ผลสำรวจ Ahrefs ปี 2569: นักการตลาด 93% ใช้ AI ทำคอนเทนต์ 89% ตรวจเองก่อนเผยแพร่

ผลสำรวจ Ahrefs ปี 2569: นักการตลาด 93% ใช้ AI ทำคอนเทนต์ 89% ตรวจเองก่อนเผยแพร่

Content MarketingOctober 5, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • ผลสำรวจปี 2569 ของ Ahrefs เผยแพร่ 30 กันยายน 2569 มีผู้ตอบ 301 รายจากสายการตลาดและ SEO เก็บข้อมูลเดือนสิงหาคม 2569 โดย 280 ราย (93%) ใช้ AI ทำคอนเทนต์ เพิ่มจาก 87%
  • ข่าวประชาสัมพันธ์ของ Ahrefs วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ระบุว่า 89% ของผู้ใช้ AI ตรวจผลงาน AI ด้วยตนเอง (80% ในปี 2568) และรายงานพบว่ามีเพียง 2.7% ที่เชื่อถือโดยไม่ตรวจ
  • ผู้ใช้ AI 7% บอกว่าคอนเทนต์ที่เผยแพร่มากกว่า 75% เป็น AI ล้วนไม่แก้ไข (4% ในปี 2568) และ 78% ไม่แจ้งผู้อ่านว่าใช้ AI
  • ผู้ใช้ AI ในรายงานใช้ Claude 83% นำหน้า ChatGPT 76% และ Gemini 58% โดยคำถามปี 2569 เลือกได้หลายคำตอบ

Ahrefs บริษัทซอฟต์แวร์ SEO เผยแพร่ผลสำรวจ State of AI in Content Marketing ประจำปีครั้งที่สองเมื่อ 30 กันยายน 2569 พบว่า 93% ของผู้ตอบ 301 รายที่ทำงานด้านการตลาดและ SEO ใช้ AI สร้างหรือช่วยสร้างคอนเทนต์ สองในสามเชื่อถือข้อความที่ AI เขียนก็ต่อเมื่อมีคนตรวจก่อน และ 7% ของผู้ใช้ AI บอกว่าคอนเทนต์ที่เผยแพร่มากกว่าสามในสี่เป็น AI ล้วนที่ไม่ได้แก้ไข รายงานยังพบว่า 78% ของผู้ใช้ AI ไม่แจ้งผู้อ่านว่าใช้ AI และ Claude กลายเป็นเครื่องมือ AI ที่ผู้ตอบใช้มากที่สุด

Ahrefs เผยแพร่อะไรเมื่อ 30 กันยายน 2569

รายงานลงในบล็อกของ Ahrefs เมื่อ 30 กันยายน 2569 ในชื่อ "69% of Marketers Are Publishing More AI Content Than Last Year" เขียนโดย Glen Allsopp หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การตลาดและงานวิจัยของ Ahrefs จากนั้น Ahrefs ออกข่าวประชาสัมพันธ์ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ภายใต้หัวข้อ "New Ahrefs Research Shows 'Trust but Verify' Mentality Among AI Marketers"

Ahrefs เป็นผู้ขายเครื่องมือ SEO และการตลาด ผลสำรวจนี้จึงเป็นการสำรวจที่ผู้ขายเครื่องมือทำเอง ไม่ใช่งานวิจัยทางวิชาการที่เป็นอิสระ ข้อนี้ไม่ได้ทำให้ตัวเลขผิด แต่จำกัดว่าตัวเลขนำไปใช้กว้างแค่ไหน

กลุ่มตัวอย่างและวิธีสำรวจ

ข่าวประชาสัมพันธ์ระบุว่าการสำรวจ "ทำกับผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและ SEO 300 คน รวมผู้บริหารระดับสูง 68 คน ในเดือนสิงหาคม 2569" ส่วนรายงานในบล็อกนับได้ 301 คำตอบ ในจำนวนนี้ 280 รายบอกว่าใช้ AI รายงานระบุว่าการสำรวจปีที่แล้วมีผู้ตอบมากกว่า Ahrefs จึงเปรียบเทียบข้ามปีเฉพาะคำตอบระดับภาพรวม ไม่ลงรายละเอียดย่อย ทั้งรายงานและข่าวประชาสัมพันธ์ไม่ได้ระบุประเทศของผู้ตอบ ขนาดบริษัท หรือวิธีคัดเลือกผู้ตอบ ตัวเลขทั้งหมดเป็นคำตอบที่ผู้ตอบรายงานเอง ไม่ใช่พฤติกรรมที่วัดจริง

