สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- เอกสารของ Google ไม่ได้ระบุว่าลิงก์ขาออกเป็นปัจจัยการจัดอันดับโดยตรง แต่ SEO Starter Guide บอกว่าลิงก์ช่วยเพิ่มบริบทให้ทั้งผู้อ่านและเสิร์ชเอนจิน
- Google เพิ่ม rel="sponsored" และ rel="ugc" ควบคู่กับ nofollow ในเดือนกันยายน 2562 และถือว่าทั้งสามค่าเป็นคำใบ้ ส่วน nofollow เป็นคำใบ้สำหรับการ crawl และ index ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2563
- ลิงก์ที่จ่ายเงินแล้วส่งต่อเครดิตการจัดอันดับละเมิดนโยบาย link spam ของ Google ลิงก์ที่แลกกับเงินหรือสินค้าฟรีจึงต้องใส่ rel="sponsored" (หรือ nofollow)
- Google Search Console ไม่แสดงลิงก์เสียที่ชี้ไปยังโดเมนอื่น ต้องใช้ crawler ที่เปิดการตรวจลิงก์ภายนอก โดยเว็บส่วนใหญ่ควรทำทุกไตรมาส
ใช่ ลิงก์ภายนอก (external link) ดีต่อ SEO เมื่อชี้ไปยังหน้าที่เกี่ยวข้อง น่าเชื่อถือ และช่วยผู้อ่านได้จริง เอกสารของ Google ไม่ได้บอกว่าการลิงก์ออกจะดันอันดับของเว็บคุณขึ้นโดยตรง สิ่งที่ SEO Starter Guide ของ Google บอกคือ ลิงก์ช่วยเพิ่มบริบทของหัวข้อให้ทั้งผู้อ่านและเสิร์ชเอนจิน และอาจช่วยแสดงว่าคุณรู้เรื่องนั้นจริง โดยมีเงื่อนไขว่าคุณต้องไว้ใจหน้าที่ลิงก์ไป
ถ้าคุณกำลังสงสัยว่า external link ดีต่อ SEO ไหม เพราะมีคนบอกว่าการลิงก์ออกจะทำให้พลังการจัดอันดับ "รั่วไหล" ก็วางใจได้ ความเสี่ยงจริงอยู่ที่อื่น ได้แก่ ลิงก์ที่จ่ายเงินแต่ไม่ใส่ attribute ที่ถูกต้อง ลิงก์ไปยังหน้าสแปมหรือหน้าที่เสีย และหน้าที่กลายเป็นสารบัญลิงก์โดยแทบไม่มีเนื้อหาของตัวเอง บทความนี้อธิบายว่าลิงก์ขาออกทำงานอย่างไร เมื่อไรควรระบุประเภทลิงก์ กี่ลิงก์ถึงจะมากเกินไป และจะดูแลให้ลิงก์อยู่ในสภาพดีไปนาน ๆ ได้อย่างไร
ลิงก์ภายนอกคืออะไร และต่างจาก backlink อย่างไร
ลิงก์ภายนอก หรือที่เรียกว่าลิงก์ขาออก (outbound link) คือลิงก์บนหน้าเว็บของคุณที่ชี้ไปยังโดเมนอื่น ถ้าบทความเรื่องกฎ VAT ของไทยลิงก์ไปที่เว็บไซต์กรมสรรพากร นั่นคือลิงก์ภายนอกในมุมของคุณ
ส่วน backlink หรือลิงก์ขาเข้า (inbound link) คือลิงก์เดียวกันแต่มองจากอีกฝั่ง สำหรับกรมสรรพากร ลิงก์ของคุณคือ backlink ทุกลิงก์บนเว็บเป็นลิงก์ขาออกของเว็บหนึ่ง และเป็นลิงก์ขาเข้าของอีกเว็บหนึ่งเสมอ
ความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะลิงก์สองแบบทำหน้าที่ต่างกันใน SEO
- ลิงก์ขาเข้า เป็นหนึ่งในสัญญาณที่เสิร์ชเอนจินใช้ประเมินว่าหน้าหนึ่งสำคัญและน่าเชื่อถือแค่ไหน การได้มาซึ่งลิงก์แบบนี้คืองานของ link building และ digital PR
- ลิงก์ขาออก เกี่ยวกับคุณภาพของหน้าคุณเองเป็นหลัก มันแสดงว่าข้อมูลมาจากไหน พาผู้อ่านไปหาเนื้อหาที่ลึกกว่า และช่วยให้เสิร์ชเอนจินเข้าใจว่าหน้านี้เกี่ยวกับอะไรจากแหล่งที่หน้านั้นอ้างถึง
- ลิงก์ภายใน (internal link) ชี้ไปยังหน้าอื่นในโดเมนของคุณเอง ช่วยกระจาย authority ภายในเว็บและช่วยให้ crawler เจอเนื้อหา เป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่ไม่ได้พูดถึงในบทความนี้
ความกังวลเรื่องลิงก์ขาออกส่วนใหญ่เกิดจากการเอาสองเรื่องนี้มาปนกัน คนได้ยินว่าลิงก์ส่งต่อคุณค่าด้านการจัดอันดับ แล้วเลยคิดว่าทุกลิงก์ที่ให้คนอื่นคือคุณค่าที่ตัวเองเสียไป แต่เสิร์ชเอนจินยุคนี้ไม่ได้ทำงานแบบนั้น
การลิงก์ออกช่วยหรือทำร้ายอันดับ?
