สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- NPS ถามความเป็นไปได้ที่จะแนะนำบนสเกล 0-10: promoters ให้ 9-10 passives ให้ 7-8 detractors ให้ 0-6 และ NPS = % promoters ลบ % detractors มีค่าตั้งแต่ -100 ถึง +100
- CSAT = จำนวนคำตอบที่พึงพอใจ หารจำนวนคำตอบทั้งหมด คูณ 100 โดยทั่วไปนับคะแนน 4-5 บนสเกล 5 ระดับ และต้องใช้เกณฑ์เดิมทุกเดือนจึงเทียบกันได้
- CES คือคะแนนเฉลี่ยความยากง่าย เช่น ระดับความเห็นด้วยกับประโยค 'บริษัททำให้การแก้ปัญหาของฉันเป็นเรื่องง่าย' บนสเกล 1-7 ต้องตรวจว่าปลายไหนของสเกลหมายถึงง่าย
- UX ครอบคลุมสินค้าดิจิทัลชิ้นเดียว customer service ครอบคลุมการติดต่อ ส่วน CX ครอบคลุมทุกจุดรวมถึงราคา การจัดส่ง และการคืนสินค้า เว็บดีแต่คืนของยากจึงยังได้ CX ที่ไม่ดี
customer experience คือ ประสบการณ์รวมทั้งหมดที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นโฆษณา ระหว่างค้นหาข้อมูล ตอนสั่งซื้อ ตอนรอของ ไปจนถึงตอนติดต่อหลังการขาย และความรู้สึกที่ลูกค้าสรุปจากทุกจุดนั้นรวมกัน คำย่อที่ใช้กันทั่วไปคือ CX และสิ่งที่ทำให้ CX ต่างจากงานบริการทั่วไปคือมันไม่ได้อยู่ในแผนกใดแผนกหนึ่ง แต่เกิดจากการตลาด การขาย สินค้า การจัดส่ง และฝ่ายบริการลูกค้าทำงานต่อกัน
บทความนี้อธิบายความหมายของ customer experience ความต่างระหว่าง CX กับ UX และ customer service องค์ประกอบของ CX ตลอด customer journey วิธีวัดผลด้วย NPS CSAT และ CES พร้อมสูตรคำนวณ วิธีปรับ CX สำหรับร้านออนไลน์และ LINE Official Account และข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
customer experience (CX) คืออะไร
ถ้าจะนิยามให้สั้นที่สุด CX คือผลรวมของการรับรู้ของลูกค้าต่อทุกการปฏิสัมพันธ์กับธุรกิจ คำว่า "การรับรู้" สำคัญ เพราะ CX วัดจากมุมของลูกค้า ไม่ใช่จากมุมของบริษัท บริษัทอาจคิดว่าจัดส่งเร็วแล้วเพราะส่งของออกภายในหนึ่งวัน แต่ถ้าลูกค้าไม่ได้รับเลขพัสดุและต้องทักถามเอง ประสบการณ์ที่ลูกค้าจำได้คือ "ต้องตามของเอง"
CX ประกอบด้วยสองด้านที่ต้องดูพร้อมกัน ด้านแรกคือด้านที่ใช้งานได้จริง เช่น หาสินค้าเจอไหม จ่ายเงินได้ไหม ของถึงตามเวลาไหม ด้านที่สองคือด้านความรู้สึก เช่น รู้สึกว่าได้รับความสนใจ รู้สึกมั่นใจว่าจะได้เงินคืนถ้าของมีปัญหา ธุรกิจที่แก้แค่ด้านแรกอาจมีระบบที่ทำงานครบ แต่ลูกค้ายังรู้สึกเหมือนคุยกับเครื่อง ส่วนธุรกิจที่เน้นแค่ด้านที่สอง อาจพูดจาดีแต่ส่งของช้า
