What is STP marketing? Segmentation, targeting and positioning explained

STP คือ อะไร? Segmentation, Targeting, Positioning ทำอย่างไรให้ใช้ได้จริง

การตลาดดิจิตอลSeptember 28, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • การแบ่งกลุ่มผู้บริโภคนิยมใช้ 4 เกณฑ์ คือ พื้นที่ ประชากร ไลฟ์สไตล์ และพฤติกรรม ส่วน B2B ใช้ firmographic เช่น อุตสาหกรรมและขนาดบริษัท
  • กลุ่มที่ใช้ได้ต้องวัดขนาดได้ ใหญ่พอ เข้าถึงได้ แตกต่างจากกลุ่มอื่น และลงมือทำได้ กลุ่มที่ไม่ผ่านข้อใดข้อหนึ่งควรรวมหรือตัดทิ้ง
  • กลยุทธ์เลือกเป้าหมายมี 4 แบบ คือ undifferentiated, differentiated, concentrated (niche) และ micromarketing ธุรกิจที่งบจำกัดมักเลือก concentrated
  • Positioning statement ใช้รูปแบบ: สำหรับ [กลุ่มเป้าหมาย] ที่ [ความต้องการ] แบรนด์ [ชื่อ] คือ [หมวดสินค้า] ที่ [จุดต่าง] เพราะ [เหตุผลที่เชื่อได้]

STP คือ กรอบคิดการตลาด 3 ขั้นที่ย่อมาจาก Segmentation (แบ่งส่วนตลาด), Targeting (เลือกกลุ่มเป้าหมาย) และ Positioning (วางตำแหน่งแบรนด์) ใช้ตอบคำถามว่าเราจะขายให้ใคร และอยากให้คนกลุ่มนั้นจำแบรนด์เราไว้ในฐานะอะไร ทำ STP เสร็จแล้วค่อยไปคิดเรื่องสินค้า ราคา ช่องทาง และโปรโมชัน เพราะทุกการตัดสินใจหลังจากนั้นต้องอิงกับกลุ่มเป้าหมายและตำแหน่งที่เลือกไว้

บทความนี้อธิบายแต่ละขั้นแบบลงมือทำได้จริง ตั้งแต่เกณฑ์ที่ใช้แบ่งกลุ่มลูกค้า วิธีประเมินว่ากลุ่มไหนคุ้มที่จะเลือก กลยุทธ์การเลือกเป้าหมายแต่ละแบบ ไปจนถึงการวาด positioning map และเขียน positioning statement พร้อมตัวอย่างแบรนด์สมมติของไทยที่ไล่ทำครบทั้ง 3 ขั้น

STP marketing คืออะไร และทำไมต้องทำก่อนวางแผนสื่อ

STP marketing คือกระบวนการคิดเชิงกลยุทธ์ที่เปลี่ยนจากการขายให้ "ทุกคน" มาเป็นการขายให้กลุ่มที่เราเสิร์ฟได้ดีที่สุด แนวคิดนี้เป็นพื้นฐานในตำราการตลาดสายหลักมาหลายสิบปี เหตุผลที่มันยังใช้ได้อยู่ก็ง่ายมาก ลูกค้าแต่ละกลุ่มมีความต้องการ งบประมาณ และพฤติกรรมการซื้อต่างกัน ข้อความโฆษณาชิ้นเดียวที่พยายามพูดกับทุกคนมักจะไม่โดนใจใครเลย

ลำดับของ STP สำคัญ ต้องทำจากซ้ายไปขวา

  1. Segmentation แบ่งตลาดทั้งหมดออกเป็นกลุ่มย่อยที่มีลักษณะหรือความต้องการคล้ายกัน
  2. Targeting ประเมินแต่ละกลุ่ม แล้วเลือกกลุ่มที่ธุรกิจจะโฟกัส
  3. Positioning กำหนดว่าแบรนด์จะอยู่ตรงไหนในใจกลุ่มเป้าหมาย เมื่อเทียบกับตัวเลือกอื่นที่เขามี

