สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- ศูนย์ช่วยเหลือธุรกิจของ Meta เรียก CBO ว่า Advantage+ campaign budget แล้ว และแคมเปญเป้าหมาย Sales, Leads และ App promotion เปิดฟีเจอร์นี้ไว้ให้โดยอัตโนมัติ
- หลังเปิดหรือปิด Advantage+ campaign budget แล้ว Meta กำหนดให้ต้องรออย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนจะสลับได้อีกครั้ง
- Meta ให้ใส่ชุดโฆษณาได้สูงสุด 200 ชุดภายใต้งบแคมเปญเดียว แต่แนะนำไม่ให้เกิน 70 ชุด เพราะชุดโฆษณาและโฆษณาที่มากขึ้นอาจทำให้ช่วงเรียนรู้ยาวขึ้น
- เอกสารของ Meta ระบุว่าขั้นต่ำของชุดโฆษณาเป็นเป้าหมายที่ระบบพยายามทำให้ถึง ไม่ใช่การรับประกัน และแนะนำให้ใช้วงเงินรายชุดให้น้อยหรือไม่ใช้เลย
CBO คือ Campaign Budget Optimization หรือการตั้งงบโฆษณาไว้ที่ระดับแคมเปญใน Meta Ads Manager แล้วให้ระบบกระจายงบไปยังชุดโฆษณา (ad set) ต่าง ๆ ในแคมเปญเองแบบเรียลไทม์ ตอนนี้ Meta ไม่ได้ใช้ชื่อ CBO แล้ว ศูนย์ช่วยเหลือธุรกิจของ Meta เรียกฟีเจอร์นี้ว่า Advantage+ campaign budget และในหน้าจอสร้างแคมเปญอาจเห็นเป็น "งบประมาณแคมเปญ" หรือ "Budget with Advantage+ on" ส่วนคู่ตรงข้ามที่คนยิงแอดเรียกกันว่า ABO คือการตั้งงบแยกที่ชุดโฆษณาแต่ละชุด บทความนี้อธิบายว่าสองแบบต่างกันตรงไหน ตั้งค่าที่ไหน ทำไมงบชอบไปกองอยู่ที่ชุดเดียว และควรเลือกแบบไหนเมื่อไหร่
หมายเหตุสั้น ๆ: คำว่า CBO ในภาษาไทยมีความหมายอื่นด้วย เช่น ตำแหน่งผู้บริหาร Chief Business Officer หรือ Chief Brand Officer บทความนี้พูดถึง CBO ในความหมายของการยิงแอด Facebook และ Instagram เท่านั้น
CBO คืออะไร และตอนนี้ Meta เรียกว่าอะไร
CBO ย่อมาจาก Campaign Budget Optimization เป็นชื่อเดิมของฟีเจอร์ที่ให้ผู้ลงโฆษณาตั้งงบก้อนเดียวไว้ที่แคมเปญ แทนที่จะต้องใส่งบให้ชุดโฆษณาทีละชุด ปัจจุบันหน้าศูนย์ช่วยเหลือธุรกิจของ Meta ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ใช้ชื่อ Advantage+ campaign budget และระบุว่าฟีเจอร์นี้ "also known as campaign budget or budget with Advantage+ on" ส่วนหน้าแนะนำผลิตภัณฑ์และเอกสาร Marketing API บางหน้าของ Meta ใช้ชื่อ Advantage campaign budget แบบไม่มีเครื่องหมายบวก ทั้งหมดนี้คือฟีเจอร์เดียวกัน ถ้าใครค้นคำว่า CBO แล้วหาเมนูชื่อนี้ใน Ads Manager ไม่เจอ ให้มองหาสวิตช์ Advantage+ campaign budget ในขั้นตอนตั้งค่าแคมเปญแทน
