สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- คำแนะนำของ LinkedIn เองระบุว่าโฆษณาวิดีโอเล่นอัตโนมัติในฟีดแบบปิดเสียงเป็นค่าเริ่มต้น วิดีโอ B2B ทุกตัวจึงต้องมีคำบรรยายและช่วงเปิดที่เข้าใจได้โดยไม่ต้องเปิดเสียง
- LinkedIn รองรับไฟล์คำบรรยาย SRT ตอนแชร์วิดีโอ และภาษาที่หน้าช่วยเหลือระบุว่ารองรับคำบรรยายอัตโนมัติไม่มีภาษาไทย วิดีโอภาษาไทยจึงต้องเตรียมไฟล์คำบรรยายเองหรือฝังคำบรรยายลงในวิดีโอ
- รูปแบบที่เหมาะกับผู้บริหารและคณะกรรมการจัดซื้อมีห้าแบบ ได้แก่ วิดีโออธิบายแบบหนึ่งคำถาม คลิปมุมมองของผู้บริหาร การเล่าสถานการณ์ของลูกค้า การสาธิตผลิตภัณฑ์ และ LinkedIn Live
- LinkedIn Live เปิดให้เฉพาะสมาชิกและเพจที่ผ่านเกณฑ์การเข้าถึงของ LinkedIn และโดยทั่วไปต้องใช้เครื่องมือสตรีมมิงของบุคคลที่สาม จึงเหมาะกับบริษัทที่โพสต์วิดีโอสั้นสม่ำเสมออยู่แล้ว
- ควรหลีกเลี่ยงโฆษณาขายตรงที่โพสต์เหมือนคอนเทนต์ออร์แกนิก เทรนด์บันเทิงที่ยืมมา ช่วงเปิดที่ช้า ผลลัพธ์ที่ตรวจสอบไม่ได้ และภาพที่เปิดเผยข้อมูลลับ
Video Content บน LinkedIn ได้ผลกับธุรกิจ B2B เพราะเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อประเมินคนที่อยู่เบื้องหลังบริษัทได้ตั้งแต่ก่อนจะมีการคุยกับฝ่ายขาย ทั้งวิธีคิด ความชัดเจนในการอธิบาย และความเข้าใจในปัญหาของผู้ซื้อ รูปแบบวิดีโอที่เข้าถึงผู้บริหารและ Decision Maker ได้ดีคือวิดีโออธิบายสั้นๆ ที่มีคำบรรยายและตอบคำถามจริงของผู้ซื้อเพียงข้อเดียว คลิปที่เล่าสถานการณ์ของลูกค้าเป็นหลักฐาน และไลฟ์เป็นครั้งคราว ส่วนสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือโฆษณาขายตรงที่โพสต์ปนมากับคอนเทนต์ทั่วไป เทรนด์บันเทิงที่หยิบมาจากแพลตฟอร์มอื่น และวิดีโอที่ต้องเปิดเสียงถึงจะเข้าใจ
บทความนี้มองวิดีโอในมุมของวิดีโอเอง ว่าทำไมรูปแบบนี้จึงได้รับความสนใจบนเครือข่ายมืออาชีพ วิดีโอประเภทไหนเหมาะกับผู้ชมระดับอาวุโสในตลาด B2B จะวางแผนและวัดผลอย่างไร และอะไรที่มักให้ผลตรงข้ามกับที่ตั้งใจ บทความนี้ไม่ได้พูดถึงระบบคอนเทนต์ LinkedIn ทั้งหมดหรือการสร้างแบรนด์บุคคลในภาพรวม ซึ่งเป็นอีกหัวข้อหนึ่ง คำถามในที่นี้แคบกว่าและเน้นการใช้งานจริงกว่า คือถ้าบริษัท B2B จะลงเวลาและงบประมาณกับ video content linkedin ที่สมาชิกจะดูจริง ควรทำอะไร และควรตัดอะไรทิ้ง
Video Content เหมาะกับ LinkedIn หรือไม่
เหมาะ Video Content เข้ากับ LinkedIn ได้ดีเมื่อสร้างขึ้นให้ตรงกับวิธีที่คนใช้แพลตฟอร์มนี้ สมาชิก LinkedIn เปิดแอปเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรม ดูความเป็นไปของคนที่รู้จัก และหาไอเดียที่นำไปใช้ในงานได้ วิดีโอที่สอนเรื่องเฉพาะเจาะจง หรือแสดงให้เห็นว่าบริษัทรับมือกับปัญหาอย่างไร จะเข้ากับพฤติกรรมนี้ได้พอดี แต่วิดีโอที่ให้ความรู้สึกเหมือนโฆษณาทีวีจะไม่เข้ากัน
