Amazon ใช้ Thursday Night Football เป็นประตูสู่ DSP และข้อเสนอเสริมฝั่งค้าปลีก

Amazon ใช้ Thursday Night Football เป็นประตูสู่ DSP และข้อเสนอเสริมฝั่งค้าปลีก

อีคอมเมิร์ซOctober 20, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • Colgate-Palmolive ใช้งบโฆษณา 1.51 พันล้านดอลลาร์ในครึ่งแรกของปี 2569 ตามเอกสาร SEC แต่ไม่ได้ลงโฆษณา Super Bowl มาเจ็ดปี Digiday รายงานเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569
  • ผลศึกษาของ Lucid ที่ Digiday อ้างถึงระบุว่าแคมเปญช่วงฤดูกาลฟุตบอลปี 2568 ของ Colgate Total บน Amazon ทำให้อัตราการซื้อเพิ่มแปดเท่า การค้นหาชื่อแบรนด์เพิ่มสองเท่า และการรับรู้แบรนด์และโฆษณาแบบมีตัวช่วยเพิ่ม 3% และ 5%
  • Billy Davis จาก Amazon กล่าวที่งาน Advertising Week ว่าผู้ลงโฆษณา TNF ฤดูกาลนี้เพิ่มขึ้น 6% และกีฬาถ่ายทอดสดดึงแบรนด์ใหม่เข้าสู่ Amazon 54 แบรนด์ตั้งแต่ปี 2565
  • เกม Steelers-Browns บน Prime Video วันที่ 1 ตุลาคม 2569 มีผู้ชมมากกว่าเกมสัปดาห์ที่สี่ของปี 2568 อยู่ 19% ตามข้อมูล Nielsen Big Panel
  • ผู้ซื้อสื่อในสหรัฐฯ รายหนึ่งเตือนว่า TNF สิ้นเปลืองงบสำหรับแบรนด์ที่ไม่มีการกระจายสินค้าทั่วประเทศ และ Digiday ไม่ได้ให้ข้อมูลราคา CPM หรือการเปิดให้บริการนอกสหรัฐฯ

Amazon ขายพื้นที่โฆษณาในการถ่ายทอดสด Thursday Night Football (TNF) บน Prime Video ให้ผู้ลงโฆษณาในสหรัฐฯ ด้วยสองแนวทางที่ต่างกัน Digiday รายงานเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 Amazon ใช้ผู้ชม TNF ดึงแบรนด์ที่ไม่ได้ขายสินค้าบน Amazon เช่น American Express และผู้บริหารเอเจนซีรายหนึ่งบอก Digiday ว่าผู้ลงโฆษณากลุ่มนี้มักใช้ TNF เป็น "ประตู" สำหรับทดลองระบบโฆษณาของ Amazon ก่อนจะย้ายงบมาซื้อผ่าน Amazon DSP มากขึ้น ส่วนแบรนด์ที่ขายสินค้าบน Amazon แต่แทบไม่เคยซื้อโฆษณากีฬา เช่น Colgate จะได้รับข้อเสนอให้ใช้ TNF เป็นส่วนเสริมแบบ full-funnel ที่เชื่อมการเห็นโฆษณากับข้อมูลยอดขาย และทำ retargeting ผู้ชมบนหน้าร้านค้าปลีกของ Amazon ได้ โดยไม่ต้องผูกมัดงบล่วงหน้าแบบดีลทีวีดั้งเดิม

รายงานชื่อ How Amazon turned its Thursday Night Football into a two-pronged pitch to capture ad dollars เขียนโดย Sam Bradley อาศัยข้อมูลจากผู้บริหาร Amazon นักการตลาดของ Colgate และผู้ซื้อสื่อในสหรัฐฯ หลายราย บทความนี้สรุปตัวเลขที่ Digiday รายงาน ใครพูดอะไร สิ่งที่รายงานยังไม่ได้ตอบ และโมเดลนี้บอกอะไรกับผู้ลงโฆษณานอกสหรัฐฯ รวมถึงในประเทศไทย ซึ่งแหล่งข่าวไม่ได้พูดถึงโดยตรง

