Google Keyword Planner คืออะไร ใช้ฟรีไหม และใช้หาคีย์เวิร์ดอย่างไร

Google Keyword Planner คืออะไร ใช้ฟรีไหม และใช้หาคีย์เวิร์ดอย่างไร

Google AdsOctober 11, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • Google ระบุว่า Keyword Planner เป็นทรัพยากรฟรี แต่ต้องตั้งค่าบัญชี Google Ads ให้เสร็จรวมถึงข้อมูลการเรียกเก็บเงิน และบัญชีใน Smart mode ต้องสลับเป็น Expert mode ก่อน
  • Top of page bid low range คือค่าประมาณเปอร์เซ็นไทล์ที่ 20 และ high range คือเปอร์เซ็นไทล์ที่ 80 ของราคาเสนอใน 30 วันล่าสุด ตามพื้นที่และเครือข่ายที่เลือก
  • ค่าเฉลี่ยการค้นหาต่อเดือนเฉลี่ยจาก 12 เดือนโดยค่าเริ่มต้น ถูกปัดเศษ และรวมคำใกล้เคียงไว้ด้วยกัน Google ไม่ได้เผยแพร่กฎว่าเมื่อไรจะแสดงเป็นช่วงอย่าง 1K-10K
  • Google Ads API ให้ search volume รายเดือนโดยประมาณย้อนหลังได้ถึง 4 ปี และ Google รีเฟรชตัวเลขย้อนหลังเหล่านี้ทุกเดือน

Google Keyword Planner (เครื่องมือวางแผนคีย์เวิร์ด) คือเครื่องมือฟรีใน Google Ads ที่ใช้หาไอเดียคีย์เวิร์ด ดูว่าแต่ละคำมีคนค้นหาประมาณเดือนละเท่าไร และประเมินราคาเสนอสำหรับโฆษณาบน Google Search ใช้ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินค่าเครื่องมือ แต่ต้องมีบัญชี Google Ads ที่ตั้งค่าเสร็จแล้ว และตัวเลขที่ได้เป็นค่าประมาณที่ปัดเศษ ไม่ใช่จำนวนการค้นหาที่แม่นยำ

บทความนี้ตอบคำถามที่คนไทยถามบ่อยเกี่ยวกับ google keyword planner ทีละข้อ ตั้งแต่ใช้ฟรีจริงไหม ต้องมีบัญชีแบบไหน ทำไมบางครั้ง search volume ขึ้นเป็นช่วงกว้างๆ เครื่องมือสองตัวในนั้นต่างกันอย่างไร ตั้งภาษาและพื้นที่เป็นไทยอย่างไร อ่าน top of page bid อย่างไร ใช้กับ SEO ได้แค่ไหน ไปจนถึงการเพิ่มคีย์เวิร์ดลงแผนหรือแคมเปญ ทุกกลไกในบทความอ้างอิงจากศูนย์ช่วยเหลือของ Google Ads ส่วนที่ Google ไม่ได้เปิดเผยจะบอกไว้ตรงๆ

Keyword Planner คืออะไร ใช้ฟรีไหม

Keyword Planner เป็นเครื่องมือที่อยู่ในบัญชี Google Ads ศูนย์ช่วยเหลือของ Google อธิบายว่าเครื่องมือนี้ช่วยวิจัยคีย์เวิร์ดสำหรับแคมเปญ Search ช่วยหาไอเดียคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวกับธุรกิจ และดูค่าประมาณว่าแต่ละคำถูกค้นหาบ่อยแค่ไหนและต้องใช้งบเท่าไรถ้าจะลงโฆษณา หน้าแนะนำเครื่องมือของ Google เองระบุว่า Keyword Planner เป็นทรัพยากรฟรี

คำว่า "ฟรี" ในที่นี้หมายถึงไม่มีค่าใช้เครื่องมือ การเปิดดูไอเดียคีย์เวิร์ดหรือดูตัวเลขประมาณการไม่ได้ทำให้เสียเงิน คุณจะเสียเงินก็ต่อเมื่อเปิดแคมเปญโฆษณาแล้วมีคนคลิกหรือเห็นโฆษณาตามรูปแบบการเสนอราคาที่เลือก การเปิดแผนใน Keyword Planner ไม่ได้ทำให้โฆษณาเริ่มวิ่งเอง

