PR คืออะไร? การประชาสัมพันธ์ต่างจากโฆษณาอย่างไร และวัดผลอย่างไร

PR คืออะไร? การประชาสัมพันธ์ต่างจากโฆษณาอย่างไร และวัดผลอย่างไร

การตลาดดิจิตอลOctober 13, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • PR ได้พื้นที่สื่อจากคุณค่าข่าวแทนการซื้อพื้นที่ ทำให้บรรณาธิการ ไม่ใช่แบรนด์ เป็นผู้ตัดสินสุดท้ายว่าจะเผยแพร่อะไร
  • งาน PR โดยทั่วไปมี 6 ด้าน ได้แก่ ความสัมพันธ์กับสื่อ ข่าวประชาสัมพันธ์ event การสื่อสารในภาวะวิกฤต CSR และการสื่อสารภายในหรือนักลงทุนสัมพันธ์
  • หลักการ Barcelona Principles ของ AMEC ปฏิเสธ AVE เป็นตัววัดผล งาน PR ควรวัดเป็นชั้น output, outtake, outcome และ impact
  • ธุรกิจไทยต้องมีข่าวภาษาไทยที่อ่านเป็นธรรมชาติ ติดตาม Facebook, Pantip, X และ LINE และเก็บรายชื่อสื่อตาม PDPA

PR คือ การประชาสัมพันธ์ (Public Relations) หรือการบริหารการสื่อสารระหว่างองค์กรกับกลุ่มคนที่มีผลต่อองค์กร เช่น ลูกค้า สื่อมวลชน พนักงาน นักลงทุน และชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจและความน่าเชื่อถือในระยะยาว ต่างจากโฆษณาตรงที่ PR ไม่ได้ซื้อพื้นที่สื่อ แต่ทำให้คนอื่น เช่น นักข่าวหรือผู้ใช้จริง เลือกพูดถึงแบรนด์ด้วยตัวเอง

บทความนี้อธิบายว่า pr คืออะไรในมุมของคนทำธุรกิจ งาน PR มีหน้าที่อะไรบ้าง ต่างจากการตลาดและโฆษณาอย่างไร Digital PR ต่างจาก PR แบบเดิมตรงไหน ธุรกิจขนาดเล็กเริ่มทำ PR ได้ด้วยเครื่องมืออะไร และควรวัดผลงาน PR อย่างไรให้ตอบคำถามผู้บริหารได้จริง

PR คืออะไร อธิบายแบบคนทำธุรกิจ

ลองนึกถึงสองประโยคนี้ ประโยคแรกคือแบรนด์ซื้อโฆษณาแล้วบอกว่า "สินค้าของเราดีที่สุด" ประโยคที่สองคือสำนักข่าวเขียนบทความว่าแบรนด์นี้เปิดตัวบริการใหม่ที่แก้ปัญหาให้ผู้บริโภคได้ ประโยคแรกคือโฆษณา ประโยคที่สองคือผลลัพธ์ของงาน PR คนอ่านมักให้น้ำหนักกับประโยคที่สองมากกว่า เพราะมีบุคคลที่สามเป็นผู้กลั่นกรองก่อนเผยแพร่

หัวใจของ PR จึงอยู่ที่ "ความน่าเชื่อถือที่ได้มา" ไม่ใช่ "พื้นที่ที่ซื้อมา" นักประชาสัมพันธ์ทำงานกับเรื่องราวขององค์กร หาประเด็นที่มีคุณค่าข่าวหรือมีประโยชน์ต่อผู้ฟัง แล้วสื่อสารผ่านช่องทางที่กลุ่มเป้าหมายเชื่อถือ งานนี้ครอบคลุมทั้งช่วงเวลาปกติ เช่น การเปิดตัวสินค้า และช่วงเวลาวิกฤต เช่น เมื่อมีข่าวเชิงลบหรือความผิดพลาดที่สาธารณชนจับตา