สองแนวทางที่ Amazon ใช้ขาย Thursday Night Football

Digiday อธิบายกลยุทธ์นี้โดยแบ่งตามคำถามเดียว คือแบรนด์นั้นขายสินค้าบนร้านค้าของ Amazon หรือไม่ ผู้ลงโฆษณาที่ขายสินค้าบนแพลตฟอร์มเรียกว่า "endemic" ส่วนที่ไม่ได้ขายเรียกว่า "non-endemic"

สำหรับแบรนด์ non-endemic Digiday รายงานว่า TNF เป็นช่องทางที่ Amazon ใช้ดึงผู้ลงโฆษณา "ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างผู้ให้บริการ DSP" ผู้บริหารอาวุโสของเอเจนซีแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ บอก Digiday ว่าผู้ลงโฆษณามักใช้ TNF และรายการกีฬาอื่นของ Amazon เพื่อ "ทดสอบ" ความสามารถของแพลตฟอร์ม แล้วจึงเพิ่มงบสื่อที่ซื้อผ่าน Amazon DSP ไปยังปลายทางอื่น ผู้บริหารคนเดียวกันระบุว่าลูกค้าของเอเจนซีนั้นมีแผนเพิ่มการใช้จ่ายผ่าน Amazon DSP ในปีนี้

สำหรับแบรนด์ endemic โจทย์ต่างออกไป Digiday ระบุว่าแบรนด์กลุ่มนี้มีโอกาสน้อยกว่าที่จะทำแคมเปญกีฬาในช่องทางอื่น และมักตรวจสอบประสิทธิภาพโฆษณาอย่างละเอียดกว่า ผู้บริหาร Amazon จึงเน้นว่า Prime Video เชื่อมข้อมูลยอดขายกับการเห็นโฆษณาได้ และเปิดให้เข้าถึงพื้นที่โฆษณากีฬาโดยไม่ต้องผ่านการเจรจา TV upfront ผู้ซื้อสื่อในสหรัฐฯ รายหนึ่งที่ถูกอ้างถึงในรายงานอธิบายว่า TNF เป็นส่วนเสริมสื่อระดับประเทศที่สำคัญ ช่วยให้แบรนด์ขยายเข้าสู่กีฬาระดับประเทศได้โดยไม่ต้องผูกมัดงบล่วงหน้าก้อนใหญ่แบบที่มักต้องทำกับเครือข่ายโทรทัศน์

กรณี Colgate: แบรนด์ที่ไม่ค่อยเล่นกีฬาแต่ทุ่มกับฟุตบอลบน Amazon

Colgate คือตัวอย่างหลักของ Digiday สำหรับแนวทางฝั่ง endemic บริษัทแม่ Colgate-Palmolive ใช้งบโฆษณา 1.51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในหกเดือนแรกของปี 2569 ตามเอกสารที่ยื่นต่อ SEC ซึ่ง Digiday อ้างถึง แต่ผู้ผลิตยาสีฟันรายนี้ไม่ได้ลงโฆษณาใน Super Bowl มาเจ็ดปีแล้ว และ Digiday ระบุว่าการตลาดด้านกีฬาของบริษัทส่วนใหญ่อยู่ที่การเป็นสปอนเซอร์ Madison Square Garden สำหรับการแข่งขัน Big East ช่วง March Madness

บน Amazon ภาพกลับต่างออกไป Kim McCormack ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาดแบบบูรณาการของ Colgate Total บอก Digiday ว่าแพลตฟอร์มนี้ "ช่วยให้เราเข้าถึงผู้บริโภคได้ตลอดเส้นทางการซื้อ" เพื่อเข้าถึงผู้ชายวัยหนุ่ม Colgate Total กำลังทำแคมเปญที่มี Amon-Ra St. Brown จากทีม Detroit Lions บน Brand Store ของ Colgate ใน Amazon พื้นที่หน้าโฮมของ Amazon Fire TV และบน Prime Video รวมถึง TNF

