สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- Google สร้าง title link อัตโนมัติจากองค์ประกอบ title, h1 และหัวข้ออื่น, og:title, anchor text และอื่น ๆ จึงอาจแทนที่ title tag ที่คุณเขียน
- Google ไม่กำหนดความยาว title สูงสุด ผลจะถูกตัดตามความกว้างของอุปกรณ์ และเกณฑ์ 50 ถึง 60 ตัวอักษรเป็นกฎประมาณการจากเครื่องมือ SEO ไม่ใช่นโยบายของ Google
- Google ระบุสาเหตุที่ title ถูกเขียนใหม่บ่อยเจ็ดข้อ คือ ครึ่งเดียว ล้าสมัย ไม่ตรงความจริง ซ้ำเป็นข้อความสำเร็จรูปในบางกลุ่มหน้า ภาษาหรือตัวอักษรไม่ตรงกับหน้า ไม่มีชื่อหลักที่ชัดเจน และชื่อเว็บซ้ำกัน
- หลังแก้ title Google ต้อง crawl และประมวลผลหน้าใหม่ ซึ่ง Google ระบุว่าอาจใช้เวลาตั้งแต่ไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์
Title tag คือองค์ประกอบ title ในส่วน head ของ HTML และเป็นข้อความหลักที่ Google พิจารณาเมื่อสร้างหัวข้อสีน้ำเงินที่คลิกได้ของผลการค้นหา หลักของ title tag SEO คือเขียนชื่อที่ไม่ซ้ำและอธิบายหน้านั้นตรงตัวให้ทุกหน้า วางหัวข้อหลักไว้ข้างหน้า ใส่ชื่อแบรนด์สั้น ๆ และคุมความยาวไม่ให้ถูกตัด Google ยังอาจแสดงข้อความอื่นแทนได้ หาก title ของคุณอธิบายหน้าไม่ดี เป้าหมายจึงคือทำให้ title ที่คุณเขียนเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
title tag กับ title link: Google แสดงอะไรกันแน่
สองคำนี้มักถูกใช้ปนกัน องค์ประกอบ title คือแท็กใน head ของ HTML ที่เก็บข้อความที่คุณเลือก ส่วน title link คือสิ่งที่ Google แสดงในผลการค้นหา เอกสารของ Google ระบุว่าถูกสร้างโดยอัตโนมัติจากเนื้อหาของหน้า และจากการอ้างถึงหน้านั้นในที่อื่นบนเว็บ องค์ประกอบ title เป็นสัญญาณที่ตรงที่สุด แต่เป็นหนึ่งในหลายแหล่งข้อมูล
Google ระบุแหล่งที่ใช้สร้าง title link ดังนี้
- เนื้อหาในองค์ประกอบ title
- ชื่อหลักที่มองเห็นบนหน้า
- องค์ประกอบหัวข้อ เช่น h1
- เมตาแท็ก og:title
- ข้อความอื่นที่ใหญ่และเด่นจากการจัดสไตล์ให้เป็นพาดหัว
- ข้อความอื่นบนหน้า และ anchor text บนหน้า
- ข้อความในลิงก์ที่ชี้มายังหน้านั้น
- ข้อมูลเชิงโครงสร้าง WebSite
นี่คือเหตุผลที่ title ซึ่งคุณเขียนเองอาจถูกแทนที่ หาก Google เห็นว่าแหล่งอื่นอธิบายหน้าได้ดีกว่า ก็จะใช้แหล่งนั้น Google ยังระบุว่าไม่สามารถแก้ title link ของแต่ละเว็บด้วยมือ สิ่งที่คุณควบคุมได้คือคุณภาพของแหล่งข้อมูลที่ Google อ่าน