การลิงก์ไปยังแหล่งที่ดีไม่ทำให้อันดับตก และอาจช่วยทางอ้อมได้ แนวคิดเก่าที่เรียกว่า "PageRank hoarding" หรือการไม่ยอมลิงก์ไปไหนเลยเพื่อเก็บ authority ไว้ทั้งหมด ไม่ตรงกับคำแนะนำปัจจุบันของ Google โดย SEO Starter Guide แนะนำให้ลิงก์เมื่อช่วยผู้อ่าน และให้ใส่ nofollow หรือ annotation แบบเดียวกันเฉพาะเมื่อไม่ไว้ใจหน้าที่ลิงก์ไป
สิ่งที่ Google พูดมาตลอดคือต้องการหน้าที่มีประโยชน์ เชื่อถือได้ และทำขึ้นเพื่อคน แนวทางเรื่องการสร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ของ Google ตั้งคำถามอย่างเช่น เนื้อหาให้คุณค่าที่เป็นสาระหรือไม่ และนำเสนอข้อมูลในแบบที่ทำให้อยากเชื่อหรือไม่ การอ้างแหล่งข้อมูลต้นทางเป็นหนึ่งในวิธีที่ชัดที่สุดในการตอบคำถามนี้ให้ผู้อ่าน
ลิงก์ขาออกช่วยได้อย่างไร
- บริบทของหัวข้อ SEO Starter Guide ของ Google บอกว่าลิงก์ช่วยเพิ่มบริบทของหัวข้อให้ทั้งผู้อ่านและเสิร์ชเอนจิน หน้าที่พูดเรื่องการตั้งราคาประมูล Google Ads แล้วลิงก์ไปยังบทความช่วยเหลือของ Google เรื่อง Smart Bidding ก็ให้บริบทแบบนั้น และ anchor text ที่บอกความหมายช่วยให้ทั้งผู้อ่านและ Google รู้ว่าหน้าปลายทางมีอะไร
- ความไว้ใจของผู้อ่าน ตัวเลขสถิติที่มีลิงก์ไปยังรายงานต้นฉบับตรวจสอบได้ ตัวเลขที่ไม่มีที่มาตรวจสอบไม่ได้
และนี่คือกรณีที่ลิงก์ขาออกทำร้ายได้
- ลิงก์ไปยังเว็บที่ละเมิดนโยบายสแปมของ Google เช่น หน้าที่ถูกแฮก เนื้อหาที่ก๊อปมา หรือ link farm
- ขายลิงก์ที่ส่งต่อเครดิตการจัดอันดับ หรือเข้าร่วมการแลกลิงก์ในปริมาณมาก นโยบายสแปมของ Google ระบุทั้งสองอย่างว่าเป็น link spam
- ใส่ลิงก์ในหน้ามากจนหาเนื้อหาไม่เจอ ซึ่งเป็นปัญหาประสบการณ์ผู้ใช้ก่อนจะเป็นปัญหา SEO
- ปล่อยให้ลิงก์เสียจนผู้อ่านเจอหน้าที่ไม่มีอยู่แล้วซ้ำ ๆ
ทุกข้อเป็นปัญหาของการลิงก์ออกแบบผิดวิธี
เมื่อไรควรใส่ nofollow, sponsored หรือ ugc ในลิงก์ขาออก
ใส่ rel attribute เมื่อต้องการบอกเสิร์ชเอนจินเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับหน้าที่ลิงก์ไป ในเดือนกันยายน 2562 (ค.ศ. 2019) Google เพิ่มค่า sponsored และ ugc ควบคู่กับ nofollow และเริ่มถือว่าทั้งสามค่าเป็นคำใบ้ (hint) สำหรับการจัดอันดับ ไม่ใช่คำสั่งเด็ดขาด และตั้งแต่ 1 มีนาคม 2563 nofollow ก็เป็นคำใบ้สำหรับการ crawl และ index ด้วย
