สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- Google หยุดแสดง FAQ rich result ตั้งแต่ 7 พฤษภาคม 2569 และนำฟีเจอร์ออกจากเอกสารในเดือนมิถุนายน 2569 มาร์กอัป FAQPage ยังถูกต้องแต่ไม่ได้ฟีเจอร์ในผลการค้นหาแล้ว
- Google แนะนำ JSON-LD มากกว่า Microdata และ RDFa ในกรณีที่เว็บไซต์ทำได้ เพราะติดตั้งและดูแลได้ง่ายที่สุดเมื่อมีหน้าจำนวนมาก
- LocalBusiness บังคับแค่ name และ address ส่วน Product snippet ต้องมี name และหนึ่งใน review, aggregateRating หรือ offers ขณะที่ Organization และ Article ไม่มีคุณสมบัติบังคับ
- Google ระบุว่าไม่ต้องใช้มาร์กอัป schema.org พิเศษสำหรับ AI Overviews หรือ AI Mode และการลงโทษเรื่องข้อมูลที่มีโครงสร้างตัดสิทธิ์ rich result โดยไม่กระทบอันดับ
Schema markup สำหรับ SEO คือข้อมูลที่มีโครงสร้าง (structured data) ที่เขียนด้วยคำศัพท์ของ schema.org เพื่อบอกเครื่องมือค้นหาให้ชัดว่าหน้าเว็บนี้เกี่ยวกับอะไร เช่น องค์กรไหนเป็นผู้เผยแพร่ ขายสินค้าอะไร ธุรกิจตั้งอยู่ที่ไหน ใครเขียนบทความและเขียนเมื่อไร ตัวมันเองไม่ได้ดันอันดับให้สูงขึ้น หน้าที่ของมันคือทำให้หน้าเว็บมีสิทธิ์แสดงผลแบบ rich result ใน Google Search และตัดการเดาเรื่องเอนทิตีต่าง ๆ บนหน้านั้นออกไป
ข้อแตกต่างนี้สำคัญขึ้นมากในปี 2569 Google ยกเลิก rich result ไปหลายประเภท รวมถึง FAQ rich result ในเดือนพฤษภาคม 2569 และระบุตรง ๆ ว่าไม่ต้องใช้ schema พิเศษใด ๆ เพื่อให้ไปปรากฏใน AI Overviews หรือ AI Mode สิ่งที่เหลืออยู่จึงเป็นมาร์กอัปชุดที่เล็กลงและชัดเจนขึ้น ซึ่งคุ้มที่จะทำให้ถูกต้อง บทความนี้อธิบายว่า schema คืออะไร ทำไมควรใช้รูปแบบ JSON-LD ประเภท schema ห้าแบบที่เว็บไซต์ส่วนใหญ่ต้องใช้ วิธีตรวจสอบ และสิ่งที่ schema ทำได้และทำไม่ได้
Schema markup คืออะไร
Schema.org คือชุดคำศัพท์กลางที่ประกอบด้วยประเภท (type) เช่น Organization, Article, Product, LocalBusiness และคุณสมบัติ (property) เช่น name, address, price, author เมื่อคุณใส่ schema markup ลงในหน้าเว็บ คุณกำลังอธิบายเนื้อหาของหน้านั้นด้วยคำศัพท์ชุดนี้ในรูปแบบที่เครื่องอ่านได้ แยกออกจากข้อความที่คนเห็น
คนที่อ่านหน้าสินค้าจะเห็นราคา แบรนด์ และสถานะว่ามีของหรือไม่ บอตของเครื่องมือค้นหามักเดาเรื่องเหล่านี้ได้เช่นกัน แต่ต้องอนุมานจากเลย์เอาต์และถ้อยคำ ข้อมูลที่มีโครงสร้างบอกตรง ๆ ว่า นี่คือ Product ชื่อ X มีข้อเสนอ (offer) ราคา Y ในสกุลเงิน Z และสถานะคือ InStock Google ใช้ข้อมูลนี้เพื่อทำความเข้าใจหน้าเว็บ และสำหรับประเภทที่รองรับ ก็ใช้สร้างผลการค้นหาแบบพิเศษ เช่น ราคาสินค้า ดาวรีวิว breadcrumb วันที่ของอีเวนต์ หรือรายละเอียดธุรกิจ