Colgate Total เริ่มร่วมงานกับ Amazon ครั้งแรกในฤดูกาลฟุตบอลปี 2568 และต่อสัญญาก่อนฤดูกาลปัจจุบัน Digiday รายงานว่าแคมเปญที่มี Bijan Robinson รันนิ่งแบ็กของ Atlanta Falcons ทำให้อัตราการซื้อเพิ่มขึ้นแปดเท่า การค้นหาด้วยชื่อแบรนด์เพิ่มเป็นสองเท่า การรับรู้แบรนด์แบบมีตัวช่วย (aided brand awareness) เพิ่มขึ้น 3% และการรับรู้โฆษณาแบบมีตัวช่วย (aided ad awareness) เพิ่มขึ้น 5% ตามผลศึกษาของ Lucid ที่ทำเมื่อปีที่แล้ว Digiday ไม่ได้ระบุฐานหรือกลุ่มเปรียบเทียบของตัวเลขแปดเท่า

McCormack ระบุว่าการใช้ข้อมูลของ Amazon เพื่อ retarget ผู้บริโภคที่เห็นโฆษณา TNF ของ Colgate แล้ว และแสดงชิ้นงานที่เกี่ยวข้องกับบริบทบนแพลตฟอร์มค้าปลีก "สำคัญมากสำหรับเรา" เธอปฏิเสธที่จะเปิดเผยว่า Colgate ใช้งบกับ Amazon Prime เท่าไร

ตัวเลขในรายงานของ Digiday

รายงานมีตัวเลขที่ชัดเจนอยู่ไม่กี่ตัว และแต่ละตัวมีแหล่งที่มาของตัวเอง ตารางด้านล่างสรุปตัวเลขเหล่านั้นพร้อมแหล่งอ้างอิงตามที่ Digiday ระบุ

ตัวเลขในรายงานของ Digiday
ตัวเลขสิ่งที่วัดแหล่งที่มาตามที่ Digiday ระบุ
1.51 พันล้านดอลลาร์งบโฆษณาของ Colgate-Palmolive ครึ่งแรกของปี 2569เอกสารที่ยื่นต่อ SEC
8 เท่า, 2 เท่า, +3%, +5%อัตราการซื้อ การค้นหาชื่อแบรนด์ การรับรู้แบรนด์แบบมีตัวช่วย และการรับรู้โฆษณาแบบมีตัวช่วย ของแคมเปญช่วงฤดูกาลฟุตบอลปี 2568 ของ Colgate Total บน Amazonผลศึกษาของ Lucid เมื่อปีที่แล้ว
+19%ผู้ชมเกม Steelers-Browns บน Prime Video วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เทียบกับเกมสัปดาห์ที่สี่ของปี 2568Nielsen Big Panel
+6%จำนวนผู้ลงโฆษณา TNF ในฤดูกาลนี้จนถึงตอนนี้Billy Davis จาก Amazon ที่งาน Advertising Week
80+, 33, 54แบรนด์ที่เพิ่งลงโฆษณา TNF ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2565 แบรนด์ใหม่ในการถ่ายทอด NBA และแบรนด์ที่เข้ามาใช้ Amazon ครั้งแรกผ่านกีฬาถ่ายทอดสดBilly Davis จาก Amazon ที่งาน Advertising Week

ด้านยอดผู้ชม Digiday รายงานว่าการถ่ายทอดเกม Pittsburgh Steelers พบ Cleveland Browns บน Prime Video เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นเกมสัปดาห์ที่สี่ที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติการถ่ายทอดของ Prime Video โดยมีผู้ชมมากกว่าเกม Seahawks-Cardinals ในสัปดาห์ที่สี่ของปี 2568 อยู่ 19% ตามข้อมูล Nielsen Big Panel

ด้านผู้ลงโฆษณา Digiday ระบุว่า Prime Video มีผู้ลงโฆษณา TNF เพิ่มขึ้น 6% ในฤดูกาลนี้จนถึงตอนนี้ โดยอ้างคำพูดของ Billy Davis หัวหน้าฝ่ายขายกีฬาถ่ายทอดสดในสหรัฐฯ ของ Amazon ที่งาน Advertising Week ต้นเดือนนี้ ว่าตั้งแต่ปี 2565 Amazon ดึงแบรนด์ที่ไม่เคยลงโฆษณา TNF มาได้มากกว่า 80 แบรนด์ แบรนด์ใหม่ในการถ่ายทอด NBA ซึ่งเริ่มเมื่อปีที่แล้ว 33 แบรนด์ และแบรนด์ที่เข้ามาใช้ Amazon เป็นครั้งแรกผ่านกีฬาถ่ายทอดสด 54 แบรนด์