CX ต่างจาก UX และ customer service อย่างไร
สามคำนี้เกี่ยวข้องกันแต่มีขอบเขตไม่เท่ากัน วิธีจำง่าย ๆ คือ customer service เป็นส่วนหนึ่งของ CX และ UX ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของ CX
| แนวคิด | ขอบเขต | ตัวอย่างสิ่งที่ดู |
|---|---|---|
| Customer experience (CX) | ทุกจุดที่ลูกค้าสัมผัสแบรนด์ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ก่อน ระหว่าง และหลังการซื้อ | โฆษณา ราคา การจัดส่ง การคืนสินค้า การตอบแชต ความสม่ำเสมอของข้อมูลทุกช่องทาง |
| User experience (UX) | ประสบการณ์การใช้สินค้าดิจิทัลชิ้นใดชิ้นหนึ่ง เช่น เว็บไซต์หรือแอป | หาเมนูเจอไหม ฟอร์มกรอกง่ายไหม หน้าโหลดเร็วไหม ขั้นตอนชำระเงินกี่ขั้น |
| Customer service | การช่วยเหลือเมื่อลูกค้าติดต่อเข้ามา มักเป็นการตอบคำถามหรือแก้ปัญหา | เวลาตอบแชต การแก้ปัญหาจบในครั้งเดียว ความสุภาพ ความถูกต้องของคำตอบ |
ตัวอย่างที่เห็นความต่างชัด: ร้านออนไลน์หนึ่งมีเว็บที่ใช้งานง่ายมาก คือ UX ดี ทีมแชตสุภาพและตอบเร็ว คือ customer service ดี แต่นโยบายคืนสินค้ากำหนดให้ลูกค้าจ่ายค่าส่งคืนเองและรอเงินคืนนาน ลูกค้าที่เจอสินค้าผิดไซซ์จะจำประสบการณ์รวมว่ายุ่งยาก CX จึงไม่ดี แม้สองส่วนแรกจะดีก็ตาม
องค์ประกอบของ CX ตลอด customer journey
customer journey คือเส้นทางที่ลูกค้าเดินจากไม่รู้จักแบรนด์ไปจนกลายเป็นลูกค้าประจำ การแบ่งเส้นทางเป็นช่วงช่วยให้เห็นว่าแต่ละจุดสัมผัส หรือ touchpoint มีใครรับผิดชอบ และลูกค้าคาดหวังอะไร
ช่วงรับรู้ (awareness)
ลูกค้าเห็นโฆษณา โพสต์ รีวิว หรือผลการค้นหา ประสบการณ์ในช่วงนี้คือความตรงกันระหว่างสิ่งที่โฆษณาสัญญากับสิ่งที่ลูกค้าจะเจอต่อไป โฆษณาที่บอกราคาหนึ่งแต่หน้าเว็บแสดงอีกราคาทำให้ CX เสียตั้งแต่ก้าวแรก
ช่วงพิจารณา (consideration)
ลูกค้าเข้าเว็บ ดูรายละเอียดสินค้า อ่านรีวิว และมักทักแชตถาม คำถามที่พบบ่อยในช่วงนี้คือเรื่องไซซ์ สต็อก ค่าส่ง และระยะเวลาจัดส่ง ข้อมูลที่หาเจอง่ายและคำตอบที่มาเร็วคือ CX ที่ดีในช่วงนี้
ช่วงซื้อ (purchase)
ขั้นตอนชำระเงิน ตัวเลือกการจ่าย การยืนยันคำสั่งซื้อ และอีเมลหรือข้อความยืนยัน จุดที่ลูกค้าทิ้งตะกร้ามักเป็นจุดที่เจอค่าใช้จ่ายไม่คาดคิด หรือถูกบังคับให้สมัครสมาชิกก่อนซื้อ
