สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- Digiday รายงานเมื่อ 25 สิงหาคม 2569 ว่าบริษัทด้านการตลาดแห่งหนึ่งพบว่าเซสชัน organic ของบัญชีลูกค้า 54 รายลดลง 10.5% จาก 140.1 ล้าน เหลือ 125.4 ล้าน ระหว่างมกราคม 2568 ถึงเมษายน 2569
- ลูกค้า 46 จาก 54 รายมีทราฟฟิกลดลง และบริษัทเชื่อมจุดเปลี่ยนเข้ากับเดือนกันยายน 2568 ที่ AI Overviews เริ่มปรากฏบนหน้าผลการค้นหาสหรัฐอเมริกาอย่างน้อย 30%
- เซสชันจากแพลตฟอร์ม AI เพิ่มขึ้น 163% และ key events ที่มาจาก AI เพิ่มขึ้น 335% โดยอัตราการเกิด key event ของทราฟฟิกจาก ChatGPT, Copilot, Gemini และ Perplexity สูงกว่าการค้นหา organic 1.5 เท่า
- กลุ่มฟิตเนส ฟินเทค ประกันภัย และสินค้าอุปโภคบริโภค ทราฟฟิกลดลงมากที่สุด ส่วนค้าปลีก ความงาม และความบันเทิง ลดลงน้อยที่สุดกลุ่มหนึ่ง
- กลุ่มตัวอย่างเป็นชุดลูกค้าของบริษัทเดียว เอียงไปที่สหรัฐอเมริกา 24 รายและอังกฤษ 24 ราย เหลืออีก 6 รายในตลาดอื่น และไม่มีข้อมูลของประเทศไทยอยู่เลย
Digiday รายงานเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2026 ว่า บริษัทที่ให้บริการด้านการตลาดแห่งหนึ่งได้วิเคราะห์ข้อมูล Google Analytics ของตัวเองจากบัญชีลูกค้า 54 ราย และพบว่าทราฟฟิก organic บนเว็บไซต์ลดลงโดยเฉลี่ยมากกว่า 10% หลังจาก AI Overviews ของ Google เริ่มปรากฏบนหน้าผลการค้นหาอย่างแพร่หลาย เมื่อรวมทั้งชุดข้อมูล เซสชันลดลง 10.5% ตลอดช่วง 14 เดือน ตั้งแต่มกราคม 2025 ถึงเมษายน 2026 จาก 140.1 ล้าน เหลือ 125.4 ล้าน ขณะที่เซสชันที่มาจากแพลตฟอร์ม AI เพิ่มขึ้น 163%
ครึ่งหลังของผลการศึกษานี้คือส่วนที่ควรนำไปใช้วางแผนจริง ในช่วง 14 เดือนเดียวกัน key events ที่เกิดจากผู้เข้าชมที่ถูกส่งต่อมาจาก AI เพิ่มขึ้น 335% และอัตราการเกิด key events ของผู้เข้าชมที่มาจาก ChatGPT, Copilot, Gemini และ Perplexity สูงกว่าผู้เข้าชมที่มาจากการค้นหา organic ถึง 1.5 เท่า ปริมาณลดลง แต่ความเข้มข้นเชิงพาณิชย์ของทราฟฟิกที่เหลืออยู่กลับเพิ่มขึ้น ทั้งสองข้อความนี้เป็นจริงพร้อมกัน และต้องอ่านคู่กันเท่านั้นจึงจะเห็นภาพว่าเกิดอะไรขึ้นจริง
วัดอะไร และวัดในช่วงเวลาไหน
ชุดข้อมูลนี้คือข้อมูล Google Analytics ของลูกค้า 54 รายที่บริษัทเดียวเป็นผู้ดูแล ประกอบด้วยบริษัทในสหรัฐอเมริกา 24 ราย แบรนด์อังกฤษ 24 ราย และลูกค้าอีก 6 รายที่ทำตลาดในประเทศอื่น ในจำนวนนี้ 29 รายเป็นผู้ลงโฆษณาขนาดใหญ่ที่มีพนักงานอย่างน้อย 1,000 คน ชุดลูกค้าครอบคลุม 19 อุตสาหกรรม และมีธุรกิจค้าปลีกรวมอยู่ 16 ราย ช่วงเวลาที่วัดคือมกราคม 2025 ถึงเมษายน 2026 และลูกค้า 46 รายจาก 54 รายมีเซสชัน organic ลดลง