- rel="sponsored" สำหรับลิงก์ที่มีการจ่ายเงิน ลิงก์ affiliate สปอนเซอร์ หรือการแลกเปลี่ยนคุณค่าในรูปแบบอื่น
- rel="ugc" สำหรับลิงก์ในเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้าง เช่น คอมเมนต์และโพสต์ในฟอรัม
- rel="nofollow" สำหรับกรณีอื่นที่คุณไม่ต้องการรับรองหน้านั้นหรือส่งต่อเครดิตการจัดอันดับ เช่น ลิงก์ไปยังเว็บที่คุณกำลังวิจารณ์
ลิงก์ปกติในเนื้อหา (editorial link) ที่คุณเลือกอ้างเพราะหน้านั้นมีประโยชน์ ไม่ต้องใส่ attribute ใด ๆ การใส่ nofollow ให้ทุกลิงก์ขาออก "เพื่อความปลอดภัย" เป็นนิสัยที่พบบ่อย แต่มันลบการรับรองที่คุณตั้งใจจะให้ และไม่ได้บอกอะไรที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับหน้าคุณเลย
กฎข้อเดียวที่เลือกไม่ได้คือ ถ้ามีเงิน สินค้าฟรี หรือคุณค่าใด ๆ แลกกับลิงก์ ให้ระบุด้วย sponsored (หรือ nofollow) นโยบายสแปมของ Google ถือว่าลิงก์ที่จ่ายเงินแล้วส่งต่อเครดิตการจัดอันดับเป็น link spam และอาจทำให้เว็บที่ขายลิงก์โดนบทลงโทษแบบ manual action
ลิงก์ขาออกกี่ลิงก์ถึงจะมากเกินไป?
ไม่มีตัวเลขตายตัว และ Google ก็ไม่ได้กำหนดไว้ SEO Starter Guide ของ Google มองเรื่องนี้จากประโยชน์ คือให้ลิงก์เมื่อช่วยเพิ่มบริบทให้ผู้อ่าน และต้องไว้ใจหน้าที่ลิงก์ไป
วิธีทดสอบที่ดีกว่าคือดูที่จุดประสงค์ ถามตัวเองทุกลิงก์ว่า ลิงก์นี้ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจหรือตรวจสอบบางอย่างในหน้านี้ได้หรือไม่ บทความ 2,000 คำที่อ้างแหล่งข้อมูลทางการ 8 แหล่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่หน้า 300 คำที่มีลิงก์ 40 ลิงก์ไปยังเว็บที่ไม่เกี่ยวข้อง ดูเหมือนสารบัญลิงก์หรือแผนแลกลิงก์ และผู้อ่านก็จะมองมันแบบนั้น
แนวทางที่ใช้ได้ในเกือบทุกกรณี
- ลิงก์ไปที่แหล่งข้อมูลต้นทาง ไม่ใช่บล็อกที่สรุปมาอีกที ถ้าตัวเลขมาจากรายงานของหน่วยงานรัฐ ให้ลิงก์ไปที่รายงานนั้น
- ลิงก์แต่ละแหล่งครั้งเดียวต่อหน้า ณ จุดแรกที่ใช้ข้อมูลนั้น เว้นแต่หน้ายาวมาก
- ใช้ anchor text ที่บอกความหมาย เช่น "สถิติการชำระเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย" แทน "คลิกที่นี่"
- อย่าใส่ลิงก์ขาออกไว้ใน footer หรือ sidebar ทั่วทั้งเว็บถ้าไม่มีเหตุผลจริง เพราะลิงก์ที่ซ้ำทุกหน้ามักดูเหมือนข้อตกลงทางธุรกิจมากกว่าการอ้างอิง
การเปิดลิงก์ภายนอกในแท็บใหม่มีผลต่อ SEO ไหม?
