สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- Break-even ROAS เท่ากับ 1 หารด้วย gross margin หลังหักต้นทุนผันแปร margin 40% คุ้มทุนที่ ROAS 2.5 (250%) ส่วน margin 20% ต้องได้ 5
- POAS (profit on ad spend) ใช้กำไรขั้นต้นหารด้วยค่าโฆษณา ระบบประมูลจึงเลิกเอนเอียงไปหาสินค้ารายได้สูงแต่ margin ต่ำ แต่ต้องมีต้นทุนสินค้ารายออเดอร์
- ค่าเริ่มต้นของ Meta คือ 7-day click และ 1-day view ส่วน Google Ads นับคลิกภายใน 30 วันเป็นค่าเริ่มต้นสำหรับ conversion action ส่วนใหญ่ ตัวเลขสองแพลตฟอร์มจึงแทบไม่ตรงกัน
- Target ROAS ใน Google Ads กรอกเป็นเปอร์เซ็นต์ (400% คือมูลค่า conversion 4 บาทต่อค่าโฆษณา 1 บาท) และทำงานเป็นค่าเฉลี่ย ไม่ใช่ค่าขั้นต่ำ
- Brand search และ retargeting มักมี ROAS สูงที่สุดแต่สร้างรายได้ส่วนเพิ่มน้อยที่สุด การทำ holdout หรือ conversion lift test วัดได้ว่าโฆษณาเพิ่มยอดขายจริงเท่าไร
ROAS คือ ผลตอบแทนจากค่าโฆษณา (return on ad spend) คำนวณจากรายได้ที่โฆษณาสร้างหารด้วยเงินที่ใช้กับโฆษณานั้น สูตรคือ ROAS = รายได้จากโฆษณา / ค่าโฆษณา ถ้าแคมเปญใช้เงิน 10,000 บาท และแพลตฟอร์มนับยอดขาย 40,000 บาทให้แคมเปญนั้น ROAS จะเท่ากับ 4 ซึ่ง Google Ads แสดงเป็น 400% และหลายทีมเขียนว่า 4:1 หรือ 4x ตัวเลขนี้คำนวณง่ายแต่ก็อ่านผิดได้ง่าย เพราะวัดรายได้ ไม่ได้วัดกำไร และขึ้นอยู่กับว่าแพลตฟอร์มเลือกนับยอดขายไหนให้โฆษณา บทความนี้อธิบายสูตร ความต่างระหว่าง ROAS กับ ROI และ POAS วิธีหา break-even ROAS จาก margin ของคุณ เหตุผลที่ Google Ads กับ Meta รายงานตัวเลขต่างกันสำหรับยอดขายชุดเดียวกัน วิธีทำงานของ Target ROAS bidding และกรณีที่ ROAS สูงกำลังซ่อนปัญหาอยู่
ROAS สูตรคำนวณเป็นอย่างไร
สูตรมีตัวแปรสองตัว
- รายได้จากโฆษณา: มูลค่า conversion ที่แพลตฟอร์มโฆษณานับให้แคมเปญ สำหรับร้านออนไลน์มักเป็นมูลค่าออเดอร์ที่ส่งมาจากแท็กการซื้อหรือนำเข้าจากระบบหลังบ้าน สำหรับธุรกิจที่หาลีด คือมูลค่าที่กำหนดให้แต่ละลีดหรือแต่ละดีลที่ปิดได้
- ค่าโฆษณา: ค่ามีเดียที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บในช่วงเวลาเดียวกัน
ตัวอย่างสมมติ: ร้านค้าใช้เงิน 25,000 บาทกับแคมเปญ Shopping ในหนึ่งเดือน และ Google Ads รายงานมูลค่า conversion 100,000 บาท ROAS = 100,000 / 25,000 = 4 ซึ่ง Google Ads แสดงเป็น 400% (คอลัมน์ชื่อ "Conv. value / cost")