อีกมุมหนึ่งที่ช่วยให้เข้าใจคือกรอบ PESO ซึ่งแบ่งสื่อออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ Paid (สื่อที่จ่ายเงิน เช่น โฆษณา) Earned (สื่อที่ได้มาเอง เช่น ข่าว รีวิว การถูกพูดถึง) Shared (สื่อที่ถูกแชร์ต่อบนโซเชียล) และ Owned (สื่อของตัวเอง เช่น เว็บไซต์ บล็อก จดหมายข่าว) งาน PR แบบดั้งเดิมอยู่ในช่อง Earned เป็นหลัก แต่ในทางปฏิบัติทุกวันนี้นักประชาสัมพันธ์ต้องทำงานคร่อมทั้งสี่ช่อง เพราะข่าวหนึ่งชิ้นจะถูกแชร์ต่อบนโซเชียล ถูกนำมาอ้างบนเว็บไซต์ของแบรนด์ และบางครั้งถูกโปรโมตต่อด้วยงบโฆษณา

PR ต่างจากโฆษณาและการตลาดอย่างไร

สามคำนี้มักถูกใช้ปนกัน แต่มีเป้าหมายและวิธีควบคุมสารที่ต่างกันชัดเจน การตลาด (Marketing) คือภาพใหญ่ของการทำให้สินค้าขายได้ ตั้งแต่การกำหนดราคา ช่องทางจัดจำหน่าย ไปจนถึงการสื่อสาร โฆษณา (Advertising) เป็นเครื่องมือหนึ่งในการตลาด ที่แบรนด์จ่ายเงินเพื่อควบคุมทั้งข้อความ ตำแหน่ง และเวลาที่สารจะปรากฏ ส่วน PR เน้นชื่อเสียงและความสัมพันธ์ขององค์กร โดยแลกการควบคุมสารบางส่วนกับความน่าเชื่อถือที่สูงกว่า

PR ต่างจากโฆษณาและการตลาดอย่างไร
ประเด็นPR (ประชาสัมพันธ์)โฆษณา
วิธีได้พื้นที่สื่อได้มาเพราะเรื่องมีคุณค่าข่าวหรือน่าสนใจจ่ายเงินซื้อพื้นที่หรือเวลา
การควบคุมข้อความควบคุมได้บางส่วน บรรณาธิการเป็นผู้ตัดสินสุดท้ายควบคุมได้เกือบทั้งหมดภายใต้นโยบายแพลตฟอร์ม
เป้าหมายหลักความน่าเชื่อถือ ชื่อเสียง ความสัมพันธ์ระยะยาวการรับรู้ ยอดคลิก ยอดขาย ในช่วงเวลาที่กำหนด
กลุ่มเป้าหมายหลายกลุ่ม เช่น สื่อ พนักงาน นักลงทุน ชุมชน ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าหรือผู้มีโอกาสซื้อ
เมื่อหยุดใช้งบข่าวและบทความที่เผยแพร่แล้วยังค้นเจอได้ต่อการมองเห็นหยุดเกือบทันที

ข้อสังเกตจากตารางคือ PR กับโฆษณาไม่ได้แข่งกัน แต่ทำหน้าที่เสริมกัน โฆษณาให้ความแน่นอนเรื่องการมองเห็น PR ให้ความน่าเชื่อถือที่ทำให้โฆษณาทำงานง่ายขึ้น เช่น เมื่อคนเห็นโฆษณาแล้วไปค้นชื่อแบรนด์ต่อ สิ่งที่พวกเขาเจอในผลค้นหา ทั้งข่าว บทสัมภาษณ์ และรีวิว คือผลงาน PR ที่ช่วยปิดการตัดสินใจ

หน้าที่ของงาน PR มีอะไรบ้าง

งาน PR ไม่ได้มีแค่การส่งข่าวให้สื่อ ในองค์กรที่ทำ PR อย่างเป็นระบบ หน้าที่จะแบ่งได้เป็นหลายด้าน แต่ละด้านใช้ทักษะและตัวชี้วัดต่างกัน