ผู้บริหาร Amazon พูดอะไรบ้าง

Amy McDevitt หัวหน้าฝ่ายพันธมิตรแบรนด์ด้านกีฬาของ Amazon Ads บอก Digiday ว่าบริษัทกำลังผลักดันการซื้อสื่อแบบ full-funnel กับผู้ลงโฆษณาทั้งสองกลุ่ม เธอกล่าวว่า "แคมเปญของพวกเขาจะสร้างผลกระทบและมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อีกมาก ถ้าเพิ่มกีฬาหลายประเภท [และ] เพิ่มพื้นที่โฆษณาทั้งช่วงบนและช่วงล่างของ funnel"

McDevitt ยังพูดถึงจุดขายด้านการค้าโดยตรงว่า ไม่ว่าผู้ชมจะยังดู TNF ต่อในสัปดาห์ที่สี่ ห้า หรือหกหรือไม่ "คุณก็ยังอยากได้ผ้าอ้อมและมีดโกนภายในวันพรุ่งนี้อยู่ดี" Digiday สรุปว่าตำแหน่งทางการตลาดของ TNF เป็นหัวใจของความพยายามของ Amazon ที่จะให้ผู้ลงโฆษณากลุ่ม endemic เพิ่มงบส่วนเพิ่ม และยกเพดานการใช้จ่ายกับแพลตฟอร์ม

ผู้ซื้อสื่อในสหรัฐฯ มองอย่างไร

Digiday อ้างคำพูดของผู้ซื้อสื่อในสหรัฐฯ หลายราย มุมมองของพวกเขาซึ่งสรุปความไว้ด้านล่างค่อนข้างเป็นบวก แต่มีข้อจำกัดชัดเจนหนึ่งข้อ

  • ผู้ซื้อสื่อจากโฮลดิ้งคอมพานีรายหนึ่งที่ขอไม่เปิดเผยชื่อระบุว่าผู้บริโภคก้าวข้ามความลังเลเรื่องการสตรีมและเรื่องที่กีฬาถูกกระจายไปอยู่หลายแพลตฟอร์มมานานแล้ว Digiday ระบุว่าความกังวลเรื่องสตรีมสะดุดและผู้ชมไม่ยอมย้ายมาดู ซึ่งพบบ่อยตอนที่ Amazon เริ่มเข้าสู่การสตรีมกีฬาในปี 2565 และ 2566 ส่วนใหญ่หมดไปแล้ว
  • ผู้ซื้อสื่อด้านโทรทัศน์และกีฬาระดับอาวุโสรายหนึ่งบอกว่าการขายของ Amazon ได้ผล และผู้ซื้อสื่อบอก Digiday ว่าการผสมพื้นที่โฆษณา ข้อมูล และการกำหนดเป้าหมายเข้าด้วยกันทำให้เสนอให้ลูกค้าได้ง่าย
  • ผู้บริหารด้านสื่อโฆษณาแบบชำระเงินรายหนึ่งเรียก TNF ว่าเป็นรายการที่คนนัดกันดู ซึ่งเข้าถึงครัวเรือนทั่วสหรัฐฯ และบอกว่า TNF กับการถ่ายทอด NBA ของ Amazon ทำให้ลูกค้าของเอเจนซีนั้นใช้จ่ายมากขึ้น แบรนด์ที่ขายบน Amazon มักใช้ความสามารถด้าน retargeting ส่วนแบรนด์ที่ไม่ได้ขายถูกดึงดูดด้วยการเข้าถึงผู้ชมในพื้นที่ตอนกลางของสหรัฐฯ
  • ผู้ซื้อสื่ออีกรายเสริมว่าสมาชิก Prime มีกลุ่มคนที่เลิกใช้บริการสตรีมมิ่งอื่นเพราะเรื่องค่าใช้จ่าย ทำให้ผู้ลงโฆษณาเข้าถึงกลุ่มที่อาจเข้าถึงได้ยาก

