สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- Brand Terms จัดการได้ที่ Settings > AI Visibility ใน Microsoft Clarity และ Clarity เติมรายการแรกให้แต่ละเว็บอัตโนมัติ
- ตัวอย่างของ Microsoft จัด Microsoft, MS และ Microsoft Corporation ไว้ใต้ Brand Name ว่า Microsoft และแดชบอร์ดกรองตาม Brand Name หรือคำเดียวได้
- การแบ่งคำค้นแบบมีแบรนด์และไม่มีแบรนด์มีมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2569 (Relevant Audience รายงานเมื่อ 4 สิงหาคม 2569) ส่วนที่ใหม่คือรายการคำที่แก้ไขได้
- บทความของ Microsoft วันที่ 29 กันยายน 2569 ไม่ได้ระบุวิธีจับคู่คำ การจัดกลุ่มข้อมูลย้อนหลัง ความเร็วในการแสดงผล หรือจำนวนคำสูงสุด
Microsoft Clarity เปิดให้เจ้าของเว็บไซต์แก้ไขรายการ Brand Terms ได้เองแล้ว รายการนี้คือสิ่งที่ใช้ตัดสินว่าคำค้นของ AI รายการใดนับเป็นคำค้นแบบมีแบรนด์ (branded) ในแดชบอร์ด AI Visibility โดย Microsoft ประกาศเรื่องนี้เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 ผ่านบทความในบล็อกของ Clarity ในนาม Clarity Staff เจ้าของเว็บเพิ่ม แก้ไข หรือลบคำได้ที่เมนู Settings > AI Visibility โดยเริ่มจากรายการที่ Clarity เติมไว้ให้ก่อนแล้ว
Microsoft เปลี่ยนอะไรใน Clarity เมื่อ 29 กันยายน 2569
บทความของ Clarity วันที่ 29 กันยายน 2569 แบ่งการอัปเดตออกเป็นสี่ส่วน ส่วนแรกคือการจัดการรายการ เจ้าของเว็บเพิ่ม แก้ไข หรือลบ Brand Terms ได้จาก Settings > AI Visibility เพื่อให้รายการตรงกับวิธีที่คนเรียกแบรนด์ สินค้า และธุรกิจของตน Clarity จะเติมรายการเวอร์ชันแรกให้อัตโนมัติ และ Microsoft ระบุว่านี่เป็นจุดตั้งต้นที่เจ้าของเว็บควรปรับให้เข้ากับธุรกิจของตัวเอง
ส่วนที่สองคือรูปแบบที่หลากหลายของชื่อแบรนด์ Microsoft ระบุว่าแบรนด์หนึ่งอาจปรากฏในคำค้นของ AI ในรูปตัวย่อ การสะกดแบบอื่น ชื่อท้องถิ่น คำแปล หรือคำที่พิมพ์ผิดบ่อย และตอนนี้เพิ่มรูปแบบเหล่านี้เป็น Brand Term ได้ทั้งหมด ตัวอย่างที่ Microsoft ใช้คือชื่อบริษัทตัวเอง Brand Name อย่าง Microsoft อาจมี Brand Terms เป็น Microsoft, MS และ Microsoft Corporation
ส่วนที่สามคือโครงสร้าง Brand Terms ที่เกี่ยวข้องกันจะอยู่ภายใต้ Brand Name ตัวแม่ ในแดชบอร์ด ถ้ากรองด้วย Brand Name จะเห็นผลรวมของทุกคำที่อยู่ภายใต้ชื่อนั้น แต่ถ้าเลือก Brand Term เพียงคำเดียวจะเห็นผลของรูปแบบนั้นแยกออกมา
ส่วนที่สี่คือการดูแลรายการให้เป็นปัจจุบัน Microsoft ระบุว่าการอัปเดต Brand Names และ Brand Terms สม่ำเสมอช่วยให้ Clarity จำคำค้นที่เกี่ยวกับแบรนด์ได้ดีขึ้น ซึ่งบริษัทบอกว่าทำให้การจัดกลุ่มแม่นยำขึ้นและรายงานมีคุณภาพดีขึ้น