ถ้าข้ามขั้นแรกไปเลือกเป้าหมายตามความรู้สึก หรือเขียน positioning โดยยังไม่รู้ว่าพูดกับใคร ผลที่ได้มักเป็นสโลแกนกว้างๆ ที่ใช้กับแบรนด์ไหนก็ได้ เช่น "คุณภาพดี ราคาคุ้มค่า" ซึ่งไม่ได้บอกเหตุผลให้ใครเลือกเรา

Segmentation คือ แบ่งกลุ่มลูกค้าอย่างไร

Segmentation คือการแบ่งตลาดออกเป็นกลุ่มที่คนในกลุ่มเดียวกันมีความคล้ายกันในเรื่องที่ส่งผลต่อการซื้อ และแต่ละกลุ่มแตกต่างกันพอที่จะต้องใช้ข้อความหรือข้อเสนอคนละแบบ เกณฑ์ที่นิยมใช้มี 4 กลุ่มใหญ่ สำหรับ B2C และอีกหนึ่งชุดสำหรับ B2B

1. Geographic: แบ่งตามพื้นที่

เช่น ภูมิภาค จังหวัด เมืองกับชนบท หรือสภาพอากาศ เกณฑ์นี้ใช้ง่ายและวัดได้ชัด เหมาะกับธุรกิจที่ต้นทุนขนส่งหรือพฤติกรรมผู้บริโภคต่างกันตามพื้นที่ เช่น ร้านอาหารที่ส่งได้ในรัศมีจำกัด หรือสินค้าที่ขายดีต่างกันระหว่างกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด

2. Demographic: แบ่งตามลักษณะประชากร

อายุ เพศ รายได้ อาชีพ ระดับการศึกษา สถานภาพครอบครัว เป็นเกณฑ์ที่หาข้อมูลได้ง่ายที่สุด และแพลตฟอร์มโฆษณาส่วนใหญ่ให้เลือกได้โดยตรง ข้อเสียคือคนอายุและรายได้เท่ากันอาจมีเหตุผลในการซื้อต่างกันมาก ถ้าใช้เกณฑ์นี้อย่างเดียว กลุ่มที่ได้มักกว้างเกินไป

3. Psychographic: แบ่งตามไลฟ์สไตล์และทัศนคติ

ค่านิยม ความสนใจ บุคลิก และไลฟ์สไตล์ เช่น คนที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ คนที่ชอบลองของใหม่ หรือคนที่เลือกแบรนด์จากความยั่งยืน เกณฑ์นี้อธิบาย "ทำไม" ได้ดีกว่า demographic แต่ต้องอาศัยการสัมภาษณ์ แบบสอบถาม หรือข้อมูลพฤติกรรมออนไลน์มาช่วย

4. Behavioral: แบ่งตามพฤติกรรม

ความถี่ในการซื้อ โอกาสที่ซื้อ ประโยชน์ที่มองหา ความภักดีต่อแบรนด์ และสถานะผู้ใช้ (ไม่เคยใช้ ใช้ครั้งแรก ใช้ประจำ) สำหรับธุรกิจออนไลน์ เกณฑ์นี้มักมีประโยชน์ที่สุด เพราะข้อมูลอยู่ในระบบของเราเองแล้ว เช่น ประวัติการซื้อในร้านค้าออนไลน์ หน้าที่ลูกค้าเปิดดูในเว็บไซต์ หรือการตอบข้อความใน LINE OA

เกณฑ์สำหรับธุรกิจ B2B

ถ้าลูกค้าเป็นองค์กร จะใช้ firmographic แทน เช่น อุตสาหกรรม ขนาดบริษัท จำนวนพนักงาน ภูมิภาค และโครงสร้างการตัดสินใจซื้อ (ใครเป็นผู้ใช้ ใครเป็นผู้อนุมัติงบ) องค์กรขนาดเดียวกันในอุตสาหกรรมเดียวกันอาจอยู่คนละกลุ่มได้ ถ้าปัญหาที่ต้องการแก้ต่างกัน