มีการตัดสินใจสามเรื่องที่เปลี่ยนผลลัพธ์ตั้งแต่ก่อนเริ่มวิเคราะห์ จึงควรเขียนไว้และใช้ให้สม่ำเสมอ
- รายได้เป็นยอดรวมหรือยอดสุทธิ ตัดสินใจว่ามูลค่า conversion รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าจัดส่งหรือไม่ และหักส่วนลดแล้วหรือยัง มูลค่าที่รวม VAT จะทำให้ ROAS ดูสูงเกินจริงเมื่อเทียบกับ margin ที่คำนวณจากยอดขายสุทธิ
- หักการยกเลิกและการคืนสินค้าแล้วหรือยัง แท็กการซื้อทำงานตอนที่ลูกค้ากดสั่ง ถ้ามีออเดอร์ส่วนหนึ่งถูกยกเลิกหรือคืนในภายหลัง ROAS บนแพลตฟอร์มจะสูงกว่าผลลัพธ์ที่เป็นเงินจริง เว้นแต่จะส่งข้อมูลปรับยอดหรือนำเข้ามูลค่าที่แก้ไขแล้ว
- อะไรนับเป็นค่าใช้จ่าย ค่ามีเดียอย่างเดียวให้ ROAS ค่าหนึ่ง ถ้าบวกค่าเอเจนซี ค่าผลิตครีเอทีฟ หรือค่าเครื่องมือ จะได้ ROAS ที่ต่ำกว่าแต่ครบกว่า ไม่มีแบบไหนผิด แต่การใช้ปนกันในรายงานคนละฉบับคือสิ่งที่ผิด
ROAS ต่างจาก ROI และ POAS อย่างไร
ตัวชี้วัดทั้งสามตอบคำถามคนละข้อ และการสับสนระหว่างกันคือหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่แคมเปญซึ่ง "ดูมีกำไร" กลับขาดทุน
ROAS
รายได้หารด้วยค่าโฆษณา บอกว่าค่ามีเดียแต่ละบาทสร้างมูลค่ายอดขายเท่าไร ตามการนับ (attribution) ของแพลตฟอร์ม ไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับต้นทุนสินค้า ค่าจัดส่ง หรือ margin
ROI
ผลตอบแทนจากการลงทุนคือกำไรเทียบกับเงินลงทุนทั้งหมด ROI = (กำไร - เงินลงทุน) / เงินลงทุน มักแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ ในงานการตลาด ฝั่งกำไรควรหักต้นทุนสินค้าและต้นทุนผันแปรอื่นแล้ว และฝั่งเงินลงทุนรวมค่าบริการและค่าผลิตได้ ไม่ใช่แค่ค่ามีเดีย แคมเปญหนึ่งอาจมี ROAS เท่ากับ 3 แต่ ROI ติดลบได้ ถ้า margin ของสินค้าบาง
POAS
POAS หรือ profit on ad spend ใช้กำไรขั้นต้นแทนรายได้ POAS = กำไรขั้นต้นจากโฆษณา / ค่าโฆษณา ถ้า POAS มากกว่า 1 แปลว่าโฆษณาคืนกำไรขั้นต้นมากกว่าต้นทุนโฆษณา การจะ optimize ตาม POAS ต้องส่งกำไรแทนรายได้เป็นมูลค่า conversion ซึ่งต้องมีข้อมูลต้นทุนสินค้ารายออเดอร์ มักดึงมาจาก ERP หรือระบบหลังบ้านของร้าน ข้อดีคือระบบประมูลจะเลิกเอนเอียงไปหาสินค้าที่รายได้สูงแต่ margin ต่ำ
| ตัวชี้วัด | สูตร | สิ่งที่บอก |
|---|---|---|
| ROAS | รายได้จากโฆษณา / ค่าโฆษณา | มูลค่ายอดขายต่อค่ามีเดียหนึ่งบาท ตามที่แพลตฟอร์มนับให้ |