ช่วงรับสินค้าและใช้งาน (delivery and use)
การแจ้งเลขพัสดุ สภาพหีบห่อ คู่มือการใช้งาน และความตรงกันระหว่างสินค้าจริงกับรูป ช่วงนี้มักถูกมองข้ามเพราะทีมการตลาดไม่ได้ดูแล แต่เป็นช่วงที่ลูกค้าสรุปความรู้สึกส่วนใหญ่
ช่วงหลังการขายและกลับมาซื้อซ้ำ (retention)
การเคลมหรือคืนสินค้า การติดตามถามผล ข้อเสนอสำหรับการซื้อครั้งถัดไป และการจำประวัติของลูกค้า ลูกค้าที่ต้องเล่าปัญหาเดิมซ้ำทุกครั้งที่ติดต่อจะรู้สึกว่าไม่มีใครจำเขาได้
วัด customer experience อย่างไร: NPS, CSAT และ CES
การวัด CX ที่นิยมใช้มีสามตัวชี้วัดหลัก แต่ละตัวถามคำถามต่างกัน และเหมาะกับจุดต่างกันใน journey ส่วนนี้อธิบายสูตรที่ใช้กันเป็นมาตรฐาน ตัวเลขในตัวอย่างเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อแสดงวิธีคำนวณเท่านั้น
NPS (Net Promoter Score)
NPS วัดความเต็มใจที่จะแนะนำแบรนด์ให้คนอื่น ด้วยคำถามเดียวว่า "คุณมีแนวโน้มจะแนะนำเราให้เพื่อนหรือคนรู้จักมากแค่ไหน" ให้ตอบเป็นคะแนน 0 ถึง 10 แล้วแบ่งผู้ตอบเป็นสามกลุ่ม
- ผู้ที่ให้ 9-10 คือ promoters หรือกลุ่มที่พร้อมแนะนำ
- ผู้ที่ให้ 7-8 คือ passives หรือกลุ่มเฉย ๆ
- ผู้ที่ให้ 0-6 คือ detractors หรือกลุ่มที่ไม่พอใจ
สูตรคือ NPS = เปอร์เซ็นต์ promoters ลบ เปอร์เซ็นต์ detractors ผลลัพธ์อยู่ระหว่าง -100 ถึง +100 และกลุ่ม passives ไม่ถูกนำมาคิดโดยตรง แต่ยังนับรวมในจำนวนผู้ตอบทั้งหมด ตัวอย่างสมมติ: มีผู้ตอบ 200 คน เป็น promoters 100 คน (50%) passives 60 คน (30%) และ detractors 40 คน (20%) NPS จะเท่ากับ 50 ลบ 20 เท่ากับ 30
NPS เหมาะกับการวัดความสัมพันธ์ระยะยาวกับแบรนด์ เช่น ส่งแบบสอบถามทุกไตรมาส หรือหลังจากลูกค้าใช้สินค้าไปสักระยะ ข้อจำกัดคือบอกแค่ว่าลูกค้ารู้สึกอย่างไร แต่ไม่บอกว่าเพราะอะไร จึงควรมีคำถามปลายเปิดตามมาว่า "เหตุผลหลักที่ให้คะแนนนี้คืออะไร"
CSAT (Customer Satisfaction Score)
CSAT วัดความพึงพอใจต่อการปฏิสัมพันธ์ครั้งใดครั้งหนึ่ง เช่น หลังปิดแชต หรือหลังได้รับสินค้า คำถามที่ใช้บ่อยคือ "คุณพอใจกับบริการครั้งนี้แค่ไหน" ให้ตอบเป็นสเกล 1 ถึง 5
สูตรคือ CSAT = จำนวนผู้ตอบที่พึงพอใจ หารด้วย จำนวนผู้ตอบทั้งหมด คูณ 100 โดยทั่วไปนับคำตอบ 4 และ 5 บนสเกล 5 ระดับว่าเป็น "พึงพอใจ" ตัวอย่างสมมติ: มีผู้ตอบ 80 คน ให้คะแนน 4 หรือ 5 รวม 64 คน CSAT เท่ากับ 64 หาร 80 คูณ 100 เท่ากับ 80%