เอกสารสองฉบับให้บางตัวเลขต่างกัน รายงานให้ตัวเลขการใช้ Claude, ChatGPT และ Gemini ที่ 83.2%, 75.7% และ 57.9% (ในเนื้อความเขียนเป็น 83%, 76% และ 58%) ส่วนข่าวประชาสัมพันธ์ให้ 84%, 75% และ 57% เมื่อตัวเลขไม่ตรงกัน บทความนี้ใช้ตัวเลขจากรายงานและระบุไว้

การใช้งาน: 93% ใช้ AI ทำคอนเทนต์แล้ว

จาก 301 คำตอบ มี 280 ราย (93%) ที่ใช้ AI สร้างหรือช่วยสร้างคอนเทนต์ เพิ่มจาก 87% ในการสำรวจปี 2568 ตามข่าวประชาสัมพันธ์ สัดส่วนนี้สูงถึง 97% ในกลุ่มผู้บริหารระดับสูง ส่วนผู้ที่ไม่ใช้ AI ราว 7% นั้น Ahrefs ระบุว่าเกือบทั้งหมดกังวลเรื่องความถูกต้อง และมากกว่าครึ่งบอกว่าโดยทั่วไปไม่เชื่อถือคอนเทนต์ที่ AI สร้าง

ทัศนคติก็เปลี่ยนไปเช่นกัน 61% ของผู้ตอบบอกว่ามุมมองต่อคอนเทนต์จาก AI ดีขึ้นในปีที่ผ่านมา แบ่งเป็นดีขึ้นบ้าง 38% และดีขึ้นมาก 23% Ahrefs ระบุว่าไม่มีข้อมูลว่าเพราะอะไร

ตรวจ ไม่ใช่ปล่อยอัตโนมัติ: นักการตลาดตรวจคอนเทนต์ AI อย่างไร

ประเด็นหลักของข่าวประชาสัมพันธ์คือการกำกับดูแล Ahrefs ระบุว่า 89% ของผู้ใช้ AI ตรวจผลงานของ AI ด้วยตนเอง เพิ่มจาก 80% ในปี 2568 รายงานพบว่า 66% เชื่อถือคอนเทนต์ที่ AI เขียนก็ต่อเมื่อมีคนตรวจก่อน และมีเพียง 2.7% ที่เชื่อถือโดยไม่ตรวจเลย ข่าวประชาสัมพันธ์เพิ่มว่า 43% ใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องตรวจคุณภาพคอนเทนต์ AI 33% ใช้บรรณาธิการ และไม่ถึง 1% ที่ไม่ตรวจคุณภาพเลย

นิสัยใหม่ที่เพิ่มขึ้นคือการใช้ AI ตรวจ AI ผู้ใช้ AI 29% ให้เครื่องมือ AI ประเมินคุณภาพคอนเทนต์ที่ AI สร้าง เพิ่มจาก 14% ในปีก่อน Louise Linehan นักการตลาดคอนเทนต์ของ Ahrefs ที่ถูกอ้างในรายงาน เตือนว่าคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไร จะมองไม่เห็นเวลาที่ AI แต่งข้อมูลขึ้นมาเอง และเธอไม่แนะนำให้พึ่ง AI ทั้งเขียนและตรวจข้อเท็จจริง เว้นแต่จะรู้เรื่องนั้นดีจริง

รายงานยังแยกความเชื่อถือระหว่างคนที่ใช้และไม่ใช้ AI มีผู้ใช้ AI เพียง 6% ที่บอกว่าโดยทั่วไปไม่เชื่อถือคอนเทนต์ AI เทียบกับ 57% ในกลุ่มที่ไม่ใช้ AI เลย

