ Brave เอง)คำฟ้อง อ้างข้อความของ Brave
ตัวตนของ crawlerไม่มี user agent แยก และไม่เข้าเก็บข้อมูลส่วนที่ Googlebot เข้าไม่ได้หน้าช่วยเหลือ crawler ของ Brave
การถอนตัวจากดัชนีrobots.txt ไม่ได้ป้องกันการจัดทำดัชนี ต้องใช้ noindex แล้วให้ Brave ดึงหน้าใหม่หน้าช่วยเหลือ crawler ของ Brave
ข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์โดยตรง แบบมีส่วนร่วม และแบบรับผิดแทน ละเมิด DMCA และได้ประโยชน์โดยมิชอบตามกฎหมายนิวยอร์กคำฟ้อง

เรื่องอื่นที่เกิดขึ้นรอบตัว Brave

Search Engine Journal รายงานเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ว่า Daily News, Chicago Tribune และ Orlando Sentinel ยื่นฟ้อง Brave แยกเป็นอีกคดีหนึ่งในวันเดียวกับ The Times และรายงานโดยอ้าง Semafor ว่า News Corp ฟ้อง Brave ในเดือนกรกฎาคม 2569 โดยกล่าวหาว่า Brave ซ่อน crawler เพื่อไม่ให้สำนักพิมพ์ตรวจจับหรือบล็อกได้ ก่อนหน้านั้น Brave เป็นฝ่ายฟ้อง News Corp ก่อน หลังได้รับจดหมายให้ระงับการกระทำ ในข้อพิพาทครั้งนั้น Brave โต้แย้งว่าตนเพียงจัดทำดัชนีเว็บ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ให้บริการเสิร์ชเอนจินทุกรายต้องทำเพื่อดำรงอยู่ได้ ณ เวลาที่ Search Engine Journal เผยแพร่บทความ Brave ยังไม่ได้ตอบคำฟ้องของ The Times

สิ่งที่คำฟ้องยังไม่ได้พิสูจน์

คำฟ้องเป็นข้อเท็จจริงจากฝ่ายเดียว ยังไม่มีข้อใดผ่านการพิสูจน์ในศาล และ Brave ยังไม่ได้ยื่นคำให้การ ข้อต่อสู้ของ Brave จึงยังไม่เป็นที่รู้ คำฟ้องไม่ได้บอกว่าเนื้อหาของ The Times อยู่ใน Brave Index มากน้อยเพียงใด นอกเหนือจากตัวอย่างที่แสดง ไม่ได้บอกว่าปัจจุบันบริษัท AI รายใดใช้ API อยู่และใช้เพื่ออะไร หลักฐานเรื่อง Anthropic และ Meta มาจากเอกสารปี 2566 และ 2567 คำฟ้องไม่พูดถึงเว็บไซต์นอกสหรัฐอเมริกา และไม่พูดถึงประเทศไทยเลย คำถามว่าศาลจะมองการจัดทำดัชนีเพื่อ grounding ให้ AI แบบเดียวกับการจัดทำดัชนีเพื่อแสดงผลการค้นหาหรือไม่ เป็นคำถามที่คดีนี้อาจตอบในที่สุด แต่ยังไม่มีกำหนดวันตัดสินใดๆ

ทำไมเรื่องนี้สำคัญกับ GEO

สำหรับแบรนด์ที่ทำงานด้านการปรากฏในคำตอบของ AI คดีนี้เตือนว่าผู้ช่วย AI ไม่ได้อ่านเว็บผ่าน crawler ที่มีชื่อของตัวเองเพียงอย่างเดียว บางรายส่งคำค้นไปยังดัชนีของผู้อื่น ถ้าผู้ช่วย AI ตัวหนึ่ง grounding คำตอบผ่าน Brave Search API โอกาสที่หน้าเว็บของคุณจะปรากฏในคำตอบนั้นก็ขึ้นอยู่ส่วนหนึ่งกับว่า Brave จัดทำดัชนีหน้านั้นไว้หรือไม่ และสำเนาที่ Brave เก็บไว้มีเนื้อหาอย่างไร

ผลในทางปฏิบัติมีสามข้อ ข้อแรก กฎสำหรับบอต AI ใน robots.txt ไม่ครอบคลุม Brave เพราะไม่มี user agent ของ Brave ให้ระบุ ข้อสอง ทางเดียวที่มีเอกสารรองรับในการออกจาก Brave Index คือ noindex ซึ่งจะถอดหน้าออกจาก Google ด้วย สำหรับธุรกิจเกือบทุกรายจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ทำได้จริง ข้อสาม Search Engine Journal สังเกตว่า Brave แสดงคำอธิบายหน้าแรกฉบับเก่าที่ถูกแก้ไปแล้วตั้งแต่ช่วงเช้าของวันเดียวกัน ซึ่งชี้ว่าความสดใหม่ของดัชนี Brave อาจตามหลังเว็บไซต์จริง หน้าที่เปลี่ยนราคา โปรโมชัน หรือข้อมูลติดต่อบ่อยๆ คือหน้าที่ได้รับผลจากความล่าช้านี้มากที่สุด แผนด้าน AI search ที่วางผ่าน บริการ GEO (Generative Engine Optimization) จึงควรนับ Brave เป็นหนึ่งในดัชนีที่ต้องตรวจสอบ ควบคู่กับ Google และ Bing

เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไรสำหรับนักการตลาดไทย

ธุรกิจไทยไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีนี้ และคำฟ้องไม่ได้กล่าวถึงประเทศไทย แต่กลไกนี้ใช้กับเว็บไซต์สาธารณะทุกแห่ง เพราะ crawler ของ Brave ทำตามสิทธิ์การเข้าถึงของ Googlebot ไม่ว่าเว็บจะอยู่ที่ใด สิ่งที่ควรตรวจสอบตอนนี้มีดังนี้

  • Search Engine Journal แนะนำให้พิมพ์ site: ตามด้วยโดเมนของคุณใน search.brave.com ทุกหน้าที่ปรากฏคือหน้าที่อยู่ใน Brave Index
  • เปรียบเทียบสิ่งที่ Brave แสดงสำหรับหน้าสำคัญ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ กับเวอร์ชันจริงบนเว็บ ชื่อหน้าหรือคำอธิบายที่ล้าสมัยในดัชนีอาจเป็นสิ่งที่เครื่องมือ AI ซึ่ง grounding ผ่าน Brave อ่านอยู่
  • ทบทวนกฎ robots.txt สำหรับ crawler ของ AI โดยรู้ว่ากฎเหล่านั้นไม่ครอบคลุม Brave ถ้าเป้าหมายคือการถูกอ้างอิงโดยผู้ช่วย AI ก็อาจไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้าเป้าหมายคือกันเนื้อหาออกจากเครื่องมือ AI การใช้ robots.txt อย่างเดียวทำไม่ได้
  • ดูแล SEO เชิงเทคนิค ให้ Googlebot เข้าถึงเว็บได้ดี เพราะ crawler ของ Brave รับสิทธิ์การเข้าถึงต่อจาก Googlebot

สำนักพิมพ์ในไทยที่มีเนื้อหาหลัง paywall หรือเนื้อหาที่ขายลิขสิทธิ์ มีคำถามแยกต่างหาก คือต้องการให้ผลงานของตนอยู่ในดัชนีของบุคคลที่สามที่ขายให้บริษัท AI หรือไม่ คดีนี้จึงน่าติดตามด้วยเหตุผลนั้น แต่ตอนนี้ยังไม่มีศาลใดตัดสินว่า Brave ทำอะไรได้หรือไม่ได้

คำถามที่พบบ่อย

บล็อก crawler ของ Brave ใน robots.txt ได้ไหม

ไม่ได้ ถ้าจะแยกจาก Google หน้าช่วยเหลือของ Brave ระบุว่า crawler ไม่ประกาศ user agent ของตัวเอง และทำตามคำสั่ง robots.txt ที่ตั้งไว้ให้ Googlebot จึงไม่มี user agent เฉพาะของ Brave ให้ระบุใน robots.txt

จะถอดหน้าเว็บออกจาก Brave Index ได้อย่างไร

Brave แนะนำให้ใช้คำสั่ง robots noindex แล้วให้ Brave ดึงหน้านั้นใหม่ Search Engine Journal ชี้ว่าแท็กเดียวกันนี้สั่งให้ Google ถอดหน้านั้นออกด้วย หน้าจึงหายไปจาก Google เช่นกัน

Anthropic ถูกฟ้องด้วยหรือไม่

ไม่ Anthropic ไม่ได้เป็นจำเลย คำฟ้องระบุชื่อ Anthropic, Perplexity, Mistral, xAI และ Cohere ว่าเป็นลูกค้าของ Brave API แต่จำเลยมีเพียง Brave Software, Inc. รายเดียว

Brave ตอบโต้คดีนี้แล้วหรือยัง

ยัง ตามรายงานที่ใช้อ้างอิงในบทความนี้ Search Engine Journal ระบุเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ว่า Brave ยังไม่ได้ตอบ และคำฟ้องเองระบุว่า Brave เพิกเฉยต่อจดหมายสองฉบับก่อนหน้าจาก The Times

เรื่องนี้กระทบเว็บไซต์ในไทยหรือไม่

ตัวคดีไม่กระทบ เพราะเกี่ยวกับเนื้อหาของ The Times ในศาลสหรัฐฯ แต่พฤติกรรมของ crawler ที่อธิบายไว้ในหน้าช่วยเหลือของ Brave ใช้กับเว็บไซต์สาธารณะทุกแห่ง รวมถึงเว็บไซต์ไทย ข้อจำกัดของ robots.txt แบบเดียวกันจึงมีผลเช่นกัน

หากต้องการรู้ว่าแบรนด์ของคุณปรากฏในคำตอบของ AI อย่างไร และคำตอบเหล่านั้นดึงข้อมูลจากดัชนีใด Relevant Audience ช่วยตรวจสอบการมองเห็นบน AI ของเว็บไซต์คุณควบคู่กับการตั้งค่าด้านเสิร์ชได้

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์:

อ่านบทความของเราเป็นประจำใช่ไหม เพิ่ม Relevant Audience เป็นแหล่งข้อมูลที่คุณเลือก เพื่อให้บทความของเราปรากฏในผลการค้นหา Google ของคุณมากขึ้น