คำว่า ABO ที่คนยิงแอดใช้คู่กันนั้นย่อมาจาก Ad set Budget Optimization ซึ่งไม่ใช่ชื่อทางการที่ Meta ใช้ ในเอกสารของ Meta เรียกวิธีนี้ว่า ad set budgets หรืองบระดับชุดโฆษณา คือแต่ละชุดมีงบของตัวเอง ระบบจะไม่ย้ายงบข้ามชุดให้
CBO ทำงานอย่างไร
เมื่อเปิด Advantage+ campaign budget ผู้ลงโฆษณาตั้งงบเพียงก้อนเดียวที่ระดับแคมเปญ งบนี้เป็นได้ทั้งงบรายวัน (daily budget) หรืองบตลอดอายุแคมเปญ (lifetime budget) จากนั้นระบบของ Meta จะกระจายงบไปยังชุดโฆษณาที่มีโอกาสได้ผลลัพธ์ดีที่สุดในแต่ละช่วงเวลาอย่างต่อเนื่องตลอดแคมเปญ ชุดที่มีโอกาสมากจะได้งบมากขึ้น ชุดที่ทำผลได้น้อยจะได้งบน้อยลง ถ้าใช้งบตลอดอายุแคมเปญ ยังตั้งตารางเวลาแสดงโฆษณาได้ และระบบจะกระจายงบให้แม้ว่าชุดโฆษณาที่ยังทำงานอยู่จะมีวันเริ่มและวันสิ้นสุดไม่ตรงกัน
จุดที่ต้องเข้าใจตั้งแต่ต้นคือ Meta เขียนไว้ชัดว่า Advantage+ campaign budget อาจไม่ใช้งบเท่ากันในแต่ละชุดโฆษณา ตัวอย่างที่ Meta ยกเองคือ ถ้าแคมเปญมีสองชุดโฆษณา ระบบอาจใช้งบเกือบทั้งหมดกับชุดเดียว ถ้านั่นคือทางที่ได้ผลรวมดีที่สุด เพราะฉะนั้น Meta จึงแนะนำให้ดูผลลัพธ์ที่ระดับแคมเปญ ไม่ใช่ไล่ดูทีละชุด ตัวเลขที่ควรดูคือจำนวนเหตุการณ์ที่ปรับให้เหมาะสม (optimization event) รวมของแคมเปญ และต้นทุนเฉลี่ยต่อเหตุการณ์นั้นที่ระดับแคมเปญ
อีกเรื่องที่คนมักไม่รู้คือ งบระดับแคมเปญถูกออกแบบให้ใช้ตลอดช่วงแคมเปญ ขณะที่งบระดับชุดโฆษณาจะถูกใช้ทันทีที่ชุดนั้นมีโอกาสแสดงโฆษณา ความต่างนี้ทำให้รูปแบบการใช้งบในแต่ละวันของสองวิธีไม่เหมือนกัน แม้จะใส่ยอดรวมเท่ากัน
CBO กับ ABO ต่างกันอย่างไร
ตารางนี้สรุปความต่างหลักระหว่างงบระดับแคมเปญกับงบระดับชุดโฆษณา ตามที่ Meta อธิบายไว้ในหน้า About campaign budgets and ad set budgets
| ประเด็น | CBO (Advantage+ campaign budget) | ABO (งบระดับชุดโฆษณา) |
|---|---|---|
| ตั้งงบที่ไหน | งบก้อนเดียวที่ระดับแคมเปญ | งบแยกในแต่ละชุดโฆษณา |
| ใครเป็นคนแบ่งงบ | ระบบของ Meta ย้ายงบไปยังชุดที่มีโอกาสดีกว่าแบบเรียลไทม์ | ผู้ลงโฆษณากำหนดเอง ระบบไม่ย้ายงบข้ามชุด |
| เหมาะกับเป้าหมายแบบไหน | ให้คุณค่าทุกชุดเท่ากัน วัดผลที่ระดับแคมเปญ อยากตั้งค่าง่าย | ต้องคุมงบรายชุด ชุดมีมูลค่าต่างกันมาก ขนาดกลุ่มเป้าหมายต่างกันมาก หรือใช้เป้าหมายและกลยุทธ์การประมูลต่างกัน |
