Google Analytics เพิ่มคอนเวอร์ชันจากแอปในรายงานข้ามช่องทาง

Google Analytics เพิ่มคอนเวอร์ชันจากแอปในรายงานข้ามช่องทาง

analyticsOctober 1, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • Google Analytics เพิ่มคอนเวอร์ชันจากแอปในรายงานประสิทธิภาพคอนเวอร์ชัน การวิเคราะห์ และโมเดลการระบุแหล่งที่มาข้ามช่องทาง
  • Google ประกาศความเปลี่ยนแปลงนี้บนหน้า What's New เมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2569
  • การตั้งค่าการระบุแหล่งที่มาของคอนเวอร์ชันจากแอปตั้งค่าแยกจากฝั่งเว็บได้แล้ว
  • การอัปเดตทยอยปล่อยทีละพร็อพเพอร์ตี้ ส่วนเครื่องมือจัดงบประมาณและพยากรณ์ข้ามช่องทางยังจำกัดอยู่ที่เว็บเท่านั้น

Google Analytics เพิ่มการแสดงคอนเวอร์ชันจากแอปเข้าไปในรายงานคอนเวอร์ชันข้ามช่องทางแล้ว ทำให้พร็อพเพอร์ตี้ GA4 ที่ติดตามทั้งเว็บไซต์และแอปสามารถเห็นคอนเวอร์ชันจากแอปควบคู่กับคอนเวอร์ชันจากเว็บในรายงานเดียวกันได้ Google ประกาศความเปลี่ยนแปลงนี้บนหน้า What's New เมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2569 ตามรายงานของ Search Engine Journal

รายงานคอนเวอร์ชันของ GA4 เปลี่ยนไปอย่างไร

มีรายงานสามรายการใน Google Analytics ที่ตอนนี้รองรับคอนเวอร์ชันจากแอป ไม่ใช่แค่คอนเวอร์ชันจากเว็บเหมือนเดิม ได้แก่ รายงานประสิทธิภาพคอนเวอร์ชัน (conversion performance report) รายงานการวิเคราะห์การระบุแหล่งที่มา (attribution analysis report) และรายงานโมเดลการระบุแหล่งที่มา (attribution models report) ก่อนหน้านี้ พร็อพเพอร์ตี้ที่ติดตามทั้งเว็บไซต์และแอปสามารถเห็นคอนเวอร์ชันจากเว็บแยกตามช่องทางในรายงานเหล่านี้ได้ แต่คอนเวอร์ชันจากแอปยังไม่ได้อยู่ในมุมมองข้ามช่องทางเดียวกัน ตอนนี้คอนเวอร์ชันจากแอปสามารถปรากฏในรายงานเดียวกันนี้ ควบคู่กับคอนเวอร์ชันจากเว็บ ในพร็อพเพอร์ตี้ GA4 ที่การทยอยปล่อยไปถึงแล้ว

Google เผยแพร่เรื่องนี้เป็นประกาศ What's New เมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2569 และรายงานของ Search Engine Journal วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569 อ้างอิงจากประกาศนั้น การอัปเดตนี้ไม่ได้เปลี่ยนวิธีที่คอนเวอร์ชันถูกบันทึกตั้งแต่แรก แต่เปลี่ยนว่ารายงานคอนเวอร์ชันใดสามารถแสดงคอนเวอร์ชันจากแอปได้หลังจากที่ถูกบันทึกแล้ว

ตั้งค่าการระบุแหล่งที่มาของแอปแยกจากเว็บได้แล้ว

รายละเอียดหนึ่งในประกาศคือ การตั้งค่าการระบุแหล่งที่มา (attribution settings) สำหรับคอนเวอร์ชันจากแอป สามารถตั้งค่าแยกจากการตั้งค่าการระบุแหล่งที่มาที่ใช้กับคอนเวอร์ชันจากเว็บได้แล้ว ในทางปฏิบัติหมายความว่าพร็อพเพอร์ตี้ไม่จำเป็นต้องใช้โมเดลการระบุแหล่งที่มาแบบเดียวกัน หรือช่วงเวลามองย้อนหลัง (lookback window) แบบเดียวกัน กับคอนเวอร์ชันจากเว็บและคอนเวอร์ชันจากแอป ธุรกิจหนึ่งอาจเลือกใช้วิธีระบุแหล่งที่มาแบบหนึ่งสำหรับคอนเวอร์ชันจากเว็บ และใช้วิธีที่ต่างออกไปสำหรับคอนเวอร์ชันจากแอป ภายในพร็อพเพอร์ตี้ GA4 เดียวกันได้