| POAS | กำไรขั้นต้นจากโฆษณา / ค่าโฆษณา | โฆษณาคืนกำไรขั้นต้นมากกว่าที่จ่ายไปหรือไม่ (มากกว่า 1) |
| ROI | (กำไร - เงินลงทุน) / เงินลงทุน | กิจกรรมทั้งหมดทำเงินได้หรือไม่หลังนับต้นทุนครบ |
| Break-even ROAS | 1 / gross margin | ROAS ขั้นต่ำที่กำไรขั้นต้นพอจ่ายค่าโฆษณา |
Break-even ROAS คำนวณจาก margin อย่างไร
Break-even ROAS คือ ROAS ที่กำไรขั้นต้นจากยอดขายที่มาจากโฆษณาพอดีกับค่าโฆษณา สูตรคือ
Break-even ROAS = 1 / gross margin
Gross margin ในที่นี้คือ (ราคาขาย - ต้นทุนผันแปรต่อออเดอร์) / ราคาขาย โดยต้นทุนผันแปรควรรวมต้นทุนสินค้า และถ้าทำได้ ควรรวมต้นทุนอื่นที่เพิ่มตามจำนวนออเดอร์ด้วย ได้แก่ ค่าธรรมเนียมชำระเงิน ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าส่งที่ร้านออกให้ และค่าคอมมิชชันของมาร์เก็ตเพลสถ้าขายผ่านช่องทางนั้น
ตัวอย่างการคำนวณด้วยตัวเลขสมมติ
- มูลค่าออเดอร์เฉลี่ย 1,000 บาท (ไม่รวม VAT)
- ต้นทุนสินค้า 500 บาท ค่าธรรมเนียมชำระเงิน ค่าบรรจุภัณฑ์ และค่าส่งที่ร้านออกให้รวม 100 บาท
- Gross margin หลังหักต้นทุนผันแปร = (1,000 - 600) / 1,000 = 40%
- Break-even ROAS = 1 / 0.40 = 2.5 หรือ 250% ในรูปแบบของ Google Ads
ที่ ROAS 2.5 ค่าโฆษณาทุก 1,000 บาทนำมาซึ่งรายได้ 2,500 บาทและกำไรขั้นต้น 1,000 บาท โฆษณาจึงคืนทุนตัวเองพอดีและไม่เหลืออะไร ที่ ROAS 4 ค่าโฆษณาเท่าเดิมนำมาซึ่งรายได้ 4,000 บาทและกำไรขั้นต้น 1,600 บาท เหลือ 600 บาทหลังหักค่ามีเดีย ส่วนที่ ROAS 2 จะได้กำไรขั้นต้น 800 บาท และขาดทุน 200 บาทต่อค่าโฆษณาทุก 1,000 บาท
ในทางปฏิบัติมีสองเรื่องที่ต้องปรับเพิ่ม เรื่องแรก จุดคุ้มทุนคือพื้น ไม่ใช่เป้าหมาย ต้นทุนคงที่อย่างเงินเดือนและค่าเช่ายังต้องจ่ายจากส่วนที่เหลือ หลายธุรกิจจึงตั้ง target ROAS ให้สูงกว่า break-even เท่ากับส่วนที่ต้องการเหลือไว้ เรื่องที่สอง ตัวเลขนี้ต่างกันตามสินค้า แคตตาล็อกที่มีสินค้า margin 60% และสินค้า margin 20% จะมี break-even ROAS ประมาณ 1.67 และ 5 ตามลำดับ นี่คือเหตุผลที่เป้า ROAS ตัวเดียวทั้งบัญชีมักให้งบสินค้า margin สูงน้อยเกินไป และให้งบสินค้า margin ต่ำมากเกินไป วิธีแก้ที่ใช้กันทั่วไปคือแยกแคมเปญหรือกลุ่มสินค้าตามช่วง margin