การศึกษานี้อ้างอิงตัวชี้วัดสองตัว ตัวแรกคือเซสชัน ซึ่งตรงไปตรงมา ตัวที่สองคือสิ่งที่ GA4 เรียกว่า key events หมายถึงการกระทำของผู้เข้าชมที่ผู้ลงโฆษณากำหนดเองว่ามีความหมาย รายงานยกตัวอย่างไว้หลายแบบ ทั้งการซื้อสินค้า การสมัครรับจดหมายข่าว หรือแม้แต่การเลื่อนหน้าจอลงไปจนสุดหน้าเว็บ ความกว้างของนิยามนี้สำคัญมากเวลาอ่านตัวเลข 335% เพราะ key event ไม่ได้แปลว่าการขายเสมอไป แบรนด์ที่ตั้งค่าความลึกของการเลื่อนหน้าจอเป็น key event กับแบรนด์ที่ตั้งค่าเฉพาะการชำระเงินสำเร็จ กำลังนับสิ่งที่ต่างกันมากภายใต้ชื่อเดียวกัน และรายงานไม่ได้แจกแจงว่าลูกค้าแต่ละรายใช้นิยามแบบใด
เดือนกันยายน 2025 คือจุดหักเหของข้อมูล
การศึกษาระบุจุดเปลี่ยนไว้ที่เดือนกันยายน 2025 ซึ่งเป็นช่วงที่ AI Overviews เริ่มปรากฏบนหน้าผลการค้นหาในสหรัฐอเมริกาอย่างน้อย 30% ของหน้าทั้งหมด ผู้จัดการอาวุโสฝ่าย SEO ของบริษัทดังกล่าวเรียกเกณฑ์นี้ว่าเป็นจุดหักเหสำหรับชุดลูกค้าที่ดูแลอยู่ หลังจากข้ามเกณฑ์นั้นไป ทราฟฟิกจาก AI ที่ถูกส่งต่อมาจากแหล่งอย่าง ChatGPT หรือ Gemini เพิ่มขึ้นเป็นราว 200,000 ครั้งต่อเดือนโดยเฉลี่ย ขณะที่เซสชัน organic ลดลงจากราว 20 ล้านครั้งต่อเดือน เหลือต่ำกว่า 15 ล้านครั้งต่อเดือน
ตัวเลขรายเดือนสองตัวนี้ต้องอ่านอย่างระมัดระวัง ตามที่เผยแพร่ ตัวเลขทั้งสองอธิบายภาพรวมของชุดลูกค้าทั้งหมด ไม่ใช่ของผู้ลงโฆษณารายใดรายหนึ่ง สิ่งที่นำไปใช้ได้จริงจึงเป็นสัดส่วนระหว่างกัน นั่นคือทราฟฟิกจาก AI อยู่ที่ราวหนึ่งเปอร์เซ็นต์เศษของปริมาณที่การค้นหา organic ยังส่งเข้ามาในแต่ละเดือน ทราฟฟิกจาก AI โตเร็วก็จริง แต่โตจากฐานที่เล็กมาก และไม่ได้เข้ามาทดแทนเซสชัน organic ที่หายไปแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ใครที่กำลังวางแผนปี 2027 บนสมมติฐานว่าทราฟฟิกจาก AI จะมาชดเชยส่วนที่ขาด กำลังอ่านสิ่งที่ไม่มีอยู่ในข้อมูลชุดนี้
สรุปตัวเลขหลักไว้ในที่เดียว
ทุกตัวเลขในตารางด้านล่างปรากฏอยู่ในรายงานที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2026 และทั้งหมดครอบคลุมช่วงมกราคม 2025 ถึงเมษายน 2026 จากบัญชีลูกค้าชุดเดียวกัน 54 ราย
| ตัวชี้วัด | สิ่งที่การศึกษารายงาน |
|---|---|
| เซสชัน organic รวมของลูกค้า 54 ราย | ลดลง 10.5% จาก 140.1 ล้าน เหลือ 125.4 ล้าน |
| จำนวนลูกค้าที่ทราฟฟิก organic ลดลง | 46 จาก 54 ราย |
| เซสชันจากแพลตฟอร์ม AI | เพิ่มขึ้น 163% |
| key events ที่มาจากผู้เข้าชมที่ถูกส่งต่อจาก AI | เพิ่มขึ้น 335% |