JSON-LD, Microdata และ RDFa: ควรใช้รูปแบบไหน
Google รองรับข้อมูลที่มีโครงสร้างสามรูปแบบ:
- JSON-LD คือบล็อก JSON ที่วางไว้ในอิลิเมนต์ script ชนิด application/ld+json จะอยู่ในส่วน head หรือ body ของหน้าก็ได้
- Microdata คือแอตทริบิวต์ที่เพิ่มลงในอิลิเมนต์ HTML ที่ครอบเนื้อหาอยู่แล้ว
- RDFa เป็นอีกวิธีที่ใช้แอตทริบิวต์ต่อขยายจาก HTML
เอกสารของ Google ระบุว่าโดยทั่วไปแนะนำให้ใช้ JSON-LD หากระบบของเว็บไซต์เอื้อให้ทำได้ เพราะติดตั้งและดูแลได้ง่ายที่สุดเมื่อมีหน้าจำนวนมาก เหตุผลในทางปฏิบัติคือ JSON-LD อยู่ในบล็อกเดียว นักพัฒนาจึงสร้างมันจาก CMS หรือฐานข้อมูลได้โดยไม่ต้องแตะเทมเพลตที่ผู้ใช้เห็น และกองบรรณาธิการก็ไม่ทำมันพังเพียงเพราะแก้หัวข้อ
มีรายละเอียดการติดตั้งสองข้อที่คนมักพลาด ข้อแรก JSON ต้องถูกต้องตามรูปแบบ ใช้เครื่องหมายคำพูดคู่แบบตรง และไม่มีจุลภาคเกินท้ายรายการ ข้อสอง ใช้การเอสเคปตามมาตรฐาน JSON แทนการพึ่ง HTML entity เพราะตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2569 Google ถอดรหัส HTML ให้ JSON-LD เพียงรอบเดียว entity ที่เทมเพลตเอนจินเอสเคปไว้สองชั้นจึงไม่ถูกแปลงกลับเป็นอักขระที่ตั้งใจไว้
ประเภท schema ที่เว็บไซต์ส่วนใหญ่ต้องใช้
Schema.org มีหลายร้อยประเภท แต่ Google สร้างฟีเจอร์ในหน้าผลการค้นหาจากรายการที่จำกัด ซึ่งเผยแพร่ไว้ใน Search Gallery สำหรับเว็บไซต์ธุรกิจส่วนใหญ่ ห้าประเภทนี้ครอบคลุมเกือบทั้งหมด
Organization
มาร์กอัป Organization อธิบายตัวบริษัท ได้แก่ name, url, logo, ลิงก์ sameAs ไปยังโปรไฟล์ทางการ, address, telephone และ contactPoint เอกสารของ Google ระบุว่าไม่มีคุณสมบัติบังคับ และแนะนำให้ใส่คุณสมบัติที่เกี่ยวข้องให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ พร้อมระบุว่ามาร์กอัปนี้ควรอยู่ที่หน้าแรก หรือหน้าเดียวที่อธิบายองค์กร เช่น หน้าเกี่ยวกับเรา ไม่จำเป็นต้องใส่ทุกหน้า โลโก้ควรมีขนาดอย่างน้อย 112x112 พิกเซล
Article