Break-even ที่คำนวณจากออเดอร์แรกยังไม่ได้นับการซื้อซ้ำ ถ้าลูกค้าใหม่มักกลับมาซื้ออีก ธุรกิจอาจยอมรับ ROAS ของออเดอร์แรกที่ต่ำกว่าจุดคุ้มทุนโดยตั้งใจ นั่นคือการตัดสินใจเรื่องมูลค่าตลอดอายุลูกค้า (lifetime value) ที่ควรทำจากข้อมูลการซื้อซ้ำจริง ไม่ใช่จากการคาดเดา
ROAS ใน Google Ads และ Meta วัดต่างกันอย่างไร
แต่ละแพลตฟอร์มเห็นเฉพาะโฆษณาของตัวเอง และนับเครดิตให้ตัวเองตามกฎของตัวเอง ถ้าลูกค้าคลิกโฆษณา Google วันจันทร์ เห็นโฆษณา Meta วันพุธ และซื้อวันพฤหัสบดี ทั้งสองแพลตฟอร์มอาจนับออเดอร์เดียวกันเป็นของตัวเอง เมื่อนำรายได้ที่แต่ละแพลตฟอร์มรายงานมารวมกัน มักจะเกินยอดที่ร้านขายได้จริง ความต่างเกิดจากกลไกไม่กี่ข้อ
Conversion window หรือช่วงเวลานับ conversion
Conversion window คือระยะเวลาหลังการโต้ตอบกับโฆษณาที่การซื้อยังนับเครดิตให้โฆษณาได้ ใน Google Ads ช่วงเวลานับ conversion จากการคลิกตั้งค่าแยกตาม conversion action และโดยค่าเริ่มต้นสำหรับ action ส่วนใหญ่คือ 30 วัน ปรับได้สูงสุด 90 วัน ส่วน Meta ใช้ attribution setting ที่ระดับชุดโฆษณา ค่าเริ่มต้นคือ 7-day click และ 1-day view หมายความว่าการซื้อภายในเจ็ดวันหลังคลิก หรือภายในหนึ่งวันหลังเห็นโฆษณาโดยไม่ได้คลิก สามารถนับเครดิตได้
คลิกกับการเห็นโฆษณา
View-through conversion คือการนับการซื้อหลังจากคนเห็นโฆษณาแต่ไม่ได้คลิก ค่าเริ่มต้นของ Meta รวม 1-day view ไว้ด้วย การซื้อส่วนหนึ่งที่ Meta รายงานจึงอาจมาจากคนที่เลื่อนผ่านโฆษณาแล้วซื้ออยู่ดี แคมเปญ Search ของ Google Ads วัดจากคลิก ส่วน view-through conversion ใช้กับพื้นที่ Display และวิดีโอเป็นหลัก และแยกไว้ในคอลัมน์ต่างหาก การเทียบ ROAS ที่รวมการเห็นโฆษณากับ ROAS ที่นับเฉพาะคลิกจึงเป็นการเทียบของคนละอย่าง
โมเดล attribution และวันที่ใช้รายงาน
Google Ads ใช้ data-driven attribution เป็นค่าเริ่มต้นสำหรับ conversion action ส่วนใหญ่ ซึ่งกระจายเครดิตให้คลิกโฆษณาหลายจุดบนเส้นทางของลูกค้า และโดยค่าเริ่มต้นจะรายงาน conversion ตามวันที่เกิดการโต้ตอบกับโฆษณา ไม่ใช่วันที่ซื้อ วันล่าสุดจึงมักดูแย่กว่าความจริงและค่อย ๆ เต็มขึ้นเมื่อ conversion ที่มาช้าเข้ามา ตัวเลขที่ Meta ประมาณการ (modelled) และตัดซ้ำ โดยเฉพาะในกรณีที่การติดตามผ่านเบราว์เซอร์ถูกจำกัด เป็นอีกแหล่งหนึ่งของความต่าง