| อัตราการเกิด key event ของทราฟฟิก AI เทียบกับ organic | สูงกว่า 1.5 เท่า |
เซสชันน้อยลง แต่เข้มข้นขึ้น
กลไกที่การศึกษาเสนอเพื่ออธิบายผลลัพธ์สองด้านนี้อยู่ในคำพูดของผู้จัดการอาวุโสฝ่าย SEO ของบริษัทดังกล่าว ที่ระบุว่า "Overwhelmingly, [Overviews] are being triggered by educational, informative discovery keywords. It is starting to trickle down to transactional, commercial [searches]." แปลได้ว่าคำค้นที่กระตุ้นให้เกิด AI Overviews ส่วนใหญ่คือคำค้นเชิงให้ความรู้และเชิงสำรวจข้อมูล และเริ่มลามลงมาสู่คำค้นเชิงธุรกรรมและเชิงพาณิชย์แล้ว
ถ้า AI Overviews ดูดซับคำค้นเชิงข้อมูลเป็นหลัก การเข้าชมที่หายไปก็คือการเข้าชมช่วงต้นทางที่ผู้ใช้ยังสำรวจอยู่ รายงานตีความว่าทราฟฟิกจากการค้นหาที่หายไปน่าจะเป็นผู้ใช้ที่ยังไม่จริงจัง ส่วนคนที่ยังคลิกเข้ามาคือคนที่เดินทางมาไกลกว่าในกระบวนการค้นหาสินค้า จึงมีแนวโน้มจะซื้อหรือมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์มากกว่า ตัวเลขอัตรา key event ที่สูงกว่า 1.5 เท่าคือหลักฐานที่รองรับข้อโต้แย้งนี้ และเป็นอัตราส่วน ไม่ใช่ปริมาณ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมมันจึงเพิ่มขึ้นได้ในขณะที่เซสชันลดลง
ย่อหน้าถัดไปนี้เป็นการวิเคราะห์ ไม่ใช่ข้อค้นพบของการศึกษา และควรพูดให้ชัด อัตราการแปลงที่สูงขึ้นบนฐานผู้เข้าชมที่เล็กลง ไม่ใช่หลักฐานว่าการสูญเสียฐานนั้นไม่มีต้นทุน การเข้าชมเชิงข้อมูลคือช่องทางที่แบรนด์ได้เข้าไปอยู่ในตัวเลือกของผู้บริโภคตั้งแต่แรก และ 14 เดือนสั้นกว่าวงจรการตัดสินใจซื้อในหลายหมวดที่การศึกษานี้ครอบคลุม สิ่งที่การศึกษาวัดคือเซสชันและ key events ไม่ได้วัดรายได้ ไม่ได้วัดการจดจำแบรนด์ และไม่ได้ทดสอบว่าแบรนด์ที่สูญเสียทราฟฟิกช่วงค้นหาข้อมูลมากที่สุดจะยังถูกค้นเจอโดยผู้ซื้อกลุ่มเดิมในอีกสองปีข้างหน้าหรือไม่ การอ่านว่า "คุณภาพดีขึ้น" เท่ากับ "ทราฟฟิกที่หายไปไม่สำคัญ" จึงเกินกว่าที่ข้อมูลรองรับ
หมวดธุรกิจที่ขยับมากที่สุด
ชุดข้อมูลครอบคลุม 19 อุตสาหกรรม และความแตกต่างภายในกว้างกว่าที่ค่าเฉลี่ย 10.5% บ่งบอก
| กลุ่มหมวดธุรกิจ | สิ่งที่การศึกษาพบ | เหตุผลที่รายงานให้ไว้ |
|---|---|---|
| ฟิตเนส ฟินเทค ประกันภัย และสินค้าอุปโภคบริโภค | ทราฟฟิก organic ลดลงมากที่สุด | เป็นสินค้าที่ผู้บริโภคมักเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจซื้อ |
| ค้าปลีก ความงาม และความบันเทิง | ลดลงน้อยที่สุดกลุ่มหนึ่ง และได้รับทราฟฟิกจาก AI เพิ่มขึ้นสูงที่สุดกลุ่มหนึ่ง | AI Overviews ปรากฏกับคำค้นเชิงธุรกรรมน้อยกว่า |