title tag มีผลต่ออันดับหรือไม่
Google ไม่เปิดเผยน้ำหนักของ title จึงไม่มีใครยืนยันพลังต่ออันดับเป็นตัวเลขได้ สิ่งที่เอกสารระบุคือ title link มักเป็นข้อมูลหลักที่คนใช้ตัดสินใจว่าจะคลิกผลลัพธ์ไหน ทำให้ title เป็นทั้งสัญญาณความเกี่ยวข้องและตัวกำหนดอัตราคลิกพร้อมกัน title ที่ชัดช่วยให้หน้าที่ติดอันดับอยู่แล้วได้คลิกเพิ่ม ส่วน title กำกวมทำให้อันดับที่ได้มาเสียเปล่า
เมื่อไรที่ Google เขียน title ใหม่ และเพราะอะไร
เอกสารของ Google ระบุสถานการณ์ที่มักทำให้ title link ถูกเปลี่ยน ทุกกรณีเป็นปัญหาที่แก้ได้ในมาร์กอัปของคุณเอง
| ปัญหาใน title | สิ่งที่ Google อาจทำ |
|---|---|
| ครึ่งเดียว เช่น "| ชื่อเว็บ" โดยไม่มีชื่อหน้า | สร้างชื่อจากหัวข้อหรือข้อความเด่นอื่นบนหน้า |
| ล้าสมัย เช่น ปีเก่าค้างอยู่ทั้งที่หน้าแสดงปีใหม่ | ใช้วันที่ที่ถูกต้องจากชื่อที่มองเห็นบนหน้า |
| ไม่ตรงความจริง เช่น รายการคีย์เวิร์ดที่ไม่ตรงกับหน้า | เขียนใหม่ให้สะท้อนเนื้อหาของหน้า |
| ข้อความซ้ำย่อย (micro-boilerplate) คือ title เดียวกันใช้ซ้ำกับหน้าจำนวนหนึ่ง | แทรกข้อความที่แยกหน้าออกจากกันจากชื่อที่มองเห็น |
| ภาษาหรือตัวอักษรไม่ตรงกับเนื้อหาหน้า | เลือกข้อความที่ตรงกับภาษาหลักของหน้า |
มีอีกสองกรณีที่ควรรู้ หากหน้ามีหัวข้อเด่นเท่ากันหลายอันและไม่ชัดว่าอันไหนเป็นชื่อหลัก Google อาจใช้หัวข้อแรก และสำหรับชื่อเว็บระดับโดเมน Google อาจตัดชื่อเว็บออกจาก title link หากซ้ำกับชื่อเว็บที่ผลการค้นหาแสดงอยู่แล้ว
ความยาว title tag และการถูกตัดข้อความ
Google ระบุว่าองค์ประกอบ title ไม่มีขีดจำกัดความยาว และระบุว่า title link จะถูกตัดตามความจำเป็น โดยทั่วไปเพื่อให้พอดีกับความกว้างของอุปกรณ์ ดังนั้นการถูกตัดขึ้นกับความกว้างที่แสดง ไม่ใช่จำนวนตัวอักษรตายตัว
ตัวเลขที่พบตามแหล่งอื่น ซึ่งมักเป็น 50 ถึง 60 ตัวอักษร หรือราว 600 พิกเซลบนเดสก์ท็อป เป็นกฎประมาณการจากเครื่องมือ SEO ไม่ใช่นโยบายของ Google มีประโยชน์เพราะบอกคร่าว ๆ ว่าจุดตัดน่าจะอยู่ตรงไหน และตัวอักษรกว้างอย่าง M ใช้พื้นที่มากกว่าตัวแคบอย่าง i ใช้เป็นแนวทางตอนร่างได้ดังนี้
- วางคำที่ระบุว่าหน้านี้คืออะไรไว้ข้างหน้า ส่วนที่ถูกตัดจะถูกตัดจากท้าย
- อย่ายัดคำให้เต็มพื้นที่ Google ระบุว่าคำอธิบายไม่กี่คำช่วยได้ แต่การซ้ำคำเดิมทำให้ผลลัพธ์ดูเป็นสแปม