ข้อจำกัดมาจากผู้ซื้อสื่ออาวุโสคนเดียวกับที่ชมการขายของ Amazon เขาระบุว่าข้อเสนอนี้ได้ผลน้อยกว่าสำหรับผู้ค้าปลีกที่ไม่มีการกระจายสินค้าทั่วประเทศ หรือสินค้าที่ผู้ซื้อต้องหาข้อมูลและวางแผนมากกว่าผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก ผู้ซื้อรายนี้เตือนว่าการซื้อ TNF มีความสูญเปล่ามากสำหรับแบรนด์ที่ขายสินค้าเฉพาะบางภูมิภาค เพราะการซื้อสื่อจะคุ้มค่าเฉพาะในพื้นที่ที่มีสินค้าขายเท่านั้น

สิ่งที่รายงานไม่ได้บอก

มีหลายเรื่องที่นักวางแผนสื่อต้องการรู้แต่ไม่มีอยู่ในรายงานของ Digiday:

  • ไม่มีราคา CPM หรือยอดใช้จ่ายขั้นต่ำของพื้นที่โฆษณา TNF และไม่มีตัวเลขงบของ Colgate ซึ่งปฏิเสธที่จะเปิดเผย
  • ไม่มีตัวเลขว่าแบรนด์ non-endemic ย้ายงบเข้า Amazon DSP มากแค่ไหนหลังทดสอบ TNF นอกจากคำบอกเล่าของเอเจนซีหนึ่งรายว่าลูกค้ามีแผนเพิ่มงบ DSP ในปีนี้
  • ไม่มีรายละเอียดว่าผลศึกษาของ Lucid ออกแบบอย่างไร หรืออัตราการซื้อที่เพิ่มขึ้นแปดเท่าเทียบกับอะไร
  • ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับตลาดนอกสหรัฐฯ รายงานนี้พูดถึงผู้ลงโฆษณา ยอดผู้ชม และทีมขายในสหรัฐฯ เท่านั้น

เรื่องนี้เชื่อมกับข่าว Amazon Ads ที่ RA เคยรายงานอย่างไร

ข่าวจาก Digiday นี้เชื่อมโยงกับความเคลื่อนไหวของ Amazon Ads หลายเรื่องที่ Relevant Audience เคยรายงาน เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 RA รายงานประกาศจากงาน unBoxed 2026 ของ Amazon รวมถึง Full-Funnel Campaigns ที่รวมโฆษณา sponsored, display, วิดีโอ และ streaming TV ไว้ในแคมเปญเดียวที่ AI บริหาร สำหรับผู้ลงโฆษณาในสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 RA รายงานการประเมินของ Amazon ว่ามูลค่ายอดขายของแบรนด์บน Amazon ราว 20% เกิดขึ้นหลังหมดช่วง attribution window มาตรฐาน และเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 RA รายงานโครงการนำร่องที่ให้ผู้ลงโฆษณาบางรายในสหรัฐฯ ซื้อพื้นที่โฆษณาใน ChatGPT ผ่าน Amazon DSP

เมื่ออ่านรวมกัน และนี่เป็นบทวิเคราะห์ของ RA ไม่ใช่ของ Digiday จะเห็นรูปแบบที่สอดคล้องกัน คือ Amazon ใช้พื้นที่โฆษณาระดับพรีเมียมหรือรูปแบบใหม่ดึงผู้ลงโฆษณาเข้ามาใช้เครื่องมือซื้อสื่อของตัวเอง แล้วขายการเชื่อมต่อกับข้อมูลยอดขายของตัวเองเป็นเหตุผลให้ใช้จ่ายต่อ TNF คือเวอร์ชันกีฬาของแนวทางนี้