มาร์กอัป Article (หรือประเภทย่อยอย่าง NewsArticle และ BlogPosting) อธิบายเนื้อหาเชิงบทความ ได้แก่ headline, image, datePublished, dateModified และ author Google ไม่ได้กำหนดคุณสมบัติบังคับที่เข้มงวดสำหรับ Article แต่คุณสมบัติผู้เขียนและวันที่คือส่วนที่ทำให้มาร์กอัปมีประโยชน์ ตรวจให้แน่ใจว่าวันที่ในมาร์กอัปตรงกับวันที่ที่แสดงบนหน้า และผู้เขียนเป็นบุคคลหรือองค์กรจริงที่มีหน้าของตัวเองถ้าเป็นไปได้
Product
มาร์กอัป Product อธิบายสินค้าที่ขายหรือที่ถูกรีวิว Google แยกการใช้งานเป็นสองแบบ Product snippet ใช้กับหน้าอย่างรีวิวหรือหน้าเปรียบเทียบ ต้องมีชื่อสินค้าและอย่างน้อยหนึ่งอย่างจาก review, aggregateRating หรือ offers ส่วน Merchant listing ใช้กับหน้าที่ผู้ซื้อกดซื้อสินค้าได้จริง มีข้อกำหนดและรายงานใน Search Console แยกต่างหาก หน้าสินค้าของร้านค้าออนไลน์จัดอยู่ในกลุ่ม Merchant listing
LocalBusiness
มาร์กอัป LocalBusiness (และประเภทย่อยอย่าง Restaurant หรือ Dentist) อธิบายสถานที่ตั้งจริงของธุรกิจ Google บังคับให้มี name และ address และแนะนำคุณสมบัติอย่าง telephone, url, พิกัด geo, openingHoursSpecification และ priceRange Google ระบุว่า review และ aggregateRating บน LocalBusiness แนะนำเฉพาะเว็บไซต์ที่เก็บรีวิวเกี่ยวกับธุรกิจท้องถิ่นอื่น ธุรกิจที่ใส่คะแนนดาวของตัวเองบนเว็บไซต์ของตัวเองจึงไม่ควรคาดหวังว่าจะได้ review snippet
FAQPage และสิ่งที่เปลี่ยนไปในปี 2569
มาร์กอัป FAQ เคยเป็นวิธีที่นิยมที่สุดในการได้พื้นที่เพิ่มในผลการค้นหา Google หยุดแสดง FAQ rich result ใน Google Search ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 และนำฟีเจอร์นี้ออกจากเอกสารในเดือนมิถุนายน 2569 FAQPage ยังเป็นคำศัพท์ schema.org ที่ถูกต้อง และมาร์กอัปที่ตรงกับคำถามคำตอบที่มองเห็นบนหน้าก็ไม่ได้สร้างความเสียหาย แต่จะไม่ทำให้เกิดฟีเจอร์ในผลการค้นหาของ Google อีกต่อไป ส่วน HowTo rich result ถูกยกเลิกไปก่อนหน้านั้นแล้ว ถ้า FAQ snippet คือเหตุผลหลักที่เว็บไซต์ใส่ schema ก็ถึงเวลาหันไปโฟกัสประเภทที่ Google ยังรองรับ
| ประเภท schema | คุณสมบัติที่ Google บังคับ | ควรใส่ที่หน้าไหน |
|---|---|---|
| Organization | ไม่มีข้อบังคับ แนะนำ name, url, logo, sameAs | หน้าแรกหรือหน้าเกี่ยวกับเรา |
| Article | ไม่มีข้อบังคับ แนะนำ headline, author และวันที่ | บทความบล็อกหรือข่าวแต่ละหน้า |
| Product (snippet) | name และหนึ่งใน review, aggregateRating หรือ offers | หน้ารีวิวหรือหน้าเปรียบเทียบสินค้า |
| LocalBusiness | name และ address | หน้าสาขาหรือหน้าติดต่อ |