| วิธีอ่านผล | ดูที่ระดับแคมเปญ งบต่อชุดไม่เท่ากันเป็นเรื่องปกติ | เทียบรายชุดได้ตรงกว่า เพราะแต่ละชุดได้งบตามที่ตั้ง |
นอกจากสองแบบนี้ Meta ยังมีทางเลือกที่สามชื่อ ad set budget sharing ใช้ได้กับแคมเปญที่ไม่ได้ใช้งบระดับแคมเปญ ผู้ลงโฆษณายังตั้งงบแต่ละชุดเอง แต่ระบบแบ่งงบรายวันได้ไม่เกิน 20% ให้ชุดอื่นในแคมเปญเมื่อชุดนั้นมีโอกาสมากกว่า เหมาะกับคนที่ต้องคุมงบรายชุดค่อนข้างแน่นแต่ยังอยากให้ระบบช่วยขยับงบบ้าง
ตั้งค่า Advantage+ campaign budget ตรงไหน
เปิดใช้ได้สองทาง คือตอนสร้างแคมเปญใหม่ หรือแก้ไขแคมเปญเดิมแล้วเปิดสวิตช์ ขั้นตอนตามหน้า Set up Advantage+ campaign budget ของ Meta มีดังนี้
- ในขั้นตอนตั้งค่าแคมเปญ เปิดสวิตช์ Advantage+ campaign budget
- เลือกว่าจะใช้งบรายวันหรืองบตลอดอายุแคมเปญ
- ใส่จำนวนงบ
- เลือกกลยุทธ์การประมูลของแคมเปญ
- ถ้าใช้งบตลอดอายุแคมเปญ เลือกได้ว่าจะแสดงโฆษณาตามตารางเวลา โดยกำหนดตารางจริงในแต่ละชุดโฆษณา
- กด Next แล้วเลือกวันเริ่มในส่วน Budget & schedule จากนั้นตั้งค่าชุดโฆษณาให้เรียบร้อย
มีข้อควรรู้สามข้อ ข้อแรก แคมเปญที่มีเป้าหมาย Sales, Leads และ App promotion จะเปิด Advantage+ campaign budget ไว้ให้โดยอัตโนมัติ ถ้าต้องการงบรายชุดต้องปิดเอง ข้อสอง เมื่อเปิดหรือปิดสวิตช์นี้แล้ว ต้องรออย่างน้อย 2 ชั่วโมงถึงจะสลับกลับได้ ถ้าเพิ่งเปิดไปไม่ถึง 2 ชั่วโมงแล้วต้องการเลิกใช้ Meta แนะนำให้หยุดแคมเปญชั่วคราวแล้วสร้างแคมเปญใหม่ที่ใช้งบระดับชุดโฆษณาแทน ข้อสาม แคมเปญต้องผ่านเงื่อนไขพื้นฐานก่อน ได้แก่
- ทุกชุดโฆษณาใช้ประเภทงบเดียวกัน คือรายวันทั้งหมดหรือตลอดอายุทั้งหมด
- ทุกชุดใช้กลยุทธ์การประมูลเดียวกัน คือ highest volume, bid cap หรือ cost per result goal
- ถ้าใช้ highest volume ทุกชุดต้องมีเหตุการณ์ที่ปรับให้เหมาะสมเหมือนกัน
- ทุกชุดเลือกประเภทการแสดงโฆษณาแบบมาตรฐาน (standard delivery)
เรื่องจำนวนชุดโฆษณา Meta ให้ใส่ได้เกิน 70 ชุดแต่ไม่เกิน 200 ชุดต่อแคมเปญ อย่างไรก็ดีหน้า Best practices แนะนำว่าไม่ควรเกิน 70 ชุด เพราะเมื่อเกินแล้วจะแก้ไขบางอย่างหลังเผยแพร่ได้จำกัด และยิ่งมีชุดโฆษณาและโฆษณามาก แคมเปญอาจอยู่ในช่วงการเรียนรู้นานขึ้น
ทำไมงบไปกองที่ชุดโฆษณาเดียว