ต้องมีบัญชี Google Ads หรือเปล่า

ต้องมี Keyword Planner ไม่มีเวอร์ชันแยกนอก Google Ads หน้าแนะนำเครื่องมือของ Google ระบุว่าการเข้าถึงต้องตั้งค่าบัญชี Google Ads ให้เสร็จและสร้างแคมเปญก่อน และไม่ต้องสร้างบัญชีแยกต่างหากสำหรับเครื่องมือนี้ ศูนย์ช่วยเหลือ Google Ads ยังระบุว่าต้องตั้งค่าบัญชีให้ครบด้วยการกรอกข้อมูลการเรียกเก็บเงิน จึงจะใช้ฟีเจอร์พื้นฐานอย่างการหาไอเดียคีย์เวิร์ดได้

อีกเรื่องที่ทำให้หลายคนหาเครื่องมือไม่เจอคือโหมดของบัญชี Google ระบุว่าถ้าบัญชีใช้ Smart mode ต้องสลับไปเป็น Expert mode ก่อน เมนู Keyword Planner จึงจะปรากฏ

วิธีเข้า: ในบัญชี Google Ads ให้เปิดเมนู Tools (ไอคอนเครื่องมือ) แล้วเลือก Keyword planner หน้าแรกจะให้เลือกระหว่างสองเครื่องมือ คือ Discover new keywords กับ Get search volume and forecasts ชื่อเมนูอาจต่างไปเล็กน้อยตามภาษาของอินเทอร์เฟซที่ตั้งไว้

Discover new keywords กับ Get search volume and forecasts ต่างกันอย่างไร

สองเครื่องมือนี้ตอบคำถามคนละข้อ ข้อแรกคือ "ควรใช้คำอะไร" ข้อที่สองคือ "คำที่มีอยู่แล้วจะได้ผลเท่าไร"

Discover new keywords

ใช้เมื่อยังไม่มีรายการคีย์เวิร์ด เริ่มได้สองแบบ แบบแรกคือ Start with keywords พิมพ์คำหรือวลีที่เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ คั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค แบบที่สองคือ Start with a website ใส่ URL แล้ว Google จะหาคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวกับเนื้อหาของเว็บนั้น (Google ระบุว่าไม่ได้ใช้เนื้อหาของลิงก์ที่อยู่บนหน้า) ศูนย์ช่วยเหลือบอกด้วยว่าการใส่ทั้งคีย์เวิร์ดและ URL พร้อมกันอาจได้ไอเดียมากกว่าใส่ URL อย่างเดียว

เมื่อได้ผลลัพธ์แล้ว สามารถกรองด้วยเงื่อนไขอย่างระดับการแข่งขัน ส่วนแบ่งการแสดงผลโฆษณา หรือข้อความในคีย์เวิร์ด และปรับให้แคบลงตามหมวดหมู่ที่ Google จัดให้ได้

Get search volume and forecasts

ใช้เมื่อมีรายการคีย์เวิร์ดอยู่แล้ว พิมพ์หรือวางรายการ หรืออัปโหลดไฟล์ CSV ได้ ไฟล์แบบง่ายต้องมีคอลัมน์เดียวที่หัวคอลัมน์ชื่อ "Keyword" ผลที่ได้มีสองส่วน คือข้อมูลย้อนหลัง (historical metrics) และการคาดการณ์ (forecasts) เช่น จำนวนคลิก การแสดงผล และค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น

ตารางด้านล่างสรุปความต่างของสองเครื่องมือ

Get search volume and forecasts
เครื่องมือใส่อะไรเข้าไปได้อะไรออกมา
Discover new keywordsคำตั้งต้น หรือ URL เว็บไซต์ หรือทั้งสองอย่างรายการไอเดียคีย์เวิร์ดใหม่ พร้อมค่าเฉลี่ยการค้นหาต่อเดือน การแข่งขัน และช่วง top of page bid
Get search volume and forecastsรายการคีย์เวิร์ดที่มีอยู่ พิมพ์เอง วาง หรือไฟล์ CSVข้อมูลย้อนหลังของคำเหล่านั้น และการคาดการณ์คลิก การแสดงผล และค่าใช้จ่าย
Saved keywords (แผน)คีย์เวิร์ดที่เลือกจากสองเครื่องมือข้างบนแผนที่บันทึกไว้ จัดกลุ่ม แชร์ หรือนำไปสร้างแคมเปญต่อได้