กลุ่มที่ดีต้องผ่านเกณฑ์อะไรบ้าง

หลังแบ่งแล้ว ให้ตรวจแต่ละกลุ่มด้วยคำถาม 5 ข้อ

  • วัดขนาดได้ไหม (measurable) รู้คร่าวๆ ไหมว่ามีกี่คนหรือกี่บริษัท
  • ใหญ่พอให้คุ้มไหม (substantial) รายได้ที่คาดว่าจะได้คุ้มกับต้นทุนการเข้าถึงหรือเปล่า
  • เข้าถึงได้ไหม (accessible) มีช่องทางสื่อหรือการขายที่ไปถึงคนกลุ่มนี้จริงหรือไม่
  • แตกต่างจากกลุ่มอื่นจริงไหม (differentiable) ถ้าตอบสนองต่อข้อเสนอแบบเดียวกัน ก็ไม่จำเป็นต้องแยก
  • ลงมือทำได้ไหม (actionable) ทีมมีทรัพยากรพอจะทำแคมเปญหรือสินค้าสำหรับกลุ่มนี้ไหม

กลุ่มที่ตอบ "ไม่" ในข้อไหนก็ตาม ควรรวมกับกลุ่มอื่นหรือตัดทิ้ง ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือแบ่งละเอียดจนได้ 12 กลุ่ม แต่ทีมการตลาดมีคนสองคน ทำคอนเทนต์แยกให้ได้จริงแค่สองสามกลุ่ม

Targeting คือ เลือกกลุ่มเป้าหมายอย่างไร

Targeting คือการตัดสินใจว่าจะลงทรัพยากรกับกลุ่มไหน โดยดูจาก 3 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ ความน่าสนใจของกลุ่ม (ขนาด อัตราการเติบโต กำลังซื้อ) ระดับการแข่งขันในกลุ่มนั้น และความเข้ากันกับจุดแข็งและเป้าหมายของธุรกิจ กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดไม่ได้เป็นกลุ่มที่ดีที่สุดเสมอ ถ้าคู่แข่งรายใหญ่ครองอยู่แล้วและเรามีงบน้อยกว่ามาก

กลยุทธ์การเลือกเป้าหมาย 4 แบบ

Undifferentiated (mass marketing) ใช้ข้อเสนอเดียวกับทั้งตลาด เหมาะกับสินค้าที่ความต้องการแทบไม่ต่างกัน เช่น สินค้าพื้นฐานบางประเภท แต่ต้องใช้งบสื่อสูงและแข่งด้วยราคาเป็นหลัก

Differentiated เลือกหลายกลุ่ม แล้วทำข้อเสนอหรือข้อความแยกให้แต่ละกลุ่ม ครอบคลุมตลาดได้กว้าง แต่ต้นทุนการทำคอนเทนต์ สินค้า และการบริหารสูงขึ้นตามจำนวนกลุ่ม

Concentrated (niche) ทุ่มให้กลุ่มเดียวหรือสองกลุ่มที่เล็กกว่า แต่เราเสิร์ฟได้ดีกว่าคนอื่น เป็นทางเลือกที่พบบ่อยของธุรกิจเริ่มต้นและ SME เพราะงบจำกัด ความเสี่ยงคือถ้ากลุ่มนั้นหดตัว รายได้จะกระทบทั้งหมด

Micromarketing ปรับข้อเสนอถึงระดับพื้นที่หรือรายบุคคล เช่น การส่งข้อความตามประวัติการซื้อ ทำได้มากขึ้นในยุคดิจิทัล แต่ต้องมีข้อมูลลูกค้าที่ได้รับความยินยอมอย่างถูกต้อง และมีระบบรองรับ

วิธีให้คะแนนกลุ่มแบบง่าย

วิธีที่ใช้ได้จริงคือทำตารางให้คะแนนแต่ละกลุ่ม 1 ถึง 5 ในหัวข้อ ขนาดตลาด การเติบโต ความรุนแรงของการแข่งขัน (ยิ่งแข่งน้อยยิ่งได้คะแนนมาก) ความเข้ากับจุดแข็ง และต้นทุนการเข้าถึง แล้วถ่วงน้ำหนักตามเป้าหมายของธุรกิจ ตัวเลขที่ได้ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่บังคับให้ทีมคุยกันด้วยเหตุผลที่เขียนออกมาได้ แทนการเลือกกลุ่มที่ผู้บริหารชอบ