ตารางด้านล่างเทียบผลสำรวจปี 2568 และ 2569 ที่ Ahrefs รายงานไว้ ในเรื่องการใช้งาน การตรวจ การเปิดเผย และการเผยแพร่โดยไม่แก้ไข แถวการตรวจด้วยตนเองและแถวมุมมองด้านคุณภาพมาจากข่าวประชาสัมพันธ์วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ส่วนแถวอื่นมาจากรายงานวันที่ 30 กันยายน 2569

ตรวจ ไม่ใช่ปล่อยอัตโนมัติ: นักการตลาดตรวจคอนเทนต์ AI อย่างไร
ตัวชี้วัดสำรวจปี 2568สำรวจปี 2569
ผู้ตอบที่ใช้ AI สร้างหรือช่วยสร้างคอนเทนต์87%93%
ผู้ใช้ AI ที่ตรวจผลงาน AI ด้วยตนเอง (ข่าวประชาสัมพันธ์)80%89%
ผู้ใช้ AI ที่ใช้ AI ตรวจคอนเทนต์ AI14%29% (28.6%)
ผู้ใช้ AI ที่แจ้งผู้อ่านว่าใช้ AI16%22%
ผู้ใช้ AI ที่เผยแพร่ AI ล้วนไม่แก้ไขเกิน 75%4%7%
ผู้ใช้ AI ที่ไม่เผยแพร่คอนเทนต์ AI ล้วนเลย50%40%
ผู้ตอบที่มองว่าคอนเทนต์ที่คนเขียนคุณภาพสูงกว่า (ข่าวประชาสัมพันธ์)65%57%

กลุ่มที่ไม่แก้ไข และช่องว่างเรื่องการเปิดเผย

Ahrefs ระบุว่า 7% ของนักการตลาดที่ใช้ AI บอกว่าคอนเทนต์ที่เผยแพร่มากกว่า 75% เป็น AI ล้วน โดยไม่มีการแก้ไขหรือเพิ่มเติมใด ๆ เพิ่มจาก 4% ในปี 2568 อีกด้านหนึ่ง สัดส่วนที่บอกว่าไม่มีคอนเทนต์ AI ล้วนเลยลดจาก 50% เหลือ 40%

การเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่าคือปริมาณ 69% ของผู้ตอบทั้งหมด และ 74% ของผู้ใช้ AI บอกว่าเผยแพร่คอนเทนต์ AI ในสัดส่วนที่มากกว่าปีก่อน Ahrefs ย้ำว่าข้อนี้ไม่ได้หมายถึงงานเขียนที่ไม่แก้ไขมากขึ้น เพราะในกลุ่มที่บอกว่าไม่มีคอนเทนต์ AI ล้วนเลย ยังมี 58% ที่บอกว่าสัดส่วน AI ของตนเพิ่มขึ้น

การเปิดเผยยังตามไม่ทัน ผู้ใช้ AI 78% ไม่บอกผู้เข้าชมเว็บไซต์ว่าใช้ AI ช่วยสร้างคอนเทนต์ และ 22% บอก เพิ่มจาก 16% ในปี 2568 Ahrefs เสริมว่ากลุ่มที่เผยแพร่ AI ล้วนมากที่สุดก็ไม่ได้มีแนวโน้มจะเปิดเผยมากกว่ากลุ่มอื่น รายงานชี้ว่าช่องว่างส่วนหนึ่งมาจากนิยาม การใช้ AI ตรวจตัวเลขสถิติหรือโครงเรื่องต่างจากการให้ AI เขียนเนื้อหาส่วนใหญ่บนหน้าเว็บ

คุณภาพ: ใครคิดว่า AI เขียนดีกว่า

ตามข่าวประชาสัมพันธ์ 57% ของผู้ตอบยังมองว่าคอนเทนต์ที่คนเขียนมีคุณภาพสูงกว่า ลดจาก 65% ในปี 2568 ขณะที่สัดส่วนที่มองว่าคอนเทนต์ AI ดีกว่าเพิ่มจาก 14% เป็น 24% ส่วนรายงานซึ่งใช้ผู้ใช้ AI เป็นฐาน ให้ตัวเลขฝั่งที่ชอบงานเขียนของคนไว้ที่ 56% และ 23% บอกว่างานเขียนของคน "ดีกว่ามาก"