- อย่าเติม title ให้ยาวตามเป้า title ที่สั้นและชัดคือ title ที่ดีกว่า
- ตรวจว่า title แสดงในผลจริงเป็นอย่างไรหลังแก้ เพราะความกว้างต่างกันไปตามอุปกรณ์
โครงสร้าง title: หัวข้อ ตัวขยาย และแบรนด์
คำแนะนำของ Google เรื่องแบรนด์ชัดเจน ให้ใส่ชื่อเว็บอย่างกระชับ ที่ต้นหรือท้ายของแต่ละ title คั่นด้วยขีดกลาง โคลอน หรือเครื่องหมายไปป์ หน้าแรกเป็นที่ที่เหมาะจะใส่คำอธิบายแบรนด์ยาวขึ้น แต่การใส่ข้อความนั้นซ้ำทุกหน้าดูซ้ำซากเมื่อมีหลายหน้าของคุณขึ้นสำหรับคำค้นเดียวกัน
รูปแบบที่ใช้ได้กับหน้าส่วนใหญ่คือ หัวข้อหลัก ตามด้วยตัวขยายสั้น ๆ แล้วตามด้วยแบรนด์ ตัวอย่างสมมติสำหรับหน้าคลินิกในกรุงเทพฯ อาจเป็น "รากฟันเทียมกรุงเทพ: ขั้นตอนและการฟื้นตัว | คลินิกตัวอย่าง" ตัวขยายบอกผู้ค้นว่าหน้านี้เป็นหน้าประเภทใด ช่วยให้บทความต่างจากหน้าสินค้าในหัวข้อเดียวกัน
เขียน title ของแต่ละหน้าโดยถามตัวเองดังนี้
- คำค้นเดียวที่หน้านี้ควรตอบคืออะไร
- title บอกหรือไม่ว่าหน้านี้เป็นอะไร (คู่มือ ราคา เปรียบเทียบ สินค้า)
- ไม่ซ้ำกับหน้าอื่นทุกหน้าในเว็บหรือไม่
- h1 ที่มองเห็นอธิบายเรื่องเดียวกัน ด้วยถ้อยคำที่เข้ากันหรือไม่
ให้ h1 กับ title สอดคล้องกัน
h1 กับองค์ประกอบ title ไม่จำเป็นต้องตรงกันทุกคำ แต่ควรลงรอยกันเรื่องหัวข้อ Google อ่านหัวข้อเป็นแหล่งสร้าง title link ดังนั้น title ที่พูดอย่างหนึ่งกับ h1 ที่พูดอีกอย่างให้เหตุผล Google ในการเลือกระหว่างสองอัน Google ยังแนะนำให้ทำชื่อหลักเป็นข้อความที่เด่นที่สุดบนหน้า เช่น h1 แรกที่มองเห็นด้วยขนาดตัวอักษรใหญ่กว่า
title ภาษาไทย: ตัวอักษร ช่องว่าง และการถูกตัด
หน้าภาษาไทยมีประเด็นเฉพาะที่คำแนะนำภาษาอังกฤษไม่พูดถึง
- ให้ตัวอักษรตรงกับหน้า Google แนะนำให้ใช้ภาษาและระบบตัวเขียนเดียวกับเนื้อหาหลักของหน้า หน้าไทยที่ใช้ title ทับศัพท์เป็นอักษรละตินหรือเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดเสี่ยงถูกแทนที่
- ภาษาไทยไม่เว้นวรรคระหว่างคำ title ไทยที่ถูกตัดอาจจบกลางวลี ผู้อ่านเห็นความคิดที่ค้างครึ่ง วางวลีหลักไว้ข้างหน้าและปิดท้ายด้วยแบรนด์ เพื่อให้จุดตัดตกที่ส่วนสำคัญน้อยกว่า
- การนับตัวอักษรทำให้เข้าใจผิด สระบนล่างและวรรณยุกต์นับเป็นตัวอักษรแต่แทบไม่เพิ่มความกว้าง title ไทย 60 ตัวอักษรอาจใช้พื้นที่น้อยกว่า title ละติน 60 ตัว ควรดูผลที่แสดงจริงแทนการนับอย่างเดียว