การแยกส่วนนี้สำคัญเพราะเส้นทางผู้ใช้บนเว็บและบนแอปไม่ได้เหมือนกันเสมอไป คอนเวอร์ชันจากเว็บอาจได้รับอิทธิพลจากจุดสัมผัสหลายจุดผ่านการค้นหาและดิสเพลย์ตลอดหลายสัปดาห์ ในขณะที่คอนเวอร์ชันจากแอปอาจมีเส้นทางที่สั้นกว่ามากจากการติดตั้งแอปไปจนถึงการซื้อภายในแอป การให้แต่ละฝั่งมีการตั้งค่าการระบุแหล่งที่มาของตัวเอง ช่วยให้พร็อพเพอร์ตี้สะท้อนความแตกต่างนี้ได้ แทนที่จะบีบทั้งสองฝั่งเข้าไปในโมเดลเดียวที่สร้างขึ้นโดยอิงพฤติกรรมบนเว็บเป็นหลัก

ก่อนการอัปเดตนี้ พร็อพเพอร์ตี้ที่ต้องการวิเคราะห์การระบุแหล่งที่มาของคอนเวอร์ชันจากแอปด้วยเงื่อนไขของตัวเอง มักต้องหาวิธีหลีกเลี่ยงข้อจำกัดที่รายงานคอนเวอร์ชันข้ามช่องทางหลักถูกสร้างขึ้นโดยอิงคอนเวอร์ชันจากเว็บเป็นหลัก การทำให้คอนเวอร์ชันจากแอปกลายเป็นส่วนสำคัญของรายงานประสิทธิภาพคอนเวอร์ชัน รายงานการวิเคราะห์การระบุแหล่งที่มา และรายงานโมเดลการระบุแหล่งที่มา พร้อมการตั้งค่าของตัวเอง ช่วยลดความจำเป็นในการหาวิธีหลีกเลี่ยงดังกล่าวลงไปได้บางส่วน แต่ไม่ได้บอกว่าโมเดลใดถูกต้องสำหรับแอปของธุรกิจหนึ่ง ๆ เพียงแต่ทำให้สามารถเลือกโมเดลสำหรับคอนเวอร์ชันจากแอปได้โดยไม่ต้องผูกกับโมเดลที่ตั้งไว้สำหรับฝั่งเว็บของพร็อพเพอร์ตี้เดียวกันอยู่แล้ว

ทยอยปล่อยทีละพร็อพเพอร์ตี้ ไม่ใช่พร้อมกันทั้งหมด

ประกาศของ Google ระบุว่าความเปลี่ยนแปลงนี้ทยอยปล่อยทีละพร็อพเพอร์ตี้ ไม่ใช่ปรากฏขึ้นพร้อมกันทุกที่ในวันเดียว นั่นหมายความว่าพร็อพเพอร์ตี้ GA4 สองพร็อพเพอร์ตี้ แม้จะอยู่ในบัญชี Google Analytics เดียวกัน ก็อาจได้รับฟีเจอร์นี้ในวันที่ต่างกันได้ ไม่มีวันที่แน่นอนที่ยืนยันว่าทุกพร็อพเพอร์ตี้จะได้รับฟีเจอร์นี้ครบ และไม่มีการยืนยันว่าการทยอยปล่อยทั้งหมดจะใช้เวลานานเท่าใด