เฉพาะกลุ่มค้าปลีก ผู้จัดการอาวุโสฝ่าย SEO ระบุว่าค้าปลีกเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจาก AI Overviews น้อยที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับการที่ AI Overviews ไม่ค่อยปรากฏกับคำค้นเชิงธุรกรรม
ให้ถือว่าการแบ่งกลุ่มนี้บอกทิศทางเท่านั้น การกระจายบัญชี 54 รายไปยัง 19 อุตสาหกรรม แปลว่าแต่ละป้ายหมวดมีผู้ลงโฆษณาอยู่เบื้องหลังเพียงไม่กี่ราย จึงเป็นรูปแบบที่พบในกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก ไม่ใช่ค่ามาตรฐานอุตสาหกรรมที่จะเอาตัวเลขของคุณไปเทียบได้
ทราฟฟิกจาก AI น่าจะถูกนับต่ำกว่าความเป็นจริง
การศึกษานี้มาพร้อมคำเตือนเรื่องการวัดผล ผู้จัดทำระบุว่าตัวเลขประมาณการทราฟฟิกที่ถูกส่งต่อมาจาก AI อาจต่ำกว่าความจริง เพราะการเข้าชมบางส่วนถูกบันทึกเป็นทราฟฟิก direct เมื่อผู้ใช้เปิดหน้าต่างเบราว์เซอร์อีกบานเพื่อเข้าเว็บไซต์หลังการค้นหา แทนที่จะคลิกตรงจากภายในหน้าจอของ AI เธอบอกว่าทีมแบรนด์ที่ติดตามผลงานต้องรู้ตัวเรื่องช่องว่างนี้ และแบรนด์ควรนำเหตุการณ์คอนเวอร์ชันมาพิจารณาในการวางแผนสื่อที่เสียเงิน แทนที่จะดูแค่จำนวนผู้ถูกส่งต่อและปริมาณทราฟฟิก เธอกล่าวว่า "We need to start taking this channel seriously" และเสริมว่า "It's definitely a channel you should be including in your everyday measurement KPIs." หรือแปลได้ว่าช่องทางนี้ควรถูกนับรวมอยู่ใน KPI การวัดผลประจำวันแล้ว
รายงานฉบับเดียวกันอ้างตัวเลขจาก Sensor Tower ที่ระบุว่า ChatGPT มีผู้ใช้งานต่อเดือน 1 พันล้านคนในเดือนพฤษภาคม เทียบกับ Claude ที่ 56 ล้านคน และข้อมูลของการศึกษานี้เองแสดงว่า ChatGPT ครองสัดส่วนผู้ถูกส่งต่อจาก AI มากที่สุดทั้งก่อนและหลังจุดหักเหเดือนกันยายน 2025 ถ้าคุณจะสร้างเซกเมนต์ทราฟฟิกจาก AI ขึ้นมาเพียงชุดเดียวก่อน ตัวเลขการใช้งานชี้ชัดว่าควรเริ่มที่ตัวไหน
สิ่งที่การศึกษานี้บอกคุณไม่ได้
กลุ่มตัวอย่างสมควรได้รับความสนใจไม่น้อยกว่าตัวเลขเปอร์เซ็นต์ เพราะนี่ไม่ใช่งานวิจัยอิสระและไม่ใช่การสุ่มตัวอย่างเว็บทั้งอินเทอร์เน็ต
- เป็นชุดลูกค้าของบริษัทเดียว วัดด้วยสิทธิ์เข้าถึง Google Analytics ของบริษัทนั้นเอง และรายงานโดยบริษัทนั้นเอง ลูกค้าของผู้ให้บริการด้านการตลาดรายเดียวไม่ใช่ตัวแทนแบบสุ่มของผู้ลงโฆษณาทั้งหมด
- น้ำหนักเทไปที่สองตลาดอย่างชัดเจน ลูกค้า 24 รายเป็นบริษัทในสหรัฐอเมริกา และอีก 24 รายเป็นแบรนด์อังกฤษ เหลือเพียง 6 รายสำหรับตลาดอื่นทั้งโลกรวมกัน