อะไรใหม่ และอะไรที่ Relevant Audience รายงานไปแล้วเมื่อเดือนสิงหาคม
การแบ่งคำค้นเป็นแบบมีแบรนด์และไม่มีแบรนด์ไม่ใช่เรื่องใหม่ บล็อกของ Clarity ระบุว่าฟีเจอร์นี้เข้ามาในแดชบอร์ด citation ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2569 และ Relevant Audience รายงานเรื่องนี้ไปแล้วเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 การอัปเดตครั้งนั้นเพิ่มป้ายกำกับ branded ให้คำค้นแต่ละรายการในการ์ด queries แยกการ์ด Share of Authority ออกเป็นคำค้นแบบมีแบรนด์และไม่มีแบรนด์ และเพิ่มตัวกรองให้ดูข้อมูลทั้งแดชบอร์ดแยกตามสองกลุ่มนี้ Clarity เรียกคำค้นที่ถูกจัดกลุ่มว่า grounding queries หมายถึงคำค้นที่ระบบ AI ใช้หาข้อมูลมาประกอบคำตอบ
สิ่งที่การอัปเดตเดือนสิงหาคมยังไม่มีคือสิทธิ์ของผู้ใช้ในการกำหนดว่าอะไรนับเป็นคำค้นแบบมีแบรนด์ การอัปเดตวันที่ 29 กันยายน 2569 แก้ตรงจุดนี้พอดี วิธีแบ่งกลุ่มยังเหมือนเดิม แต่รายการที่ใช้แบ่งแก้ไขได้แล้ว ใส่รูปแบบการสะกดต่าง ๆ ได้ และจัดกลุ่มกับกรองได้สองระดับ ใครที่อ่านข่าวเดือนสิงหาคมแล้วสงสัยว่า Clarity ตัดสินอย่างไรว่าคำค้นไหนมีแบรนด์ ตอนนี้ได้คำตอบบางส่วนแล้ว คือมีรายการคำที่ Clarity สร้างไว้อยู่เบื้องหลัง และเจ้าของเว็บแก้ไขรายการนั้นได้
ภาพแดชบอร์ดที่ Microsoft เผยแพร่เป็นเพียงภาพตัวอย่าง
ภาพประกอบบทความของ Microsoft วันที่ 29 กันยายน 2569 แสดงการ์ดสองใบ คือ Branded SoA ที่ 53.83% และ Non-branded SoA ที่ 16.24% บนการ์ด branded มีไอคอนดินสอพร้อมข้อความ "Edit brand names" ด้านล่างเป็นแผงที่มีปุ่ม "New brand name" และตารางสองคอลัมน์ชื่อ "Brand name" กับ "Alias" ตัวเลขเหล่านี้เป็นภาพตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่ผลการศึกษาหรือค่ามาตรฐาน จึงไม่ควรนำไปอ้างเป็นสัดส่วนทั่วไป
แถวในตารางของภาพยังมีประโยชน์ เพราะแสดงให้เห็นว่า Microsoft คาดหวังให้ใส่คำแบบไหน "Alpine ski" มี alias เป็น Alpine, Alpine sik และ Alpien ski ส่วน "Alpine ski house" มี Alpine ski home และ Alpin ski house หลายคำเป็นการพิมพ์ผิด เช่น สลับตัวอักษร ตกตัวอักษรไปหนึ่งตัว หรือย่อชื่อให้สั้นลง ซึ่งตรงกับหมวด "คำที่พิมพ์ผิดบ่อย" ในตัวบทความ ภาพใช้ชื่อคอลัมน์ว่า "Alias" ขณะที่ข้อความใช้คำว่า "Brand Terms" บทความไม่ได้บอกว่าเป็นช่องเดียวกันหรือไม่ แม้บริบทจะชี้ว่าน่าจะใช่
สรุปการเปลี่ยนแปลงจากบทความของ Microsoft