ทยอยปล่อยทีละพร็อพเพอร์ตี้ ไม่ใช่พร้อมกันทั้งหมด
สิ่งที่เปลี่ยนไปรายละเอียดจากประกาศ
รายงานประสิทธิภาพคอนเวอร์ชันรองรับคอนเวอร์ชันจากแอปแล้ว ไม่ใช่แค่คอนเวอร์ชันจากเว็บ
รายงานการวิเคราะห์การระบุแหล่งที่มารองรับคอนเวอร์ชันจากแอปแล้ว ไม่ใช่แค่คอนเวอร์ชันจากเว็บ
รายงานโมเดลการระบุแหล่งที่มารองรับคอนเวอร์ชันจากแอปแล้ว ไม่ใช่แค่คอนเวอร์ชันจากเว็บ
การตั้งค่าการระบุแหล่งที่มาของแอปตั้งค่าแยกจากการตั้งค่าการระบุแหล่งที่มาของเว็บได้
การทยอยปล่อยและเครื่องมือจัดงบประมาณทยอยปล่อยทีละพร็อพเพอร์ตี้ ส่วนเครื่องมือจัดงบประมาณและพยากรณ์ข้ามช่องทางยังจำกัดอยู่ที่เว็บเท่านั้น

สิ่งที่ยังจำกัดอยู่ที่เว็บเท่านั้นในตอนนี้

ประกาศระบุข้อจำกัดหนึ่งอย่างชัดเจน คือเครื่องมือจัดงบประมาณและพยากรณ์ข้ามช่องทาง (cross-channel budgeting and projection tools) ภายใน GA4 ยังจำกัดอยู่ที่เว็บเท่านั้นในตอนนี้ กล่าวอีกอย่างคือ พร็อพเพอร์ตี้สามารถดูคอนเวอร์ชันจากแอปในรายงานประสิทธิภาพคอนเวอร์ชัน รายงานการวิเคราะห์การระบุแหล่งที่มา และรายงานโมเดลการระบุแหล่งที่มาได้แล้ว แต่ยังไม่สามารถใช้คอนเวอร์ชันจากแอปเหล่านั้นขับเคลื่อนฟีเจอร์การจัดงบประมาณหรือการพยากรณ์ที่สร้างขึ้นบนข้อมูลข้ามช่องทางได้ ใครที่หวังจะวางแผนงบโฆษณาหรือพยากรณ์ผลลัพธ์โดยใช้ข้อมูลคอนเวอร์ชันที่ผสมเว็บกับแอปผ่านเครื่องมือเหล่านั้น จะยังทำไม่ได้ในตอนนี้ ตามข้อมูลที่ประกาศออกมา

ยังมีเรื่องที่ควรระบุให้ชัดเจนว่าไม่ได้ถูกประกาศไว้เช่นกัน แหล่งข่าวไม่ได้ระบุวันเปิดใช้งานสำหรับทุกตลาด ไม่ได้ระบุว่าแพลตฟอร์มแอปใดบ้างที่ครอบคลุม (iOS, Android หรือทั้งสองแบบ) และไม่ได้ระบุเรื่องราคาหรือข้อกำหนดของแพ็กเกจ สิ่งใดก็ตามที่นอกเหนือจากรายงานทั้งสาม การตั้งค่าการระบุแหล่งที่มาของแอปแบบแยกอิสระ การทยอยปล่อยทีละพร็อพเพอร์ตี้ และข้อจำกัดเรื่องเครื่องมือจัดงบประมาณที่ยังอยู่ที่เว็บเท่านั้น ถือว่าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ Google เผยแพร่ออกมา

ความหมายสำหรับธุรกิจที่มีทั้งเว็บไซต์และแอป

สำหรับธุรกิจที่ทำการตลาดผ่านทั้งเว็บไซต์และแอปมือถือ คอนเวอร์ชันมักอยู่ในโลกที่แยกจากกันพอสมควรภายในรายงานของ GA4 คือคอนเวอร์ชันจากเว็บที่ปรากฏในรายงานข้ามช่องทาง และคอนเวอร์ชันจากแอปที่มักต้องใช้มุมมองอื่นในการวิเคราะห์ให้ครบถ้วนควบคู่กับประสิทธิภาพของเว็บ การนำคอนเวอร์ชันจากแอปเข้ามาอยู่ในรายงานประสิทธิภาพคอนเวอร์ชัน รายงานการวิเคราะห์การระบุแหล่งที่มา และรายงานโมเดลการระบุแหล่งที่มาเดียวกันกับคอนเวอร์ชันจากเว็บ เป็นก้าวหนึ่งไปสู่ภาพการระบุแหล่งที่มาที่สมบูรณ์ขึ้นในทั้งสองช่องทาง มากกว่าการมีภาพที่แยกกันสองภาพที่ต้องนำมาปะติดปะต่อด้วยมือ