| FAQPage | ไม่มี rich result ใน Google ตั้งแต่พฤษภาคม 2569 | ไม่บังคับ ใส่เฉพาะหน้าที่มีคำถามคำตอบให้เห็น |
วิธีใส่ schema markup ลงในหน้าเว็บ
- เลือกประเภทจากเนื้อหาที่มองเห็น ถามว่าหน้านี้คืออะไร หน้าบริการมักเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว Organization หรือ LocalBusiness ไม่ใช่ Product ส่วนบทความบล็อกคือ Article
- ใส่คุณสมบัติบังคับก่อน แล้วค่อยเพิ่มคุณสมบัติแนะนำที่ดูแลให้ถูกต้องได้ แนวทางของ Google คือ คุณสมบัติแนะนำจำนวนน้อยแต่ครบและถูกต้อง ดีกว่าจำนวนมากแต่ไม่ครบหรือผิด
- สร้างมาร์กอัปจากแหล่งข้อมูลจริง ราคา สถานะสต็อก เวลาเปิดปิด และวันที่ล้วนเปลี่ยนได้ การฝังค่าตายตัวไว้ในเทมเพลตทำให้ข้อมูลล้าสมัยแน่นอน ให้ดึงจากฐานข้อมูลเดียวกับที่ใช้แสดงหน้าเว็บ
- เชื่อมเอนทิตีด้วย @id ให้ Organization มี @id ที่คงที่ แล้วอ้างถึงมันในฐานะผู้เผยแพร่ (publisher) ของทุก Article วิธีนี้บอกบอตว่าบริษัทเดียวกันอยู่เบื้องหลังเนื้อหาทั้งหมด
- มาร์กอัปเฉพาะสิ่งที่ผู้ใช้มองเห็น นโยบายข้อมูลที่มีโครงสร้างของ Google ห้ามมาร์กอัปเนื้อหาที่ผู้อ่านมองไม่เห็น และห้ามสร้างหน้าขึ้นมาเพียงเพื่อบรรจุข้อมูลที่มีโครงสร้าง
แพลตฟอร์ม CMS และปลั๊กอิน SEO ส่วนใหญ่สร้างมาร์กอัป Organization และ Article ให้อัตโนมัติ ให้เช็กก่อนว่ามีอะไรอยู่แล้ว ก่อนจะเพิ่มเข้าไปอีก เพราะบล็อกที่ซ้ำหรือขัดกันสำหรับเอนทิตีเดียวกันสร้างความสับสนแทนที่จะทำให้ชัดเจน
วิธีตรวจสอบ schema markup
ใช้การตรวจสามขั้น ตามลำดับนี้:
- Rich Results Test เครื่องมือของ Google แสดงว่าหน้านั้นมีสิทธิ์ได้ฟีเจอร์ใดในผลการค้นหาของ Google และแสดงข้อผิดพลาดกับคำเตือนตามข้อกำหนดของ Google โดยรายงานเฉพาะฟีเจอร์ที่ Google รองรับ
- Schema Markup Validator เครื่องมือตรวจของ schema.org ตรวจมาร์กอัปทุกแบบเทียบกับคำศัพท์ schema.org โดยตรง รวมถึงประเภทที่ Google ไม่ได้ใช้สร้าง rich result
- รายงานใน Search Console หลังเผยแพร่ รายงานสถานะ rich result (เช่น Products, Merchant listings, Breadcrumbs) จะแสดงรายการที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องทั้งเว็บไซต์ และเครื่องมือ URL Inspection จะแสดงสิ่งที่ Google ตรวจพบใน URL ที่เผยแพร่แล้วทีละหน้า
ข้อผิดพลาด (error) ทำให้หน้าเสียสิทธิ์ได้ฟีเจอร์ ส่วนคำเตือน (warning) หมายถึงขาดคุณสมบัติแนะนำ หน้ายังมีสิทธิ์อยู่ แต่ถึงมาร์กอัปจะถูกต้องก็ไม่มีอะไรรับประกัน Google ระบุว่าไม่รับประกันว่าข้อมูลที่มีโครงสร้างจะแสดงในผลการค้นหา แม้จะใส่ไว้อย่างถูกต้องก็ตาม