ตารางด้านล่างเทียบการอัปเดตวันที่ 29 กันยายน 2569 กับการอัปเดตเดือนสิงหาคม 2569 ที่เป็นฐานของมัน โดยใช้เฉพาะข้อมูลที่บล็อกของ Clarity ระบุไว้
| หัวข้อ | สิ่งที่บล็อกของ Clarity ระบุ |
|---|---|
| การอัปเดตเดือนสิงหาคม 2569 | แบ่ง grounding queries เป็นแบบมีแบรนด์และไม่มีแบรนด์ในแดชบอร์ด citation พร้อมป้าย branded การ์ด Share of Authority แบบแยก และตัวกรอง |
| การอัปเดต 29 กันยายน 2569 | เพิ่ม แก้ไข หรือลบ Brand Terms ได้ที่ Settings > AI Visibility |
| รายการเริ่มต้น | Clarity เติมให้อัตโนมัติ เป็นจุดตั้งต้นให้ปรับต่อ |
| รูปแบบที่ Microsoft ระบุ | ตัวย่อ การสะกดแบบอื่น ชื่อท้องถิ่น คำแปล คำพิมพ์ผิดบ่อย (ตัวอย่าง: Microsoft, MS, Microsoft Corporation) |
| การกรองข้อมูล | กรองตาม Brand Name ครอบคลุมทุกคำในกลุ่ม หรือเลือก Brand Term คำเดียว |
สิ่งที่บทความของ Microsoft ไม่ได้บอก
บทความวันที่ 29 กันยายน 2569 ยังไม่ตอบคำถามเชิงปฏิบัติหลายข้อ ซึ่งสำคัญสำหรับคนที่ต้องเทียบตัวเลขข้ามช่วงเวลา
- วิธีจับคู่คำ บทความไม่ได้บอกว่าคำค้นจะถูกจับคู่กับ Brand Term แบบตรงทุกตัวอักษร แบบมีคำนั้นอยู่ในประโยค หรือยอมให้สะกดผิดได้ระดับหนึ่ง alias ที่เป็นคำพิมพ์ผิดในภาพตัวอย่างชี้ว่าอาจต้องใส่ทุกรูปแบบเอง ระบบไม่ได้ตรวจจับให้ แต่นั่นเป็นการอนุมานจากภาพ ไม่ใช่คำยืนยัน
- ข้อมูลย้อนหลัง ไม่ได้บอกว่าการแก้รายการจะจัดกลุ่มคำค้นในอดีตใหม่ หรือมีผลเฉพาะข้อมูลที่เก็บหลังจากนั้น
- ระยะเวลา ไม่ได้บอกว่าการแก้รายการจะแสดงผลในแดชบอร์ดเร็วแค่ไหน
- ข้อจำกัด ไม่มีการระบุจำนวนสูงสุดของ Brand Names หรือ Brand Terms
- ภาษา คำแปลและชื่อท้องถิ่นถูกระบุว่าใช้ได้ แต่บทความไม่ได้บอกว่าแดชบอร์ดครอบคลุมคำค้นภาษาอะไรบ้าง จึงยังยืนยันไม่ได้ว่ารองรับคำค้นภาษาไทย
อีกเรื่องหนึ่งคือสิทธิ์การใช้งาน PPC Land ซึ่งรายงานข่าวนี้ระบุว่า Microsoft เคยบอกว่าฟีเจอร์ AI Visibility ใช้ได้เฉพาะเว็บไซต์ในหมวดที่มีสิทธิ์ และบทความวันที่ 29 กันยายนไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีก ส่วนเรื่องราคา ท้ายหน้าบล็อกของ Clarity ระบุว่าผลิตภัณฑ์นี้ใช้ฟรีและไม่จำกัดปริมาณทราฟฟิก ตัวบทความเองไม่มีข้อมูลราคา
ทำไมรายการคำถึงเปลี่ยนตัวเลขได้ (บทวิเคราะห์)
ส่วนนี้เป็นบทวิเคราะห์ของ Relevant Audience ไม่ใช่คำแถลงของ Microsoft การแบ่งกลุ่มด้วยรายการคำผิดพลาดได้สองทาง ถ้ารายการขาดรูปแบบที่คนใช้บ่อย คำค้นที่จริง ๆ แล้วพูดถึงแบรนด์จะไปตกอยู่ในกลุ่มไม่มีแบรนด์ สัดส่วนแบบมีแบรนด์จะต่ำลง และสัดส่วนแบบไม่มีแบรนด์จะสูงเกินจริง ทำให้เว็บดูเหมือนได้รับการอ้างอิงในคำค้นทั่วไปของหมวดสินค้ามากกว่าความเป็นจริง ในทางกลับกัน ถ้าใส่คำที่กว้างเกินไป เช่น ชื่อแบรนด์ที่บังเอิญเป็นคำธรรมดา คำค้นทั่วไปจะถูกดึงเข้ากลุ่มมีแบรนด์ และตัวเลขจะเพี้ยนไปอีกทิศ