1. Media Relations: ความสัมพันธ์กับสื่อ

คือการรู้ว่านักข่าวคนไหนเขียนเรื่องอะไร สื่อไหนเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของเรา และทำให้ตัวเองเป็นแหล่งข้อมูลที่นักข่าวไว้ใจ งานนี้รวมถึงการทำรายชื่อสื่อ (media list) การเสนอประเด็นข่าว (pitch) การจัดสัมภาษณ์ผู้บริหาร และการตอบคำถามนักข่าวให้ทันกำหนดส่งงานของเขา ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้หมายถึงการขอให้ลงข่าว แต่หมายถึงการส่งเรื่องที่ตรงกับสายข่าวของนักข่าวคนนั้นจริงๆ

2. ข่าวประชาสัมพันธ์ (Press Release)

ข่าวประชาสัมพันธ์คือเอกสารที่เขียนในรูปแบบข่าว ให้สื่อหยิบไปใช้หรือใช้เป็นจุดตั้งต้นในการเขียนต่อ โครงสร้างที่สื่อคุ้นเคยคือพาดหัวที่บอกประเด็นชัด ย่อหน้าแรกที่ตอบว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร และทำไม ตามด้วยคำพูดของผู้บริหาร ข้อมูลประกอบ และข้อมูลติดต่อ ข่าวที่ดีต้องมีเรื่องใหม่จริง เช่น สินค้าใหม่ ความร่วมมือ ตัวเลขผลประกอบการ การขยายสาขา หรือผลสำรวจที่องค์กรทำเอง ข่าวที่เป็นเพียงคำโฆษณาในรูปแบบข่าวมักไม่ถูกหยิบไปใช้

3. Event และการเปิดตัว

งานแถลงข่าว งานเปิดตัวสินค้า สัมมนา หรือกิจกรรมกับชุมชน เป็นโอกาสให้สื่อและกลุ่มเป้าหมายได้สัมผัสแบรนด์โดยตรง งาน event ที่ได้ผลด้าน PR คืองานที่มี "เรื่องให้เล่า" มากกว่าแค่พิธีการ เช่น การสาธิตสินค้าที่ถ่ายภาพได้ หรือการเปิดตัวข้อมูลใหม่ที่สื่อนำไปรายงานต่อได้

4. Crisis Communication: การสื่อสารในภาวะวิกฤต

นี่คือส่วนที่หลายธุรกิจนึกถึงเมื่อเกิดปัญหาไปแล้ว ทั้งที่ควรเตรียมไว้ก่อน วิกฤตอาจเป็นสินค้ามีปัญหา ข้อมูลลูกค้ารั่ว พนักงานโพสต์ข้อความไม่เหมาะสม หรือคลิปร้องเรียนที่ถูกแชร์ต่อจำนวนมาก หลักการพื้นฐานที่ใช้กันทั่วไปมีดังนี้

  • ยอมรับว่ารับรู้เรื่องแล้วโดยเร็ว แม้ยังไม่มีข้อมูลครบ ด้วยแถลงการณ์เบื้องต้น (holding statement) ที่บอกว่ากำลังตรวจสอบและจะแจ้งความคืบหน้าเมื่อไร
  • กำหนดโฆษกเพียงคนเดียวหรือทีมเดียว เพื่อไม่ให้ข้อความขัดกันเอง
  • พูดเฉพาะข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว หลีกเลี่ยงการคาดเดาหรือโยนความผิด
  • บอกสิ่งที่องค์กรกำลังทำเพื่อแก้ไข และช่องทางที่ผู้ได้รับผลกระทบติดต่อได้
  • อัปเดตตามเวลาที่สัญญาไว้ และสรุปบทเรียนหลังวิกฤตจบเพื่อปรับแผนครั้งต่อไป

ธุรกิจที่มีแผนรับมือวิกฤตเขียนไว้ล่วงหน้า พร้อมรายชื่อผู้ตัดสินใจ ร่างแถลงการณ์ตั้งต้น และขั้นตอนอนุมัติ จะตอบสนองได้เร็วกว่าธุรกิจที่ต้องเริ่มคิดจากศูนย์ในวันที่มีปัญหา