ระดับตำแหน่งทำให้คำตอบต่างกัน 43% ของผู้ก่อตั้งและเจ้าของธุรกิจบอกว่าคอนเทนต์ AI ของตนดีกว่างานเขียนของคน เทียบกับเพียง 17% ของนักการตลาดระดับต้นและระดับกลาง ผลสำรวจไม่ได้อธิบายช่องว่างนี้ การตีความหนึ่งซึ่งเป็นบทวิเคราะห์เท่านั้น คือคนที่เขียนและแก้งานทุกวันเห็นจุดอ่อนที่เจ้าของธุรกิจซึ่งดูผลงานและต้นทุนอาจมองไม่เห็น

ความเร็ว งานที่ใช้ AI และค่าใช้จ่าย

85% ของนักการตลาดที่ใช้ AI บอกว่าผลิตคอนเทนต์ได้เร็วขึ้น แบ่งเป็น "เร็วขึ้นมาก" 47.9% และ "เร็วขึ้นเล็กน้อย" 37.1% ตามรายงาน มีเพียง 2.5% ที่บอกว่า AI ทำให้ช้าลง ข่าวประชาสัมพันธ์ระบุว่า 62% ของผู้บริหารระดับสูงบอกว่าการผลิต "เร็วขึ้นมาก" งานวิจัยของ Ahrefs ปี 2568 ที่อ้างในข่าวประชาสัมพันธ์พบว่าผู้ใช้ AI เผยแพร่คอนเทนต์ค่ามัธยฐาน 17 ชิ้นต่อเดือน เทียบกับ 12 ชิ้นในกลุ่มที่ไม่ใช้

การเติบโตเร็วที่สุดอยู่ในงานเฉพาะทาง ตามรายงาน การใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มจาก 28% เป็น 60% การสร้างภาพจาก 19% เป็น 43% และการจัดกลุ่มคีย์เวิร์ดจาก 23% เป็น 45% ข่าวประชาสัมพันธ์ระบุการใช้งานที่พบบ่อยที่สุดว่าเป็นการระดมความคิด (78%) การทำโครงร่าง (76%) การปรับปรุงคอนเทนต์ (76%) และการแก้ไขหรือเขียนใหม่ (70%) และระบุว่าการสร้างคอนเทนต์ตั้งแต่ศูนย์เพิ่มจาก 44% เป็น 55%

การประหยัดค่านักเขียนน้อยกว่าที่ตัวเลขความเร็วชวนให้คิด ผู้ใช้ AI 41% บอกว่า AI ไม่ได้ช่วยประหยัดค่านักเขียนหรือฟรีแลนซ์เลย และ 26% ไม่รู้ Ahrefs ชี้ว่ามีผู้ใช้ AI เพียง 28% ที่จ้างนักเขียนภายนอก ในกลุ่มที่ประหยัดได้ ยอดที่พบบ่อยคือ 1,001 ถึง 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน

เครื่องมือ: Claude นำในกลุ่มผู้ตอบ

ในกลุ่มผู้ใช้ AI ของการสำรวจ 83% ใช้ Claude 76% ใช้ ChatGPT และ 58% ใช้ Gemini ตามด้วย Claude Cowork (42%) Claude Code (37%) และ Codex (13%) ข่าวประชาสัมพันธ์ให้ตัวเลข Claude ที่ 84% และระบุว่าผู้บริหารระดับสูงใช้ Claude 79% ChatGPT 73% และ Gemini 55% ผู้ใช้ AI 68% บอกว่าใช้ไฟล์ skill และ 55% สร้างเอง

Ahrefs ชี้ว่าวิธีถามเปลี่ยนไป ปี 2568 ถามว่าผู้ตอบใช้เครื่องมือใด ส่วนปี 2569 ให้เลือกได้หลายตัว ตัวเลขจึงไม่ใช่การเทียบส่วนแบ่งตลาดโดยตรง ตามข่าวประชาสัมพันธ์ ปี 2568 ChatGPT เป็นเครื่องมือหลักที่ผู้ตอบใช้มากที่สุด