สิ่งที่ควรทำคือ เลือกแหล่งข้อมูลจริงหนึ่งแหล่งสำหรับการตัดสินใจทางธุรกิจ ซึ่งมักเป็นรายได้จากร้านค้าหรือ ERP แล้วใช้ ROAS ของแต่ละแพลตฟอร์มเพื่อ optimize ภายในแพลตฟอร์มนั้น เทียบค่าโฆษณารวมกับยอดขายรวมในแต่ละช่วงเวลา (บางครั้งเรียกว่า blended ROAS หรือ MER) เพื่อตรวจสอบผลรวมของตัวเลขที่แต่ละแพลตฟอร์มอ้าง และเมื่อจะเทียบแพลตฟอร์ม ให้ตั้งค่าให้ใกล้เคียงกันที่สุด เช่น ดู Meta แบบ 7-day click อย่างเดียว
Target ROAS bidding ทำงานอย่างไร
Target ROAS (tROAS) คือการตั้งค่า Smart Bidding ใน Google Ads ที่พยายามหามูลค่า conversion ให้ได้มากที่สุด โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยใกล้กับที่ตั้งไว้ ใน Google Ads ปัจจุบัน สำหรับแคมเปญส่วนใหญ่ ค่านี้เป็นเป้าหมายที่เลือกใส่ได้ภายในกลยุทธ์ Maximize conversion value คุณกรอกเป็นเปอร์เซ็นต์ 400% หมายถึงต้องการมูลค่า conversion 4 บาทต่อค่าโฆษณา 1 บาท โดยเฉลี่ย
ในแต่ละการประมูล ระบบจะคาดการณ์มูลค่า conversion ที่น่าจะเกิดจากการค้นหาหรือการแสดงผลครั้งนั้น โดยใช้สัญญาณอย่างอุปกรณ์ ตำแหน่ง เวลา กลุ่มเป้าหมาย และคำค้นหา แล้วตั้งราคาประมูลให้สอดคล้องกับเป้า ระบบจะประมูลสูงในการประมูลที่คาดว่ามีมูลค่า และประมูลต่ำหรือไม่ประมูลเลยในที่อื่น ผลในทางปฏิบัติมีดังนี้
- ต้องมีมูลค่า conversion ที่ถูกต้อง ถ้าทุกการซื้อถูกส่งด้วยมูลค่าเดียวกัน หรือมูลค่ารวมออเดอร์ที่ถูกยกเลิก ระบบจะ optimize ไปผิดทาง Target ROAS ดีได้เท่ากับมูลค่าที่ป้อนให้เท่านั้น
- ตั้งเป้าสูงขึ้นมักทำให้ปริมาณลดลง เป้าที่สูงขึ้นทำให้ระบบเลือกการประมูลมากขึ้น ค่าใช้จ่ายและ conversion จึงมักลดลง การลดเป้าเปิดโอกาสให้เข้าประมูลมากขึ้นแต่ผลตอบแทนเฉลี่ยต่ำลง เป้าหมายคือตัวคุมการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่การรับประกัน
- เป้าคือค่าเฉลี่ย ไม่ใช่ค่าขั้นต่ำ แต่ละวัน แต่ละสินค้า และแต่ละคำค้นหาจะออกมาสูงกว่าและต่ำกว่าเป้า
- ปรับทีละน้อย การเปลี่ยนเป้าครั้งละมาก ๆ ทำให้ผลลัพธ์แกว่งระหว่างที่ระบบปรับตัว การขยับทีละขั้นเล็ก ๆ และรอให้มี conversion มากพอระหว่างการเปลี่ยนแต่ละครั้งให้ผลที่อ่านได้ชัดกว่า
- งบประมาณกับเป้าส่งผลต่อกัน งบที่จำกัดร่วมกับเป้าที่ต่ำ อาจทำให้แคมเปญใช้งบหมดไปกับการประมูลมูลค่าต่ำตั้งแต่ช่วงต้น ถ้าแคมเปญติดข้อจำกัดงบและทำได้ตามเป้า ROAS อยู่แล้ว สิ่งที่ควรทบทวนมักเป็นเป้า ไม่ใช่งบ
Meta มีตัวควบคุมที่คล้ายกันเมื่อแคมเปญ optimize ตามมูลค่าการซื้อ คือ ROAS goal ที่ตั้งในชุดโฆษณา เพื่อบอกระบบให้เล็งผลตอบแทนเฉลี่ยตามนั้น กฎเดียวกันยังใช้ได้ คือต้องมีมูลค่าที่ถูกต้องก่อน และคาดได้ว่าปริมาณจะลดลงเมื่อตั้งเป้าสูงขึ้น