คำถามที่เจอบ่อยที่สุดของคนเพิ่งใช้ CBO คือ ตั้งไว้สามชุด แต่ชุดเดียวกินงบเกือบหมด อีกสองชุดแทบไม่ได้แสดง คำตอบคือระบบทำแบบนั้นโดยตั้งใจ เพราะเป้าหมายของ Advantage+ campaign budget คือผลรวมที่ดีที่สุดของแคมเปญ ไม่ใช่ความเท่ากันระหว่างชุด เหตุผลที่พบได้จากเอกสารของ Meta มีหลายข้อ
- ขนาดกลุ่มเป้าหมายต่างกัน Meta ระบุว่าถ้าขนาดกลุ่มเป้าหมายต่างกันมาก ชุดที่กลุ่มใหญ่ที่สุดมักได้งบมากที่สุด
- ชุดนั้นเจอโอกาสมากกว่าในช่วงนั้น ระบบย้ายงบตามโอกาสที่เห็นแบบเรียลไทม์ ชุดที่ได้งบน้อยวันนี้อาจได้มากขึ้นในวันอื่น
- บางชุดแสดงโฆษณาไม่ได้ ถ้าชุดไหนไม่มีการแสดงผลเลย ระบบก็ไม่มีโอกาสให้กระจายงบไป Meta แนะนำให้ตรวจว่าทุกชุดแสดงโฆษณาได้จริง
- การหยุดและเปิดชุดโฆษณาเอง ระบบจองงบไว้ให้ชุดที่ทำงานอยู่ ถ้าหยุดชุดหนึ่ง งบทั้งหมดจะไปลงชุดที่เหลือ พอเปิดชุดเดิมกลับมา อาจไม่มีงบเหลือในแคมเปญแล้ว
Meta ยังเตือนว่าไม่ควรหยุดชุดที่แสดงผลน้อย เพราะการหยุดชุดเหล่านั้นทำให้ระบบหาโอกาสของวันถัดไปไม่ได้ และอาจทำให้ต้นทุนต่อผลลัพธ์ (CPA) ของชุดที่เหลือสูงขึ้น ถ้าเห็นชุดที่ได้งบน้อย ทางที่ตรงกว่าคือตรวจปัญหาการแสดงผลตามคู่มือ Troubleshoot Advantage+ campaign budget
ใช้ขั้นต่ำและสูงสุดของชุดโฆษณาคุมงบได้อย่างไร
Advantage+ campaign budget เปิดให้ตั้งวงเงินใช้จ่ายขั้นต่ำและสูงสุดของแต่ละชุดโฆษณา (ad set spend limits) ได้ เหมาะกับกรณีที่ชุดใดชุดหนึ่งมีเงื่อนไขงบเฉพาะ เช่น ต้องให้กลุ่มลูกค้าเดิมได้งบอย่างน้อยระดับหนึ่ง หรือไม่อยากให้กลุ่มกว้างกินงบเกินเพดาน ในเอกสาร Marketing API ค่าขั้นต่ำเรียกว่า daily_min_spend_target หรือ lifetime_min_spend_target และค่าสูงสุดเรียกว่า daily_spend_cap หรือ lifetime_spend_cap โดยค่ารายวันใช้ได้เมื่อแคมเปญตั้งงบรายวัน และค่าตลอดอายุใช้ได้เมื่อแคมเปญตั้งงบตลอดอายุ
สิ่งที่ต้องรู้คือขั้นต่ำไม่ใช่การรับประกัน เอกสารของ Meta เขียนว่าเป้าหมายขั้นต่ำไม่ได้รับประกันว่าจะใช้ถึงจำนวนนั้น แต่ระบบจะพยายามให้ถึง ส่วนค่าสูงสุดคือเพดานที่ชุดนั้นจะไม่ใช้เกิน ตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพ: แคมเปญงบรายวัน 3,000 บาท มีสามชุด ถ้าตั้งขั้นต่ำให้ชุดลูกค้าเดิม 500 บาท ระบบจะพยายามใช้กับชุดนั้นอย่างน้อย 500 บาท และยังย้ายอีก 2,500 บาทได้ตามโอกาส ถ้าตั้งเพดานชุดกลุ่มกว้างไว้ 1,500 บาท ชุดนั้นจะไม่ได้เกิน 1,500 บาทแม้ระบบจะเห็นโอกาสมากกว่านั้น