การเปิดลิงก์ในแท็บใหม่ไม่มีผลโดยตรงต่อ SEO เสิร์ชเอนจินอ่าน href และ rel attribute ส่วน target="_blank" ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง การเลือกใช้หรือไม่จึงเป็นเรื่องประสบการณ์ผู้ใช้
เหตุผลที่สนับสนุนการเปิดแท็บใหม่คือผู้อ่านยังเปิดหน้าของคุณค้างไว้ ส่วนเหตุผลที่ค้านคือมันดึงการควบคุมไปจากผู้ใช้ อาจสร้างความสับสนให้คนที่ใช้โปรแกรมอ่านหน้าจอ และทำให้ปุ่มย้อนกลับใช้ไม่ได้ แนวทางด้าน accessibility โดยทั่วไปแนะนำให้แจ้งผู้ใช้เมื่อลิงก์จะเปิดหน้าต่างใหม่
ในอดีตมีเหตุผลด้านความปลอดภัยที่ต้องใส่ rel="noopener" คู่กับ target="_blank" เพราะหน้าใหม่อาจเข้าถึงและเปลี่ยนเส้นทางแท็บเดิมได้ เบราว์เซอร์หลักเวอร์ชันปัจจุบันใช้พฤติกรรม noopener กับลิงก์ target="_blank" โดยอัตโนมัติแล้ว แต่การใส่ไว้ชัด ๆ ก็ไม่เสียหายและช่วยป้องกันเบราว์เซอร์รุ่นเก่า ทั้งนี้ไม่มีผลต่ออันดับไม่ว่าจะใส่หรือไม่
ลิงก์ขาออกที่เสียและวิธีหา
ลิงก์ขาออกที่เสีย (broken link) คือลิงก์ที่ชี้ไปยังหน้าที่ไม่มีอยู่แล้วหรือแสดงข้อผิดพลาด ลิงก์เสียลิงก์เดียวไม่ทำให้อันดับตก แต่หน้าที่เต็มไปด้วยลิงก์เสียบ่งบอกว่าไม่มีคนดูแล ทำให้ผู้อ่านหงุดหงิด และทำลายความน่าเชื่อถือที่ลิงก์เหล่านั้นควรจะสร้าง
หน้าภายนอกเสียบ่อยกว่าที่คิด หน่วยงานรัฐปรับโครงสร้างเว็บ บริษัทเปลี่ยนแบรนด์ รายงานย้ายไป URL ใหม่ และบล็อกปิดตัว บทความเก่าอาจเสียแหล่งอ้างอิงไปจำนวนมากโดยไม่มีใครในทีมสังเกตเห็น
Google Search Console ไม่รายงานลิงก์ขาออกที่เสีย เพราะรายงานเฉพาะ URL ของเว็บคุณเอง ถ้าจะหาต้องใช้ crawler
- รัน crawl ทั้งเว็บด้วยเครื่องมืออย่าง Screaming Frog SEO Spider, Sitebulb หรือ site audit ของ Ahrefs หรือ Semrush โดยเปิดการตรวจลิงก์ภายนอก
- กรองลิงก์ภายนอกที่ตอบกลับด้วยสถานะ 4xx หรือ 5xx รวมถึง redirect ที่ไปจบที่หน้าที่ไม่เกี่ยวข้อง
- สำหรับแต่ละลิงก์ หาว่าเนื้อหาย้ายไปไหน ค้นในเว็บของผู้เผยแพร่ หรือดูสำเนาที่เก็บไว้ในเว็บอาร์ไคฟ์เพื่อยืนยันว่าหน้าเดิมเขียนว่าอะไร
- เปลี่ยนเป็น URL ใหม่ เปลี่ยนไปใช้แหล่งข้อมูลปัจจุบันที่ดีกว่า หรือลบทั้งลิงก์และข้อความที่อ้างถ้าไม่มีแหล่งข้อมูลเหลืออยู่
- crawl ซ้ำเป็นรอบ ทุกไตรมาสเหมาะกับเว็บธุรกิจส่วนใหญ่ ส่วนเว็บสื่อขนาดใหญ่ควรทำทุกเดือน
ลิงก์ขาออกที่ถูก redirect เร่งด่วนน้อยกว่าลิงก์เสีย แต่ถ้า redirect ไปจบที่หน้าแรกหรือหัวข้ออื่น สำหรับผู้อ่านก็ถือว่าเสียแล้ว และควรแก้
การลิงก์ไปยังแหล่งข้อมูลในฐานะสัญญาณความน่าเชื่อถือแบบ E-E-A-T