Schema ช่วยอะไรได้และไม่ได้ ทั้งเรื่องอันดับและคำตอบจาก AI
สิ่งที่ schema ทำได้ schema ทำให้หน้ามีสิทธิ์ได้ rich result ซึ่งเปลี่ยนหน้าตาของรายการในผลการค้นหาและพื้นที่ที่ได้ มันให้ข้อมูลที่ไม่กำกวมกับ Google เรื่องเอนทิตี ราคา วันที่ และสถานที่ และทำให้ข้อมูลของคุณถูกนำไปใช้ต่อได้ง่ายขึ้นในที่อย่าง merchant listing
สิ่งที่ schema ทำไม่ได้ schema ไม่ใช่ตัวเร่งอันดับ ถ้อยคำในนโยบายของ Google เองบอกได้ชัด การลงโทษด้วยมือ (manual action) เรื่องข้อมูลที่มีโครงสร้างจะตัดสิทธิ์ rich result ของหน้า แต่ไม่กระทบอันดับของหน้าในการค้นหาเว็บ สำหรับฟีเจอร์ AI แนวทางของ Google ระบุว่าไม่มีข้อกำหนดเพิ่มเติมในการปรากฏใน AI Overviews หรือ AI Mode และไม่มีมาร์กอัป schema.org พิเศษที่ต้องใส่ หน้าเว็บต้องถูกจัดทำดัชนี มีสิทธิ์แสดง snippet และสร้างบนพื้นฐาน SEO ตามปกติ
กล่าวคือ schema ช่วยเรื่องความเข้าใจและการนำเสนอ ส่วนคุณภาพเนื้อหา การให้บอตเข้าถึงได้ การลิงก์ภายใน และความน่าเชื่อถือ ยังเป็นตัวตัดสินว่าหน้าจะติดอันดับหรือถูกอ้างอิงหรือไม่ ให้ระวังคำกล่าวอ้างว่ามาร์กอัปประเภทใดรับประกันการมองเห็นใน AI แล้วหันไปดูงานGenerative Engine Optimization (GEO)ที่ปรับปรุงตัวเนื้อหาเองแทน
ข้อผิดพลาดเรื่อง schema ที่พบบ่อย
- มาร์กอัปรีวิวหรือคะแนนที่ไม่ได้แสดงบนหน้า หรือใส่มาร์กอัปรีวิวยกยอตัวเองบนเว็บไซต์ธุรกิจตัวเอง
- ราคา สถานะสินค้า หรือวันที่ในมาร์กอัปไม่ตรงกับหน้าที่มองเห็น
- ปลั๊กอินสองตัวต่างสร้างบล็อก Organization ของตัวเอง โดยใช้ชื่อหรือโลโก้ต่างกัน
- ใส่มาร์กอัป Product บนหน้าบริการที่ไม่ได้ขายสินค้าชิ้นใดชิ้นหนึ่ง
- ยังใช้มาร์กอัป FAQ เป็นกลยุทธ์ SEO หลัก ทั้งที่ rich result ถูกยกเลิกไปแล้ว
การตรวจ SEO (SEO audit)คือขั้นตอนที่มักจับปัญหาเหล่านี้ได้ในระดับทั้งเว็บไซต์ เพราะการครอลสามารถแสดงข้อมูลที่มีโครงสร้างของทุกหน้าและชี้จุดที่ขัดกันได้
Schema markup สำหรับเว็บไซต์ภาษาไทย