ผลในทางปฏิบัติมีสองข้อ ข้อแรก สองเว็บที่มีประวัติการถูกอ้างอิงเหมือนกันอาจรายงานสัดส่วนต่างกันได้เพียงเพราะรายการคำไม่เหมือนกัน การเทียบสัดส่วนนี้ข้ามเว็บจึงต้องระวัง ข้อสอง เส้นแนวโน้มของเว็บเดียวกันอาจขยับในวันที่แก้รายการ เมื่อบทความไม่ได้บอกว่าข้อมูลย้อนหลังถูกจัดกลุ่มใหม่หรือไม่ จึงควรจดวันที่แก้รายการทุกครั้ง และอ่านความเปลี่ยนแปลงรอบวันนั้นอย่างระมัดระวัง
ตัวเลขกลุ่มไม่มีแบรนด์คือตัวที่ทีมส่วนใหญ่จะสนใจในงาน GEO หรือการทำให้แบรนด์ถูกอ้างอิงในคำตอบของ AI เพราะบอกว่าเว็บถูกอ้างอิงหรือไม่ในกรณีที่ระบบ AI ไม่ได้ค้นหาชื่อแบรนด์ตั้งแต่แรก และตัวเลขนี้จะแม่นได้แค่ไหนก็ขึ้นกับรายการคำที่อยู่เบื้องหลัง
ความหมายต่อนักการตลาดไทย
ส่วนนี้เป็นบทวิเคราะห์ของ Relevant Audience แบรนด์ไทยเป็นกรณีที่ตรงกับประเภทคำที่ Microsoft ระบุอย่างชัดเจน ธุรกิจไทยหนึ่งรายอาจถูกเรียกด้วยชื่ออักษรไทย ชื่อที่ถอดเป็นอักษรโรมันได้หลายแบบ และชื่อการค้าภาษาอังกฤษที่ต่างจากชื่อภาษาไทย การถอดเสียงภาษาไทยเป็นอักษรโรมันในชีวิตประจำวันไม่ค่อยเป็นมาตรฐาน ชื่อเดียวกันจึงอาจสะกดด้วยสระต่างกันหรือมีพยัญชนะซ้อน อีกความผิดพลาดที่คนไทยคุ้นเคยคือพิมพ์ผิดแป้นภาษา ซึ่งได้ข้อความที่ไม่เหมือนคำที่ตั้งใจพิมพ์เลย
ลองนึกถึงร้านกาแฟสมมติในกรุงเทพฯ ที่ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า "Baan Kafae" ร้านนี้อาจปรากฏในคำค้นด้วยชื่ออักษรไทย ด้วยการสะกดอย่าง "Ban Kafae" หรือ "Baan Gafae" และด้วยชื่อไทยปนอังกฤษ หมวดที่ Microsoft ระบุเอง ได้แก่ ชื่อท้องถิ่น คำแปล การสะกดแบบอื่น และคำพิมพ์ผิด ครอบคลุมทุกรูปแบบเหล่านี้ รายการของแบรนด์ไทยที่ทำอย่างละเอียดจึงน่าจะยาวกว่ารายการที่ระบบเติมให้ สิ่งที่ยังไม่มีการยืนยันคือข้อมูล AI Visibility ของ Clarity รวมคำค้นภาษาไทยด้วยหรือไม่ และคำอักษรไทยจะถูกจับคู่อย่างไร ควรทดสอบกับเว็บจริงก่อนนำสัดส่วนนี้ไปใช้ในรายงาน
สำหรับเว็บที่เปิดใช้ AI Visibility แล้ว ขั้นแรกที่สมเหตุสมผลคือตรวจรายการที่ระบบเติมให้ เพิ่มชื่ออักษรไทยและชื่อที่ถอดเป็นอักษรโรมัน รวมชื่อการค้าภาษาอังกฤษและภาษาไทยไว้ใต้ Brand Name เดียวกัน เพิ่มชื่อสินค้าถ้ามีคนค้นหาแยก แล้วจดวันที่ไว้ ทีมที่ทำ AI SEO อยู่แล้วจะได้อ่านสัดส่วนกลุ่มไม่มีแบรนด์เทียบกับวันที่แก้รายการได้
คำถามที่พบบ่อย
Microsoft Clarity เปลี่ยนอะไรเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569?