Meta แนะนำให้ใช้วงเงินรายชุด "sparingly, or not at all" คือใช้ให้น้อยหรือไม่ใช้เลย เหตุผลคือยิ่งล็อกงบไว้ในชุดใดชุดหนึ่งมาก ระบบก็ยิ่งเหลือความยืดหยุ่นน้อย และต้องระวังเป็นพิเศษถ้าใช้ร่วมกับการคุมต้นทุนหรือการคุมราคาประมูล เพราะข้อจำกัดซ้อนกันหลายชั้นอาจทำให้ชุดโฆษณาแสดงผลน้อยกว่าที่ควร หรือไม่แสดงเลย ถ้าทุกชุดมีเงื่อนไขงบที่ตายตัว Meta เองบอกว่าควรพิจารณาใช้งบระดับชุดโฆษณาแทน
CBO กับช่วง Learning Phase
Learning Phase คือช่วงที่ระบบส่งโฆษณายังเรียนรู้ว่าควรแสดงกับใคร ผลลัพธ์ช่วงนี้จึงยังไม่นิ่ง CBO ไม่ได้ทำให้ช่วงเรียนรู้หายไป แต่มีหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงตามที่ Meta ระบุ
- ยิ่งมีชุดโฆษณาและโฆษณาในแคมเปญมาก แคมเปญอาจอยู่ในช่วงเรียนรู้นานขึ้น
- ถ้าต้องแก้การตั้งค่า ให้แก้รวมกันทีเดียว ถ้าทยอยแก้ทีละอย่าง แคมเปญอาจต้องกลับเข้าช่วงเรียนรู้ใหม่ทุกครั้ง
- เมื่อเพิ่มชุดโฆษณาใหม่ที่ทำงานอยู่ ระบบใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงในการปรับการกระจายงบใหม่ Meta จึงแนะนำให้เพิ่มชุดแบบเป็นกลุ่มหลังตั้งค่าครั้งแรก
ผลทางปฏิบัติคือ แคมเปญ CBO ที่ถูกแตะบ่อย ทั้งเปิดปิดชุด เพิ่มชุดทีละชุด หรือเปลี่ยนงบรายวันหลายรอบ มักอ่านผลยากกว่าที่ควร เพราะทั้งการกระจายงบและการเรียนรู้ถูกรีเซ็ตซ้ำ วิธีที่ตรงกว่าคือวางโครงสร้างให้เสร็จก่อนเปิด แล้วปล่อยให้แคมเปญวิ่งนานพอจะเห็นผลระดับแคมเปญ
เมื่อไหร่ควรใช้ CBO เมื่อไหร่ควรใช้ ABO
Meta ไม่ได้บอกว่าแบบไหนดีกว่าในทุกกรณี แต่ให้เป้าหมายประกอบการตัดสินใจไว้ชัด หน้า Advantage+ campaign budget ยังระบุว่าฟีเจอร์นี้เหมาะกับแคมเปญที่มีอย่างน้อยสองชุดโฆษณา ถ้ามีชุดเดียว การย้ายงบข้ามชุดก็ไม่มีความหมาย
กรณีที่ CBO เหมาะ
- ยอมให้งบไหลข้ามชุดได้ และวัดผลที่ระดับแคมเปญ
- ทุกชุดมีมูลค่าต่อธุรกิจใกล้เคียงกัน เช่น กลุ่มความสนใจหลายแบบที่ขายสินค้าตัวเดียวกัน
- อยากลดจำนวนงบที่ต้องคอยปรับเอง โดยเฉพาะบัญชีที่มีแคมเปญมาก
กรณีที่ ABO เหมาะ
- ต้องคุมงบรายชุดแน่นอน เช่น งบแยกตามสาขา ตามแบรนด์ หรือตามข้อตกลงกับคู่ค้า
- มูลค่าของแต่ละชุดต่างกันมาก และไม่สามารถสะท้อนความต่างนั้นผ่านการตั้งราคาประมูลเองได้