สิ่งนี้มีความหมายอย่างไรต่อนักการตลาดไทย

รายงานของ Digiday ไม่ได้พูดถึงประเทศไทยหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลย และโฆษณา TNF บน Prime Video ตามที่รายงานอธิบายเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับตลาดสหรัฐฯ และรายงานไม่ได้ระบุช่องทางให้ผู้ลงโฆษณาไทยซื้อได้ ส่วนต่อไปนี้เป็นบทวิเคราะห์ว่าโมเดลนี้ชี้อะไรบ้าง ไม่ใช่สิ่งที่แหล่งข่าวระบุ

แนวคิดที่นำมาใช้ได้คือวงจรปิด (closed loop) ข้อเสนอที่ Amazon ให้ Colgate ตั้งอยู่บนสามส่วนที่เชื่อมกัน ได้แก่ พื้นที่วิดีโอที่คนตั้งใจดู ข้อมูลยอดขายจากร้านค้าของบริษัทเดียวกัน และความสามารถในการ retarget คนที่เห็นโฆษณาเมื่อพวกเขากลับมาซื้อของ ในทางหลักการ มาร์เก็ตเพลสหรือแพลตฟอร์มคอมเมิร์ซใดก็ตามที่ขายโฆษณาและมีข้อมูลการซื้อ สามารถเสนอวงจรแบบนี้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งได้ สำหรับแบรนด์ไทยที่ขายผ่านมาร์เก็ตเพลส คำถามที่ควรถามแพลตฟอร์มเหล่านั้นคือคำถามเดียวกับที่ผู้ซื้อสื่อในรายงานของ Digiday ยกขึ้นมา:

  • แพลตฟอร์มแสดงได้หรือไม่ว่าผู้ซื้อคนไหนเห็นโฆษณาช่วงบนของ funnel และซื้ออะไรหลังจากนั้น ภายในกรอบเวลาเท่าไร ตัวเลขประเมินของ Amazon เองที่ว่ายอดขายราว 20% เกิดหลัง attribution window แสดงให้เห็นว่าการเลือกกรอบเวลาสำคัญแค่ไหน
  • สามารถ retarget ผู้ที่เห็นโฆษณาบนหน้าร้านค้าได้หรือไม่ และกลุ่มเป้าหมายนั้นเปิดให้คุณใช้ หรือมีแต่แพลตฟอร์มที่ใช้ได้
  • การเข้าถึงตรงกับพื้นที่ที่คุณขายจริงหรือไม่ คำเตือนเรื่องความสูญเปล่าของแบรนด์ระดับภูมิภาคที่ซื้อเกมระดับประเทศในสหรัฐฯ ใช้ได้เช่นกันกับแบรนด์ที่กระจายสินค้าอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นหลักแต่ซื้อการเข้าถึงทั่วประเทศ

แบรนด์ที่ไม่ได้ขายบนมาร์เก็ตเพลสก็ยังนำบทเรียนอีกข้อไปใช้ได้ แพลตฟอร์มมักใช้พื้นที่โฆษณาระดับพรีเมียมเป็นตัวทดลองสำหรับเครื่องมือโฆษณาที่กว้างกว่า การทดสอบโดยวัดผลอย่างชัดเจนในระบบวิเคราะห์ข้อมูลของคุณเอง แทนที่จะพึ่งรายงานของแพลตฟอร์มอย่างเดียว ทำให้เทียบผลกับช่องทางอื่นได้ง่ายขึ้น สำหรับการวางแผนมาร์เก็ตเพลสและ retail media ดูบริการ การตลาดอีคอมเมิร์ซ ของ RA ส่วนวิดีโอออนไลน์ คำถามเรื่องการเข้าถึงเทียบกับพื้นที่ที่ขายจริงก็ใช้กับ โฆษณา YouTube ได้เช่นกัน และการตั้งค่า GA4 ที่ถูกต้องคือสิ่งที่ทำให้คุณตรวจสอบตัวเลขยอดขายที่เพิ่มขึ้นซึ่งแพลตฟอร์มอ้าง กับตัวเลขของคุณเองได้