ทำไม search volume ขึ้นเป็นช่วง และจะได้ตัวเลขละเอียดได้อย่างไร

หลายคนเปิด Keyword Planner แล้วเห็นค่าเฉลี่ยการค้นหาต่อเดือนเป็นช่วงกว้าง เช่น 1K-10K แทนตัวเลขเดียว ประเด็นที่ต้องรู้ก่อนคือ ศูนย์ช่วยเหลือของ Google Ads ไม่ได้เผยแพร่กฎที่ชัดเจนว่าบัญชีแบบไหนจะเห็นช่วงและบัญชีแบบไหนจะเห็นตัวเลขละเอียดกว่า คำอธิบายใดที่อ้างว่ารู้เงื่อนไขแน่ชัด เช่น ผูกกับยอดใช้จ่ายโฆษณาในบัญชี จึงเป็นข้อสันนิษฐานที่ Google ไม่ได้ยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ใช่กติกา

สิ่งที่ Google ยืนยันไว้มีดังนี้

  • ตัวเลขถูกปัดเศษ ศูนย์ช่วยเหลือระบุว่าสถิติ search volume ถูกปัดเศษ ดังนั้นเมื่อดูหลายพื้นที่พร้อมกัน ตัวเลขอาจรวมกันไม่ลงตัว
  • เป็นค่าเฉลี่ย ค่า average monthly searches คือจำนวนครั้งเฉลี่ยที่มีคนค้นหาคำนั้นและคำใกล้เคียง (close variants) ตามช่วงเดือน พื้นที่ และเครือข่ายที่เลือก โดยค่าเริ่มต้นเฉลี่ยจาก 12 เดือน
  • คำใกล้เคียงถูกรวมกัน เอกสาร Google Ads API อธิบายว่าคำใกล้เคียง เช่น car กับ cars ถูกรวมเป็นผลลัพธ์เดียว จำนวนผลลัพธ์จึงอาจน้อยกว่าจำนวนคีย์เวิร์ดที่ใส่เข้าไป
  • คำที่ค้นหาน้อยมากหรือเป็นคำอ่อนไหวอาจไม่มีข้อมูล Google ระบุว่าคีย์เวิร์ดที่ search volume ต่ำมาก หรือคำที่ถือว่าอ่อนไหว จะค้นหาหรือคาดการณ์ไม่ได้ และผลในหมวดอย่างสุขภาพหรือการเงินมักไม่มีให้ดู เพราะนโยบายโฆษณาแบบปรับตามบุคคลและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

ถ้าต้องการตัวเลขที่ละเอียดขึ้น ทางที่ Google เปิดไว้อย่างเป็นทางการคือ Google Ads API ซึ่งให้ทั้งค่าเฉลี่ยการค้นหาต่อเดือน และ search volume รายเดือนโดยประมาณย้อนหลังได้ถึง 4 ปี โดยเอกสาร API ของ Google ระบุว่าตัวเลข search volume ย้อนหลังรีเฟรชทุกเดือน ทางนี้ต้องมีการตั้งค่าเชิงเทคนิค จึงเหมาะกับทีมที่มีนักพัฒนา สำหรับคนทั่วไป วิธีที่ใช้ได้จริงกว่าคือดูกราฟแนวโน้มรายเดือนในหน้าผลลัพธ์ และใช้ข้อมูลจากแคมเปญที่วิ่งจริงหรือจาก Search Console ของเว็บตัวเองมาประกอบ

ตั้งภาษาและพื้นที่เป็นไทยอย่างไร

หน้าผลลัพธ์ของ Keyword Planner มีส่วนตั้งค่า targeting อยู่ด้านบน ศูนย์ช่วยเหลือของ Google อธิบายไว้สามส่วน

  • พื้นที่ (Locations) พิมพ์ประเทศ ภูมิภาค หรือเมือง เช่น ประเทศไทย หรือกรุงเทพมหานคร ถ้าต้องการทุกพื้นที่ให้ลบพื้นที่ที่ใส่ไว้ออก ระบบจะกลับไปเป็น "All locations"
  • ภาษา (Language) พิมพ์ชื่อภาษาหรือเลือกจากรายการ เช่น ภาษาไทย
  • เครือข่าย (Search networks) เลือก "Google" เพื่อดูเฉพาะ Google Search หรือ "Google and search partners" เพื่อรวม Google search sites อื่นอย่าง Maps และเว็บพาร์ตเนอร์ด้วย