ทำไม ROAS สูงอาจหลอกตา
ROAS วัดรายได้ที่แพลตฟอร์มนับให้โฆษณา ไม่ได้วัดรายได้ที่โฆษณาทำให้เกิดขึ้นจริง ช่องว่างระหว่างสองอย่างนี้เรียกว่า incrementality คือยอดขายเหล่านั้นจะเกิดขึ้นเองกี่ส่วนถ้าไม่มีโฆษณา การตั้งค่าที่พบบ่อยหลายแบบให้ ROAS สูงแต่ผลเพิ่มจริงน้อย
การค้นหาชื่อแบรนด์
คนที่ค้นหาชื่อแบรนด์ของคุณตั้งใจจะหาคุณอยู่แล้ว แคมเปญแบรนด์จึงมักมี ROAS สูงที่สุดในบัญชีเพราะจับความตั้งใจนั้นได้ แต่ผู้ซื้อส่วนหนึ่งจะคลิกผลการค้นหาแบบ organic แทนอยู่ดี โฆษณาแบรนด์ยังอาจคุ้มที่จะทำ เช่น เมื่อคู่แข่งประมูลชื่อคุณ แต่ไม่ควรนำ ROAS ของมันไปเทียบกับแคมเปญที่ไม่ใช่แบรนด์ หรือใช้เป็นเหตุผลรองรับงบรวม
Retargeting
การทำ remarketing กับคนที่ทิ้งตะกร้าและผู้เข้าชมล่าสุด คือการเล็งคนที่ใกล้จะซื้ออยู่แล้ว ROAS ที่นับได้จึงมักสูง รายได้ส่วนหนึ่งจะเข้ามาอยู่แล้วผ่านอีเมล การเข้าเว็บโดยตรง หรือการค้นหาแบบ organic
แคมเปญอัตโนมัติที่รวมทั้งสองแบบ
แคมเปญบางประเภทที่รวมการหาลูกค้าใหม่เข้ากับพื้นที่แบรนด์และ remarketing อาจรายงาน ROAS รวมที่ดูดี ทั้งที่ส่วนใหญ่มาจากความต้องการที่มีอยู่เดิม การตัดคำค้นหาแบรนด์ออกในกรณีที่แพลตฟอร์มอนุญาต และตรวจดูว่ามูลค่า conversion มาจากลูกค้าเก่ามากแค่ไหน จะบอกได้ว่าส่วนที่เป็นของใหม่จริงมีเท่าไร
วิธีทดสอบ incrementality
- Holdout test: งดแสดงโฆษณากับกลุ่มเป้าหมายส่วนหนึ่งที่สุ่มเลือก หรือกับกลุ่มพื้นที่ที่เทียบกันได้ แล้วเทียบยอดขายระหว่างกลุ่มที่เห็นโฆษณากับกลุ่มที่ถูกกันไว้
- Lift study ของแพลตฟอร์ม: ทั้ง Google และ Meta มีการวัด conversion lift ภายใต้เงื่อนไขคุณสมบัติและงบขั้นต่ำ โดยเทียบกลุ่มทดสอบกับกลุ่มควบคุมที่แพลตฟอร์มกันไว้
- Pause test: ปิดแคมเปญ เช่น brand search ในช่วงเวลาที่กำหนด แล้วดูยอดขายรวมและคลิก organic วิธีนี้ถูกกว่าแต่มีสัญญาณรบกวนมากกว่า จึงควรทำนานพอและเลี่ยงช่วงเทศกาล
ผลของ lift test มักแสดงเป็น incremental ROAS (iROAS) คือรายได้ส่วนเพิ่มหารด้วยค่าโฆษณา การตัดสินใจเรื่องงบจาก iROAS มักย้ายเงินจากแบรนด์และ retargeting ไปที่การหาลูกค้าใหม่ ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่ ROAS บนแพลตฟอร์มอย่างเดียวจะชี้
ความหมายสำหรับผู้ลงโฆษณาในไทย