Positioning คือ อะไร และ brand positioning คือการวางตำแหน่งแบบไหน

Positioning คือการกำหนดว่าแบรนด์ต้องการให้กลุ่มเป้าหมายนึกถึงเราว่าเป็นอะไร และต่างจากตัวเลือกอื่นอย่างไร ส่วน brand positioning คือตำแหน่งนั้นในระดับแบรนด์ทั้งหมด ไม่ใช่แค่สินค้าตัวเดียว Positioning ที่ดีต้องมีสองส่วน

  • Points of parity (POP) สิ่งที่ลูกค้าคาดหวังจากทุกแบรนด์ในหมวดนี้ ถ้าไม่มีจะไม่ถูกพิจารณาเลย เช่น ร้านกาแฟต้องสะอาดและรสชาติมาตรฐาน
  • Points of difference (POD) สิ่งที่เราทำได้ดีกว่าหรือแตกต่าง และกลุ่มเป้าหมายให้คุณค่ากับมันจริง

วาด positioning map (perceptual map)

Positioning map คือกราฟสองแกนที่ใช้ดูว่าแบรนด์ต่างๆ อยู่ตรงไหนในสายตาลูกค้า ขั้นตอนคือ

  1. เลือกสองปัจจัยที่กลุ่มเป้าหมายใช้ตัดสินใจจริง เช่น ราคา กับ ความสะดวก หรือ ความพรีเมียม กับ ความเป็นธรรมชาติ ควรได้มาจากการคุยกับลูกค้า ไม่ใช่จากที่ทีมอยากโชว์
  2. วางแบรนด์คู่แข่งและแบรนด์เราบนกราฟตามการรับรู้ของลูกค้า ไม่ใช่ตามที่เราคิดว่าตัวเองเป็น
  3. มองหาช่องว่างที่ยังไม่มีใครยืน แล้วถามต่อว่าช่องว่างนั้นมีลูกค้าอยู่จริงไหม บางช่องว่างที่ว่างเพราะไม่มีใครต้องการ

เขียน positioning statement

Positioning statement เป็นเอกสารภายใน ไม่ใช่สโลแกนโฆษณา ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินว่าคอนเทนต์ แคมเปญ หรือสินค้าใหม่ตรงกับตำแหน่งที่วางไว้หรือไม่ แม่แบบที่ใช้กันแพร่หลายคือ

สำหรับ [กลุ่มเป้าหมาย] ที่ [ความต้องการหรือปัญหา] แบรนด์ [ชื่อแบรนด์] คือ [หมวดสินค้าที่ใช้อ้างอิง] ที่ [จุดต่างหลัก] เพราะ [เหตุผลที่ทำให้เชื่อได้]

ส่วน "เหตุผลที่ทำให้เชื่อได้" สำคัญมาก ถ้าไม่มีหลักฐานรองรับ เช่น กระบวนการผลิต วัตถุดิบ การรับประกัน หรือฟีเจอร์ที่ตรวจสอบได้ positioning จะกลายเป็นแค่คำโฆษณา

เมื่อได้ positioning แล้ว สิ่งที่ตามมาคือการทำให้ทุกจุดสัมผัสพูดเรื่องเดียวกัน ตั้งแต่โลโก้ โทนภาพ ไปจนถึงน้ำเสียงในโพสต์ งานส่วนนี้คือ อัตลักษณ์แบรนด์ ที่แปล positioning ออกมาเป็นสิ่งที่ลูกค้าเห็นและจำได้

สรุป STP ทั้ง 3 ขั้นในตารางเดียว

สรุป STP ทั้ง 3 ขั้นในตารางเดียว
ขั้นตอนคำถามที่ต้องตอบผลลัพธ์ที่ควรได้
Segmentationตลาดนี้แบ่งเป็นกลุ่มอะไรได้บ้าง ตามพื้นที่ ประชากร ไลฟ์สไตล์ หรือพฤติกรรมรายชื่อกลุ่มพร้อมคำอธิบายและขนาดโดยประมาณ
Targetingกลุ่มไหนคุ้มที่สุด เมื่อดูขนาด การแข่งขัน และจุดแข็งของเรากลุ่มเป้าหมายหลัก 1 ถึง 3 กลุ่ม และกลยุทธ์ที่เลือก
Positioningอยากให้กลุ่มนั้นจำเราว่าเป็นอะไร ต่างจากตัวเลือกอื่นตรงไหนPositioning map และ positioning statement หนึ่งประโยค