- ขนาดกลุ่มเป้าหมายต่างกันมาก เช่น กลุ่ม remarketing เล็ก ๆ กับกลุ่มกว้างทั้งประเทศ
- ชุดโฆษณาในแคมเปญใช้เป้าหมายการปรับให้เหมาะสมหรือกลยุทธ์การประมูลต่างกัน
วิธีเทสต์ครีเอทีฟโดยไม่ให้ CBO กลืนงบ
ปัญหาคลาสสิกคือใส่ครีเอทีฟใหม่ไว้คนละชุดในแคมเปญ CBO แล้วระบบเทงบให้ชุดเดิมที่มีประวัติดีกว่า ครีเอทีฟใหม่จึงไม่ได้แสดงพอจะตัดสินอะไรได้ ต้องเข้าใจว่าระบบกำลังทำตามหน้าที่ของมัน คือหาผลรวมดีที่สุด ไม่ใช่แบ่งงบให้ทุกตัวเลือกได้ทดสอบเท่ากัน ทางเลือกที่ใช้ได้มีดังนี้
- แยกแคมเปญทดสอบ ตั้งแคมเปญทดสอบที่ใช้งบระดับชุดโฆษณา ให้ครีเอทีฟแต่ละกลุ่มได้งบตามที่กำหนด แล้วค่อยย้ายตัวที่ผ่านไปไว้ในแคมเปญ CBO หลัก วิธีนี้ตรงกับคำแนะนำของ Meta ที่ว่าถ้ามีเงื่อนไขงบเฉพาะรายชุด ให้ใช้งบระดับชุดโฆษณา
- ใช้เครื่องมือ A/B test ใน Ads Manager เครื่องมือนี้แบ่งกลุ่มคนให้แต่ละเวอร์ชันโดยตรง จึงเปรียบเทียบได้ยุติธรรมกว่าการปล่อยให้ระบบกระจายงบเอง
- ใช้ขั้นต่ำรายชุดอย่างระมัดระวัง ถ้าจำเป็นต้องทดสอบในแคมเปญ CBO ตั้งขั้นต่ำเล็กน้อยให้ชุดครีเอทีฟใหม่ได้ แต่ต้องจำว่าขั้นต่ำเป็นเพียงความพยายามของระบบ และยิ่งตั้งข้อจำกัดมาก แคมเปญยิ่งยืดหยุ่นน้อยลง
- ใส่ครีเอทีฟหลายตัวไว้ในชุดเดียว ถ้าเป้าหมายคือหาครีเอทีฟที่ใช้ได้ ไม่ใช่ได้ผลเปรียบเทียบที่แม่นยำ การให้ระบบเลือกโฆษณาภายในชุดเดียวก็เป็นทางเลือก แต่ผลที่ได้ไม่ใช่การทดลองแบบควบคุม
ไม่ว่าเลือกทางไหน ควรกำหนดล่วงหน้าว่าจะตัดสินด้วยตัวชี้วัดอะไร ต้องใช้เวลาหรือจำนวนผลลัพธ์เท่าไหร่ และงบที่ยอมเสียเพื่อการทดสอบมีเท่าไหร่ การเปลี่ยนเกณฑ์ระหว่างทางทำให้ผลการทดสอบใช้ต่อไม่ได้
ความหมายสำหรับนักการตลาดไทย
สำหรับธุรกิจไทยที่ยิงแอด Facebook และ Instagram ด้วยงบรายวันไม่มาก เรื่องนี้มีผลทางปฏิบัติหลายข้อ
- เช็กสวิตช์ทุกครั้ง แคมเปญเป้าหมาย Sales, Leads และ App promotion เปิด Advantage+ campaign budget ไว้ให้อัตโนมัติ ใครที่ตั้งใจแยกงบรายชุดต้องปิดเองก่อนเผยแพร่ และจำไว้ว่าสลับกลับไม่ได้ภายใน 2 ชั่วโมง
- งบน้อย ชุดไม่ควรเยอะ ถ้างบรายวันต่ำแล้วแบ่งเป็นหลายชุด แต่ละชุดจะได้โอกาสน้อย ระบบก็จะเทงบไปที่ชุดเดียวอยู่ดี การรวมกลุ่มเป้าหมายให้เหลือน้อยชุดมักอ่านผลง่ายกว่า
- แยกกลุ่มตามภาษาและพื้นที่อย่างมีเหตุผล ถ้าแคมเปญยิงทั้งกลุ่มคนไทยและกลุ่มชาวต่างชาติ และสองกลุ่มนี้มีขนาดต่างกันมากและธุรกิจต้องการงบขั้นต่ำให้แต่ละกลุ่ม ABO หรือการแยกแคมเปญจะคุมได้ตรงกว่า
- รายงานให้ผู้บริหารหรือลูกค้าดูที่ระดับแคมเปญ ถ้าใช้ CBO แล้วรายงานรายชุด จะเกิดคำถามว่าทำไมชุดหนึ่งได้งบน้อย ทั้งที่เป็นพฤติกรรมปกติของระบบ ควรอธิบายวิธีอ่านผลตั้งแต่ก่อนเริ่มแคมเปญ
- งบแยกตามสาขาหรือแบรนด์ ธุรกิจแฟรนไชส์หรือกลุ่มบริษัทที่มีงบของแต่ละสาขาแยกกัน มักต้องใช้งบระดับชุดโฆษณาหรือแยกแคมเปญ เพราะ CBO ไม่รับประกันการแบ่งงบเท่ากัน
คำถามที่พบบ่อยเรื่อง CBO
CBO คืออะไรในการยิงแอด Facebook
CBO คือการตั้งงบโฆษณาที่ระดับแคมเปญแล้วให้ระบบของ Meta กระจายงบไปยังชุดโฆษณาที่มีโอกาสดีที่สุดแบบเรียลไทม์ ปัจจุบัน Meta เรียกฟีเจอร์นี้ว่า Advantage+ campaign budget และอาจแสดงในหน้าจอว่า "งบประมาณแคมเปญ"
CBO กับ ABO แบบไหนดีกว่า
ไม่มีแบบไหนดีกว่าในทุกกรณี CBO เหมาะเมื่อให้คุณค่าทุกชุดเท่ากันและวัดผลระดับแคมเปญ ส่วน ABO เหมาะเมื่อต้องคุมงบรายชุด ชุดมีมูลค่าต่างกันมาก กลุ่มเป้าหมายต่างขนาดกันมาก หรือใช้เป้าหมายและกลยุทธ์การประมูลต่างกัน
ตั้งขั้นต่ำของชุดโฆษณาแล้วระบบจะใช้ถึงแน่นอนไหม
ไม่แน่นอน เอกสารของ Meta ระบุว่าขั้นต่ำเป็นเป้าหมายที่ระบบพยายามทำให้ถึง ไม่ใช่การรับประกัน ส่วนค่าสูงสุดเป็นเพดานที่ชุดนั้นจะไม่ใช้เกิน และ Meta แนะนำให้ใช้วงเงินรายชุดให้น้อยที่สุด
เปิด CBO แล้วปิดกลับทันทีได้ไหม
ไม่ได้ทันที เพราะ Meta กำหนดให้ต้องรออย่างน้อย 2 ชั่วโมงหลังเปิดหรือปิด Advantage+ campaign budget ถ้าเพิ่งเปิดแล้วต้องการเลิกใช้ ให้หยุดแคมเปญชั่วคราวแล้วสร้างแคมเปญใหม่ที่ใช้งบระดับชุดโฆษณา
ทำไมแคมเปญ CBO ไม่ควรมีชุดโฆษณาเยอะเกินไป
เพราะ Meta ระบุว่ายิ่งมีชุดโฆษณาและโฆษณามาก แคมเปญอาจอยู่ในช่วงเรียนรู้นานขึ้น และแนะนำไม่ให้เกิน 70 ชุดต่อแคมเปญ แม้ระบบจะรับได้สูงสุด 200 ชุดก็ตาม
สรุป
CBO หรือ Advantage+ campaign budget ไม่ใช่ปุ่มที่ทำให้แคมเปญดีขึ้นเองในทุกกรณี มันคือการยกการตัดสินใจเรื่องแบ่งงบให้ระบบ แลกกับการควบคุมรายชุดที่น้อยลง ถ้าเข้าใจว่าระบบจะเทงบไปตามโอกาส ดูผลที่ระดับแคมเปญ และใช้ ABO ในจุดที่ต้องคุมงบจริง สองวิธีนี้ใช้ร่วมกันในบัญชีเดียวได้ ถ้าต้องการให้ช่วยวางโครงสร้างแคมเปญ ดูรายละเอียดบริการโฆษณาบน Facebook บริการโฆษณาบน Instagram หรือบริการโฆษณาโซเชียลมีเดียของ Relevant Audience ได้