การตั้งค่าเหล่านี้ไม่ได้มีผลแค่หน้าตา Google ระบุว่าค่าเฉลี่ยการค้นหา ระดับการแข่งขัน และช่วง top of page bid ล้วนคำนวณตามพื้นที่และเครือข่ายที่เลือก ถ้าลืมเปลี่ยนจากค่าเดิม ตัวเลขทั้งหมดจะเป็นของตลาดอื่น ข้อควรระวังสำหรับตลาดไทยคือคนไทยค้นหาทั้งคำไทยและคำอังกฤษ เช่น "รองเท้าวิ่ง" กับ "running shoes" ควรใส่ทั้งสองแบบเป็นคำตั้งต้นและเทียบตัวเลขกันเอง นอกจากนี้ Google ระบุว่าการคาดการณ์สำหรับพื้นที่เล็กๆ อาจแม่นยำน้อยลงเพราะมีข้อมูลให้ใช้น้อย

อ่าน top of page bid อย่างไร

ในตารางผลลัพธ์จะมีสองคอลัมน์ คือ Top of page bid (low range) และ Top of page bid (high range) ศูนย์ช่วยเหลือของ Google อธิบายว่า low range คือค่าประมาณเปอร์เซ็นไทล์ที่ 20 ของราคาเสนอที่โฆษณาเคยได้แสดงด้านบนของหน้า และ high range คือค่าประมาณเปอร์เซ็นไทล์ที่ 80 ข้อมูลนี้มาจาก 30 วันล่าสุด และอิงตามพื้นที่และเครือข่ายที่เลือก

พูดง่าย ๆ คือ ในราคาเสนอที่ขึ้นด้านบนของหน้าซึ่ง Google เก็บข้อมูลไว้ ประมาณ 20% อยู่ที่หรือต่ำกว่า low range และประมาณ 80% อยู่ที่หรือต่ำกว่า high range ตัวเลขทั้งสองไม่ใช่ราคาที่คุณจะจ่ายจริงต่อคลิก ค่าใช้จ่ายจริงขึ้นกับการประมูลแต่ละครั้ง คุณภาพโฆษณา และกลยุทธ์การเสนอราคา ถ้าคีย์เวิร์ดมีประวัติการประมูลน้อย ช่องนี้อาจว่าง

ตัวอย่างสมมติ: คีย์เวิร์ดหนึ่งแสดง low range 8 บาท และ high range 35 บาท แปลว่าในช่วง 30 วันที่ผ่านมา ราคาเสนอที่ขึ้นด้านบนของหน้าได้กระจายอยู่ในช่วงกว้าง ตัวเลขนี้ใช้ตั้งงบเบื้องต้นและเปรียบเทียบคำต่อคำได้ แต่ไม่ควรใช้เป็นราคาตายตัว ตัวเลขในตัวอย่างนี้เป็นตัวเลขสมมติทั้งหมด

คอลัมน์อื่นที่ควรรู้คือ Competition ซึ่งแสดงเป็นต่ำ กลาง สูง โดยวัดจากจำนวนผู้ลงโฆษณาที่แสดงโฆษณาบนคำนั้นเทียบกับคีย์เวิร์ดทั้งหมดบน Google ตัวนี้เป็นการแข่งขันในฝั่งโฆษณา ไม่ใช่ความยากในการทำอันดับ SEO และ Ad impression share ซึ่งถ้าขึ้นเป็นขีด แปลว่ามีข้อมูลไม่พอจะคำนวณ

ใช้ Keyword Planner กับ SEO ได้ไหม และมีข้อจำกัดอะไร

ใช้ได้ในฐานะแหล่งไอเดียและตัวชี้วัดความต้องการแบบคร่าวๆ ส่วนที่มีประโยชน์กับ SEO คือรายการไอเดียคีย์เวิร์ด แนวโน้มตามฤดูกาล และการเทียบว่าคำไหนมีความต้องการมากกว่าคำไหน แต่ต้องเข้าใจข้อจำกัดเหล่านี้