ตัวอย่าง STP ของแบรนด์ไทย (แบรนด์สมมติเพื่อประกอบการอธิบาย)

หมายเหตุ: "นาวาดริป" เป็นแบรนด์สมมติที่สร้างขึ้นเพื่ออธิบายขั้นตอนเท่านั้น ไม่ใช่แบรนด์จริง ตัวเลขทั้งหมดในส่วนนี้เป็นตัวอย่างสมมติ

สมมติว่านาวาดริปเป็นแบรนด์กาแฟดริปแบบซองจากเมล็ดกาแฟไทย ขายผ่านร้านค้าออนไลน์และ LINE OA ทีมมีงบการตลาดจำกัด และต้องการเลือกว่าจะโฟกัสลูกค้ากลุ่มไหนก่อน

ขั้นที่ 1: แบ่งกลุ่ม

ทีมแบ่งตลาดคนดื่มกาแฟออกมาได้ 4 กลุ่ม โดยใช้เกณฑ์พฤติกรรมและไลฟ์สไตล์เป็นหลัก

  • กลุ่ม A: พนักงานออฟฟิศในเมืองที่ซื้อกาแฟร้านทุกวันและอยากลดค่าใช้จ่าย
  • กลุ่ม B: คนชอบกาแฟพิเศษที่สนใจแหล่งปลูกและระดับการคั่ว
  • กลุ่ม C: คนที่ซื้อกาแฟเป็นของฝากหรือของขวัญช่วงเทศกาล
  • กลุ่ม D: คนทำงานที่บ้านที่ต้องการกาแฟดีโดยไม่ต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์

ขั้นที่ 2: เลือกเป้าหมาย

ทีมให้คะแนนแต่ละกลุ่ม พบว่ากลุ่ม B มีกำลังซื้อสูง แต่มีร้านคั่วเล็กจำนวนมากแข่งกันอยู่ และคาดหวังเมล็ดแบบบดสดมากกว่าแบบซอง กลุ่ม A ใหญ่ที่สุดแต่อ่อนไหวต่อราคา ส่วนกลุ่ม D ตรงกับจุดแข็งของสินค้า (ชงง่าย ไม่ต้องมีเครื่องบด) และเข้าถึงได้ผ่านโซเชียลและร้านค้าออนไลน์ ทีมจึงเลือกกลยุทธ์ concentrated โดยเน้นกลุ่ม D เป็นหลัก และใช้กลุ่ม C เป็นกลุ่มรองช่วงเทศกาล

ขั้นที่ 3: วางตำแหน่ง

บน positioning map ที่ใช้แกน "ความง่ายในการชง" กับ "ความชัดเจนของแหล่งที่มา" ทีมเห็นว่ากาแฟสำเร็จรูปอยู่มุมชงง่ายแต่ไม่ระบุแหล่ง ส่วนร้านคั่วอยู่มุมระบุแหล่งชัดแต่ชงยาก มุมที่ทั้งชงง่ายและระบุแหล่งชัดยังว่างอยู่ Positioning statement ที่ได้คือ

สำหรับคนทำงานที่บ้านที่อยากดื่มกาแฟดีทุกเช้าโดยไม่ต้องมีอุปกรณ์ นาวาดริปคือกาแฟดริปแบบซองที่บอกชื่อไร่และวันคั่วบนทุกซอง เพราะทุกล็อตคั่วเป็นรอบเล็กและพิมพ์ข้อมูลแหล่งปลูกไว้ให้ตรวจสอบได้

จากประโยคนี้ ทีมตัดสินใจเรื่องอื่นได้ทันที เช่น แพ็กเกจต้องโชว์ชื่อไร่ คอนเทนต์ควรพูดเรื่องการชงง่ายในห้องทำงานที่บ้าน และไม่ควรลดราคาแข่งกับกาแฟสำเร็จรูป เพราะจะทำลายตำแหน่งที่วางไว้

