Blood Cancer UK reports a 53% fall in leukaemia page views as its forum grows 86%

Blood Cancer UK รายงานยอดเข้าชมหน้าลูคีเมียลดลง 53% ขณะที่ฟอรัมโต 86%

geoAugust 18, 2026
By Antonio Fernandez

Blood Cancer UK รายงานว่ายอดการเข้าชมหน้าข้อมูลโรคลูคีเมียของตนลดลง 53 เปอร์เซ็นต์ในรอบสิบสองเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ยอดการเข้าชมในฟอรัมชุมชนออนไลน์ขององค์กรเองเพิ่มขึ้น 86 เปอร์เซ็นต์ และอัตราการมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้น 143 เปอร์เซ็นต์ PPC Land เผยแพร่ตัวเลขชุดนี้เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2026 ในรายงานเรื่ององค์กรการกุศลของสหราชอาณาจักรที่สูญเสียทราฟฟิกจากการค้นหาให้กับคำตอบ AI ของ Google

ตัวเลขเหล่านี้เป็นตัวเลขที่องค์กรรายงานเองเกี่ยวกับเว็บไซต์ของตัวเอง ไม่ใช่ผลจากการศึกษาแบบมีกลุ่มควบคุม ไม่มีการเผยแพร่กลุ่มเปรียบเทียบ ไม่มีการอธิบายวิธีแยกผลของคำตอบ AI ออกจากสาเหตุอื่นที่ทำให้ทราฟฟิกเปลี่ยน และไม่มีอะไรในรายงานที่ยืนยันว่าคนที่เลิกอ่านหน้าข้อมูลโรคคือคนกลุ่มเดียวกับที่ไปโผล่ในฟอรัม สิ่งที่ตัวเลขให้ได้คือรูปแบบหนึ่ง และรูปแบบนั้นสอดคล้องกันในหกหน้าขององค์กรเดียวกัน

Blood Cancer UK รายงานอะไรไว้บ้าง

การลดลงไม่ได้เท่ากันทุกหน้า หน้าที่ครอบคลุมโรคที่คนค้นหามากที่สุดลดลงหนักที่สุด ส่วนหน้าที่ครอบคลุมโรคที่พบได้น้อยกว่าลดลงน้อยกว่า หน้าลูคีเมียลดลงมากที่สุดที่ 53 เปอร์เซ็นต์ หน้า MGUS ลดลง 45 เปอร์เซ็นต์ มัยอีโลมา 32 เปอร์เซ็นต์ ลิมโฟมา 28 เปอร์เซ็นต์ หน้า AML และ MDS 20 เปอร์เซ็นต์ และ MPN 17 เปอร์เซ็นต์

Kate Keightley จาก Blood Cancer UK ซึ่งถูกอ้างถึงในรายงาน อธิบายว่าความต้องการเนื้อหาจากประสบการณ์จริงกำลังเพิ่มขึ้น โดยระบุว่าแม้ AI จะสรุปข้อมูลให้ได้ทันที แต่ก็แทนที่ความอุ่นใจจากการได้คุยกับคนที่ผ่านเรื่องเดียวกันมาไม่ได้ องค์กรยังย้ำด้วยว่าผู้ที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยต้องการข้อมูลที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ และเหมาะสมกับสถานการณ์ของตน ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องทราฟฟิก

ตัวเลขรายหน้า

ตัวเลขทุกบรรทัดด้านล่างเป็นไปตามที่ PPC Land รายงาน ครอบคลุมช่วงสิบสองเดือนก่อนวันเผยแพร่ แต่ละแถวคือหนึ่งหน้าบนเว็บไซต์ Blood Cancer UK

ตัวเลขรายหน้า
หน้าเว็บของ Blood Cancer UKการเปลี่ยนแปลงยอดเข้าชมที่รายงาน
ลูคีเมียลดลง 53 เปอร์เซ็นต์
MGUSลดลง 45 เปอร์เซ็นต์
มัยอีโลมาลดลง 32 เปอร์เซ็นต์
ลิมโฟมาลดลง 28 เปอร์เซ็นต์
AML และ MDSลดลง 20 เปอร์เซ็นต์

หน้า MPN ที่ลดลง 17 เปอร์เซ็นต์ เป็นหน้าที่หกในชุดนี้ และเป็นการลดลงที่น้อยที่สุดที่รายงานไว้