เชื่อมกับแนวทางของ Google วันที่ 1 ตุลาคม 2569

ข่าวประชาสัมพันธ์ออกวันเดียวกับที่ Google ปรับเอกสารของตัวเอง เมื่อ 1 ตุลาคม 2569 Google อัปเดตคู่มือ Search Central เรื่องการใช้คอนเทนต์จาก Generative AI ว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงและทบทวนคอนเทนต์ที่ AI สร้างทั้งหมดด้วยตนเองก่อนเผยแพร่ เพื่อความถูกต้องและน่าเชื่อถือ เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง (critical) และการทบทวนนี้ครอบคลุม title meta description ข้อมูลที่มีโครงสร้าง และ alt text ของรูปภาพด้วย Relevant Audience เคยรายงานการอัปเดตนี้ในบทความเรื่อง Google ระบุว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงคอนเทนต์ AI ด้วยตนเองเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง และ Google ไม่ได้ประกาศบทลงโทษหรือสัญญาณการจัดอันดับใหม่พร้อมการเปลี่ยนแปลงนั้น

เมื่ออ่านสองเรื่องนี้ด้วยกัน (บทวิเคราะห์) ผลสำรวจของ Ahrefs เก็บข้อมูลในเดือนสิงหาคม 2569 ก่อนที่ Google จะเปลี่ยนถ้อยคำ จึงไม่สามารถแสดงปฏิกิริยาต่อแนวทางนั้นได้ แต่แสดงให้เห็นว่าช่องว่างอยู่ตรงไหน ผู้ตอบส่วนใหญ่ตรวจผลงาน AI อยู่แล้วในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ Google เขียนขอไว้ชัดเจนตอนนี้ กลุ่มที่ควรจับตาคือ 7% ที่เผยแพร่ AI แทบไม่แก้ไข และ 29% ที่พึ่ง AI ตรวจ AI เพราะทั้งสองแบบไม่ใช่การตรวจข้อเท็จจริงด้วยตนเองที่ Google อธิบาย ผลสำรวจของ Ahrefs ไม่ได้พูดถึงอันดับ ทราฟฟิก หรือว่า Google มองเวิร์กโฟลว์เหล่านี้อย่างไร และบทความนี้ไม่ได้อ้างเช่นนั้น

สิ่งที่ผลสำรวจไม่ได้บอก

  • ผู้ตอบทำงานอยู่ในประเทศใด ไม่มีการแยกตามตลาดหรือภาษา และไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทย
  • การตรวจมากขึ้นทำให้คอนเทนต์ถูกต้องขึ้นจริงหรือไม่ ผลสำรวจวัดนิสัยที่ผู้ตอบบอกเอง ไม่ได้วัดอัตราความผิดพลาด
  • ความเชื่อมโยงระหว่างสัดส่วน AI กับผลลัพธ์บนการค้นหา
  • วิธีคัดเลือกผู้ตอบ นอกจากระบุว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและ SEO

ความหมายสำหรับนักการตลาดไทย

ส่วนนี้เป็นบทวิเคราะห์ ไม่ใช่สิ่งที่ Ahrefs ระบุ สำหรับแบรนด์ไทยที่ทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ส่วนที่ใช้ประโยชน์ได้คือเกณฑ์เทียบด้านเวิร์กโฟลว์ ขั้นตอนตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง (43% ตามข่าวประชาสัมพันธ์) และการตรวจโดยบรรณาธิการ (33%) คือสองวิธีตรวจที่มีการระบุชื่อ การแปลก็เพิ่มความเสี่ยงของตัวเอง ร่างภาษาไทยจาก AI ที่อ่านลื่นอาจยังมีตัวเลขผิดหรือแปลชื่อผลิตภัณฑ์ผิด และผู้ตรวจที่ไม่รู้เรื่องนั้นจะจับไม่ได้ ซึ่งตรงกับประเด็นที่ Louise Linehan พูดไว้ในรายงาน

สิ่งที่ทีมคอนเทนต์ตรวจได้ทันที:

  • เขียนให้ชัดว่าใครตรวจงานแต่ละชิ้นและตรวจอะไร รวมถึง title meta description ข้อมูลที่มีโครงสร้าง และ alt text ซึ่งเป็นสี่รายการที่ถ้อยคำของ Google วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ระบุไว้
  • ถือว่าการใช้ AI ตรวจ AI เป็นการตรวจรอบแรก ไม่ใช่รอบสุดท้าย
  • ตัดสินใจเรื่องนโยบายการเปิดเผยการใช้ AI อย่างตั้งใจ ไม่ใช่ปล่อยตามค่าเริ่มต้น
  • บันทึกข้อผิดพลาดที่พบระหว่างการตรวจไว้ต่อเนื่อง เพื่อให้ทีมรู้ว่ากระบวนการจับอะไรได้จริงหรือไม่

งาน SEO ที่แข็งแรงยังตั้งอยู่บนหน้าเว็บที่ถูกต้องและมีประโยชน์ ผลสำรวจชี้ว่านักการตลาดส่วนใหญ่เห็นด้วย แม้สัดส่วน AI ในงานของพวกเขาจะเพิ่มขึ้น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผลสำรวจ State of AI in Content Marketing ปี 2569 ของ Ahrefs

ปี 2569 นักการตลาดใช้ AI ทำคอนเทนต์กี่เปอร์เซ็นต์

93% ของผู้ตอบแบบสำรวจของ Ahrefs ปี 2569 ใช้ AI สร้างหรือช่วยสร้างคอนเทนต์ เพิ่มจาก 87% ในปี 2568 ตัวเลขนี้มาจาก 280 จาก 301 คำตอบที่เก็บในเดือนสิงหาคม 2569

นักการตลาดเผยแพร่คอนเทนต์ AI โดยไม่แก้ไขหรือไม่

มีส่วนน้อยที่ทำ ผู้ใช้ AI 7% บอกว่าคอนเทนต์ที่เผยแพร่มากกว่า 75% เป็น AI ล้วนที่ไม่แก้ไข เพิ่มจาก 4% ในปี 2568 Ahrefs ยังรายงานว่า 89% ของผู้ใช้ AI ตรวจผลงาน AI ด้วยตนเอง และมีเพียง 2.7% ที่เชื่อถือโดยไม่ตรวจ

นักการตลาดแจ้งผู้อ่านว่าใช้ AI หรือไม่

ส่วนใหญ่ไม่แจ้ง ผู้ใช้ AI 78% ในการสำรวจไม่เปิดเผยการใช้ AI ขณะที่ 22% เปิดเผย เพิ่มจาก 16% ในปีก่อน Ahrefs พบว่ากลุ่มที่เผยแพร่ AI ล้วนมากที่สุดก็ไม่ได้เปิดเผยมากกว่ากลุ่มอื่น

นักการตลาดใช้เครื่องมือ AI ตัวไหนมากที่สุด

Claude ซึ่งผู้ใช้ AI ใช้ 83% ตามรายงาน (84% ในข่าวประชาสัมพันธ์) นำหน้า ChatGPT ที่ 76% และ Gemini ที่ 58% Ahrefs ระบุว่าคำถามปี 2569 เลือกได้หลายคำตอบ ตัวเลขนี้จึงไม่ใช่ส่วนแบ่งตลาด

ผลสำรวจนี้ครอบคลุมประเทศไทยหรือไม่

ไม่มีการแยกข้อมูลรายประเทศ Ahrefs อธิบายผู้ตอบเพียงว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและ SEO ตัวเลขจึงควรใช้เป็นเกณฑ์เทียบทั่วไป ไม่ใช่ข้อมูลของตลาดไทย

หากทีมของคุณต้องการวางกระบวนการตรวจคอนเทนต์ที่ใช้ AI ช่วยทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ Relevant Audience ช่วยออกแบบกระบวนการที่เข้ากับเวิร์กโฟลว์ของคุณได้

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์:

อ่านบทความของเราเป็นประจำใช่ไหม เพิ่ม Relevant Audience เป็นแหล่งข้อมูลที่คุณเลือก เพื่อให้บทความของเราปรากฏในผลการค้นหา Google ของคุณมากขึ้น