สิ่งที่ต้องระวังคือเกณฑ์ว่าคะแนนไหนนับเป็นพึงพอใจต้องกำหนดให้คงที่ ถ้าเดือนหนึ่งนับ 4-5 แต่อีกเดือนนับแค่ 5 ตัวเลขจะเทียบกันไม่ได้
CES (Customer Effort Score)
CES วัดว่าลูกค้าต้องออกแรงมากแค่ไหนในการทำสิ่งหนึ่งให้สำเร็จ เช่น การคืนสินค้า หรือการแก้ปัญหาบัญชี คำถามที่ใช้บ่อยคือให้ระดับความเห็นด้วยกับประโยค "บริษัททำให้การแก้ปัญหาของฉันเป็นเรื่องง่าย" บนสเกล 1 ถึง 7
สูตรที่ใช้กันทั่วไปคือ CES = ผลรวมคะแนนทั้งหมด หารด้วย จำนวนผู้ตอบ คือคะแนนเฉลี่ยนั่นเอง ตัวอย่างสมมติ: ผู้ตอบ 5 คนให้คะแนน 7, 6, 5, 6 และ 4 ผลรวมคือ 28 หารด้วย 5 ได้ CES เท่ากับ 5.6 บนสเกล 7 ระดับ ควรตรวจก่อนว่าสเกลที่ใช้ให้คะแนนสูงหมายถึง "ง่าย" หรือ "ยาก" เพราะบางแบบสอบถามกลับทิศทาง
CES มีประโยชน์กับจุดที่ลูกค้าต้องทำงานเอง เช่น ฟอร์มขอคืนเงิน หรือการเปลี่ยนที่อยู่จัดส่ง เพราะชี้ได้ชัดว่าขั้นตอนไหนสร้างความยุ่งยาก
ข้อมูลที่ไม่ต้องใช้แบบสอบถาม
นอกจากแบบสอบถาม ยังมีข้อมูลพฤติกรรมที่สะท้อน CX เช่น อัตราการซื้อซ้ำ อัตราการทิ้งตะกร้า อัตราการคืนสินค้า เวลาตอบแชตครั้งแรก และจำนวนครั้งที่ลูกค้าต้องติดต่อเข้ามาก่อนปัญหาจะจบ ตัวเลขเหล่านี้มักมีอยู่แล้วในระบบหลังบ้าน ระบบแชต หรือ CRM และช่วยยืนยันว่าคะแนนแบบสอบถามสอดคล้องกับพฤติกรรมจริงหรือไม่
ปรับ customer experience สำหรับร้านออนไลน์
ร้านออนไลน์มีจุดสัมผัสที่ควบคุมได้เกือบทั้งหมด จึงปรับ CX ได้เป็นขั้นตอน ต่อไปนี้คือจุดที่ควรตรวจก่อน
- ข้อมูลที่ลูกค้าถามซ้ำ รวบรวมคำถามที่เข้ามาทางแชตบ่อยที่สุด แล้วใส่คำตอบไว้ในหน้าสินค้า เช่น ตารางไซซ์ วัสดุ และระยะเวลาจัดส่ง ทุกคำถามที่ลูกค้าหาคำตอบเองได้คือการรอที่ลดลง
- ค่าใช้จ่ายที่ปรากฏตอนท้าย แสดงค่าส่งหรือเกณฑ์ส่งฟรีตั้งแต่หน้าสินค้าหรือตะกร้า ไม่ใช่เพิ่งมาเห็นในขั้นสุดท้าย
- ขั้นตอนชำระเงิน เปิดให้ซื้อแบบไม่ต้องสมัครสมาชิก ลดจำนวนช่องกรอก และรองรับวิธีจ่ายที่ลูกค้าในไทยใช้ เช่น พร้อมเพย์ บัตร และเก็บเงินปลายทาง
- การแจ้งสถานะหลังสั่งซื้อ ส่งข้อความยืนยันคำสั่งซื้อ แจ้งเลขพัสดุ และแจ้งเมื่อมีความล่าช้า ก่อนที่ลูกค้าจะต้องถาม
- นโยบายคืนสินค้าที่อ่านเข้าใจ เขียนเงื่อนไขเป็นภาษาง่าย บอกขั้นตอนเป็นข้อ และบอกระยะเวลาคืนเงินให้ชัด
- หน้าเว็บบนมือถือ ผู้ซื้อออนไลน์ส่วนใหญ่ใช้มือถือ หน้าที่โหลดช้าหรือปุ่มกดยากคือปัญหา UX ที่กลายเป็นปัญหา CX