ฟอรัมเคลื่อนไปคนละทาง

ในช่วงสิบสองเดือนเดียวกัน ฟอรัมชุมชนออนไลน์ขององค์กรมียอดเข้าชมเพิ่มขึ้น 86 เปอร์เซ็นต์ และอัตราการมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้น 143 เปอร์เซ็นต์ นี่คือรายละเอียดที่ทำให้รายงานชิ้นนี้ต่างจากเสียงบ่นเรื่องทราฟฟิกของผู้เผยแพร่เนื้อหาทั่วไป เนื้อหาสองประเภทบนโดเมนเดียวกัน ภายใต้แบรนด์เดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกัน เคลื่อนไปคนละทิศ

กลไกที่พอเป็นไปได้อยู่ที่ความต่างของรูปแบบเนื้อหาสองแบบนี้ หน้าที่นิยามโรคและไล่รายการอาการคือคำตอบของคำถามที่มีคำตอบถูกอยู่ชุดเดียว ซึ่งเป็นคำตอบประเภทที่ระบบ AI ประกอบขึ้นมาแสดงได้เลยโดยผู้ใช้ไม่ต้องคลิก ส่วนกระทู้ที่มีคนเล่าว่าการรักษารอบที่สามของตัวเองรู้สึกอย่างไร ไม่มีฉบับมาตรฐานให้สรุป มันคือคำบอกเล่า ไม่ใช่เอกสารอ้างอิง และมันผูกอยู่กับตัวบุคคลที่ผู้อ่านอยากได้ยินจากปากเขาเอง

คำอธิบายข้างต้นเป็นการอนุมาน ไม่ใช่สิ่งที่แหล่งข่าวพิสูจน์ไว้ รายงานไม่ได้ทดสอบความเป็นเหตุเป็นผล และยังมีคำอธิบายอื่นที่เป็นไปได้ เช่น การปรับหน้าเว็บใหม่ การเปลี่ยนโครงสร้างลิงก์ภายใน การที่องค์กรโปรโมตฟอรัมมากขึ้น หรือความผันผวนตามปกติเมื่อเทียบปีต่อปี การพูดถึงทางเลือกเหล่านี้ตรง ๆ ดีกว่าปล่อยให้เรื่องเล่าที่ลงตัวเกินไปผ่านไปโดยไม่มีใครตั้งคำถาม

องค์กรอื่นในรายงานเดียวกัน

Blood Cancer UK ไม่ใช่รายเดียวในรายงานของ PPC Land องค์กรการกุศลของสหราชอาณาจักรอีกห้าแห่งรายงานตัวเลขที่ลดลงเช่นกัน The Brain Tumour Charity รายงานว่าทราฟฟิกทั้งเว็บไซต์ลดลงราว 27 เปอร์เซ็นต์ โดยยอดบริจาคยังทรงตัว Mind และ Mental Health Foundation ก็ถูกระบุชื่อไว้ด้วย โดยมีรายงานว่า Mind ระบุว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของผู้คนหันไปใช้แชตบอตสำหรับการดูแลสุขภาพจิต ส่วน Save the Children มีจำนวนครั้งที่ปรากฏใน AI Overview เพิ่มขึ้น 303 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่คลิกและการแสดงผลลดลง ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกันในอีกภาคส่วนหนึ่ง คือปรากฏอยู่ในคำตอบมากขึ้นแต่ได้ทราฟฟิกออกมาน้อยลง

ฝั่งธุรกิจของสื่อสุขภาพปรากฏในรายงานเดียวกันผ่านกรณีของ Ziff Davis ที่ตัดบัญชีมูลค่าสินทรัพย์สื่อด้านสุขภาพลง 54.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่รายได้โฆษณาลดลง 6 เปอร์เซ็นต์ การตัดบัญชีขนาดนี้คือการประเมินทางบัญชีเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต จึงเป็นคำแถลงว่าบริษัทคาดว่าสื่อสุขภาพจะมีมูลค่าเท่าไรต่อจากนี้ ไม่ใช่แค่รายงานว่าไตรมาสที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น

ตัวเลือกปิดรับมีอยู่จริง แต่ยังหยาบ

Google เริ่มทดสอบปุ่มใน Search Console สำหรับปิดรับการนำเนื้อหาไปใช้ในคำตอบ AI เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2026 ภายใต้แรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแลของสหราชอาณาจักร ตัวควบคุมที่ใช้ได้ตอนนี้ทำงานในระดับโดเมน ส่วนการควบคุมระดับหน้าเว็บยังไม่มีกำหนดจนถึงวันที่ 3 มีนาคม 2027 และระหว่างนั้น ข้อกำหนด Publisher Conduct Requirement ของ CMA จะมีผลทางกฎหมายในวันที่ 3 ธันวาคม 2026