คุณสมบัติของแพลตฟอร์มสามข้อทำให้วิดีโอมีประโยชน์กับ B2B เป็นพิเศษ
- ผู้ชมระบุตัวตนด้วยตำแหน่งงาน สมาชิกกรอกตำแหน่ง บริษัท และอุตสาหกรรมของตัวเอง วิดีโอที่โพสต์จากเพจบริษัทหรือจากผู้บริหารจึงมักไปถึงคนที่มีเหตุผลทางวิชาชีพที่จะสนใจ และการซื้อโฆษณายังเลือกเป้าหมายตามสายงานและระดับตำแหน่งได้
- วิดีโอส่งข้อมูลที่ตัวอักษรส่งไม่ได้ น้ำเสียง ความมั่นใจ วิธีที่คนคนหนึ่งรับมือกับคำถามยาก หรือหน้าตาของผลิตภัณฑ์เวลาใช้งานจริง สำหรับผู้ซื้อที่กำลังชั่งน้ำหนักสัญญามูลค่าสูง สัญญาณเหล่านี้มีความหมาย
- ฟีดให้ความสำคัญกับความเกี่ยวข้องมากกว่าความหรูหรา หน้าช่วยเหลือของ LinkedIn อธิบายถึงฟีดวิดีโอแบบ immersive ที่แยกออกมา ซึ่งคัดเลือกวิดีโอจากคุณภาพและความเกี่ยวข้องของวิดีโอที่มีอยู่บน LinkedIn และผู้ใช้ไม่สามารถนำวิดีโอไปใส่ในฟีดนั้นเองได้ ข้อนี้เตือนใจว่าแพลตฟอร์มตัดสินว่าวิดีโอจะไปอยู่ที่ไหนจากปฏิกิริยาของผู้ชม ความมีประโยชน์จึงสำคัญกว่างบโปรดักชัน
มีข้อจำกัดหนึ่งที่ต้องพูดตรงๆ LinkedIn ไม่ใช่แพลตฟอร์มที่เน้นวิดีโอเป็นหลักแบบแอปวิดีโอสั้นเพื่อความบันเทิง หลายคนเลื่อนฟีดในเวลางาน บนแล็ปท็อป โดยปิดเสียงไว้ วิดีโอต้องพิสูจน์ตัวเองเมื่ออยู่ข้างโพสต์ข้อความ เอกสาร และรูปภาพ และหลายครั้งโพสต์ข้อความที่ดีก็ทำหน้าที่ได้ไม่แพ้กัน วิดีโอเป็นตัวเลือกที่ถูกต้องเมื่อการได้เห็นหรือได้ยินเพิ่มบางอย่างที่คำพูดอย่างเดียวให้ไม่ได้
ทำไมธุรกิจ B2B จึงใช้ Video Content บน LinkedIn
บริษัท B2B ใช้วิดีโอบน LinkedIn เพื่อสร้างความไว้วางใจก่อนการคุยกับฝ่ายขายเป็นหลัก เพราะการซื้อที่ซับซ้อนมีคนเกี่ยวข้องหลายคนและใช้เวลาตัดสินใจนาน ดีลระดับองค์กรทั่วไปอาจมีหัวหน้าแผนกที่เป็นเจ้าของปัญหา ผู้อนุมัติด้านการเงิน คนจากฝ่ายไอทีหรือฝ่ายกฎหมาย และผู้บริหารระดับสูงที่เซ็นอนุมัติ คนส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้จะไม่มีวันนั่งดูการสาธิตของฝ่ายขายจนจบ แต่หลายคนจะได้เห็นโพสต์ของบริษัทในฟีดในช่วงใดช่วงหนึ่ง
วิดีโอช่วยในสถานการณ์นี้ได้สี่ทางในทางปฏิบัติ
แสดงความเชี่ยวชาญแทนการอ้างว่าเชี่ยวชาญ
การเขียนว่า "เราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ซัพพลายเชน" ไม่ได้ทำให้ใครเชื่อ แต่คลิปสองนาทีที่หัวหน้าฝ่ายโซลูชันอธิบายบนไวท์บอร์ดด้วยตัวอย่างง่ายๆ ว่าผู้จัดจำหน่ายขนาดกลางจะลดเวลาที่ใช้กระทบยอดสต็อกได้อย่างไร คือการแสดงความเชี่ยวชาญให้เห็น ผู้ชมได้ข้อสรุปด้วยตัวเอง ซึ่งโน้มน้าวได้มากกว่าหลายเท่า
ทำให้บริษัทมีใบหน้า
ผู้ซื้อ B2B ซื้อความสัมพันธ์ในการทำงานพอๆ กับซื้อผลิตภัณฑ์ การได้เห็นคนที่ตัวเองจะต้องทำงานด้วย ได้ยินวิธีที่เขาอธิบาย และสังเกตว่าเขาพูดตรงไปตรงมาหรือหลบอยู่หลังศัพท์เทคนิค ล้วนช่วยลดความเสี่ยงที่รับรู้ได้ในการเซ็นสัญญากับซัพพลายเออร์ที่ยังไม่คุ้นเคย
ตอบข้อโต้แย้งก่อนที่จะถูกถาม
วิดีโอสั้นที่ตอบข้อโต้แย้งที่พบบ่อยอย่างใจเย็น เช่น การติดตั้งระบบทำงานอย่างไร ข้อมูลเดิมจะเป็นอย่างไร หรือการดูแลหลังการขายเป็นแบบไหน ช่วยให้ผู้ที่มีแนวโน้มจะเป็นลูกค้าคลายข้อสงสัยได้ในเวลาของตัวเอง เมื่อพนักงานขายได้นัดประชุมจริง บทสนทนาก็เริ่มจากจุดที่ไปไกลกว่าเดิม
ให้ทีมขายและทีมโฆษณามีวัตถุดิบไปใช้ต่อ
วิดีโออธิบายที่ดีไม่ใช่โพสต์ที่ใช้ครั้งเดียวจบ พนักงานขายส่งต่อหลังการคุยได้ ฝังไว้ในแลนดิ้งเพจได้ และโปรโมตเป็นโฆษณาวิดีโอบน LinkedIn ไปยังกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดได้ การถ่ายทำที่วางแผนดีเพียงครั้งเดียวจึงให้วัตถุดิบใช้ได้หลายสัปดาห์ และผลตอบแทนจากการผลิตวิดีโอส่วนใหญ่ก็มาจากการนำกลับมาใช้ซ้ำแบบนี้
รูปแบบวิดีโอ LinkedIn B2B ที่เข้าถึงผู้บริหารและ Decision Maker
คนระดับอาวุโสมีเวลาน้อยและทนกับเนื้อหาน้ำๆ ได้ไม่นาน รูปแบบด้านล่างเหมาะกับพวกเขาเพราะแต่ละแบบเคารพเวลาของผู้ชม เรียงคร่าวๆ จากทำง่ายที่สุดไปจนถึงต้องเตรียมมากที่สุด
1. วิดีโออธิบายแบบหนึ่งคำถาม
คนหนึ่งคน คำถามหนึ่งข้อ คำตอบที่ชัดเจนหนึ่งคำตอบ คำถามควรมาจากการคุยกับผู้ซื้อจริง เช่น "90 วันแรกของการย้ายไปใช้ ERP ตัวใหม่ควรเป็นอย่างไรถ้าจะให้สมจริง" หรือ "CFO ควรเปรียบเทียบโมเดลราคาของคลาวด์สตอเรจสองแบบอย่างไร" ผู้พูดบอกคำถามในวินาทีแรกๆ ตอบด้วยตัวอย่างที่จับต้องได้ แล้วจบ ไม่มีช่วงเปิดตัว ไม่มีแอนิเมชันโลโก้ ไม่มีประโยค "อย่าลืมกดติดตาม" นี่คือรูปแบบหลักของการทำการตลาดด้วยวิดีโอบน LinkedIn สำหรับ B2B เพราะผลิตได้ถูก ทำซ้ำได้ง่าย และมีประโยชน์โดยตรง
2. คลิปมุมมองของผู้บริหาร
ผู้ก่อตั้ง กรรมการผู้จัดการ หรือหัวหน้าสายงานแสดงความเห็นที่ชัดเจนต่อการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมและอธิบายเหตุผล คุณค่าอยู่ที่มุมมอง คลิปจึงต้องมีจุดยืน ประโยคอย่าง "กฎระเบียบ X กำลังจะมา และนี่คือสิ่งที่จะเปลี่ยนไปสำหรับผู้ส่งออกขนาดกลาง" ใช้ได้ แต่ "อนาคตของอุตสาหกรรมเรากำลังน่าตื่นเต้น" ใช้ไม่ได้ เมื่อโพสต์จากโปรไฟล์ของผู้บริหารเอง รูปแบบนี้จะอยู่ใกล้กับการสร้างแบรนด์บุคคล จึงควรผูกหัวข้อไว้กับความเชี่ยวชาญของบริษัทและคำถามที่ผู้ซื้อถามจริง
3. การเล่าสถานการณ์ของลูกค้าทีละขั้น
แทนที่จะทำคำรับรองจากลูกค้าแบบขัดเกลามาอย่างดี ให้อธิบายปัญหาประเภทหนึ่งแล้วเล่าทีละขั้นว่าแก้อย่างไร ถ้าลูกค้าจริงยินยอมออกกล้อง คำพูดของเขาเองมีน้ำหนักมาก ถ้าไม่ได้ สถานการณ์สมมติที่ระบุชัดว่าเป็นสมมติ เช่น "นี่คือวิธีที่บริษัทโลจิสติกส์ขนาด 200 คนจะรับมือกับเรื่องนี้" ก็ซื่อตรงและยังมีประโยชน์ ห้ามนำเสนอสถานการณ์ที่แต่งขึ้นเหมือนเป็นเรื่องของลูกค้าจริงเด็ดขาด
4. การสาธิตผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการ
การบันทึกหน้าจอหรือภาพระยะใกล้ที่แสดงให้เห็นว่าสิ่งหนึ่งทำงานอย่างไร Decision Maker มักมอบหมายการประเมินเชิงรายละเอียดให้คนอื่น แต่ก็อยากเห็นมากพอที่จะเชื่อว่าผลิตภัณฑ์มีอยู่จริงและใช้งานได้ ควรให้การสาธิตแต่ละครั้งโฟกัสงานเดียว และบรรยายว่าผู้ชมกำลังดูอะไรอยู่ เพราะหลายคนจะดูโดยไม่เปิดเสียงและต้องอาศัยคำบรรยายบนจอในการติดตาม
5. LinkedIn Live และการเสวนาที่บันทึกไว้
วิดีโอสดเหมาะกับการเปิดตัวสินค้า การเสวนาของผู้เชี่ยวชาญ และช่วงถามตอบ หน้าช่วยเหลือของ LinkedIn ระบุว่าเฉพาะสมาชิกและเพจที่ผ่านเกณฑ์การเข้าถึงของ LinkedIn เท่านั้นที่จัด LinkedIn Live ได้ โดยทั่วไปต้องใช้เครื่องมือสตรีมมิงของบุคคลที่สาม และแต่ละสตรีมส่งไปได้ทีละปลายทาง (โปรไฟล์ เพจ หรืออีเวนต์) ส่วนวิดีโอบันทึกของไลฟ์อีเวนต์ที่ตั้งเวลาไว้ล่วงหน้าสามารถตัดแต่งภายหลังได้ ไลฟ์ต้องเตรียมตัวมากที่สุด จึงเหมาะเมื่อบริษัทมีจังหวะการโพสต์วิดีโอสั้นที่สม่ำเสมออยู่แล้ว
ตารางด้านล่างสรุปว่ารูปแบบเหล่านี้ต่างกันอย่างไรในทางปฏิบัติ
| รูปแบบวิดีโอ | เหมาะกับการเข้าถึง | สิ่งที่ต้องมีจึงจะได้ผล |
|---|---|---|
| วิดีโออธิบายแบบหนึ่งคำถาม | ผู้จัดการและผู้ประเมินที่กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับปัญหา | คำถามจริงของผู้ซื้อ ตัวอย่างที่จับต้องได้ และคำบรรยายที่ฝังในวิดีโอหรืออัปโหลดแยก |
| คลิปมุมมองของผู้บริหาร | ผู้นำระดับสูงและคนในอุตสาหกรรมเดียวกัน | จุดยืนที่พูดออกมาชัดเจน และโพสต์จากโปรไฟล์ของผู้บริหารเอง |
| การเล่าสถานการณ์ของลูกค้า | คณะกรรมการจัดซื้อที่กำลังเปรียบเทียบซัพพลายเออร์ | ความยินยอมจากลูกค้า หรือสถานการณ์ที่ระบุชัดว่าเป็นสมมติ |
| การสาธิตผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการ | ผู้ประเมินด้านเทคนิคและผู้ใช้งานจริง | หนึ่งงานต่อหนึ่งวิดีโอ มีเสียงบรรยายและคำบรรยายสำหรับคนที่ดูแบบปิดเสียง |
| LinkedIn Live หรือการเสวนาที่บันทึกไว้ | ผู้ติดตามที่มีส่วนร่วมและผู้ลงทะเบียนอีเวนต์ | สิทธิ์ใช้งาน Live เครื่องมือสตรีมมิงของบุคคลที่สาม และอีเวนต์ที่ได้รับการโปรโมต |
ทำ Video Marketing บน LinkedIn ให้ได้ผลทีละขั้นตอน
ความต่างระหว่างวิดีโอที่ไปถึง Decision Maker กับวิดีโอที่หายไปเฉยๆ มักถูกตัดสินตั้งแต่ก่อนที่ใครจะกดบันทึก
ขั้นที่ 1: เริ่มจากบทสนทนาการขาย ไม่ใช่จากกล้อง
ขอให้ทีมขายและทีมดูแลลูกค้าลิสต์คำถามสิบข้อที่ผู้มีแนวโน้มเป็นลูกค้าถามบ่อยที่สุด และข้อโต้แย้งห้าข้อที่ทำให้ดีลชะงักบ่อยที่สุด แต่ละข้อคือหัวข้อวิดีโอที่เป็นไปได้ วิธีนี้ทำให้คอนเทนต์ผูกอยู่กับรายได้ แทนที่จะผูกกับสิ่งที่ทีมการตลาดคิดว่าน่าสนใจ
ขั้นที่ 2: ตัดสินใจว่าใครเป็นคนโพสต์
วิดีโอที่โพสต์จากเพจบริษัทช่วยสร้างคลังวิดีโอของแบรนด์และโปรโมตต่อได้โดยตรง ส่วนวิดีโอที่โพสต์จากโปรไฟล์ผู้บริหารมักให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวและเป็นบทสนทนามากกว่า ทีม B2B จำนวนมากใช้ทั้งสองทาง คือเพจบริษัทสำหรับวิดีโออธิบายและการสาธิต และโปรไฟล์ผู้บริหารสำหรับคลิปมุมมอง รูปแบบโฆษณา Thought Leader Ads ของ LinkedIn ยังเปิดให้บริษัทสนับสนุนโพสต์ที่คนในองค์กรเผยแพร่ได้ เมื่อเจ้าของโพสต์อนุมัติ ซึ่งช่วยขยายการเข้าถึงของวิดีโอผู้บริหารที่ดีได้
ขั้นที่ 3: ออกแบบให้ดูรู้เรื่องแม้ปิดเสียง
คำแนะนำด้านโฆษณาของ LinkedIn เองระบุว่าโฆษณาวิดีโอจะเล่นอัตโนมัติในฟีดโดยปิดเสียงเป็นค่าเริ่มต้น และหน้าช่วยเหลือก็ระบุว่าวิดีโอบางรายการอาจเริ่มเล่นอัตโนมัติแบบปิดเสียงขณะที่ผู้ใช้เลื่อนดู เฟรมแรกและไม่กี่วินาทีแรกจึงต้องเข้าใจได้โดยไม่มีเสียง ใส่คำถามหรือประเด็นหลักเป็นตัวอักษรบนจอ แสดงใบหน้าหรือภาพที่ชัดเจน และเพิ่มคำบรรยาย LinkedIn ให้แนบไฟล์คำบรรยาย SRT ได้ตอนแชร์วิดีโอ และมีตัวเลือกคำบรรยายอัตโนมัติ ซึ่งหน้าช่วยเหลือระบุว่ารองรับภาษาอังกฤษ สเปน โปรตุเกส ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี อินโดนีเซีย ตุรกี อาหรับ และดัตช์ โดยไม่มีภาษาไทยอยู่ในรายการ
ขั้นที่ 4: ใส่ประเด็นสำคัญไว้ข้างหน้า
เปิดด้วยคำตอบหรือความตึงเครียดของเรื่อง ไม่ใช่คำทักทายหรือโลโก้ วิธีทดสอบง่ายๆ คือ ถ้าผู้ชมหยุดดูหลังประโยคแรก เขาได้เรียนรู้อะไรไปหรือยัง ถ้ายัง ให้เขียนช่วงเปิดใหม่
ขั้นที่ 5: เขียนข้อความโพสต์ให้ประณีตเท่ากับตัววิดีโอ
ข้อความเหนือวิดีโอคือสิ่งที่คนอ่านระหว่างตัดสินใจว่าจะแตะดูหรือไม่ บอกให้ชัดว่าวิดีโอนี้เหมาะกับใครและจะได้เรียนรู้อะไร หลีกเลี่ยงการยัดแฮชแท็กจำนวนมากหรือแท็กคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง
ขั้นที่ 6: วางแผนการนำกลับมาใช้ซ้ำตั้งแต่ก่อนถ่าย
ถ่ายทำในแบบที่ตัดต่อได้หลายเวอร์ชัน ทั้งเวอร์ชันสั้นสำหรับฟีด เวอร์ชันยาวสำหรับเว็บไซต์ เวอร์ชันแนวตั้งสำหรับกลุ่มผู้ชมที่ใช้มือถือเป็นหลัก และภาพนิ่งสำหรับทำภาพปก การถ่ายสามสี่หัวข้อในการถ่ายครั้งเดียวช่วยลดต้นทุนต่อวิดีโอได้มาก ถ้าต้องการความช่วยเหลือด้านบท การถ่ายทำ และการตัดต่อในจังหวะนี้ ทีม ผลิตวิดีโอและภาพด้วย AI โดยเฉพาะสามารถเปลี่ยนการถ่ายหนึ่งครั้งให้เป็นวัตถุดิบสำหรับทั้งเดือนได้
ขั้นที่ 7: โปรโมตวิดีโอที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล
ปล่อยให้โพสต์ออร์แกนิกบอกว่าวิดีโอไหนที่คนดูจนจบและมีปฏิกิริยาตอบกลับจริง แล้วค่อยใส่งบโฆษณาให้วิดีโอเหล่านั้น การโปรโมตวิดีโอที่ยังไม่ผ่านการทดสอบคือการเดา แต่การโปรโมตวิดีโอที่ดึงความสนใจได้อยู่แล้วเป็นการเดิมพันที่ปลอดภัยกว่ามาก พาร์ทเนอร์ที่มีประสบการณ์ด้าน การบริหารโฆษณาโซเชียล ช่วยตั้งค่ากลุ่มเป้าหมายตามสายงาน ระดับตำแหน่ง และบริษัท เพื่อให้งบไปถึงคณะกรรมการจัดซื้อแทนที่จะไปถึงผู้ชมทั่วไป
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงในการโพสต์บน LinkedIn
นิสัยการทำวิดีโอบางอย่างที่ได้ผลบนแพลตฟอร์มบันเทิงกลับทำร้ายแบรนด์ B2B บน LinkedIn ต่อไปนี้คือความผิดพลาดที่พบได้บ่อยที่สุดและราคาที่ต้องจ่ายของแต่ละข้อ
โฆษณาขายตรงที่แฝงมาเป็นโพสต์ออร์แกนิก
วิดีโอที่จริงๆ แล้วคือโฆษณาสินค้า แต่โพสต์ลงเพจบริษัทเหมือนเป็นคอนเทนต์ มักถูกคนที่เป็นเป้าหมายเลื่อนผ่านไป ความเสียหายมีสองชั้น คือโพสต์ได้ผลต่ำ และผู้ติดตามเรียนรู้ที่จะมองข้ามเพจ ถ้าเป้าหมายคือข้อเสนอขายตรง ให้ทำเป็นโฆษณาที่กำหนดกลุ่มเป้าหมายชัดเจน และเก็บฟีดออร์แกนิกไว้สำหรับเนื้อหาที่มีประโยชน์
เทรนด์บันเทิงที่หยิบมาใช้ซ้ำ
คลิปลิปซิงก์ เทรนด์เต้น และรูปแบบมีมที่ยืมมาจากแอปสำหรับผู้บริโภคแทบไม่เหมาะกับผู้ชม B2B ระดับอาวุโส สิ่งเหล่านี้ทำให้ซัพพลายเออร์ที่จริงจังดูไม่จริงจัง ในจังหวะเดียวกับที่ผู้ซื้อกำลังตัดสินใจว่าจะไว้ใจใครกับสัญญาก้อนใหญ่
วิดีโอที่ต้องเปิดเสียงถึงจะเข้าใจ
วิดีโอคนพูดหน้ากล้องที่ไม่มีคำบรรยายและไม่มีตัวอักษรบนจอ แทบมองไม่เห็นสำหรับคนที่เลื่อนฟีดเงียบๆ อยู่ที่โต๊ะทำงาน นี่คือความผิดพลาดที่หลีกเลี่ยงได้ง่ายที่สุดและแก้ไขได้ไม่ยาก
ช่วงเปิดที่ยาวและช้า
แอนิเมชันโลโก้ ดนตรีเปิด และประโยค "สวัสดีทุกคน วันนี้ผมอยากจะมาพูดเรื่อง..." เปลืองช่วงเวลาที่ผู้ชมกำลังตัดสินใจว่าจะดูต่อหรือไม่ ให้ตัดเข้าเนื้อหาทันที
คำอ้างลอยๆ และผลลัพธ์ที่แต่งขึ้น
ประโยคอย่าง "เราช่วยลูกค้ารายหนึ่งเพิ่มรายได้สามเท่า" ที่ไม่มีรายละเอียดใดๆ ชวนให้สงสัย และตัวอย่างที่แต่งขึ้นอาจทำลายความไว้วางใจไปตลอดหากถูกตั้งคำถาม ใช้ตัวอย่างจริงที่ได้รับความยินยอม หรือตัวอย่างสมมติที่ระบุชัดว่าเป็นสมมติ
เปิดเผยข้อมูลลับหรือข้อมูลอ่อนไหวมากเกินไป
วิดีโอพาชมออฟฟิศที่เห็นไวท์บอร์ด หน้าจอที่มีชื่อลูกค้า หรือการพูดถึงดีลแบบสบายๆ อาจเปิดเผยข้อมูลที่ไม่ควรเป็นสาธารณะ ตรวจทุกเฟรมก่อนโพสต์ โดยเฉพาะภาพที่ถ่ายในพื้นที่ทำงาน
โพสต์แล้วหายไป
คอมเมนต์เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบนี้ ผู้บริหารที่โพสต์คลิปมุมมองแล้วไม่เคยตอบคำถามดีๆ ใต้โพสต์ ได้พลาดส่วนที่มีค่าที่สุดของการแลกเปลี่ยน นั่นคือการได้คุยโดยตรงกับคนในวิชาชีพที่สนใจเรื่องนั้นจริง
วิธีวัดผลวิดีโอบน LinkedIn
LinkedIn มีข้อมูลวิเคราะห์สำหรับโพสต์และเพจบริษัท และสำหรับแคมเปญวิดีโอแบบเสียเงิน Campaign Manager จะรายงานยอดการรับชมและการมีส่วนร่วม นิสัยที่มีประโยชน์คือกำหนดล่วงหน้าว่าตัวเลขไหนนับสำหรับวิดีโอแต่ละรูปแบบ แทนที่จะฉลองตัวเลขที่ดูใหญ่ที่สุด
- วิดีโออธิบายและการสาธิต: ดูว่าคนดูวิดีโอไปมากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่ดูแค่ยอดวิว วิดีโอที่กลุ่มผู้ชมเล็กกว่าดูจนจบ มักมีค่ามากกว่าวิดีโอที่ผู้ชมจำนวนมากทิ้งไปในไม่กี่วินาทีแรก
- คลิปผู้บริหาร: อ่านคอมเมนต์และจดว่าใครเป็นคนคอมเมนต์ คอมเมนต์ที่เกี่ยวข้องห้ารายการจากคนในบริษัทเป้าหมาย มีค่ากว่ายอดรีแอคชันจำนวนมากจากคนในอุตสาหกรรมอื่น
- วิดีโอที่โปรโมต: เชื่อมแคมเปญกับขั้นตอนถัดไปที่กำหนดไว้ เช่น ฟอร์มเก็บลีด การเข้าชมเว็บไซต์ หรือการดาวน์โหลดคอนเทนต์ และติดตามต้นทุนต่อลีดที่มีคุณภาพแทนต้นทุนต่อวิว
- ภาพรวมของทั้งโปรแกรม: ถามทีมขายว่าผู้มีแนวโน้มเป็นลูกค้าพูดถึงวิดีโอบ้างไหม และการประชุมครั้งแรกเริ่มจากจุดที่ไปไกลกว่าเดิมหรือไม่ สัญญาณเชิงคุณภาพแบบนี้มักเป็นสัญญาณที่ชัดที่สุดว่าการลงทุนกำลังได้ผล
ตัวอย่างประกอบ (ตัวเลขสมมติขึ้นเพื่ออธิบายเท่านั้น): บริษัทหนึ่งโพสต์วิดีโออธิบายแปดตัวในสองเดือน หกตัวได้ยอดวิวพอประมาณและเวลารับชมสั้น อีกสองตัวถูกดูไปไกลกว่าและมีคอมเมนต์จากคนในบริษัทที่อยู่ในรายชื่อเป้าหมายของทีมขาย การตัดสินใจที่สมเหตุสมผลคือโปรโมตสองตัวนั้นไปยังบัญชีเป้าหมาย ถ่ายวิดีโอเพิ่มในคำถามแนวเดียวกัน และเลิกทำหัวข้อแบบหกตัวที่อ่อนกว่า วิดีโอได้ผลดีที่สุดเมื่อเป็นวงจรของการทดสอบ เรียนรู้ และทำซ้ำ มากกว่าเป็นแคมเปญครั้งเดียว
วิดีโอยังได้ผลดีที่สุดเมื่อเชื่อมเข้ากับกระบวนการสร้างลีด วิดีโออธิบายที่โปรโมตแล้วปิดท้ายด้วยคำเชิญที่ชัดเจนให้ดาวน์โหลดคู่มือหรือนัดคุยสั้นๆ และมีการติดตามผลด้วย B2B lead generation อย่างเป็นระบบ จะเปลี่ยนความสนใจให้กลายเป็นไปป์ไลน์การขาย
วิดีโอบน LinkedIn สำหรับตลาดไทย
สำหรับบริษัทที่ขายให้ผู้ซื้อ B2B ในไทย มีปัจจัยท้องถิ่นไม่กี่ข้อที่กำหนดวิธีวางแผน Video Content
- การเลือกภาษามีผล ผู้บริหารไทยจำนวนมากใช้ LinkedIn เป็นภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะในบริษัทข้ามชาติ ธุรกิจส่งออก และตำแหน่งที่ดูแลระดับภูมิภาค ขณะที่อีกส่วนหนึ่งถนัดภาษาไทยมากกว่า ให้เลือกภาษาเป็นรายวิดีโอตามกลุ่มผู้ชมที่เจาะจง วิธีที่ใช้กันทั่วไปคือพูดในภาษาของกลุ่มเป้าหมาย แล้วใส่คำบรรยายอีกภาษาหนึ่ง
- คำบรรยายภาษาไทยต้องเตรียมไฟล์เอง เพราะภาษาไทยไม่อยู่ในรายการภาษาที่หน้าช่วยเหลือของ LinkedIn ระบุว่ารองรับคำบรรยายอัตโนมัติ วิดีโอภาษาไทยจึงต้องมีไฟล์คำบรรยาย SRT ที่เตรียมไว้แล้วอัปโหลดพร้อมวิดีโอ หรือฝังคำบรรยายลงในวิดีโอเลย ควรตรวจการตัดบรรทัดของไฟล์คำบรรยายภาษาไทยอย่างละเอียด เพราะภาษาไทยไม่เว้นวรรคระหว่างคำ และการตัดคำผิดที่ทำให้อ่านยาก
- ความเป็นทางการมีความหมาย วัฒนธรรมธุรกิจไทยให้น้ำหนักกับความเคารพและลำดับอาวุโส น้ำเสียงสบายๆ แบบเล่นมุกที่ใช้ได้กับแบรนด์ B2B ตะวันตกบางแบรนด์ อาจดูไม่เข้าที่สำหรับผู้ชมระดับผู้บริหารชาวไทย ผู้พูดที่สงบและเตรียมตัวมาดีจะดูน่าเชื่อถือกว่า
- กลุ่มผู้ชมเล็กกว่าแพลตฟอร์มโซเชียลทั่วไป การกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่แม่นยำ และการผลิตงานคุณภาพสูงอย่างสม่ำเสมอ จึงสำคัญกว่าปริมาณ
บริษัทไทยที่ต้องการสร้างวิดีโอของผู้บริหารออกมาอย่างต่อเนื่อง สามารถผสานแผนคอนเทนต์ที่ชัดเจนเข้ากับการสนับสนุนจาก บริการ LinkedIn Executive Branding ซึ่งช่วยให้น้ำเสียงของผู้บริหารคงที่ทั้งในโพสต์และวิดีโอ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Video Content บน LinkedIn
วิดีโอดีกว่าโพสต์ข้อความบน LinkedIn หรือไม่
วิดีโอไม่ได้ดีกว่าข้อความบน LinkedIn โดยอัตโนมัติ แต่จะดีกว่าเมื่อการได้เห็นหรือได้ยินเพิ่มข้อมูลที่คำพูดส่งไม่ได้ การสาธิต สีหน้า หรือการพาดูกระบวนการทีละขั้นเหมาะกับวิดีโอ ส่วนความเห็นที่คมหรือบทเรียนสั้นๆ ไม่กี่ข้อ มักได้ผลพอๆ กันในรูปโพสต์ข้อความ และมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่ามาก
วิดีโอ LinkedIn B2B ควรยาวแค่ไหน
วิดีโอ LinkedIn B2B ควรยาวเท่าที่จำเป็นในการตอบคำถามหนึ่งข้อให้ดี และไม่ควรยาวกว่านั้น สำหรับโพสต์ในฟีดมักหมายถึงสั้นและโฟกัส โดยมีประเด็นหลักอยู่ในไม่กี่วินาทีแรก รูปแบบที่ยาวกว่าอย่างการเสวนาและไลฟ์เหมาะกับผู้ชมที่ตั้งใจเข้ามาดู ไม่ใช่คนที่กำลังเลื่อนผ่าน
ควรโพสต์วิดีโอจากเพจบริษัทหรือจากโปรไฟล์ผู้บริหาร
ทั้งสองทางมีบทบาท เพจบริษัทเหมาะกับวิดีโออธิบาย การสาธิต และวิดีโอที่ตั้งใจจะโปรโมต ส่วนโปรไฟล์ผู้บริหารเหมาะกับคลิปมุมมอง โพสต์จากตัวบุคคลมักให้ความรู้สึกเป็นบทสนทนามากกว่า และ Thought Leader Ads ของ LinkedIn ก็เปิดให้บริษัทสนับสนุนโพสต์ของพนักงานได้เมื่อเจ้าของโพสต์อนุมัติ
วิดีโอบน LinkedIn ต้องมีคำบรรยายหรือไม่
ต้องมี วิดีโอบน LinkedIn ควรมีคำบรรยายเสมอ เพราะวิดีโอในฟีดมักเล่นแบบปิดเสียงเป็นค่าเริ่มต้น LinkedIn รองรับการอัปโหลดไฟล์คำบรรยาย SRT ตอนแชร์วิดีโอ และภาษาที่หน้าช่วยเหลือระบุว่ารองรับคำบรรยายอัตโนมัติไม่มีภาษาไทย วิดีโอภาษาไทยจึงต้องมีไฟล์คำบรรยายที่เตรียมไว้ หรือฝังคำบรรยายลงในวิดีโอ
บริษัท B2B ควรหลีกเลี่ยงการโพสต์อะไรบน LinkedIn
บริษัท B2B ควรหลีกเลี่ยงโฆษณาขายตรงที่โพสต์เหมือนคอนเทนต์ออร์แกนิก เทรนด์บันเทิงที่ยืมมา วิดีโอที่ต้องเปิดเสียงถึงจะเข้าใจ ช่วงเปิดที่ช้า คำอ้างที่ตรวจสอบไม่ได้ และภาพที่เปิดเผยข้อมูลลับ แต่ละข้อจะทำให้ความสนใจของผู้ชมสูญเปล่า หรือทำให้ความไว้วางใจของผู้ซื้อที่บริษัทอยากเข้าถึงที่สุดลดลง
เริ่มจากตรงไหน
เลือกคำถามสามข้อที่ทีมขายได้ยินทุกสัปดาห์ ถ่ายคำตอบสั้นๆ ที่มีคำบรรยายให้แต่ละข้อ แล้วโพสต์ภายในเดือนถัดไป สังเกตว่าตัวไหนดึงความสนใจได้และได้คอมเมนต์จากคนที่ใช่ แล้วต่อยอดจากตรงนั้น หากต้องการให้วิดีโอเป็นส่วนหนึ่งของการตลาด B2B อย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่การวางแผน บท ไปจนถึงการผลิตและการโปรโมต ทีม Content Marketing ของ Relevant Audience ช่วยวางแผนโปรแกรมวิดีโอที่ตั้งอยู่บนคำถามจริงของผู้ซื้อของคุณได้