5. CSR และความสัมพันธ์กับชุมชน

กิจกรรมเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility) เป็นส่วนหนึ่งของงาน PR เมื่อทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง สิ่งที่ต้องระวังคือ CSR ที่ทำเพียงเพื่อถ่ายรูปลงโซเชียลมักถูกผู้บริโภคมองออก และอาจกลายเป็นประเด็นลบได้ CSR ที่ดีควรเชื่อมกับธุรกิจหลักขององค์กรและวัดผลต่อสังคมได้จริง

6. การสื่อสารภายในและนักลงทุนสัมพันธ์

พนักงานคือกลุ่มเป้าหมายที่มักถูกมองข้าม การสื่อสารภายใน (Internal Communication) ช่วยให้พนักงานเข้าใจทิศทางองค์กรก่อนที่จะอ่านเจอจากข่าว ส่วนบริษัทจดทะเบียนจะมีงานนักลงทุนสัมพันธ์ (Investor Relations) ที่ต้องสื่อสารข้อมูลตามกฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์อย่างถูกต้องและทันเวลา

PR ต่างจาก Digital PR อย่างไร

Digital PR ใช้หลักการเดียวกับ PR แบบดั้งเดิม คือสร้างเรื่องที่มีคุณค่าพอให้คนอื่นนำไปเผยแพร่ต่อ แต่เป้าหมายและตัวชี้วัดต่างออกไป PR แบบดั้งเดิมวัดที่การได้ลงสื่อและการรับรู้ ส่วน Digital PR มุ่งที่สื่อออนไลน์ และมักวัดผลเพิ่มเติมเป็นลิงก์ที่ชี้กลับมายังเว็บไซต์ การถูกพูดถึงชื่อแบรนด์บนเว็บ และผลต่อการค้นหา ทำให้ Digital PR ใกล้ชิดกับงาน SEO มากกว่า

ตัวอย่างงาน Digital PR ได้แก่ การทำข้อมูลสำรวจหรือรายงานที่สื่อออนไลน์อยากอ้างอิง การให้ความเห็นผู้เชี่ยวชาญกับนักข่าวที่กำลังเขียนเรื่องในสายงานของเรา หรือการทำเครื่องมือออนไลน์ฟรีที่คนอยากลิงก์ถึง ในทางปฏิบัติสองแบบนี้ไม่ได้แยกขาด ข่าวประชาสัมพันธ์หนึ่งชิ้นอาจได้ทั้งพื้นที่ในหนังสือพิมพ์และลิงก์จากเว็บข่าวออนไลน์ไปพร้อมกัน สิ่งที่ต่างคือการวางแผนตั้งแต่แรกว่าต้องการผลลัพธ์แบบไหน

เครื่องมือ PR ที่ธุรกิจขนาดเล็กใช้ได้

ธุรกิจเล็กไม่จำเป็นต้องมีงบเท่าบริษัทใหญ่เพื่อเริ่มทำ PR สิ่งที่ต้องมีคือความสม่ำเสมอและเรื่องที่มีคุณค่าจริง เครื่องมือต่อไปนี้ใช้งบน้อยหรือไม่ใช้งบเลย