ช่องว่างระหว่างสองวันที่นี้คือปัญหาในทางปฏิบัติของผู้เผยแพร่เนื้อหาสุขภาพ องค์กรที่อยากกันหน้าข้อมูลอาการออกจากการสรุปของ AI แต่ยังอยากให้หน้าระดมทุนและหน้าแคมเปญปรากฏอยู่ ทำแบบนั้นไม่ได้ในตอนนี้ ทางเลือกที่มีคือทั้งโดเมนหรือไม่ทำเลย ซึ่งสำหรับองค์กรส่วนใหญ่แทบไม่ใช่ทางเลือก และใครที่กำลังชั่งใจควรรู้ด้วยว่าการปิดรับระดับโดเมนตัดคำตอบ AI ออกไป แต่ไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการจัดอันดับรอบ ๆ นั้น อีกทั้งรายงานก็ไม่ได้ให้ข้อมูลว่าทราฟฟิกหลังปิดรับหน้าตาเป็นอย่างไร

สิ่งที่ตัวเลขชุดนี้ไม่ใช่

เนื้อหาสุขภาพเป็นหมวดที่ความถูกต้องแบบพอใช้ได้ยังไม่พอ ข้อจำกัดจึงควรพูดให้ชัด ไม่ใช่ซ่อนไว้ท้ายบทความ

  • นี่คือตัวเลขที่องค์กรซึ่งระบุชื่อได้รายงานเกี่ยวกับเว็บไซต์ของตัวเอง ไม่ใช่งานศึกษา และไม่มีการเผยแพร่ระเบียบวิธีวิจัยประกอบ
  • ไม่มีการทดสอบความเป็นเหตุเป็นผล คำตอบ AI คือคำอธิบายที่รายงานเสนอไว้ และตัวเลขก็สอดคล้องกับคำอธิบายนั้น แต่ความสอดคล้องไม่ใช่ข้อพิสูจน์
  • กลุ่มตัวอย่างคือองค์กรการกุศลในสหราชอาณาจักรไม่กี่แห่ง ไม่มีอะไรในนี้ที่รองรับข้อสรุปเกี่ยวกับผู้เผยแพร่เนื้อหาสุขภาพโดยรวม ไม่ว่าในสหราชอาณาจักรหรือที่ใดก็ตาม
  • ไม่มีข้อมูลของประเทศไทยอยู่ในรายงานเลย การเทียบเคียงมาที่ไทยจึงเป็นการให้เหตุผลเรื่องกลไก ไม่ใช่หลักฐานเกี่ยวกับตลาดไทย
  • ตัวชี้วัดที่รายงานคือยอดการเข้าชมหน้าเว็บ ส่วนคอนเวอร์ชัน ยอดบริจาค การติดต่อสายด่วน และการนัดหมาย ส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกรายงาน และกรณี The Brain Tumour Charity ที่ยอดบริจาคทรงตัวสวนทางกับทราฟฟิกที่ลดลง 27 เปอร์เซ็นต์ คือคำเตือนตรง ๆ ว่าอย่าสมมติว่าสองตัวเลขนี้ขยับไปด้วยกัน
  • บทความนี้พูดถึงการเผยแพร่เนื้อหาและการมองเห็นบนการค้นหา ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ และไม่ควรใช้ตัดสินใจว่าจะไปหาข้อมูลสุขภาพจากที่ไหน

สิ่งที่ผู้เผยแพร่เนื้อหาสุขภาพตรวจสอบได้

ข้อตรวจสอบด้านล่างตามมาจากรูปแบบที่เห็นในตัวเลข ไม่ได้ตามมาจากการสมมติว่าอะไรเป็นสาเหตุ