ปรับ CX ผ่าน LINE Official Account
สำหรับธุรกิจในไทย LINE Official Account มักเป็นช่องทางหลักที่ลูกค้าใช้ติดต่อ ทั้งก่อนและหลังการซื้อ จุดที่ปรับได้มีดังนี้
- ข้อความต้อนรับและ Rich Menu ใช้ข้อความต้อนรับบอกว่าช่องทางนี้ทำอะไรได้บ้างและตอบในเวลาไหน และใช้ Rich Menu เป็นทางลัดไปยังเรื่องที่ถามบ่อย เช่น เช็กสถานะพัสดุ ดูโปรโมชัน หรือคุยกับเจ้าหน้าที่
- ตอบอัตโนมัติเฉพาะเรื่องที่ตอบแบบตายตัวได้ เช่น เวลาทำการ ที่อยู่ ค่าส่ง ส่วนเรื่องที่ต้องใช้ดุลยพินิจ เช่น การเคลม ควรส่งต่อให้คนตอบ และบอกลูกค้าว่าจะได้คำตอบเมื่อไร
- เชื่อมประวัติลูกค้า การใช้ระบบ CRM ที่เชื่อมกับ LINE ทำให้เจ้าหน้าที่เห็นคำสั่งซื้อและบทสนทนาเก่า ลูกค้าจึงไม่ต้องเล่าซ้ำ
- ส่งข้อความตามพฤติกรรม ไม่ใช่ส่งทุกคนเหมือนกัน การบรอดแคสต์โปรโมชันเดียวกันให้ทุกคนบ่อยเกินไปทำให้คนบล็อกบัญชี การแบ่งกลุ่มตามประวัติการซื้อช่วยให้ข้อความตรงกับคนรับมากขึ้น
- ถามความพึงพอใจหลังจบบทสนทนา ส่งคำถาม CSAT สั้น ๆ หนึ่งข้อหลังปิดเคส เพื่อวัดคุณภาพการตอบแชตอย่างต่อเนื่อง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำ CX
- วัดแต่ไม่แก้ เก็บคะแนน NPS ทุกเดือนแต่ไม่มีใครอ่านคำตอบปลายเปิด หรือไม่มีผู้รับผิดชอบนำปัญหาไปแก้
- ดูแค่ค่าเฉลี่ย CSAT ภาพรวมอาจดูดี แต่ถ้าแยกตามช่องทางหรือประเภทปัญหา อาจพบว่าเรื่องเคลมสินค้าได้คะแนนต่ำมาก
- ส่งแบบสอบถามบ่อยเกินไป ลูกค้าที่ได้แบบสอบถามทุกครั้งที่ติดต่อจะเลิกตอบ และคนที่ยังตอบอาจเป็นแค่กลุ่มที่พอใจมากหรือไม่พอใจมาก
- ให้ CX เป็นงานของฝ่ายบริการลูกค้าฝ่ายเดียว ปัญหาหลายอย่างเกิดจากนโยบายราคา การจัดส่ง หรือข้อมูลสินค้า ซึ่งฝ่ายบริการลูกค้าแก้เองไม่ได้
- ข้อมูลไม่ตรงกันระหว่างช่องทาง ราคาในเว็บ ในมาร์เก็ตเพลส และในแชตไม่เท่ากัน ลูกค้าจะเริ่มไม่เชื่อทุกช่องทาง
- ตั้งบอตตอบทุกอย่างโดยไม่มีทางไปหาคน ลูกค้าที่มีปัญหาเฉพาะแล้ววนอยู่กับเมนูอัตโนมัติจะหงุดหงิดมากกว่าการรอคนตอบ
customer experience ในตลาดไทย