  1. สร้างมาเพื่อโฆษณา Google ออกแบบเครื่องมือนี้สำหรับแคมเปญ Search ตัวชี้วัดอย่าง Competition และ top of page bid เป็นเรื่องของการประมูลโฆษณา ไม่ได้บอกความยากของการติดอันดับแบบ organic
  2. คำใกล้เคียงถูกรวมกัน คำเอกพจน์ พหูพจน์ หรือคำสะกดใกล้กันอาจได้ตัวเลขเดียวกัน จึงแยกไม่ได้ว่าคนค้นแบบไหนมากกว่า
  3. ข้อมูลย้อนหลังเป็นแบบ exact match Google ระบุว่าสถิติย้อนหลังอย่างค่าเฉลี่ยการค้นหาแสดงเฉพาะการจับคู่แบบตรงทั้งหมด การเปลี่ยน match type จึงไม่เปลี่ยนตัวเลขย้อนหลัง
  4. คำหางยาวภาษาไทยมักไม่มีข้อมูล เพราะคำที่ค้นหาน้อยมากจะไม่แสดงผล คำค้นยาวๆ ภาษาไทยหลายคำจึงหายไปจากรายการ ทั้งที่อาจมีคนค้นจริง
  5. ไม่บอกเจตนาการค้นหา ตัวเลขบอกว่ามีคนค้นเท่าไร แต่ไม่ได้บอกว่าคนเหล่านั้นอยากอ่านข้อมูลหรืออยากซื้อ ต้องดูหน้าผลการค้นหาจริงประกอบ

ในงาน SEO จึงควรใช้ Keyword Planner คู่กับข้อมูลคำค้นจริงจาก Search Console ของเว็บตัวเอง และการดูหน้าผลการค้นหาจริงของแต่ละคำ ถ้าต้องการขั้นตอนวิจัยคีย์เวิร์ดตั้งแต่คำตั้งต้นจนถึงหน้าเว็บ ทีม SEO ประเทศไทย ช่วยวางขั้นตอนนี้ร่วมกับคุณได้

เพิ่มคีย์เวิร์ดลงแผนหรือแคมเปญอย่างไร

เมื่อเลือกคีย์เวิร์ดที่ต้องการได้แล้ว มีสองทางหลัก

  • บันทึกเป็นแผน ติ๊กเลือกคีย์เวิร์ด เลือก match type จากเมนูแบบเลื่อนลง (ค่าเริ่มต้นคือ Broad match) แล้วกด Add keywords เพื่อสร้างแผนใหม่หรือเพิ่มเข้าแผนเดิม คีย์เวิร์ดจะไปอยู่ใน Saved keywords ซึ่งจัดกลุ่มทีหลังได้ หน้าแนะนำของ Google ระบุว่าบันทึกแผนหรือแชร์ให้คนอื่นได้ด้วย
  • เพิ่มเข้าแคมเปญที่มีอยู่ ในส่วน Keyword ideas ให้เลือกคีย์เวิร์ด เปิดเมนูสามจุดบนแถบสีน้ำเงิน เลือก Add to account เลือกกลุ่มโฆษณาและ match type แล้วกด Add

ในแผน คุณสามารถดูการคาดการณ์ได้ Google ระบุว่าการคาดการณ์คำนึงถึงราคาเสนอ งบประมาณ ฤดูกาล และคุณภาพโฆษณาในอดีต ขณะที่ข้อมูลย้อนหลังไม่ได้คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ การคาดการณ์อัปเดตทุกวันจากข้อมูลช่วงสั้นๆ ล่าสุด (ศูนย์ช่วยเหลือระบุราว 7-10 วัน และปรับตามฤดูกาล) และเปลี่ยนช่วงวันที่ของการคาดการณ์ได้ที่ด้านบนของหน้า Forecasts การคาดการณ์ทั้งหมดเป็นของ Search Network ลองปรับราคาเสนอขึ้นลงเพื่อดูว่าคลิกและค่าใช้จ่ายที่คาดไว้เปลี่ยนไปอย่างไร ก่อนตัดสินใจตั้งงบจริง