เรื่องนี้สำคัญที่สุดกับธุรกิจที่เว็บไซต์และแอปมีเป้าหมายทับซ้อนกัน เช่น ร้านค้าปลีกที่รับคำสั่งซื้อทั้งบนเว็บไซต์และในแอป หรือธุรกิจบริการที่สร้างลีดผ่านฟอร์มบนเว็บและผ่านระบบจองในแอป การเห็นคอนเวอร์ชันทั้งสองประเภทอยู่ในมุมมองการระบุแหล่งที่มาเดียวกัน ช่วยให้ตัดสินได้ง่ายขึ้นว่าช่องทางใดกำลังสร้างผลลัพธ์จริงตลอดเส้นทางลูกค้าทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะส่วนที่เกิดขึ้นบนเว็บเท่านั้น

เรื่องนี้ยังเปลี่ยนคำถามที่ทีมการตลาดสามารถถามข้อมูลของตัวเองได้อย่างสมเหตุสมผลด้วย ก่อนหน้านี้ การเทียบช่องทางที่ได้รับการระบุแหล่งที่มาของคอนเวอร์ชันจากเว็บกับช่องทางที่ได้รับการระบุแหล่งที่มาของคอนเวอร์ชันจากแอปภายในรายงานเดียวกัน ไม่ใช่สิ่งที่รายงานทั้งสามนี้ทำได้มาก่อน เพราะคอนเวอร์ชันจากแอปอยู่นอกขอบเขตของรายงานเหล่านี้ เมื่อพร็อพเพอร์ตี้ได้รับการอัปเดตแล้ว การเทียบแบบนี้จะทำได้ภายในรายงานมาตรฐานโดยไม่ต้องส่งออกข้อมูลแยกหรือรวมข้อมูลจากสองแหล่งด้วยมือ นี่คือความเปลี่ยนแปลงด้านการรายงาน ไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลงด้านการติดตามข้อมูล และจะช่วยได้จริงก็ต่อเมื่อคอนเวอร์ชันจากแอปถูกบันทึกอย่างถูกต้องอยู่แล้วก่อนการอัปเดตนี้มาถึง

รายงานต้นทางไม่ได้พูดถึงประเทศไทยหรือกำหนดเวลาการทยอยปล่อยในประเทศใดประเทศหนึ่งเลย จึงไม่ถูกต้องที่จะอ้างว่าฟีเจอร์นี้พร้อมใช้งานในตลาดใดตลาดหนึ่งแล้ว นอกเหนือจากที่การทยอยปล่อยทีละพร็อพเพอร์ตี้ของ Google เองจะกำหนด ธุรกิจที่ดำเนินงานในประเทศไทยที่มีทั้งเว็บไซต์และแอป ควรปฏิบัติต่อเรื่องนี้เหมือนพร็อพเพอร์ตี้อื่น ๆ คือตรวจสอบโดยตรงในหน้า GA4 ของตัวเอง มากกว่าสมมติเอาจากข่าวที่รายงานในระดับสากลทั่วไป