E-E-A-T ย่อมาจาก experience, expertise, authoritativeness และ trust มาจาก Search Quality Rater Guidelines ของ Google ซึ่งเป็นเอกสารที่ Google ให้ผู้ประเมินที่เป็นมนุษย์ใช้ประเมินผลการค้นหา ผู้ประเมินไม่ได้เปลี่ยนอันดับโดยตรง ความเห็นของพวกเขาช่วยให้ Google ทดสอบว่าระบบแสดงเนื้อหาที่เชื่อถือได้หรือไม่
แนวทางนี้ให้ trust เป็นศูนย์กลาง และให้ผู้ประเมินพิจารณาว่าหน้านั้นถูกต้องหรือไม่ และข้อความในหน้ามีหลักฐานรองรับหรือไม่ ลิงก์ขาออกไปยังแหล่งที่หนักแน่นเป็นวิธีหนึ่งที่มองเห็นได้ในการแสดงหลักฐานนั้น แต่มันไม่ใช่สวิตช์เปิด E-E-A-T และหน้าที่อ่อนแอซึ่งเต็มไปด้วยลิงก์ไป Wikipedia ก็ไม่ได้น่าเชื่อถือขึ้นเพราะลิงก์เหล่านั้น อย่างไรก็ตาม ในหัวข้อที่ความถูกต้องสำคัญ เช่น ภาษี กฎหมาย สุขภาพ และการเงิน หน้าที่แสดงว่าข้อมูลมาจากไหนน่าเชื่อถือกว่าหน้าที่ขอให้ผู้อ่านเชื่อไปเองมาก
แหล่งที่เหมาะจะอ้างอิงด้วยลิงก์ขาออก
- เอกสารทางการของแพลตฟอร์มที่คุณเขียนถึง เช่น Google Search Central หรือ Meta Business Help Center
- เว็บไซต์หน่วยงานรัฐและหน่วยงานกำกับดูแล สำหรับกฎ อัตรา และข้อกำหนดทางกฎหมาย
- รายงานวิจัยต้นฉบับ โดยลิงก์ไปที่หน้ารายงาน ไม่ใช่ข่าวที่เขียนถึงรายงาน
- หน่วยงานด้านมาตรฐานและสมาคมอุตสาหกรรมที่ได้รับการยอมรับ
เช็กลิสต์ลิงก์ขาออก
ตารางด้านล่างสรุปการตัดสินใจหลักเรื่องลิงก์ขาออก และผลที่แต่ละแบบมีต่อหน้าเว็บ
| สถานการณ์ | สิ่งที่ควรทำ | ผล |
|---|---|---|
| อ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการหรือแหล่งต้นทาง | ลิงก์ปกติในเนื้อหา ใช้ anchor ที่บอกความหมาย | เสริมความน่าเชื่อถือและบริบทของหัวข้อ |
| ลิงก์ที่จ่ายเงิน affiliate หรือสปอนเซอร์ | ใส่ rel="sponsored" | อยู่ในกรอบนโยบาย link spam ของ Google |
| ลิงก์ในคอมเมนต์หรือโพสต์ฟอรัม | ใส่ rel="ugc" | บอก Google ว่าคุณไม่ได้รับรองหน้านั้น |
| ลิงก์ขาออกตอบกลับ 404 หรือ 5xx | เปลี่ยน อัปเดต หรือลบ | รักษาความไว้ใจของผู้อ่านและคุณภาพหน้า |
เรื่องนี้มีความหมายอย่างไรกับธุรกิจไทย
สำหรับเว็บไซต์ภาษาไทย ประโยชน์ที่มากที่สุดมักมาจากการลิงก์ไปยังแหล่งข้อมูลต้นทางภาษาไทย แทนที่จะลิงก์ไปบทสรุปภาษาอังกฤษ ถ้าบทความอธิบายกฎของกรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ลิงก์ไปที่หน้าบนโดเมน .go.th หรือ .or.th ของหน่วยงานนั้นเอง ผู้อ่านคนไทยรู้จักโดเมนเหล่านี้ และลิงก์แสดงว่าข้อมูลมาจากหน่วยงานที่มีอำนาจโดยตรง