STP ต่างจาก 4P/7P อย่างไร

STP กับ 4P/7P เป็นเครื่องมือคนละชั้น STP คือระดับกลยุทธ์ ตอบว่าขายให้ใครและยืนอยู่ตรงไหน ส่วน 4P (Product, Price, Place, Promotion) และ 7P ที่เพิ่ม People, Process, Physical evidence สำหรับธุรกิจบริการ คือระดับการลงมือทำ ตอบว่าจะส่งมอบตำแหน่งนั้นอย่างไร

ลำดับที่ถูกคือทำ STP ก่อน แล้วใช้ผลลัพธ์กำหนด marketing mix เช่น ถ้า positioning บอกว่าเราเป็นตัวเลือกพรีเมียม ราคาต่ำกว่าคู่แข่งมากๆ จะขัดกับตำแหน่งนั้นทันที ถ้าทำ 4P/7P โดยไม่มี STP แต่ละ P มักถูกตัดสินแยกกัน และส่งสัญญาณขัดกันเอง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อทำ STP

  • แบ่งกลุ่มจากข้อมูลประชากรอย่างเดียว เช่น "ผู้หญิง 25 ถึง 34 ปี" โดยไม่รู้ว่าคนกลุ่มนี้ซื้อเพราะอะไร
  • เลือกเป้าหมายหลายกลุ่มเกินกำลัง แล้วทำคอนเทนต์ชุดเดียวใช้กับทุกกลุ่ม ซึ่งเท่ากับไม่ได้เลือก
  • วาง positioning บนสิ่งที่ลูกค้าไม่ได้ให้คุณค่า หรือบนสิ่งที่ทุกแบรนด์ทำได้เหมือนกัน
  • เปลี่ยน positioning บ่อยตามแคมเปญ ทำให้ลูกค้าจำอะไรไม่ได้เลย
  • ทำ STP ครั้งเดียวแล้วไม่ทบทวน ทั้งที่ตลาดและพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยน ควรเช็กอย่างน้อยปีละครั้ง หรือเมื่อยอดขายในกลุ่มหลักเปลี่ยนผิดปกติ

ถ้า positioning เดิมไม่ตรงกับตลาดแล้ว การปรับแค่โฆษณามักไม่พอ บางกรณีต้องทบทวนทั้งตัวตนแบรนด์ ซึ่งเป็นงานของ การรีแบรนด์ ที่เริ่มจากการทำ STP ใหม่ก่อนออกแบบอะไร

การทำ STP ในตลาดไทย

ตลาดไทยมีบางเรื่องที่ควรคิดเพิ่มเมื่อทำ STP

ความต่างระหว่างกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด ราคาที่รับได้ ช่องทางการซื้อ และภาษาที่ใช้สื่อสารอาจต่างกันมาก การแบ่งด้วยเกณฑ์พื้นที่จึงยังมีประโยชน์ แม้จะขายออนไลน์ทั่วประเทศ

LINE OA และโซเชียลคอมเมิร์ซ ธุรกิจไทยจำนวนมากคุยกับลูกค้าผ่านแชต ข้อมูลในแชตและแท็กลูกค้าใน LINE OA ใช้แบ่งกลุ่มตามพฤติกรรมได้ดี เช่น แยกคนที่ถามราคาแต่ยังไม่ซื้อ กับลูกค้าที่ซื้อซ้ำ

PDPA การแบ่งกลุ่มจากข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีฐานทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น การขอความยินยอมที่ชัดเจนก่อนนำข้อมูลไปใช้ทำการตลาด การทำ micromarketing ที่ใช้ข้อมูลรายบุคคลจึงต้องวางระบบเก็บความยินยอมให้ถูกตั้งแต่ต้น

ภาษาในการวางตำแหน่ง Positioning statement ที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษแล้วแปลตรงตัว มักฟังไม่เป็นธรรมชาติในภาษาไทย ควรทดสอบคำที่ใช้กับกลุ่มเป้าหมายจริง และดูว่าคนไทยค้นหาหรือพูดถึงหมวดสินค้านี้ด้วยคำไหน

สำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่ม STP ช่วยให้ใช้งบน้อยได้คุ้มขึ้น เพราะบังคับให้เลือกกลุ่มที่ชนะได้ก่อน การวางแผน การตลาดดิจิทัลสำหรับธุรกิจเริ่มต้น จึงควรเริ่มจากขั้นตอนนี้ แล้วค่อยเลือกช่องทางสื่อ