- คำค้นผสมสองภาษา หากผู้ค้นของคุณพิมพ์คำอังกฤษคู่กับคำไทย title ภาษาไทยที่ใส่คำอังกฤษหนึ่งครั้งอาจใช้ได้ ตราบที่ title ยังอ่านเป็นภาษาไทยธรรมชาติ และถ้อยคำหลักยังเป็นอักษรไทย
ตรวจด้วยว่าเวอร์ชันไทยและอังกฤษมี title ของตัวเอง หน้าไทยที่รับ title ภาษาอังกฤษผ่านเทมเพลตอาจเกิดขึ้นได้ในเว็บหลายภาษา และทำให้เกิดปัญหาตัวอักษรไม่ตรงกันตามที่กล่าวข้างต้น
title ซ้ำและ title ที่หายไป
Google บอกเจ้าของเว็บให้ระบุองค์ประกอบ title ให้ทุกหน้าและเลี่ยงข้อความซ้ำหรือข้อความสำเร็จรูป เว็บที่ตั้งชื่อทุกสินค้าว่า "สินค้าราคาถูก" ไม่ทำให้ผู้ค้นแยกสองผลลัพธ์ออกจากกันได้ title ซ้ำอาจมาจากแหล่งเช่น
- เทมเพลต CMS ที่เติมเฉพาะชื่อเว็บเมื่อช่องเฉพาะหน้าว่าง
- หน้ารายการที่แบ่งหน้าหรือกรอง แต่ใช้ title เดียวกับหน้าฐาน
- เวอร์ชันภาษาหรือภูมิภาคที่คัดลอก title เดียวไปทุกเวอร์ชัน
วิธีแก้คือกฎ ไม่ใช่การแก้ด้วยมือทีละหน้า ตั้งเทมเพลตให้สร้าง title จากหัวข้อหรือชื่อสินค้าของหน้านั้น และให้ช่องที่หายไปแสดงข้อผิดพลาดชัดเจนในกระบวนการทำงาน แทนการใช้ค่าสำรองเงียบ ๆ
วิธีตรวจ title tag ของเว็บคุณ
- crawl เว็บ ส่งออก URL, title, ความยาว title และ h1 ของทุกหน้าที่ index ได้ ด้วยเครื่องมือ crawl SEO ตัวใดก็ได้ ดูผลหลัง render เพื่อให้รวม title ที่ตั้งด้วย JavaScript
- กรองหาปัญหา เรียงหา title ที่หายไป ซ้ำกันทุกตัวอักษร มีแต่ชื่อเว็บ หรือมีปีหรือซีซันผิด
- เทียบ title กับ h1 ทำเครื่องหมายหน้าที่สองอย่างอธิบายคนละเรื่อง เพราะมีโอกาสถูกเขียนใหม่มากที่สุด
- ตรวจหน้าไทยแยกต่างหาก ยืนยันว่าทุก URL ภาษาไทยมี title เป็นอักษรไทย และหน้าอังกฤษมี title ภาษาอังกฤษ
- ใช้ Search Console เป็นหลักฐาน ในรายงานประสิทธิภาพ กรองตามหน้าและเทียบการแสดงผล คลิก และอัตราคลิกก่อนและหลังแก้ title ให้เวลาด้วย เพราะ Google ต้อง crawl และประมวลผลหน้าใหม่ ซึ่ง Google ระบุว่าอาจใช้เวลาตั้งแต่ไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์
- ตรวจผลจริงด้วยตา ค้นหาไม่กี่หน้าของตัวเองแล้วดูว่า title ที่แสดงตรงกับที่เขียนหรือไม่ ถ้าต่างกัน แปลว่าเข้าข่ายปัญหาข้อใดข้อหนึ่งในตารางด้านบน
- แก้เป็นชุดที่วัดผลได้ แก้ทีละเทมเพลตหรือทีละหมวด เพื่อระบุได้ว่าการเปลี่ยนแปลงใดทำให้ผลขยับ
ความหมายต่อธุรกิจไทย