เว็บสองภาษาควรตรวจว่าแต่ละเวอร์ชันภาษาอ้างแหล่งข้อมูลในภาษาเดียวกันถ้ามี หน้าภาษาอังกฤษลิงก์ไปที่ประกาศของรัฐฉบับภาษาอังกฤษได้ ส่วนหน้าภาษาไทยลิงก์ไปที่ต้นฉบับภาษาไทย ถ้ามีแหล่งข้อมูลภาษาไทยอย่างเดียว ก็ลิงก์จากหน้าภาษาอังกฤษได้ แค่บอกไว้ในประโยค
ธุรกิจไทยที่จ่ายเงินซื้อพื้นที่บนเว็บข่าวหรือบล็อกควรตรวจด้วยว่าลิงก์เหล่านั้นถูกระบุอย่างไร บทความที่จ่ายเงินแล้วลิงก์กลับมาที่เว็บคุณควรใช้ rel="sponsored" การขอให้ผู้เผยแพร่ถอดออกคือการขอให้เขาละเมิดแนวทางของ Google และความเสี่ยงจะตกอยู่กับทั้งสองเว็บ ถ้าต้องการเพิ่มลิงก์ขาเข้าแบบที่ยั่งยืน งานนี้ควรอยู่ในบริการ link building ที่ทำอย่างถูกวิธี ไม่ใช่โพสต์ที่จ่ายเงินพร้อมลิงก์แบบ follow
ถ้าเว็บของคุณมีเนื้อหาสะสมมาหลายปี การทำ SEO audit ที่รวมการตรวจลิงก์ขาออกเป็นวิธีที่เร็วในการหาลิงก์อ้างอิงที่ตายแล้ว และลิงก์ที่จ่ายเงินแต่ไม่เคยถูกระบุ ซึ่งเข้ากันได้ดีกับงานเทคนิคและงานเนื้อหาที่กว้างกว่าในการทำ SEO สำหรับตลาดไทย
คำถามที่พบบ่อย: ลิงก์ภายนอกกับ SEO
ลิงก์ภายนอกเป็นปัจจัยการจัดอันดับของ Google หรือไม่?
เอกสารของ Google ไม่ได้ระบุว่าการลิงก์ออกเป็นปัจจัยการจัดอันดับโดยตรง SEO Starter Guide บอกว่าลิงก์ช่วยเพิ่มบริบทของหัวข้อให้ผู้อ่านและเสิร์ชเอนจิน และแนวทางเรื่องเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ของ Google ก็ถามว่าเนื้อหาระบุแหล่งที่มาชัดเจนหรือไม่
ลิงก์ภายนอกทำให้ PageRank ไหลออกจากเว็บเราหรือไม่?
ลิงก์แบบ follow อาจส่งสัญญาณการจัดอันดับบางส่วนไปยังหน้าที่คุณลิงก์ไป แต่ SEO Starter Guide ของ Google ก็ยังแนะนำให้ลิงก์ไปยังหน้าที่ไว้ใจได้เมื่อช่วยเพิ่มบริบท การไม่ยอมลิงก์ไปยังแหล่งที่ดีเพื่อ "เก็บ" authority ทำให้หน้าแย่ลงสำหรับผู้อ่านและไม่ได้อะไรกลับมา
ลิงก์ภายนอกทุกลิงก์ควรเป็น nofollow ไหม?
ไม่ใช่ เฉพาะลิงก์ที่จ่ายเงิน สปอนเซอร์ เนื้อหาจากผู้ใช้ หรือลิงก์ที่ไม่น่าไว้ใจเท่านั้นที่ต้องใส่ attribute การอ้างอิงในเนื้อหาตามปกติควรเป็นลิงก์ธรรมดา เพราะจุดประสงค์ของการอ้างแหล่งข้อมูลคือการรับรองมัน
ควรตรวจลิงก์ขาออกที่เสียบ่อยแค่ไหน?
ทุกไตรมาสใช้ได้กับเว็บธุรกิจส่วนใหญ่ และทุกเดือนสำหรับเว็บเนื้อหาขนาดใหญ่ ให้ใช้ crawler ที่เปิดการตรวจลิงก์ภายนอก เพราะ Google Search Console จะไม่แสดงลิงก์เสียที่ชี้ไปยังโดเมนอื่น
ลิงก์ขาออกเป็นส่วนเล็ก ๆ ของ SEO แต่เป็นจุดที่ง่ายที่สุดจุดหนึ่งในการแสดงให้ผู้อ่านและเสิร์ชเอนจินเห็นว่าเนื้อหาของคุณทำมาอย่างพิถีพิถัน ถ้าต้องการให้ช่วยดูว่าเว็บของคุณลิงก์ออกและลิงก์เข้าอย่างไร Relevant Audience ตรวจให้ได้เป็นส่วนหนึ่งของ SEO audit และบอกได้ว่าควรแก้อะไรก่อน