ลักษณะเฉพาะของตลาดไทยที่มีผลกับ CX มีหลายเรื่อง ข้อแรกคือการซื้อผ่านแชต หรือ conversational commerce ลูกค้าจำนวนมากทักถามก่อนตัดสินใจซื้อ ไม่ว่าจะผ่าน LINE, Facebook Messenger หรือแชตในมาร์เก็ตเพลสอย่าง Shopee และ Lazada ความเร็วและความถูกต้องของการตอบแชตจึงเป็นส่วนใหญ่ของ CX ข้อที่สองคือลูกค้ามักซื้อผ่านหลายช่องทางพร้อมกัน ทำให้ข้อมูลลูกค้ากระจายอยู่หลายระบบ การรวมข้อมูลเข้าที่เดียวช่วยให้ตอบได้ต่อเนื่อง ข้อที่สามคือการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตาม PDPA การเก็บข้อมูลลูกค้าเพื่อวัดและปรับ CX ต้องมีฐานทางกฎหมาย แจ้งวัตถุประสงค์ และเปิดให้ลูกค้าเลือกได้ว่าจะรับข้อความทางการตลาดหรือไม่
เรื่องภาษาก็สำคัญ แบบสอบถามที่แปลตรงจากภาษาอังกฤษอาจอ่านแข็งหรือกำกวมในภาษาไทย ควรเขียนคำถามใหม่ให้เป็นภาษาที่ลูกค้าใช้จริง และทดสอบกับคนไม่กี่คนก่อนส่งจริง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ customer experience
customer experience คือ งานของฝ่ายไหน
CX เป็นงานร่วมของหลายฝ่าย และควรมีผู้รับผิดชอบหลักหนึ่งคนหรือหนึ่งทีมที่ดูภาพรวมทั้ง journey ฝ่ายการตลาดดูแลช่วงรับรู้ ฝ่ายขายและทีมแชตดูแลช่วงพิจารณา ฝ่ายปฏิบัติการดูแลการจัดส่ง และฝ่ายบริการลูกค้าดูแลหลังการขาย แต่ต้องมีคนเชื่อมข้อมูลจากทุกฝ่ายเข้าด้วยกัน
ควรเริ่มวัด CX ด้วยตัวชี้วัดไหน
ธุรกิจส่วนใหญ่เริ่มจาก CSAT ได้ง่ายที่สุด เพราะถามหลังการปฏิสัมพันธ์แต่ละครั้งและผูกกับปัญหาเฉพาะได้ทันที เมื่อระบบเก็บข้อมูลพร้อมแล้วจึงเพิ่ม NPS เพื่อดูความสัมพันธ์ระยะยาว และใช้ CES กับขั้นตอนที่ลูกค้ามักติดขัด
NPS ติดลบหมายความว่าอย่างไร
NPS ติดลบหมายความว่ามีสัดส่วนผู้ที่ให้คะแนน 0-6 มากกว่าผู้ที่ให้ 9-10 ในกลุ่มผู้ตอบชุดนั้น ตัวเลขนี้ควรดูคู่กับคำตอบปลายเปิดเพื่อหาสาเหตุ และดูแนวโน้มเทียบกับรอบก่อนหน้า มากกว่าตีความจากรอบเดียว
CX กับ customer journey เกี่ยวกันอย่างไร
customer journey คือแผนที่ของเส้นทางและจุดสัมผัส ส่วน CX คือคุณภาพของประสบการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทางนั้น การทำ journey map ช่วยชี้ว่าจุดไหนควรวัดด้วยตัวชี้วัดใด และจุดไหนควรแก้ก่อน
สรุปและขั้นต่อไป
CX ที่ดีเริ่มจากการเห็นเส้นทางของลูกค้าทั้งหมด วัดด้วยสูตรที่ชัดเจนและคงที่ แล้วแก้จุดที่ทำให้ลูกค้าต้องออกแรงหรือรอโดยไม่จำเป็น ธุรกิจที่ขายออนไลน์สามารถดูบริการ เพิ่มประสบการณ์ลูกค้าในอีคอมเมิร์ซ ถ้าปัญหาหลักอยู่ที่ปริมาณแชตและการตอบซ้ำ ดูบริการ ระบบบริการลูกค้าอัตโนมัติ สำหรับการรวมประวัติลูกค้าบน LINE มีบริการ LINE CRM และถ้าหน้าเว็บคือจุดที่ลูกค้าติดขัด ดูบริการ ออกแบบเว็บไซต์