  • แบ่งเนื้อหาสุขภาพตามรูปแบบ ไม่ใช่ตามหัวข้อ ฝั่งหนึ่งคือหน้านิยามโรคและหน้าอาการ อีกฝั่งคือเรื่องเล่าของผู้ป่วย ความเห็นจากแพทย์ กระทู้ถามตอบ และทุกอย่างที่มีชื่อคนจริงกำกับ แล้วเทียบแนวโน้มของสองฝั่งย้อนหลังสิบสองเดือน
  • ดูการแสดงผลเทียบกับคลิกรายหน้าใน Search Console หากการแสดงผลยังทรงตัวแต่คลิกลดลง นั่นคือรูปแบบเดียวกับ Save the Children และหน้าตาต่างจากหน้าที่อันดับตกไปเฉย ๆ
  • ตรวจว่าหน้าที่ทราฟฟิกลดลงมีผู้เขียนที่ระบุชื่อและคุณวุฒิ พร้อมวันที่ตรวจทานหรือไม่ ในกรณีที่ผู้อ่านคลิกเข้ามาจริง สิ่งนี้คือสิ่งที่แยกหน้าของคุณออกจากบทสรุปอัตโนมัติ
  • วัดสิ่งที่อยู่ถัดจากยอดเข้าชม เช่น การสอบถาม การนัดหมาย การสมัครรับจดหมายข่าว หรือปริมาณสายเข้า ทราฟฟิกลดแต่ผลลัพธ์ทรงตัวเป็นคนละปัญหากับทราฟฟิกลดแล้วผลลัพธ์ลดตาม และมีแค่แบบหลังที่คุ้มกับการทุ่มงบฉุกเฉิน
  • ลองตัดสินใจดูว่าถ้าต้องเลือกวันนี้ องค์กรของคุณจะใช้ตัวเลือกปิดรับระดับโดเมนหรือไม่ แล้วบันทึกเหตุผลไว้ เพราะการควบคุมระดับหน้าเว็บยังไม่มาจนถึง 3 มีนาคม 2027 การตัดสินใจจึงเป็นแบบทั้งหมดหรือไม่เอาเลยไปจนถึงตอนนั้น

การวางโครงเนื้อหาในหมวดที่ความถูกต้องและตัวตนของผู้เขียนมีน้ำหนักทางกฎระเบียบคือแกนของ การตลาดสำหรับธุรกิจสุขภาพ ส่วนคำถามที่ว่ารูปแบบเนื้อหาแบบไหนรอดจากการถูกสรุปอยู่ในขอบเขตของ การทำ GEO

เรื่องนี้หมายถึงอะไรกับนักการตลาดไทย

โรงพยาบาล คลินิก แบรนด์ยา และบริษัทประกันในไทยเผยแพร่เนื้อหาประเภทที่ลดลงหนักที่สุดในรายงานนี้อยู่จำนวนมาก นั่นคือหน้าที่นิยามโรค ไล่รายการอาการ และอธิบายแนวทางการรักษาแบบกว้าง ๆ ถ้ากลไกเบื้องหลังตัวเลขชุดนี้เป็นจริง คลังเนื้อหาแบบนั้นคือส่วนที่เสี่ยงที่สุด และมักเป็นส่วนที่ใช้งบสร้างมากที่สุดด้วย

แหล่งข่าวไม่ได้พูดถึงประเทศไทยและไม่มีข้อมูลไทยอยู่เลย สิ่งที่พอให้เหตุผลได้อย่างระมัดระวังคือ เนื้อหาที่ต้านทานการลดลงในชุดข้อมูลชุดนี้เป็นเนื้อหาแบบเล่าจากมุมมองบุคคลและเนื้อหาชุมชน และเทียบเคียงมาที่ไทยก็คือเรื่องเล่าของผู้ป่วยเป็นภาษาไทย ความเห็นที่ระบุชื่อแพทย์พร้อมคุณวุฒิที่ตรวจสอบได้ และกระทู้ถามตอบที่มีผู้ดูแล รูปแบบเหล่านี้ผลิตยากกว่าการเขียนหน้าอาการเพิ่มอีกหนึ่งหน้า และถูกสรุปแทนได้ยากกว่าเช่นกัน

มีข้อควรระวังสองข้อที่เฉพาะกับตลาดไทย หนึ่งคือการโฆษณาทางการแพทย์ในไทยอยู่ภายใต้การกำกับดูแล และเนื้อหาคำรับรองจากผู้ป่วยมีข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามกฎที่ฟอรัมขององค์กรการกุศลในสหราชอาณาจักรไม่ต้องเจอ รูปแบบนี้จึงลอกมาใช้ตรง ๆ ไม่ได้ สองคือฟอรัมชุมชนจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อมีคนดูแล ซึ่งเป็นภาระด้านกำลังคนที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่โปรเจกต์คอนเทนต์ที่มีวันจบ ฟอรัมสุขภาพที่ไม่มีคนดูแลคือความเสี่ยง ไม่ใช่สินทรัพย์