- เอียงไปทางองค์กรขนาดใหญ่ 29 รายจาก 54 มีพนักงานอย่างน้อย 1,000 คน ข้อมูลจึงบอกเรื่องผู้ลงโฆษณารายใหญ่ได้ดีกว่าเว็บไซต์ขนาดเล็ก
- รายงานเท่าที่เผยแพร่ไม่ได้อธิบายว่ามีการควบคุมปัจจัยฤดูกาล การย้ายเว็บไซต์ การเปลี่ยนงบประมาณ หรืออัปเดตอันดับอื่นของ Google ที่เกิดขึ้นในช่วง 14 เดือนเดียวกันหรือไม่ การที่ AI Overviews แพร่หลายขึ้นและเซสชัน organic ลดลงเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน คือความสัมพันธ์ที่การศึกษาบรรยายไว้ ไม่ใช่การทดสอบเชิงสาเหตุที่การศึกษาได้ทำ
- ตัวเลข 58% ที่รายงานอ้างถึงโดยระบุแหล่งว่าเป็นของ Ahrefs ในฐานะระดับที่ AI Overviews ตัดทราฟฟิกของบางเว็บไซต์ลงไป เป็นการวัดคนละชุดกับกลุ่มตัวอย่างนี้ ไม่ใช่ข้อค้นพบเดียวกันกับค่าเฉลี่ย 10.5% และไม่ควรนำมาเฉลี่ยรวมกันหรือใช้แทนกัน
- ไม่มีข้อมูลของประเทศไทยอยู่ในนั้นเลย ไม่ใช่มีน้อย แต่คือไม่มี และรายงานก็ไม่ได้ระบุว่าลูกค้า 6 รายนอกสหรัฐอเมริกาและอังกฤษอยู่ในตลาดใดบ้าง
เรื่องนี้มีความหมายอย่างไรกับนักการตลาดไทย
เริ่มจากสิ่งที่ยังไม่มีใครรู้จริง ไม่มีตัวเลขที่เผยแพร่แล้วเกี่ยวกับสัดส่วนการปรากฏของ AI Overviews บนหน้าผลการค้นหาภาษาไทย ทั้งในการศึกษานี้และในแหล่งข้อมูลที่การศึกษานี้อ้างถึง เกณฑ์ 30% เป็นตัวเลขของสหรัฐอเมริกา จากเดือนกันยายน 2025 บนหน้าผลการค้นหาของสหรัฐอเมริกา การหยิบมาใส่สไลด์ภาษาไทยราวกับว่ามันอธิบายการค้นหาในไทย คือวิธีที่ง่ายที่สุดในการวางแผนบนตัวเลขที่ไม่เคยถูกวัดในประเทศนี้ และมันเกิดขึ้นบ่อยมาก ถ้ามีใครยื่นตัวเลขเปอร์เซ็นต์ AI Overviews ของไทยมาให้ ควรถามก่อนว่ามาจากชุดข้อมูลไหน ก่อนที่มันจะไปโผล่บนสไลด์
ทางออกที่ใช้ได้จริงคือเลิกตามหาค่ามาตรฐานที่ยืมคนอื่นมา แล้วหันมาวัดของตัวเอง คำค้นภาษาไทยและภาษาอังกฤษบนเว็บไซต์เดียวกันอาจมีพฤติกรรมต่างกัน คำค้นแบรนด์กับคำค้นที่ไม่ใช่แบรนด์ต่างกันแน่นอน และพร็อพเพอร์ตี้ของคุณเองคือชุดข้อมูลเดียวที่อธิบายตลาดของคุณเองได้ บทเรียนที่ถ่ายทอดได้จริงจากการศึกษานี้คือเรื่องวิธีการ นั่นคือมันติดตามอัตราการเกิด key events แยกตามแหล่งที่มาของทราฟฟิก ไม่ใช่ดูแค่ปริมาณเซสชัน และการเปรียบเทียบแบบนั้นเองที่ทำให้ผลลัพธ์ที่สวนสามัญสำนึกปรากฏให้เห็น ผู้ลงโฆษณาไทยรายใดก็ทำการเปรียบเทียบแบบเดียวกันได้ภายในสัปดาห์นี้ และคำตอบที่ได้จะเป็นเรื่องของประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องของชุดลูกค้าของคนอื่น
