People Inc. ยืนยันว่าจะยังไม่บล็อก AI crawler ของ Google โดย Neil Vogel ซีอีโอของบริษัท ให้สัมภาษณ์กับ Digiday ในบทความที่เผยแพร่วันที่ 4 สิงหาคม 2026 ทั้งที่ทราฟฟิกจาก Google search ของบริษัทลดลง 40% เมื่อเทียบกับปีก่อน เหตุผลเป็นเรื่องกลไกมากกว่าจุดยืน เพราะการเก็บข้อมูลเพื่อ AI ของ Google แยกออกจากการเก็บข้อมูลเพื่อ search ไม่ได้ ตามคำพูดของเขาคือ "If we were to turn off AI, we would turn off search"
ตัวเลขทั้งหมดในข่าวนี้มาจากรายงานไตรมาส 2 ปี 2026 ของ People Inc. เอง ที่ Digiday โดยผู้สื่อข่าว Sara Guaglione นำมารายงานอีกทอดหนึ่ง People Inc. เป็นสำนักพิมพ์ในสหรัฐฯ ที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับการแสดงให้เห็นว่าการกระจายแหล่งรายได้ของตัวเองได้ผล ตัวเลขชุดนี้จึงเป็นข้อมูลที่บริษัทรายงานเอง ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบจากบุคคลที่สาม
ตัวเลขทราฟฟิกที่ People Inc. รายงาน
People Inc. ระบุกับ Digiday ในบทความวันที่ 4 สิงหาคม 2026 ว่าปัจจุบัน Google search คิดเป็น 21% ของทราฟฟิกทั้งหมด ลดจาก 25% ในไตรมาสก่อนหน้า ส่วนเซสชันหลักลดลง 22% เมื่อเทียบกับปีก่อน และทราฟฟิกที่มาจาก Google search โดยเฉพาะลดลง 40% เมื่อเทียบกับปีก่อน
Digiday ระบุว่าการลดลงนี้เกิดในสภาพแวดล้อมของ AI search แต่บทความไม่ได้แยกว่าส่วนไหนมาจาก AI Overviews และส่วนไหนมาจากการเปลี่ยนอัลกอริทึมของ Google หรือจากปัจจัยเชิงหมวดหมู่เนื้อหา สัดส่วนตรงนี้จึงไม่มีอยู่ในแหล่งข่าวและไม่ควรเดาแทน อีกข้อคือนี่เป็นข้อมูลของบริษัทเดียว ตัวเลข 40% ของสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่รายหนึ่งในสหรัฐฯ ไม่ใช่อัตราของทั้งตลาด
ทำไมถึงเลือกไม่บล็อก
ข้อโต้แย้งของ Vogel ตามที่ Digiday รายงานเมื่อ 4 สิงหาคม 2026 คือมันไม่มีสวิตช์แยก การเก็บข้อมูลเพื่อ AI กับเพื่อ search ของ Google คือช่องทางเดียวกัน ใครบล็อกอย่างแรกก็เท่ากับออกจากอย่างหลังไปด้วย การตัดสินใจเรื่อง robots.txt จึงกลายเป็นการตัดสินใจว่าจะอยู่ใน Google Search ต่อหรือไม่ ซึ่งสำหรับสำนักพิมพ์ขนาดนี้ไม่ใช่ทางเลือกที่เปิดอยู่จริง
ส่วนคำถามว่าบริษัทอยู่ตรงจุดไหนแล้ว ขอสรุปจุดยืนของ Vogel เป็นความแทนการอ้างคำพูด เขาให้ภาพว่า People Inc. มองว่าตัวเองใกล้ถึงจุดที่ search ไม่ใช่ตัวขับมูลค่าที่มีนัยสำคัญของบริษัทอีกต่อไป แต่ยังไปไม่ถึงจุดนั้น ที่ไม่ยกคำพูดตรงตัวมาเพราะถ้อยคำส่วนนี้ยืนยันความถูกต้องไม่ได้
คำตอบของบริษัทอยู่ที่โครงสร้างรายได้