  • รายชื่อสื่อแบบสเปรดชีต: เก็บชื่อนักข่าว สื่อ สายข่าว ช่องทางติดต่อ และเรื่องล่าสุดที่เขาเขียน ไฟล์ Google Sheets ธรรมดาเพียงพอสำหรับช่วงแรก
  • หน้า Newsroom บนเว็บไซต์: รวมข่าวประชาสัมพันธ์ ภาพความละเอียดสูง โลโก้ ประวัติผู้บริหาร และข้อมูลติดต่อฝ่ายสื่อ ช่วยให้นักข่าวหาข้อมูลได้เองโดยไม่ต้องรอ
  • เครื่องมือติดตามการถูกพูดถึง: Google Alerts ใช้ได้ฟรีสำหรับติดตามชื่อแบรนด์และชื่อผู้บริหาร ส่วนเครื่องมือ social listening แบบเสียเงินเหมาะเมื่อปริมาณการพูดถึงมากขึ้น
  • ช่องทางของตัวเอง: บล็อก จดหมายข่าว LINE Official Account และเพจโซเชียล เป็นที่สำหรับเล่าเรื่องในแบบของแบรนด์ และเป็นแหล่งอ้างอิงเมื่อสื่อต้องการข้อมูลเพิ่ม
  • ผู้บริหารเป็นผู้เชี่ยวชาญ: การให้ผู้ก่อตั้งเขียนบทความความเห็น พูดในงานสัมมนา หรือให้ความเห็นกับนักข่าว เป็น PR ที่ต้นทุนต่ำแต่ต้องใช้เวลา
  • บริการกระจายข่าว: เมื่อมีข่าวสำคัญและต้องการเข้าถึงสื่อจำนวนมาก บริการกระจายข่าวช่วยส่งข่าวไปยังเครือข่ายสื่อที่ธุรกิจเล็กไม่มีรายชื่อเอง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของธุรกิจเล็กคือส่งข่าวทุกเรื่องโดยไม่คัดประเด็น เช่น การเปลี่ยนโลโก้เล็กน้อยหรือโปรโมชันรายเดือน ข่าวแบบนี้ไม่มีคุณค่าข่าวสำหรับสื่อ และทำให้อีเมลของแบรนด์ถูกมองข้ามในครั้งต่อไป ควรเก็บพลังไว้กับเรื่องที่ตอบคำถาม "ทำไมผู้อ่านของสื่อนี้ต้องสนใจ" ได้ชัดเจน

ขั้นตอนเริ่มวางแผน PR แบบง่าย

  1. กำหนดเป้าหมายทางธุรกิจก่อน: เช่น ต้องการให้ลูกค้าองค์กรรู้จักบริการใหม่ ต้องการความน่าเชื่อถือก่อนระดมทุน หรือต้องการลดผลกระทบจากข่าวลบเดิม เป้าหมายต่างกันจะเลือกสื่อและเรื่องต่างกัน
  2. ระบุกลุ่มเป้าหมายและสื่อที่เขาอ่าน: ลูกค้า B2B อาจอ่านสื่อธุรกิจและอุตสาหกรรมเฉพาะทาง ส่วนผู้บริโภคทั่วไปอาจติดตามเพจไลฟ์สไตล์และครีเอเตอร์
  3. หาประเด็นที่มีคุณค่าข่าว: ความใหม่ ผลกระทบต่อคนจำนวนมาก ความเกี่ยวข้องกับกระแสปัจจุบัน ความเป็นท้องถิ่น และข้อมูลหรือตัวเลขที่องค์กรมีเอง
  4. เตรียมสารหลัก (key messages): 2-3 ประโยคที่ต้องการให้คนจำ ใช้ซ้ำทุกช่องทางเพื่อให้สอดคล้องกัน
  5. ลงมือและติดตามผล: ส่งข่าว ติดตามนักข่าวอย่างสุภาพ เก็บผลการลงข่าว และทบทวนทุกไตรมาส

วัดผลงาน PR อย่างไร

การวัดผล PR เป็นจุดที่หลายองค์กรติดขัด เพราะผลลัพธ์บางอย่าง เช่น ความเชื่อมั่น วัดเป็นตัวเลขได้ยาก วิธีที่เคยนิยมคือ AVE (Advertising Value Equivalency) หรือการแปลงพื้นที่ข่าวเป็นมูลค่าเทียบกับค่าโฆษณา แต่วงการวัดผลการสื่อสารปฏิเสธวิธีนี้มานานแล้ว หลักการ Barcelona Principles ที่ AMEC (สมาคมการวัดผลและประเมินผลการสื่อสารระหว่างประเทศ) เผยแพร่ ระบุว่า AVE ไม่ใช่มูลค่าของการสื่อสาร นอกจากนี้ AVE ยังไม่ได้บอกว่าคนอ่านเข้าใจหรือเปลี่ยนพฤติกรรมหรือไม่