ชื่อคุณสมบัติของ schema.org บนเว็บไทยยังเป็นภาษาอังกฤษ มีเพียงค่าที่เปลี่ยนไป หน้าภาษาไทยสามารถอธิบายธุรกิจด้วยชื่อภาษาไทยและที่อยู่ภาษาไทยใน LocalBusiness ได้ โดยคีย์ยังคงเป็น name และ address เว็บไซต์สองภาษาควรมาร์กอัปแต่ละภาษาด้วยค่าในภาษานั้น และตั้ง inLanguage ให้ Article เพื่อให้หน้าภาษาไทยอธิบายตัวเองเป็นภาษาไทย ไม่ใช่ใช้ค่าภาษาอังกฤษซ้ำ ใช้รูปแบบที่อยู่ภาษาไทยให้สม่ำเสมอกับโปรไฟล์ธุรกิจและรายการอื่น ๆ เพราะชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรที่ตรงกันในทุกแหล่งช่วยการค้นหาในพื้นที่ สำหรับธุรกิจไทยที่มีหลายสาขา มาร์กอัป LocalBusiness ในหน้าของแต่ละสาขาจะได้ผลดีที่สุดเมื่อทำควบคู่กับ Google Business Profile ที่ดูแลสม่ำเสมอและงานLocal SEO
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ schema markup สำหรับ SEO
Schema markup ช่วยให้อันดับใน Google ดีขึ้นไหม
ไม่ได้ช่วยโดยตรง schema markup ไม่ใช่ปัจจัยจัดอันดับ แต่ทำให้หน้ามีสิทธิ์ได้ rich result และช่วยให้ Google เข้าใจหน้า นโยบายของ Google เองยืนยันว่าการลงโทษเรื่องข้อมูลที่มีโครงสร้างกระทบสิทธิ์ rich result ไม่ใช่อันดับในการค้นหาเว็บ
ต้องมี schema markup จึงจะขึ้นใน Google AI Overviews หรือไม่
ไม่ต้อง Google ระบุว่าไม่มีมาร์กอัป schema.org พิเศษที่ต้องใช้สำหรับ AI Overviews หรือ AI Mode หน้าเว็บต้องถูกจัดทำดัชนี มีสิทธิ์แสดง snippet และสร้างบนพื้นฐาน SEO ที่ดี
FAQ schema ยังคุ้มที่จะใส่อยู่ไหม
FAQ schema ไม่ทำให้เกิด rich result ใน Google Search แล้ว เพราะ Google หยุดแสดง FAQ rich result ตั้งแต่พฤษภาคม 2569 ใส่ไว้ได้โดยไม่เสียหายถ้าตรงกับคำถามคำตอบที่มองเห็นบนหน้า แต่ไม่ควรเป็นงานลำดับต้น
ควรใช้รูปแบบไหนสำหรับข้อมูลที่มีโครงสร้าง
ใช้ JSON-LD ซึ่ง Google แนะนำในทุกกรณีที่ระบบของเว็บไซต์เอื้อให้ทำได้ มันอยู่ในบล็อก script เดียว สร้างจาก CMS ได้ง่ายกว่า และพังน้อยกว่าเมื่อเทมเพลตหน้าเว็บเปลี่ยน
จะรู้ได้อย่างไรว่า schema markup ทำงาน
ตรวจหน้าด้วย Rich Results Test ของ Google สำหรับฟีเจอร์ของ Google และ Schema Markup Validator สำหรับข้อผิดพลาดของ schema.org ทั่วไป หลังเผยแพร่แล้วให้ติดตามรายงาน rich result และ URL Inspection ใน Search Console
ให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจข้อมูลที่มีโครงสร้าง
Schema markup เป็นส่วนเล็ก ๆ ของ SEO เชิงเทคนิค แต่การติดตั้งที่พังหรือขัดกันอาจทำให้เว็บไซต์เสียฟีเจอร์สินค้า รีวิว หรือข้อมูลธุรกิจในผลการค้นหาไปแบบไม่รู้ตัว ถ้าต้องการให้ตรวจและแก้มาร์กอัป Organization, Article, Product และ LocalBusiness เป็นส่วนหนึ่งของแผนที่ใหญ่กว่า ดูรายละเอียดบริการ SEO ในประเทศไทยของ Relevant Audience