ความหมายสำหรับธุรกิจไทย

สำหรับธุรกิจไทย google keyword planner เป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่มีค่าเครื่องมือ แต่ต้องอ่านตัวเลขอย่างเข้าใจ ตั้งพื้นที่เป็นประเทศไทยหรือจังหวัดที่ขายจริงทุกครั้ง ใส่คำตั้งต้นทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และอย่าตัดคำหางยาวภาษาไทยทิ้งเพียงเพราะเครื่องมือไม่แสดงตัวเลข ธุรกิจในหมวดสุขภาพหรือการเงินควรเตรียมใจว่าอาจไม่มีข้อมูลให้ดู สำหรับงานโฆษณา ช่วง top of page bid ใช้ตั้งงบเบื้องต้นได้ แต่ราคาจริงจะรู้หลังแคมเปญวิ่งแล้ว ถ้าต้องการวางโครงสร้างแคมเปญจากผลวิจัยนี้ บริการ Google Ads ช่วยต่อยอดจากแผนไปเป็นแคมเปญได้ และคีย์เวิร์ดที่ได้ก็ใช้วางแผนคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งได้ด้วย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Google Keyword Planner

Google Keyword Planner ใช้ฟรีไหม

ฟรี Google ระบุว่า Keyword Planner เป็นทรัพยากรฟรี ไม่มีค่าใช้เครื่องมือ แต่ต้องมีบัญชี Google Ads ที่ตั้งค่าเสร็จแล้ว รวมถึงข้อมูลการเรียกเก็บเงิน และจะเสียเงินก็ต่อเมื่อเปิดแคมเปญโฆษณา

ทำไม search volume ใน Keyword Planner เป็นช่วง เช่น 1K-10K

Google ไม่ได้เผยแพร่กฎที่ชัดเจนว่าเมื่อไรจะแสดงเป็นช่วง สิ่งที่ Google ยืนยันคือตัวเลขถูกปัดเศษและเป็นค่าเฉลี่ย ถ้าต้องการตัวเลขรายเดือนที่ละเอียดกว่า Google Ads API ให้ข้อมูลรายเดือนย้อนหลังได้ถึง 4 ปี

Top of page bid low range กับ high range หมายถึงอะไร

Low range คือค่าประมาณเปอร์เซ็นไทล์ที่ 20 และ high range คือค่าประมาณเปอร์เซ็นไทล์ที่ 80 ของราคาเสนอที่โฆษณาเคยได้แสดงด้านบนของหน้าในช่วง 30 วันล่าสุด ตามพื้นที่และเครือข่ายที่เลือก ไม่ใช่ราคาที่จะจ่ายจริงต่อคลิก

ใช้ Keyword Planner ทำ SEO ได้ไหม

ใช้ได้ในฐานะแหล่งไอเดียและตัวชี้วัดความต้องการแบบคร่าวๆ แต่เครื่องมือนี้สร้างมาเพื่อโฆษณา ค่า Competition ไม่ได้บอกความยากของ SEO คำใกล้เคียงถูกรวมกัน และคำที่ค้นหาน้อยมากจะไม่แสดง ควรใช้คู่กับ Search Console และการดูหน้าผลการค้นหาจริง

ทำไมหาเมนู Keyword Planner ไม่เจอ

สาเหตุที่พบบ่อยคือบัญชียังอยู่ใน Smart mode ซึ่ง Google ระบุว่าต้องสลับเป็น Expert mode ก่อน หรือบัญชียังตั้งค่าไม่ครบ เช่น ยังไม่ได้กรอกข้อมูลการเรียกเก็บเงิน

สรุป

Keyword Planner ให้ภาพความต้องการค้นหาและต้นทุนโฆษณาแบบคร่าวๆ โดยไม่มีค่าเครื่องมือ จุดสำคัญคือตั้งพื้นที่และภาษาให้ถูก เข้าใจว่าตัวเลขเป็นค่าประมาณที่ปัดเศษ และใช้ร่วมกับข้อมูลจริงจากเว็บและแคมเปญของตัวเอง ถ้าต้องการให้ช่วยแปลงผลวิจัยคีย์เวิร์ดเป็นแคมเปญที่วัดผลได้ ทีม Google Ads ของ Relevant Audience พร้อมช่วยวางแผน

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์:

อ่านบทความของเราเป็นประจำใช่ไหม เพิ่ม Relevant Audience เป็นแหล่งข้อมูลที่คุณเลือก เพื่อให้บทความของเราปรากฏในผลการค้นหา Google ของคุณมากขึ้น