Microsoft เปิดให้แก้ไข Brand Terms ที่ใช้แบ่งคำค้น AI เป็นแบบมีแบรนด์และไม่มีแบรนด์ใน Clarity เจ้าของเว็บเพิ่ม แก้ไข หรือลบคำได้ที่ Settings > AI Visibility คำต่าง ๆ จัดอยู่ใต้ Brand Name และกรองแดชบอร์ดตาม Brand Name หรือ Brand Term คำเดียวได้
การแบ่งคำค้นแบบมีแบรนด์และไม่มีแบรนด์เป็นฟีเจอร์ใหม่หรือไม่?
ไม่ใช่ การแบ่งกลุ่มนี้เข้ามาในแดชบอร์ด citation ของ Clarity ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2569 และ Relevant Audience รายงานไปแล้วเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ส่วนที่ใหม่คือสิทธิ์ในการแก้รายการคำที่ใช้ตัดสินว่าคำค้นไหนมีแบรนด์
การแก้รายการ Brand Terms เปลี่ยนข้อมูลย้อนหลังหรือไม่?
บทความของ Microsoft ไม่ได้บอก และไม่ได้ระบุวิธีจับคู่คำ ความเร็วในการแสดงผล หรือจำนวนคำสูงสุดด้วย จึงควรจดวันที่ทุกครั้งที่แก้รายการ
ใส่ชื่อภาษาไทยและการสะกดแบบต่าง ๆ เป็น Brand Terms ได้หรือไม่?
ตามหลักการน่าจะได้ เพราะ Microsoft ระบุว่าชื่อท้องถิ่น คำแปล การสะกดแบบอื่น และคำพิมพ์ผิดบ่อยใช้เป็น Brand Terms ได้ แต่บทความไม่ได้ยืนยันว่ารองรับคำค้นภาษาไทย หรือจับคู่คำอักษรไทยอย่างไร
ฟีเจอร์นี้มีค่าใช้จ่ายหรือไม่?
บทความไม่มีข้อมูลราคา และท้ายหน้าบล็อกของ Clarity ระบุว่า Clarity ใช้ฟรีโดยไม่จำกัดทราฟฟิก อย่างไรก็ดี ฟีเจอร์ AI Visibility เคยถูกระบุว่าใช้ได้เฉพาะเว็บไซต์ในหมวดที่มีสิทธิ์ ไม่ใช่ทุกเว็บจะเห็นแดชบอร์ดนี้
รายงาน AI visibility ต่อจากนี้
การอัปเดตของ Microsoft วันที่ 29 กันยายน 2569 ไม่ได้เพิ่มตัวชี้วัดใหม่ แต่ให้เจ้าของเว็บควบคุมข้อมูลตั้งต้นที่ใช้แบ่งตัวชี้วัดเดิม และบอกชัดว่ารายการที่ระบบเติมให้เป็นแค่จุดเริ่มต้น สำหรับแบรนด์ที่มีหลายชื่อ หลายการสะกด และหลายภาษา ตัวเลขแบบมีแบรนด์และไม่มีแบรนด์จะใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น ถ้ามีคนดูแลรายการและจดวันที่แก้ไขไว้ Relevant Audience ช่วยแบรนด์ในประเทศไทยวัดผลและปรับปรุงการถูกอ้างอิงในคำตอบของระบบ AI ดูรายละเอียดได้ที่บริการ GEO