ธุรกิจไทยจำนวนมากขายหลายช่องทางพร้อมกัน ทั้งเว็บไซต์ของตัวเอง มาร์เก็ตเพลส แชต LINE และโซเชียลคอมเมิร์ซ โฆษณามักพาลูกค้ามาแล้วลูกค้าไปซื้อบนมาร์เก็ตเพลสหรือในแชต ซึ่งแพลตฟอร์มโฆษณามองไม่เห็น ROAS บนแพลตฟอร์มจึงนับขาดในจุดหนึ่ง ขณะที่การนับซ้อนกันทำให้นับเกินในอีกจุดหนึ่ง การตั้งค่าที่ใช้ได้จริงคือ ติดตามการซื้อบนเว็บไซต์ด้วยมูลค่าที่ไม่รวม VAT และไม่รวมออเดอร์ที่ถูกยกเลิก บันทึกแหล่งที่มาของออเดอร์จากแชตและมาร์เก็ตเพลสเท่าที่ทำได้ คำนวณ break-even ROAS แยกตามกลุ่มสินค้าด้วย margin จริงหลังหักค่าคอมมิชชันมาร์เก็ตเพลส และทบทวนผลรวมทุกเดือนเทียบกับยอดขายรวมในระบบหลังบ้าน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ROAS
ROAS เท่าไรถึงเรียกว่าดี
ROAS ที่ดีคือ ROAS ที่สูงกว่า break-even ROAS ของคุณ ซึ่งเท่ากับ 1 หารด้วย gross margin บวกส่วนเผื่อให้พอจ่ายต้นทุนคงที่ ไม่มีตัวเลขที่ดีสำหรับทุกธุรกิจ สินค้า margin 70% คุ้มทุนที่ประมาณ 1.43 ขณะที่สินค้า margin 20% ต้องได้ 5
ROAS 400% เท่ากับ 4:1 หรือไม่
ใช่ ROAS 400% หมายถึงรายได้ที่นับให้โฆษณา 4 บาทต่อค่าโฆษณา 1 บาท ซึ่งเขียนได้อีกแบบว่า 4:1 หรือ 4x Google Ads ใช้รูปแบบเปอร์เซ็นต์เมื่อตั้งค่า Target ROAS
ควร optimize ตาม ROAS หรือ POAS
ควร optimize ตาม POAS ถ้าส่งกำไรรายออเดอร์ที่เชื่อถือได้ เพราะช่วยให้ระบบประมูลเลิกเอนเอียงไปหาสินค้ารายได้สูงแต่ margin ต่ำ ถ้าไม่มีข้อมูลต้นทุนสินค้ารายออเดอร์ ให้ optimize ตาม ROAS แต่ตั้งเป้าแยกตามช่วง margin โดยใช้ break-even ROAS
ทำไม ROAS ใน Meta สูงกว่าใน Google Ads
ROAS ใน Meta มักสูงกว่าเพราะค่าเริ่มต้น 7-day click และ 1-day view นับการซื้อจากคนที่เพียงเห็นโฆษณา และแต่ละแพลตฟอร์มนับออเดอร์ที่อีกแพลตฟอร์มก็นับด้วย ควรเทียบทั้งสองด้วยช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน และตรวจยอดรวมกับยอดขายจริงของร้าน
ถ้า ROAS ที่รายงานกับยอดขายจริงของคุณเล่าเรื่องคนละแบบ ทีม บริการ Google Ads ช่วยตรวจมูลค่า conversion การตั้งค่า attribution และเป้าหมายได้ และแคมเปญ Google Shopping สามารถแยกตาม margin เพื่อให้การประมูลตรงกับความสามารถในการทำกำไร สำหรับ Meta ดู บริการโฆษณา Facebook Ads และสำหรับกลุ่มคนที่เคยเข้าเว็บไซต์แล้ว บริการ Remarketing ตั้งแคมเปญที่วัดผลเทียบกับกลุ่ม holdout ได้