หากเว็บไซต์ของคุณเปิดตัวด้วยปลั๊กอินหรือธีมที่สร้าง title จากเทมเพลต ให้ตรวจว่ามีหลายหน้าใช้รูปแบบเดียวกันหรือไม่ เช่น ชื่อเว็บบวกหมวด โดยไม่มีชื่อหน้า Google ระบุว่า title ที่ครึ่งเดียวและข้อความสำเร็จรูปเป็นกรณีที่อาจถูกเขียนใหม่ สิ่งที่ควรแก้จึงเป็น แก้เทมเพลต ให้เวอร์ชันไทยมีถ้อยคำของตัวเอง และเอาปีที่ล้าสมัยออก ทั้งหมดนี้ไม่ต้องเขียนเนื้อหาใหม่ ต้องตัดสินใจว่าแต่ละหน้ามีไว้ทำอะไร แล้วบอกให้ชัดในหนึ่งบรรทัด
ควรมองการแก้ title เป็นการเปลี่ยนแปลงที่วัดผลได้ ไม่ใช่งานทำความสะอาด จด title เดิมก่อนแก้ แก้กลุ่มหน้าที่กำหนดไว้ และดู Search Console อีกครั้งหลังผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ หากต้องการตรวจ title หัวข้อ และการ index ไปพร้อมกัน บริการ SEO Audit ของเราครอบคลุมเรื่องนี้ และแผนที่กว้างกว่านั้นอยู่ในบริการ SEO ในประเทศไทย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ title tag SEO
title tag ควรยาวเท่าไร
Google ไม่กำหนดความยาวสูงสุด และ title ที่แสดงจะถูกตัดให้พอดีกับความกว้างของอุปกรณ์ เป้าหมายที่ใช้กันทั่วไปคือราว 50 ถึง 60 ตัวอักษร แต่การวางหัวข้อหลักไว้ข้างหน้าสำคัญกว่าการทำให้ได้ตัวเลข
ทำไม Google แสดง title ไม่ตรงกับที่ผมเขียน
Google สร้าง title link จากหลายแหล่งโดยอัตโนมัติ และอาจแทนที่องค์ประกอบ title หากดูเหมือนครึ่งเดียว ล้าสมัย ไม่ตรงความจริง ซ้ำกันทั้งหลายหน้า หรืออยู่คนละตัวอักษรกับหน้า แก้สาเหตุเหล่านั้นแล้วรอให้ crawl ใหม่
ควรใส่ชื่อแบรนด์ใน title หรือไม่
ควรใส่ แต่ให้กระชับ ที่ต้นหรือท้าย คั่นด้วยขีดกลาง โคลอน หรือไปป์ การใส่คำอธิบายแบรนด์ยาว ๆ ซ้ำทุกหน้าทำให้ผลลัพธ์ของคุณดูซ้ำซาก
ใช้ title เดียวกันกับหลายหน้าได้หรือไม่
ไม่ควร Google แนะนำข้อความที่ไม่ซ้ำกันสำหรับแต่ละหน้า และ title ที่เหมือนกันทำให้ผู้ค้นแยกผลลัพธ์ของคุณออกจากกันไม่ได้
title ใหม่ใช้เวลานานเท่าไรจึงขึ้นในผลค้นหา
Google ต้อง crawl และประมวลผลหน้าใหม่ก่อน ซึ่งอาจใช้เวลาไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์ ขอให้ crawl URL สำคัญได้ใน Search Console เพื่อเร่งเรื่องนี้
หาก title ของคุณถูกสร้างจากเทมเพลตและไม่แน่ใจว่า Google แสดงอะไรออกมา การตรวจอย่างเป็นระบบจะให้คำตอบได้เร็ว เราตรวจให้ได้ทั้งในรูปแบบ SEO Audit หรือเป็นขั้นตอนแรกของบริการ SEOแบบต่อเนื่อง