ประเด็นเชิงการวางแผนที่กว้างกว่านั้นคือ แบรนด์สุขภาพไทยที่วัดผลคอนเทนต์จากยอดเข้าชมอย่างเดียวจะอ่านความเปลี่ยนแปลงนี้ว่าเป็นความล้มเหลวของ SEO ทั้งที่มันอาจเป็นการเปลี่ยนว่ารูปแบบไหนได้ผู้เข้าชมบ้าง ถ้าเป็นแบบหลัง คำตอบคือส่วนผสมของเนื้อหาที่ต่างออกไป ไม่ใช่การผลิตหน้าแบบเดิมเพิ่มขึ้น คำถามนี้เป็นเรื่องของ กลยุทธ์คอนเทนต์ ก่อนจะเป็นเรื่องของการตรวจสอบทางเทคนิค

คำถามที่พบบ่อย

AI Overviews ของ Google ทำให้ทราฟฟิกของ Blood Cancer UK ลดลงจริงหรือไม่

รายงานระบุว่าการลดลงมาจากคำตอบ AI แต่ไม่มีการเผยแพร่การทดสอบความเป็นเหตุเป็นผล สิ่งที่มีคือชุดตัวเลขจากองค์กรที่แสดงว่าหน้าข้อมูลโรคเฉพาะทางลดลงขณะที่ฟอรัมเติบโต ในช่วงสิบสองเดือนเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับคำอธิบายนั้นแต่ไม่ได้พิสูจน์

หน้าเนื้อหาสุขภาพหน้าไหนเสียทราฟฟิกมากที่สุด

หน้าลูคีเมียที่ลดลง 53 เปอร์เซ็นต์คือหน้าที่ลดลงหนักที่สุดตามที่ Blood Cancer UK รายงาน ตามด้วย MGUS 45 เปอร์เซ็นต์ มัยอีโลมา 32 เปอร์เซ็นต์ ลิมโฟมา 28 เปอร์เซ็นต์ AML และ MDS 20 เปอร์เซ็นต์ และ MPN 17 เปอร์เซ็นต์

ผู้เผยแพร่เนื้อหาสามารถห้าม Google นำหน้าเว็บไปใช้ในคำตอบ AI ได้ไหม

ตอนนี้ทำได้ในระดับทั้งโดเมนเท่านั้น Google เริ่มทดสอบปุ่มปิดรับใน Search Console เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2026 และการควบคุมระดับหน้าเว็บยังไม่มีกำหนดจนถึงวันที่ 3 มีนาคม 2027 ผู้เผยแพร่จึงยังกันบางหน้าออกและเก็บบางหน้าไว้ไม่ได้

เรื่องนี้ใช้กับผู้เผยแพร่เนื้อหาสุขภาพในประเทศไทยได้หรือไม่

แหล่งข่าวไม่ได้ระบุไว้ รายงานพูดถึงองค์กรการกุศลในสหราชอาณาจักรและไม่มีข้อมูลของไทยอยู่เลย การนำมาใช้กับไทยจึงเป็นการให้เหตุผลเรื่องกลไก ไม่ใช่ผลที่วัดได้

เว็บไซต์สุขภาพควรเลิกทำหน้าอาการและหน้านิยามโรคหรือไม่

ไม่มีอะไรในรายงานที่รองรับข้อสรุปนั้น และสำหรับหลายองค์กร หน้าเหล่านั้นยังทำหน้าที่ให้ข้อมูลกับคนที่ต้องการอยู่ ตัวเลขชุดนี้สนับสนุนการเพิ่มรูปแบบเนื้อหาที่บทสรุปแทนไม่ได้ ไม่ใช่การลบเนื้อหาอ้างอิงที่ยังมีผู้อ่านเข้าถึงแม้จะน้อยลง

แล้วงานต่อจากนี้คืออะไร

ข้อมูลสิบสองเดือนขององค์กรเดียวไม่ใช่กฎ และในขณะเดียวกันก็เป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุดเท่าที่มีการเผยแพร่ ว่าคำตอบแบบ AI ดูดเนื้อหาสุขภาพรูปแบบไหนไป และเว้นรูปแบบไหนไว้ ถ้าองค์กรของคุณเผยแพร่เนื้อหาสุขภาพในประเทศไทยและอยากรู้ว่าส่วนไหนเสี่ยง หน้าบริการการตลาดสายสุขภาพของ Relevant Audience อธิบายวิธีประเมินเรื่องนี้ไว้

ที่มา: PPC Land

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์: