สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- Robby Stein รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Google Search โพสต์บน X เมื่อ 28 กันยายน 2569 ว่าฟีเจอร์ติดตามข้อมูลใน AI Mode กำลังทยอยเปิดให้ทุกคนทั่วโลกในแอป Google
- ผู้สมัครสมาชิก Ultra และ Pro ได้ใช้ก่อน ส่วนการเปิดตัว information agents ของ Google เมื่อมิถุนายน 2569 ให้เฉพาะผู้สมัครสมาชิก Ultra
- Search ตรวจเว็บไซต์ ฟอรัม โพสต์โซเชียล ข้อมูลเรียลไทม์ และ Shopping Graph ที่มีสินค้ากว่า 6 หมื่นล้านรายการ และจะแนะนำงานติดตามระหว่างค้นหา
- ตัวอย่างของ Stein คือร้านอาหารหรือป๊อปอัปเปิดใหม่ใกล้ตัว กิจกรรมวันหยุดสำหรับเด็ก และการแจ้งเตือนสินค้ากลับมามีสต็อกหรือราคาลด
- โพสต์ไม่ได้พูดถึงลิงก์ไปยังเว็บไซต์ ไม่ได้ระบุภาษา และไม่ได้อธิบายวิธีเลือกแหล่งข้อมูล ส่วนการใช้งานในไทยแหล่งข่าวไม่ได้ระบุ
Google กำลังทยอยเปิดฟีเจอร์ติดตามข้อมูล (info monitoring) ใน AI Mode ให้ผู้ใช้ทุกคนทั่วโลก หลังจากที่ผู้สมัครสมาชิก Google AI Ultra และ Pro ได้ใช้ก่อน Robby Stein รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Google Search ประกาศเรื่องนี้ในโพสต์บน X เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 ผู้ใช้บอก AI Mode ว่าต้องการให้เฝ้าดูเรื่องอะไร แล้ว Search จะคอยตรวจเว็บไซต์ ฟอรัม โพสต์โซเชียล แหล่งข้อมูลเรียลไทม์ของ Google และ Shopping Graph ที่มีสินค้ามากกว่า 6 หมื่นล้านรายการ เพื่อหาข้อมูลใหม่ ตัวอย่างทุกข้อที่ Stein ยกมาเป็นเรื่องธุรกิจท้องถิ่นหรือการช้อปปิ้ง ธุรกิจท้องถิ่นและร้านค้าปลีกจึงควรทำความเข้าใจฟีเจอร์นี้แต่เนิ่นๆ แม้ Google ยังไม่ได้บอกว่าการแจ้งเตือนจะลิงก์ไปยังเว็บไซต์บ่อยแค่ไหน
สิ่งที่ Google ประกาศเมื่อ 28 กันยายน 2569
ในโพสต์วันที่ 28 กันยายน Robby Stein เขียนว่าผู้สมัครสมาชิก Ultra และ Pro "ได้ใช้ความสามารถติดตามข้อมูลใน AI Mode ใน Search มาแล้ว และตอนนี้เรากำลังเปิดให้ทุกคนทั่วโลก" เขาแนะนำให้ลองใช้ผ่านแอป Google และเขียนปิดท้ายว่า "ยังมีอีกมากที่จะตามมา"
Search Engine Journal ยกคำอธิบายของเขาว่าฟีเจอร์ทำงานอย่างไร ใจความคือ ให้บอก AI Mode ให้ชัดว่าต้องการหาอะไร แล้ว Search จะตรวจข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงบนเว็บอย่างต่อเนื่อง ทั้งเว็บไซต์ ฟอรัม โพสต์โซเชียล แหล่งข้อมูลเรียลไทม์ของ Google และ Shopping Graph ที่มีสินค้ากว่า 6 หมื่นล้านรายการ เพื่อให้ผู้ใช้ได้ข้อมูลใหม่ตลอด และ Search จะ "แนะนำงาน" ให้ระหว่างที่ผู้ใช้ค้นหาด้วย เพื่อให้ได้ข้อมูลล่าสุดทันทีที่เกิดขึ้น
ประโยคสุดท้ายนี้สำคัญ การติดตามข้อมูลไม่ได้เป็นสิ่งที่ผู้ใช้ต้องตั้งค่าเองโดยตั้งใจเท่านั้น ตามที่ Stein ระบุ Search จะเสนองานติดตามให้ระหว่างค้นหาด้วย ฟีเจอร์นี้จึงอาจไปถึงคนที่ไม่เคยตั้งใจมองหามันเลย
Search Engine Roundtable ซึ่งรายงานโพสต์นี้เมื่อ 28 กันยายนเช่นกัน ระบุว่าการเปิดใช้เป็นแบบทยอย ผู้ใช้บางคนอาจยังไม่เห็นฟีเจอร์ แต่น่าจะเห็นเร็วๆ นี้ในแอป Google
การติดตามข้อมูลทำงานอย่างไรในเดโมของ Google
ในวิดีโอเดโมที่แนบมากับโพสต์ของ Stein ตามคำบรรยายของ Search Engine Journal ผู้ใช้ขอให้ AI Mode แจ้งเรื่องป๊อปอัปช่วงสุดสัปดาห์ AI Mode ตอบว่าได้ "ตั้งงานไว้เพื่ออัปเดตให้คุณ" เรื่องตลาดของวินเทจและงานป๊อปอัปในเมืองออสติน แล้วแสดงรายการสิ่งที่จะติดตาม เช่น ตลาดนัดของเก่า การขายของหน้าบ้าน และงานปาร์ตี้ในชุมชน
ตัวอย่างที่ Stein ยกว่าผู้คนอาจติดตาม ได้แก่
- ร้านอาหารหรือป๊อปอัปเปิดใหม่ใกล้ตัว
- กิจกรรมช่วงวันหยุดในพื้นที่สำหรับพาเด็กไปเที่ยว
- การแจ้งเมื่อสินค้ากลับมามีสต็อกและเมื่อราคาลด
เขาเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าหัวข้อที่คนกลับมาดูซ้ำเรื่อยๆ สองในสามข้อเป็นเรื่องการค้นหาสถานที่ในท้องถิ่น ส่วนข้อที่สามเป็นเรื่องสต็อกและราคาสินค้า ไม่มีข้อไหนเป็นการค้นหาข้อมูลทั่วไปแบบกว้างๆ
ลำดับเวลา: จาก information agents สู่ info monitoring
ฟีเจอร์นี้เปลี่ยนทั้งชื่อและกลุ่มผู้ใช้มาตลอดปี 2569 ตารางด้านล่างใช้เฉพาะวันที่และรายละเอียดที่ Search Engine Journal และ Search Engine Roundtable รายงาน
| เมื่อไร | เกิดอะไรขึ้น | ใครได้ใช้ |
|---|---|---|
| พฤษภาคม 2569 (Google I/O) | Google บอกว่า information agents จะเปิดให้ผู้สมัครสมาชิกแบบเสียเงินก่อนในช่วงหน้าร้อนปีนั้น | AI Pro และ Ultra (ตามแผน) |
| มิถุนายน 2569 | เปิดให้ผู้สมัครสมาชิก Ultra ในทุกภาษาและทุกตลาดที่มี AI Mode | Ultra เท่านั้น |
| 28 กันยายน 2569 | Stein ประกาศว่า "info monitoring capabilities" กำลังทยอยเปิดทั่วโลกในแอป Google | ทุกคน แบบทยอย |
ที่งาน I/O Google อธิบายถึง Search agents ที่ผู้ใช้สร้างและจัดการได้สำหรับงานต่างๆ และบอกว่าจะ "เริ่มจาก information agents" ส่วนโพสต์วันที่ 28 กันยายนใช้คำว่า "info monitoring capabilities" แทน Search Engine Journal ตั้งข้อสังเกตว่าโพสต์ใหม่ไม่ได้บอกว่าผู้สมัครสมาชิก Pro ได้ใช้ตั้งแต่เมื่อไร
สิ่งที่ประกาศนี้ไม่ได้บอก
ประกาศนี้สั้น และหลายเรื่องที่นักการตลาดอยากรู้ไม่มีอยู่ในนั้น การระบุช่องว่างให้ชัดมีประโยชน์กว่าการเดา
- ลิงก์: Search Engine Journal รายงานว่าโพสต์ของ Stein เมื่อเดือนมิถุนายนบอกว่าการอัปเดตจากเอเจนต์จะมีลิงก์ไปยังเว็บ แต่โพสต์วันที่ 28 กันยายนไม่ได้พูดถึงลิงก์
- การเลือกแหล่งข้อมูล: ทั้งโพสต์เดือนมิถุนายนและกันยายนไม่ได้อธิบายว่า Search เลือกแหล่งข้อมูลเบื้องหลังการอัปเดตแต่ละครั้งอย่างไร
- ภาษาและตลาด: การเปิดใช้ถูกเรียกว่าทั่วโลก แต่ไม่มีรายชื่อภาษา
- วันที่ Pro ได้ใช้: โพสต์ไม่ได้บอกว่าผู้สมัครสมาชิก AI Pro ได้ใช้ฟีเจอร์นี้ครั้งแรกเมื่อไร
- ทราฟฟิกและการรายงานผล: ทั้งสองแหล่งไม่ได้บอกว่าการเข้าชมที่มาจากการอัปเดตแบบติดตามข้อมูลจะถูกรายงานแยกใน Google Search Console หรือระบุได้ในเครื่องมือวิเคราะห์หรือไม่
Search Engine Journal สรุปว่า ธุรกิจท้องถิ่นและร้านค้าปลีกยังบอกไม่ได้จากทั้งสองโพสต์ว่าการอัปเดตแบบติดตามข้อมูลจะแสดงเว็บไซต์ของตนบ่อยแค่ไหน หรือจะส่งผู้เข้าชมมาให้หรือไม่ Search Engine Journal แนะนำว่า เมื่อฟีเจอร์มาถึงบัญชีของคุณแล้ว การตั้งงานติดตามในแอป Google สำหรับประเภทธุรกิจของคุณเองเป็นวิธีหนึ่งที่จะเห็นว่าการอัปเดตหน้าตาเป็นอย่างไร และมีลิงก์หรือไม่
ทำไมธุรกิจท้องถิ่นและร้านค้าปลีกได้รับผลมากที่สุด
ส่วนนี้เป็นบทวิเคราะห์จากตัวอย่างที่ Google เลือกใช้ ไม่ใช่คำยืนยันจาก Google งานติดตามข้อมูลคือคำค้นหาที่ค้างไว้ตลอดเวลา แทนที่คนจะค้น "ร้านอาหารเปิดใหม่ใกล้ฉัน" ครั้งเดียว AI Mode จะคอยตรวจคำถามนั้นแทนและแจ้งเมื่อมีอะไรเปลี่ยน สำหรับธุรกิจ คำถามจึงเปลี่ยนจาก "เราติดอันดับคำค้นนี้หรือไม่" เป็น "เมื่อมีอะไรเปลี่ยนเกี่ยวกับธุรกิจของเรา ระบบของ Google สังเกตเห็นหรือไม่ และเห็นจากแหล่งที่เราควบคุมได้หรือเปล่า"
Stein ระบุแหล่งข้อมูลไว้ชัด ได้แก่ เว็บไซต์ ฟอรัม โพสต์โซเชียล แหล่งข้อมูลเรียลไทม์ของ Google และ Shopping Graph การเปิดร้านอาหาร วันจัดงานป๊อปอัป กิจกรรมช่วงปิดเทอม การเติมสต็อก หรือการลดราคา อาจไปปรากฏในแหล่งใดก็ได้ เมื่อเว็บไซต์ ข้อมูลสินค้า และข้อมูลธุรกิจบนแพลตฟอร์มต่างๆ ขัดกันเอง ระบบติดตามข้อมูลก็จะมีข้อเท็จจริงหลายเวอร์ชันให้เลือก และ Google ยังไม่ได้บอกว่าเลือกอย่างไร
สำหรับร้านค้าปลีก: ความสดใหม่ของข้อมูลสินค้า
การแจ้งเตือนสินค้ากลับมามีสต็อกและราคาลดถูกพูดถึงโดยตรง และ Shopping Graph ถูกระบุว่าเป็นแหล่งข้อมูล สิ่งที่ควรตรวจด้านล่างเป็นบทวิเคราะห์ ไม่ใช่คำแนะนำของ Google สำหรับฟีเจอร์นี้
- อัปเดตราคาและสถานะสต็อกในข้อมูลสินค้าของ Google Merchant Center ให้ตรงกับเว็บไซต์จริงเสมอ โดยเฉพาะช่วงโปรโมชันและตอนเติมสต็อก เพื่อให้การลดราคาหรือการเติมสินค้ามองเห็นได้ทันทีที่เกิดขึ้น
- ตรวจว่าหน้าสินค้าแสดงราคาและสถานะสต็อกตรงกับฟีด เพราะระบบติดตามข้อมูลอ่านเว็บไซต์ด้วย
- จับตาสินค้าที่หมดแล้วกลับมาบ่อย เพราะเป็นสินค้าที่นักช้อปมีแนวโน้มจะตั้งงานแจ้งเตือนเมื่อกลับมามีสต็อกมากที่สุด
งานดูแลข้อมูลสินค้าและหมวดหมู่ให้สอดคล้องกันทุกช่องทางอยู่ในขอบเขตของ การตลาดอีคอมเมิร์ซ
สำหรับธุรกิจท้องถิ่น: ข้อมูลธุรกิจ งานอีเวนต์ และการเปิดร้าน
ร้านอาหารเปิดใหม่ ป๊อปอัป และกิจกรรมวันหยุดสำหรับเด็กเป็นตัวอย่างอื่นที่ Stein ยกมา สิ่งที่ควรทำด้านล่างเป็นบทวิเคราะห์เช่นกัน
- อัปเดตเวลาทำการ วันเปิดร้าน เวลาทำการพิเศษ และรายละเอียดอีเวนต์ใน Google Business Profile ให้เป็นปัจจุบัน และเผยแพร่ข้อเท็จจริงชุดเดียวกันบนเว็บไซต์
- ประกาศการเปิดร้าน ป๊อปอัป และกิจกรรมตามฤดูกาลพร้อมวันที่และสถานที่เป็นข้อความธรรมดาบนหน้าเว็บที่ crawler เข้าถึงได้ ไม่ใส่ไว้แค่ในรูปภาพหรือสตอรี่โซเชียล
- เพราะฟอรัมและโพสต์โซเชียลอยู่ในรายชื่อแหล่งข้อมูล ควรตรวจว่าสิ่งที่พูดถึงร้านของคุณในช่องทางเหล่านั้นตรงกับข้อเท็จจริงที่คุณเผยแพร่
ข้อมูลท้องถิ่นที่ถูกต้องและสอดคล้องกันคือหัวใจของ Local SEO และฟีเจอร์นี้เพิ่มระบบอีกหนึ่งตัวที่อ่านข้อมูลเหล่านั้น
สิ่งที่ควรจับตาในข้อมูลของคุณเอง
เนื่องจาก Google ยังไม่ได้อธิบายว่าการอัปเดตแบบติดตามข้อมูลจะถูกรายงานอย่างไร การวัดผลตอนนี้จึงยังเป็นการคาดเดา สิ่งที่สมเหตุสมผลที่จะดู (เป็นบทวิเคราะห์) ได้แก่
- การเปลี่ยนแปลงของทราฟฟิกจากแอป Google และจากการค้นหาแบบออร์แกนิกของ Google ไปยังหน้าเกี่ยวกับอีเวนต์ การเปิดร้าน การเติมสต็อก และราคาลด หลังจากฟีเจอร์เปิดถึงผู้ใช้ในประเทศไทย
- หน้าเว็บของคุณปรากฏเป็นลิงก์ในการอัปเดตหรือไม่ เมื่อคุณลองตั้งงานติดตามเอง ตามที่ Search Engine Journal แนะนำ
- รายงานใหม่ที่ Google อาจเพิ่มใน Search Console หรือ Merchant Center ที่พูดถึงการติดตามข้อมูลหรือเอเจนต์ ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีการประกาศ
ความหมายสำหรับนักการตลาดไทย
Google เรียกการเปิดใช้ครั้งนี้ว่าทั่วโลก แต่ไม่ได้ระบุภาษา และไม่ได้พูดถึงประเทศไทย ฟีเจอร์นี้ใช้กับภาษาไทยได้หรือไม่ และผู้ใช้ไทยจะได้ใช้เมื่อไร แหล่งข่าวไม่ได้ระบุ Search Engine Roundtable อธิบายว่าเป็นการทยอยเปิด ดังนั้นแต่ละบัญชีอาจได้ใช้ไม่พร้อมกัน
สำหรับร้านอาหาร ร้านค้าปลีก โรงแรม และผู้จัดงานในไทย การเตรียมตัวคืองานเดียวกับที่ช่วยในการค้นหาด้วย AI อยู่แล้ว คือราคาและสต็อกที่ถูกต้อง เวลาทำการและวันจัดงานที่เป็นปัจจุบัน และข้อเท็จจริงชุดเดียวที่ตรงกันทั้งบนเว็บไซต์ ข้อมูลธุรกิจ และโซเชียล งานเหล่านี้ไม่ต้องรอให้ Google ยืนยันว่ารองรับภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงในภาพกว้างที่ระบบ AI อ่านและสรุปเว็บแทนผู้ใช้ คือสิ่งที่ Generative Engine Optimization (GEO) เข้ามาจัดการ ควบคู่กับงาน AI SEO ที่ดูว่าระบบ AI เข้าใจแบรนด์อย่างไร
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ฟีเจอร์ติดตามข้อมูลใน AI Mode ใช้ได้ในประเทศไทยแล้วหรือยัง
แหล่งข่าวไม่ได้ระบุ Google บอกว่ากำลังทยอยเปิดให้ทุกคนทั่วโลกในแอป Google แต่ไม่ได้ระบุภาษาหรือประเทศ และการเปิดใช้เป็นแบบทยอย
ผู้ใช้ติดตามอะไรได้บ้างด้วย AI Mode
ตัวอย่างของ Google คือร้านอาหารหรือป๊อปอัปเปิดใหม่ใกล้ตัว กิจกรรมวันหยุดในพื้นที่สำหรับเด็ก และการแจ้งเตือนสินค้ากลับมามีสต็อกหรือราคาลด ผู้ใช้บอก AI Mode ว่าจะให้หาอะไร แล้ว Search จะคอยตรวจการเปลี่ยนแปลง
AI Mode เอาข้อมูลอัปเดตมาจากไหน
Robby Stein ระบุว่า Search ตรวจเว็บไซต์ ฟอรัม โพสต์โซเชียล แหล่งข้อมูลเรียลไทม์ของ Google และ Shopping Graph ที่มีสินค้ากว่า 6 หมื่นล้านรายการ แต่ Google ไม่ได้อธิบายว่าเลือกแหล่งข้อมูลเบื้องหลังการอัปเดตแต่ละครั้งอย่างไร
การอัปเดตแบบติดตามข้อมูลจะส่งทราฟฟิกมายังเว็บไซต์หรือไม่
ยังไม่ทราบ โพสต์ของ Stein เมื่อเดือนมิถุนายนบอกว่าการอัปเดตจากเอเจนต์จะมีลิงก์ไปยังเว็บ แต่โพสต์วันที่ 28 กันยายนไม่ได้พูดถึงลิงก์ และยังไม่มีการประกาศรายงานสำหรับทราฟฟิกนี้
ธุรกิจต้องทำอะไรเพื่อให้ถูกรวมอยู่ในการอัปเดตหรือไม่
Google ไม่ได้อธิบายขั้นตอนสมัครหรือการตั้งค่าใดๆ สำหรับธุรกิจ ในเชิงปฏิบัติ (เป็นบทวิเคราะห์) คือดูแลราคา สต็อก เวลาทำการ และรายละเอียดอีเวนต์ให้ถูกต้องและตรงกันในทุกที่ที่ Google อ่านได้
สรุป
การติดตามข้อมูลใน AI Mode เปลี่ยนการค้นหาเรื่องท้องถิ่นและการช้อปปิ้งให้กลายเป็นคำถามที่ค้างไว้ ซึ่ง Google จะตอบใหม่ทุกครั้งที่มีอะไรเปลี่ยน สิ่งที่ Google ยังไม่ได้บอก ทั้งเรื่องลิงก์ แหล่งข้อมูล ภาษา และการรายงานผล สำคัญพอๆ กับสิ่งที่บอกแล้ว รายละเอียดของประกาศในบทความนี้มาจาก รายงานของ Search Engine Journal เรื่องการเปิดใช้ทั่วโลก หากต้องการตรวจว่าข้อมูลสินค้าและข้อมูลธุรกิจท้องถิ่นของคุณพร้อมสำหรับการค้นหาที่ขับเคลื่อนด้วย AI หรือยัง Relevant Audience ช่วยตรวจร่วมกับคุณได้