People Inc. รายงานว่ารายได้ที่ไม่ขึ้นกับเซสชัน ซึ่งบริษัทนับรวมโซเชียล แคมเปญ native อีเวนต์ สปอนเซอร์ชิป อีเมล เครื่องมือ D/Cipher และการให้สิทธิ์ใช้เนื้อหา เติบโต 16% เมื่อเทียบกับปีก่อนในไตรมาส 2 ปี 2026 รายได้ส่วนนี้เพิ่มจาก 108 ล้านดอลลาร์เป็น 125 ล้านดอลลาร์ ระหว่างไตรมาส 2 ปี 2025 ถึงไตรมาส 2 ปี 2026 และขยับจาก 39% เป็น 43% ของรายได้ดิจิทัลทั้งหมด ขณะที่รายได้ที่ขึ้นกับเซสชัน คือส่วนที่ต้องมีคนเข้าหน้าเว็บจริง ลดจาก 61% เหลือ 57% ในช่วงเดียวกัน
Tim Quinn ซีเอฟโอของบริษัท ระบุว่าราคาโฆษณาปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสนี้ แหล่งข่าวไม่ได้ให้ตัวเลขเปอร์เซ็นต์กำกับไว้ จึงรายงานได้แค่ทิศทาง
ตัวเลขวางเทียบกัน
ตารางด้านล่างวางตัวเลขที่รายงานไว้คู่กับช่วงเวลาของมัน ทุกแถวเป็นข้อมูลที่ People Inc. รายงานเอง และ Digiday นำมาเผยแพร่
| ตัวชี้วัด | ช่วงก่อนหน้า | ช่วงล่าสุด |
|---|---|---|
| รายได้ที่ไม่ขึ้นกับเซสชัน สัดส่วนต่อรายได้ดิจิทัล | 39% ไตรมาส 2 ปี 2025 | 43% ไตรมาส 2 ปี 2026 |
| รายได้ที่ไม่ขึ้นกับเซสชัน เป็นเงิน | 108 ล้านดอลลาร์ ไตรมาส 2 ปี 2025 | 125 ล้านดอลลาร์ ไตรมาส 2 ปี 2026 |
| รายได้ที่ขึ้นกับเซสชัน สัดส่วนต่อรายได้ดิจิทัล | 61% ไตรมาส 2 ปี 2025 | 57% ไตรมาส 2 ปี 2026 |
| Google search สัดส่วนต่อทราฟฟิกทั้งหมด | 25% ไตรมาสก่อนหน้า | 21% ไตรมาสล่าสุด |
| เซสชันหลัก | ฐานไตรมาส 2 ปี 2025 | ลดลง 22% เทียบปีก่อน |
| ทราฟฟิกจาก Google search | ฐานไตรมาส 2 ปี 2025 | ลดลง 40% เทียบปีก่อน |
นักการตลาดไทยควรอ่านเรื่องนี้อย่างไร
บทความของ Digiday ไม่ได้พูดถึงประเทศไทยหรือสำนักพิมพ์ไทยเลย ส่วนต่อจากนี้จึงเป็นการวิเคราะห์ ไม่ใช่สิ่งที่แหล่งข่าวระบุ ประเด็นที่ถ่ายโอนมาได้คือเชิงโครงสร้าง ถ้าการบล็อก AI crawler ของ Google วันนี้เท่ากับการออกจาก Google Search ธุรกิจไทยที่ขับเคลื่อนด้วยคอนเทนต์ก็เหลือคันโยกที่ใช้ได้จริงอยู่ที่โครงสร้างรายได้ ไม่ใช่ robots.txt ตัวเลขของ People Inc. เองอธิบายบริษัทที่ค่อย ๆ ย้ายน้ำหนักไปยังรายได้ที่ไม่ต้องรอเซสชันจากการค้นหา และการย้ายนั้นใช้เวลาเป็นไตรมาส ไม่ใช่เป็นสัปดาห์
ในทางปฏิบัติแปลว่าควรมองรายได้ที่พึ่งการค้นหาเป็นตัวเลขที่วัดได้ ไม่ใช่สมมติฐาน ทีมควรรู้ว่ารายได้กี่เปอร์เซ็นต์ต้องอาศัยเซสชันจาก organic เข้ามาก่อน แล้วเฝ้าตัวเลขนั้นแบบเดียวกับที่ People Inc. เฝ้าตัวเลข 57% ของตัวเอง อีกข้อคือ การถูกอ้างอิงในคำตอบของ AI กับอันดับแบบเดิมถูกเก็บข้อมูลผ่านประตูบานเดียวกัน งานจริงจึงเป็นการทำให้เนื้อหาถูกหยิบไปอ้างได้และยังอยู่ในผลการค้นหา ไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง รูปแบบที่รอดจากคำตอบแบบสรุป เช่น รายชื่ออีเมลที่เป็นของเราเอง อีเวนต์ และความสัมพันธ์กับลูกค้าโดยตรง มีน้ำหนักมากกว่าตอนที่อันดับหนึ่งยังการันตีการคลิก นี่คือเหตุผลให้กลับไปตรวจว่า คอนเทนต์สร้างผลตอบแทนตรงจุดไหน ก่อนจะไปแตะคำสั่งของ crawler และให้รักษาพื้นฐาน การทำ SEO ไว้ระหว่างที่สัดส่วนรายได้กำลังขยับ
คำถามที่พบบ่อย
AI Overviews ทำให้ทราฟฟิกของ People Inc. ลด 40% ใช่หรือไม่
แหล่งข่าวไม่ได้ยืนยันแบบนั้น Digiday ระบุว่าการลดลงเกิดในสภาพแวดล้อมของ AI search แต่ไม่ได้แยก AI Overviews ออกจากการเปลี่ยนอัลกอริทึมของ Google หรือปัจจัยเชิงหมวดหมู่เนื้อหา สัดส่วนที่มาจาก AI Overviews โดยเฉพาะจึงไม่ทราบจากรายงานชิ้นนี้
สำนักพิมพ์บล็อก AI crawler ของ Google แล้วยังอยู่ใน Google Search ได้ไหม
ตามที่ Vogel ระบุคือตอนนี้ยังทำไม่ได้ เหตุผลที่เขายกมาในการปล่อยให้ crawler เข้าต่อคือการปิดการเข้าถึงฝั่ง AI ของ Google จะปิดการเข้าถึงฝั่ง search ไปด้วย นั่นคือเหตุผลที่ People Inc. ยังไม่ทำ
People Inc. บล็อก AI crawler ของบริษัทอื่นหรือเปล่า
แหล่งข่าวไม่ได้ระบุ บทความของ Digiday พูดถึงจุดยืนต่อ crawler ของ Google เท่านั้น และไม่ได้บอกว่าบริษัทบล็อกหรืออนุญาต crawler ของผู้ให้บริการ AI รายอื่น
เว็บไทยควรคาดหวังว่าจะเจอตัวเลขลดลง 40% เหมือนกันไหม
ไม่ควร นี่คือตัวเลขที่สำนักพิมพ์สหรัฐฯ รายเดียวรายงานเองสำหรับพอร์ตเนื้อหาของตัวเอง และบทความไม่มีข้อมูลของไทยหรือของภูมิภาคนี้เลย การเอาไปใช้เป็นเกณฑ์เทียบของเว็บไทยคือการอ่านผลของบริษัทเดียวเป็นอัตราของทั้งตลาด ซึ่งรายงานชิ้นนี้ไม่รองรับ
ต้องแก้อะไรบนเว็บไซต์เพราะข่าวนี้ไหม
ข่าวนี้ไม่ได้บังคับให้แก้อะไรในเชิงเทคนิค มันรายงานการตัดสินใจของสำนักพิมพ์รายหนึ่งพร้อมตัวเลขรายไตรมาส สิ่งที่มันชี้ให้ทำคือวัดว่ารายได้ของคุณพึ่งเซสชันจาก organic มากแค่ไหน ซึ่งเป็นงานฝั่งรายงานผล ไม่ใช่การแก้เว็บ
สรุปสั้น ๆ
สำนักพิมพ์ใหญ่รายหนึ่งเปิดตัวเลขจริงว่าทราฟฟิกจากการค้นหาของตัวเองเป็นอย่างไร พูดตรง ๆ ว่าการบล็อก AI crawler ของ Google แยกไม่ออกจากการอยู่ใน Google Search และชี้ว่าคำตอบของบริษัทอยู่ที่โครงสร้างรายได้ ตัวเลขทั้งหมดเป็นของบริษัทเองและไม่ได้ผ่านการตรวจสอบภายนอก สาเหตุของการลดลงก็ไม่ได้ถูกแยกออกมา และบริษัทเดียวไม่ใช่ทั้งตลาด อ่านฉบับที่ Digiday รายงานโดย Sara Guaglione เมื่อ 4 สิงหาคม 2026 ได้ที่นี่ ถ้าอยากรู้ก่อนว่ารายได้ของตัวเองพึ่งคลิกจากการค้นหาอยู่กี่เปอร์เซ็นต์ การวัดตรงนั้นคือจุดเริ่ม