นำ STP ไปใช้กับการตลาดดิจิทัล

ผลของ STP แปลงเป็นการตั้งค่าในเครื่องมือดิจิทัลได้โดยตรง

  • กลุ่มเป้าหมายที่เลือก กลายเป็น audience ในแพลตฟอร์มโฆษณา เช่น กลุ่มความสนใจ กลุ่มที่เคยเข้าเว็บไซต์ หรือรายชื่อลูกค้าที่ได้รับความยินยอม
  • คำที่กลุ่มเป้าหมายใช้ค้นหา กลายเป็นหัวข้อคอนเทนต์และคีย์เวิร์ดโฆษณา
  • Positioning statement กลายเป็นเกณฑ์ตรวจข้อความโฆษณา ถ้าโฆษณาชิ้นไหนพูดเรื่องที่ไม่อยู่ใน POD ของเรา ให้ถามว่ามันช่วยตำแหน่งหรือทำให้เบลอ
  • ตัวชี้วัดควรแยกตามกลุ่ม เพื่อดูว่ากลุ่มที่เลือกตอบสนองจริงตามที่คาดไว้หรือไม่ ถ้าไม่ ให้กลับไปทบทวนขั้น Targeting

งาน digital branding คือการเอา positioning ไปทำให้สม่ำเสมอในทุกช่องทางออนไลน์ ตั้งแต่เว็บไซต์ โซเชียล ไปจนถึงโฆษณา

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ STP

STP ย่อมาจากอะไร

STP ย่อมาจาก Segmentation, Targeting และ Positioning คือการแบ่งส่วนตลาด การเลือกกลุ่มเป้าหมาย และการวางตำแหน่งแบรนด์ ทำตามลำดับนี้เสมอ เพราะแต่ละขั้นใช้ผลลัพธ์ของขั้นก่อนหน้า

ธุรกิจเล็กจำเป็นต้องทำ STP ไหม

จำเป็น และยิ่งธุรกิจเล็กยิ่งได้ประโยชน์ เพราะงบจำกัดทำให้กระจายไปทุกกลุ่มไม่ได้ STP แบบย่อที่ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง ร่วมกับการคุยกับลูกค้าจริง 5 ถึง 10 คน ก็ช่วยให้เลือกกลุ่มและข้อความได้ชัดขึ้นมาก

Positioning กับสโลแกนต่างกันอย่างไร

Positioning คือตำแหน่งที่ต้องการให้ลูกค้าจำ เขียนเป็นเอกสารภายในไว้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจ ส่วนสโลแกนคือประโยคสั้นที่ใช้สื่อสารออกไป สโลแกนหนึ่งอาจเปลี่ยนตามแคมเปญ แต่ควรสะท้อน positioning เดิมเสมอ

ควรทบทวน STP บ่อยแค่ไหน

ควรทบทวนอย่างน้อยปีละครั้ง และทุกครั้งที่มีสัญญาณเปลี่ยน เช่น คู่แข่งใหม่เข้ามาในกลุ่มหลัก ยอดขายในกลุ่มเป้าหมายลดลงต่อเนื่อง หรือธุรกิจจะออกสินค้าใหม่ที่ขายให้คนละกลุ่ม

เริ่มจาก STP ก่อนใช้งบการตลาด

ถ้าแบรนด์ของคุณยังตอบไม่ได้ชัดว่าขายให้ใคร และลูกค้าควรเลือกเพราะอะไร การทำ STP ใหม่อีกรอบคือจุดเริ่มที่คุ้มที่สุดก่อนเพิ่มงบโฆษณา ทีม Relevant Audience ช่วยวางกลยุทธ์แบรนด์และแปลงออกมาเป็นแผนดิจิทัลได้ หากต้องการคุยเรื่องนี้ สามารถติดต่อผ่านหน้า บริการทำ digital branding

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์:

อ่านบทความของเราเป็นประจำใช่ไหม เพิ่ม Relevant Audience เป็นแหล่งข้อมูลที่คุณเลือก เพื่อให้บทความของเราปรากฏในผลการค้นหา Google ของคุณมากขึ้น