คำเตือนเรื่องการนับต่ำกว่าความจริงก็ถ่ายทอดมาได้เช่นกัน ถ้าการเข้าชมที่มาจากผู้ช่วย AI ตกลงไปอยู่ในรายงานของคุณในฐานะทราฟฟิก direct แบรนด์ไทยที่ดูเฉพาะบรรทัดผู้ถูกส่งต่อจะสรุปว่าการค้นหาด้วย AI ไม่เกี่ยวกับธุรกิจของตัวเอง ทั้งที่มันอาจแค่มองไม่เห็นในรายงาน นั่นคือผลของการวัด ไม่ใช่ผลของตลาด และสองอย่างนี้ถูกสับสนกันได้ง่าย ทีมที่กำลังคิดว่าจะทำอย่างไรให้แบรนด์ถูกหยิบไปแสดงในคำตอบของ AI เริ่มได้จากงานด้าน generative engine optimisation ส่วนทีมที่ระบบวิเคราะห์ยังแยกแหล่งที่มาเหล่านี้ได้ไม่ชัด อาจต้องแก้ที่ชั้นการเก็บข้อมูลก่อนด้วยการ ตรวจสอบการตั้งค่า GA4
วิธีหาตัวเลขของคุณเองจาก GA4 และ Search Console
ทั้งหมดนี้ไม่ต้องจ้างผู้ให้บริการรายใด และทำได้ด้วยข้อมูลที่คุณเป็นเจ้าของอยู่แล้ว
- เลือกช่วงฐานที่อยู่ก่อนการเปลี่ยนแปลงที่คุณต้องการทดสอบ การศึกษานี้ใช้มกราคม 2025 เป็นจุดเริ่ม และถือว่าเดือนกันยายน 2025 คือจุดที่เงื่อนไขเปลี่ยน ให้เลือกช่วงเทียบของคุณเอง แทนที่จะสมมติว่าวันที่เหล่านั้นใช้ได้กับตลาดของคุณ
- ใน GA4 ให้แยกเซสชันตามแหล่งที่มา แทนการดูยอดรวม organic เพียงตัวเดียว ผู้ช่วย AI จะปรากฏภายใต้ชื่อโฮสต์ผู้อ้างอิงของตัวเอง จึงควรตรวจก่อนว่าพร็อพเพอร์ตี้ของคุณบันทึกอะไรไว้จริง แทนที่จะเดาว่าจะเจอตัวไหน
- เปรียบเทียบอัตราการเกิด key events ใน GA4 แยกตามแหล่งที่มา ไม่ใช่เปรียบเทียบจำนวนครั้ง ตัวเลข 1.5 เท่าในการศึกษานี้คือการเทียบอัตราส่วน ถ้าเทียบเป็นจำนวนครั้ง ทราฟฟิกจาก AI จะดูเหมือนเศษที่ปัดทิ้งได้ และข้อค้นพบทั้งหมดจะถูกกลบไป
- ใน Search Console ให้แยกคำค้นออกเป็นกลุ่มเชิงข้อมูลกับกลุ่มเชิงพาณิชย์ แล้วติดตามยอดการแสดงผลเทียบกับยอดคลิกแยกกันในแต่ละกลุ่ม ถ้ารูปแบบในการศึกษานี้เป็นจริงกับเว็บไซต์ของคุณ ช่องว่างจะเปิดที่คำค้นเชิงข้อมูลก่อน โดยอัตราการคลิกลดลงขณะที่อันดับยังนิ่ง
- ตรวจบรรทัดทราฟฟิก direct ในช่วงเวลาเดียวกันด้วย การที่ direct เพิ่มขึ้นสวนทางกับ organic ที่ลดลง คือร่องรอยของปัญหาการนับต่ำกว่าความจริงที่การศึกษาอธิบายไว้ และควรตรวจสอบก่อนจะสรุปว่าทราฟฟิกจาก AI ไม่มีนัยสำคัญ
- วัดซ้ำตามรอบเวลาที่กำหนดไว้ตายตัว การวัดครั้งเดียวไม่บอกอะไรเกี่ยวกับแนวโน้ม และเรื่องนี้เป็นเป้าหมายที่ขยับตลอดเวลา
แบรนด์ที่อยากดึงคำค้นเชิงข้อมูลกลับมาอยู่ในเกมด้วยคอนเทนต์ของตัวเอง แทนที่จะยกให้ไปเฉยๆ จะพบว่างานลักษณะนี้ใกล้เคียงกับการ ทำ SEO สำหรับผู้ช่วย AI มากกว่าการไล่ตามอันดับแบบเดิม
คำถามที่พบบ่อย
AI Overviews เป็นสาเหตุของทราฟฟิกที่ลดลงจริงหรือไม่