แนวทางที่ใช้แทนคือวัดเป็นชั้น ตั้งแต่สิ่งที่ทำ ไปจนถึงผลต่อธุรกิจ

  • Output (สิ่งที่ไปถึงกลุ่มเป้าหมาย): จำนวนการลงข่าว การเข้าถึงของสื่อ สัดส่วนข่าวที่มีสารหลักครบ (message pull-through) ส่วนแบ่งการถูกพูดถึงเทียบคู่แข่ง (share of voice) และโทนของข่าว ส่วนงานเบื้องหลัง เช่น จำนวนข่าวที่ส่งและการสัมภาษณ์ที่จัดได้ นับเป็นกิจกรรม (activity) ไม่ใช่ output
  • Outtake (สิ่งที่กลุ่มเป้าหมายรับไป): ทราฟฟิกจากเว็บข่าวที่ลิงก์มา การมีส่วนร่วมกับข่าว การจดจำจากผลสำรวจการรับรู้ และจำนวนคำถามจากลูกค้าหลังข่าวออก
  • Outcome (ผลต่อกลุ่มเป้าหมาย): จำนวนลีดหรือการลงทะเบียน ความชื่นชอบต่อแบรนด์ และปริมาณการค้นหาชื่อแบรนด์ที่เปลี่ยนไป
  • Impact (ผลต่อองค์กร): ยอดขาย การได้ลูกค้ารายใหญ่ การสมัครงาน หรือการระดมทุน ที่เชื่อมโยงกับงาน PR ได้อย่างมีเหตุผล

สิ่งที่ตรวจได้เองในบัญชีของคุณ คือแท็ก UTM บนลิงก์ที่ใส่ในข่าวออนไลน์ เพื่อดูทราฟฟิกใน Google Analytics 4 ข้อมูลการค้นหาชื่อแบรนด์ใน Google Search Console ช่วงก่อนและหลังข่าวออก และจำนวนเว็บไซต์ที่ลิงก์กลับมาหลังแคมเปญ ข้อจำกัดที่ต้องยอมรับคือ PR หลายส่วนไม่สามารถแยกผลออกมาได้ชัดเหมือนโฆษณา การรายงานที่ซื่อตรงจึงควรบอกว่าตัวเลขไหนวัดได้ตรง และตัวเลขไหนเป็นเพียงสัญญาณประกอบ

สิ่งนี้มีความหมายอย่างไรกับนักการตลาดไทย

สำหรับธุรกิจในไทย ประเด็นแรกคือภาษา สื่อภาษาไทยต้องการข่าวภาษาไทยที่เขียนเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ข่าวที่แปลตรงตัวจากภาษาอังกฤษ ถ้าธุรกิจต้องการทั้งสื่อไทยและสื่อต่างประเทศ ควรเตรียมข่าวสองภาษาที่เขียนให้เหมาะกับผู้อ่านแต่ละกลุ่ม และกำหนดผู้ให้สัมภาษณ์ที่พูดได้ในแต่ละภาษา

ประเด็นที่สองคือความเร็วของบทสนทนาออนไลน์ ในไทย ประเด็นร้อนมักถูกพูดถึงต่อบนเพจ Facebook กระทู้ Pantip โพสต์บน X และกลุ่ม LINE ก่อนที่สื่อหลักจะรายงาน แผนรับมือวิกฤตจึงต้องรวมการติดตามช่องทางเหล่านี้ และกำหนดว่าใครมีอำนาจตอบในช่องทางไหน ประเด็นที่สามคือข้อมูลส่วนบุคคล การเก็บรายชื่อและข้อมูลติดต่อของนักข่าวหรือผู้ร่วมงาน event ควรเป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ของไทย เช่น แจ้งวัตถุประสงค์ในการเก็บและให้ช่องทางขอยกเลิก