คำถามที่พบบ่อย

ข้อเสนอสองแนวทางของ Amazon สำหรับ Thursday Night Football คืออะไร

Amazon ขาย TNF แบบหนึ่งให้แบรนด์ที่ไม่ได้ขายบน Amazon ในฐานะประตูสำหรับทดลองระบบโฆษณาแล้วใช้จ่ายผ่าน Amazon DSP มากขึ้น และอีกแบบให้แบรนด์ที่ขายบน Amazon ในฐานะส่วนเสริมแบบ full-funnel ที่เชื่อมการเห็นโฆษณากับข้อมูลยอดขายและทำ retargeting บนหน้าร้านค้าปลีกได้ ตามที่ Digiday รายงานเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569

ผู้ลงโฆษณา TNF เพิ่มขึ้นเท่าไรในฤดูกาลนี้

Prime Video มีผู้ลงโฆษณา TNF เพิ่มขึ้น 6% ในฤดูกาลนี้จนถึงตอนนี้ ตามที่ Digiday รายงาน โดยอ้างคำพูดของ Billy Davis จาก Amazon ที่งาน Advertising Week ในเดือนตุลาคม 2569 Davis ยังระบุว่าตั้งแต่ปี 2565 Amazon ดึงแบรนด์ใหม่เข้าสู่ TNF ได้มากกว่า 80 แบรนด์ และดึงแบรนด์ที่เข้ามาใช้ Amazon เป็นครั้งแรกผ่านกีฬาถ่ายทอดสดได้ 54 แบรนด์

แคมเปญฟุตบอลปี 2568 ของ Colgate บน Amazon ได้ผลลัพธ์อะไร

แคมเปญช่วงฤดูกาลฟุตบอลปี 2568 ของ Colgate Total บน Amazon ทำให้อัตราการซื้อเพิ่มขึ้นแปดเท่า การค้นหาชื่อแบรนด์เพิ่มเป็นสองเท่า การรับรู้แบรนด์แบบมีตัวช่วยเพิ่มขึ้น 3% และการรับรู้โฆษณาแบบมีตัวช่วยเพิ่มขึ้น 5% ตามผลศึกษาของ Lucid ที่ Digiday อ้างถึง Digiday ไม่ได้รายงานงบของ Colgate หรือฐานเปรียบเทียบของผลศึกษา

โฆษณา TNF เหมาะกับทุกแบรนด์หรือไม่

ไม่ ตามความเห็นของผู้ซื้อสื่อในสหรัฐฯ รายหนึ่งที่ Digiday อ้างถึง ซึ่งระบุว่า TNF สิ้นเปลืองงบสำหรับแบรนด์ที่ไม่มีการกระจายสินค้าทั่วประเทศ เพราะการซื้อสื่อช่วยได้เฉพาะในพื้นที่ที่มีสินค้าขาย ผู้ซื้อรายเดียวกันบอกว่ามันได้ผลน้อยกว่ากับสินค้าที่ผู้ซื้อต้องหาข้อมูลมากก่อนตัดสินใจ

ผู้ลงโฆษณาไทยซื้อโฆษณานี้ได้หรือไม่

รายงานของ Digiday ครอบคลุมเฉพาะผู้ลงโฆษณาและยอดผู้ชมในสหรัฐฯ และไม่ได้พูดถึงการเปิดให้บริการในประเทศไทย สิ่งที่นำมาใช้ได้คือแนวคิดวงจรปิดที่เชื่อมการเห็นโฆษณาวิดีโอกับยอดขายบนมาร์เก็ตเพลส ไม่ใช่พื้นที่โฆษณา TNF โดยตรง

ข้อเสนอ TNF ของ Amazon เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของผู้ค้าปลีกที่ใช้วิดีโอระดับพรีเมียมและข้อมูลยอดขายของตัวเองแข่งชิงงบที่อาจไปอยู่กับดีล TV upfront หรือ DSP รายอื่น หากคุณอยากรู้ว่าตัวเลือก retail media และวิดีโอแบบไหนเหมาะกับพื้นที่ที่สินค้าของคุณขายจริง Relevant Audience ช่วยคุณวางแผนและวัดผลได้

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์:

อ่านบทความของเราเป็นประจำใช่ไหม เพิ่ม Relevant Audience เป็นแหล่งข้อมูลที่คุณเลือก เพื่อให้บทความของเราปรากฏในผลการค้นหา Google ของคุณมากขึ้น