การศึกษารายงานความสัมพันธ์ ไม่ใช่สาเหตุที่พิสูจน์แล้ว กล่าวคือเซสชัน organic ลดลง 10.5% ในช่วงที่ AI Overviews แพร่หลายขึ้นบนหน้าผลการค้นหา และรายงานไม่ได้อธิบายว่ามีการทดลองแยก AI Overviews ออกจากปัจจัยฤดูกาล การเปลี่ยนแปลงของเว็บไซต์ หรืออัปเดตอันดับอื่นในช่วง 14 เดือนเดียวกัน ผู้จัดการอาวุโสฝ่าย SEO ที่ถูกอ้างถึงเชื่อมโยงเกณฑ์การปรากฏเดือนกันยายน 2025 เข้ากับจุดหักเหในข้อมูลลูกค้า ซึ่งเป็นการอ่านเส้นเวลาอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่การทดสอบแบบมีกลุ่มควบคุม
มีการวัดในประเทศไทยด้วยหรือไม่
ไม่มี ชุดข้อมูลครอบคลุมบริษัทในสหรัฐอเมริกา 24 ราย แบรนด์อังกฤษ 24 ราย และลูกค้าอีก 6 รายในตลาดอื่น โดยรายงานไม่ได้ระบุว่า 6 รายนั้นอยู่ในตลาดใด และไม่ได้กล่าวถึงหน้าผลการค้นหาภาษาไทยเลย ตัวเลขไทยใดก็ตามที่คุณเห็นแปะอยู่กับการศึกษานี้ ถูกเติมเข้ามาโดยคนอื่น
แปลว่าควรลดงบ SEO ลงหรือไม่
การศึกษาไม่ได้บอกอย่างนั้น และตัวเลขของมันเองก็ชี้ไปสองทาง หลังทราฟฟิกลดลงแล้ว การค้นหา organic ยังส่งเซสชันเข้ามาต่ำกว่า 15 ล้านครั้งต่อเดือนสำหรับชุดลูกค้าทั้งหมด เทียบกับราว 200,000 ครั้งจากแหล่ง AI ดังนั้น organic จึงยังเป็นช่องทางที่ใหญ่กว่ามากแม้จะลดลงแล้วก็ตาม สิ่งที่ข้อมูลรองรับคือการวัดสองแหล่งนี้แยกกัน และตัดสินแต่ละแหล่งด้วยอัตราการเกิด key event ควบคู่ไปกับปริมาณ
ทราฟฟิกจากแพลตฟอร์ม AI ควรเป็นสัดส่วนเท่าไรของทั้งหมด
แหล่งข้อมูลไม่ได้ให้ค่ามาตรฐานใดไว้ และตัวเลขรายเดือนที่เผยแพร่อธิบายภาพรวมของลูกค้า 54 รายรวมกัน ไม่ใช่เป้าหมายรายแบรนด์ คำตอบที่ตรงไปตรงมาคือยังไม่มีสัดส่วนที่เผยแพร่ให้เล็งได้ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการวัดแนวโน้มของตัวเองตามเวลาจึงมีประโยชน์กว่าการเทียบตัวเองกับตัวเลขจากชุดลูกค้าของคนอื่น
ต้องแก้อะไรในระบบวิเคราะห์ของตัวเองหรือไม่
การศึกษาไม่ได้กำหนดวิธีตั้งค่าใดไว้ แต่ได้เตือนว่าการเข้าชมที่ถูกส่งต่อจาก AI บางส่วนถูกบันทึกเป็นทราฟฟิก direct ซึ่งแปลว่ารายงานค่าเริ่มต้นอาจแสดงช่องทางนี้ต่ำกว่าความจริง การตรวจว่าพร็อพเพอร์ตี้ของคุณระบุแหล่งที่มาของเซสชันเหล่านั้นอย่างไร และ key events ของคุณถูกนิยามสม่ำเสมอพอที่จะเทียบข้ามแหล่งที่มาได้หรือไม่ คือส่วนที่ลงมือทำได้เลยโดยไม่ต้องรองานวิจัยเพิ่ม
ถ้าอยากรู้ว่าทราฟฟิก organic และทราฟฟิกจาก AI ของคุณเองขยับไปอย่างไรในรอบปีที่ผ่านมา และอัตราการเกิด key event แยกตามแหล่งที่มาเป็นเท่าไร การวิเคราะห์แบบนั้นควรทำบนข้อมูลของคุณเองก่อนที่ใครจะยกเปอร์เซ็นต์ของอเมริกามาอ้างกับคุณ ทีมงานของเรายินดีนั่งดูข้อมูลชุดนั้นไปด้วยกัน