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ PR

PR คืออะไร สรุปสั้นๆ

PR คือการบริหารการสื่อสารขององค์กรกับสื่อ ลูกค้า พนักงาน และสาธารณชน เพื่อสร้างความเข้าใจและชื่อเสียงที่ดี โดยเน้นพื้นที่สื่อที่ได้มาจากคุณค่าของเรื่อง มากกว่าพื้นที่ที่ซื้อมา

PR กับโฆษณา ควรเลือกอะไรก่อน

ส่วนใหญ่ควรใช้ทั้งสองอย่าง โดยให้ PR สร้างความน่าเชื่อถือและข้อมูลที่คนจะเจอเมื่อค้นชื่อแบรนด์ และให้โฆษณาสร้างการมองเห็นที่แน่นอนในช่วงเวลาที่ต้องการยอดขาย ถ้างบจำกัดมาก ให้เริ่มจากเรื่องที่มีคุณค่าข่าวจริงก่อน เพราะ PR ที่ไม่มีเรื่องจะไม่ได้ผล

ธุรกิจเล็กทำ PR เองได้ไหม

ทำได้ ถ้ามีเรื่องที่น่าสนใจและมีเวลาดูแลความสัมพันธ์กับสื่ออย่างสม่ำเสมอ เริ่มจากรายชื่อสื่อในสเปรดชีต หน้า Newsroom บนเว็บไซต์ และ Google Alerts แล้วค่อยใช้บริการกระจายข่าวเมื่อมีข่าวสำคัญที่ต้องการเข้าถึงสื่อจำนวนมาก

ควรวัดผลงาน PR ด้วยอะไร

ควรวัดเป็นชั้น ตั้งแต่จำนวนและคุณภาพการลงข่าว การมีสารหลักครบในข่าว ส่วนแบ่งการถูกพูดถึง ไปจนถึงการค้นหาชื่อแบรนด์และทราฟฟิกที่มาจากข่าว และไม่ควรใช้ AVE เป็นตัวชี้วัดหลัก เพราะไม่ได้สะท้อนผลจริงของการสื่อสาร

Crisis communication ต้องเตรียมอะไรไว้ล่วงหน้า

ควรเตรียมรายชื่อทีมตัดสินใจ โฆษกหลัก ร่างแถลงการณ์เบื้องต้นสำหรับสถานการณ์ที่เป็นไปได้ ขั้นตอนอนุมัติข้อความ และช่องทางติดตามบทสนทนาออนไลน์ เพื่อให้ตอบสนองได้ภายในเวลาอันสั้นเมื่อเกิดเรื่องจริง

สรุป

PR คือการสร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือผ่านการสื่อสารที่คนอื่นเลือกพูดถึงเรา งานนี้ครอบคลุมตั้งแต่ความสัมพันธ์กับสื่อ ข่าวประชาสัมพันธ์ event การรับมือวิกฤต ไปจนถึงการสื่อสารภายใน ธุรกิจทุกขนาดเริ่มได้ ถ้ามีเรื่องที่มีคุณค่าจริงและวัดผลอย่างตรงไปตรงมา

ถ้าต้องการกระจายข่าวไปยังสื่อในไทย ดูรายละเอียดได้ที่ บริการกระจายข่าวประชาสัมพันธ์ หรือถ้ากลุ่มเป้าหมายอยู่ต่างประเทศ ดู บริการกระจายข่าวประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ สำหรับการวางภาพลักษณ์แบรนด์ระยะยาว ดู บริการ Digital Branding และถ้าต้องการเนื้อหาบนช่องทางของตัวเองที่รองรับงาน PR ดู บริการ Content Marketing

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์:

อ่านบทความของเราเป็นประจำใช่ไหม เพิ่ม Relevant Audience เป็นแหล่งข้อมูลที่คุณเลือก เพื่อให้บทความของเราปรากฏในผลการค้นหา Google ของคุณมากขึ้น