สิ่งที่ควรตรวจสอบใน GA4 เมื่อการอัปเดตนี้มาถึง

  • เปิดรายงานประสิทธิภาพคอนเวอร์ชัน รายงานการวิเคราะห์การระบุแหล่งที่มา และรายงานโมเดลการระบุแหล่งที่มาในพร็อพเพอร์ตี้ GA4 ของตัวเอง แล้วตรวจสอบว่าคอนเวอร์ชันจากแอปปรากฏอยู่ควบคู่กับคอนเวอร์ชันจากเว็บในแต่ละรายงานหรือยัง
  • ตรวจดูในหน้าการตั้งค่าการระบุแหล่งที่มาของ GA4 ว่ามีตัวเลือกการตั้งค่าแยกสำหรับคอนเวอร์ชันจากแอปหรือไม่ และเทียบกับโมเดลการระบุแหล่งที่มาและช่วงเวลามองย้อนหลังที่พร็อพเพอร์ตี้ของตัวเองใช้อยู่กับฝั่งเว็บ
  • หากพร็อพเพอร์ตี้ของตัวเองยังไม่ได้รับการอัปเดต ไม่มีวิธีที่ประกาศไว้ให้เร่งการอัปเดตได้ Google อธิบายว่าเป็นการทยอยปล่อยทีละพร็อพเพอร์ตี้ โดยไม่มีวันที่เสร็จสมบูรณ์ที่เผยแพร่ไว้
  • จำไว้ว่าเครื่องมือจัดงบประมาณและพยากรณ์ข้ามช่องทางใน GA4 ยังจำกัดอยู่ที่เว็บเท่านั้นในตอนนี้ จึงยังไม่ควรวางแผนนำข้อมูลคอนเวอร์ชันที่ผสมเว็บกับแอปไปใช้กับเครื่องมือเหล่านั้น

คำถามที่พบบ่อย

ฟีเจอร์นี้ใช้งานกับพร็อพเพอร์ตี้ Google Analytics ในประเทศไทยแล้วหรือยัง

ไม่มีการระบุไว้โดยแหล่งข่าว ประกาศของ Google อธิบายว่าเป็นการทยอยปล่อยทีละพร็อพเพอร์ตี้โดยไม่ได้ระบุชื่อประเทศ จึงยังไม่มีคำตอบที่ยืนยันได้ทั้งสองทางสำหรับพร็อพเพอร์ตี้ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย

การอัปเดตนี้เปลี่ยนวิธีติดตามหรือบันทึกคอนเวอร์ชันจากแอปหรือไม่

ไม่มีการระบุไว้โดยแหล่งข่าว การอัปเดตนี้เปลี่ยนว่ารายงานคอนเวอร์ชันใดสามารถแสดงคอนเวอร์ชันจากแอปได้ และเปิดให้ตั้งค่าการระบุแหล่งที่มาแยกสำหรับแอป แต่ไม่ได้อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในวิธีที่คอนเวอร์ชันจากแอปถูกบันทึกตั้งแต่แรก

ตอนนี้สามารถใช้คอนเวอร์ชันจากแอปในเครื่องมือจัดงบประมาณและพยากรณ์ของ GA4 ได้หรือยัง

ยังไม่ได้ ประกาศระบุไว้ชัดเจนว่าเครื่องมือจัดงบประมาณและพยากรณ์ข้ามช่องทางภายใน GA4 ยังจำกัดอยู่ที่เว็บเท่านั้นในตอนนี้ แม้ว่าคอนเวอร์ชันจากแอปจะได้รับการรองรับในรายงานประสิทธิภาพคอนเวอร์ชัน รายงานการวิเคราะห์การระบุแหล่งที่มา และรายงานโมเดลการระบุแหล่งที่มาแล้วก็ตาม

ต้องเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้เองหรือจะปรากฏขึ้นอัตโนมัติ

ไม่มีการระบุไว้โดยแหล่งข่าวนอกจากข้อเท็จจริงที่ว่าฟีเจอร์นี้ทยอยปล่อยทีละพร็อพเพอร์ตี้ ไม่มีการระบุถึงขั้นตอนเปิดใช้งานด้วยตนเอง หรือการตั้งค่าใดที่เจ้าของพร็อพเพอร์ตี้ต้องกดเปิดเพื่อรับฟีเจอร์นี้

การตั้งค่าการระบุแหล่งที่มาฝั่งเว็บที่มีอยู่แล้วจะเปลี่ยนไปเพราะการอัปเดตนี้หรือไม่

แหล่งข่าวไม่ได้ระบุไว้ตรง ๆ แต่ประกาศระบุว่าการตั้งค่าการระบุแหล่งที่มาของแอปสามารถตั้งค่าแยกจากการตั้งค่าของเว็บได้ ซึ่งบ่งชี้ว่าการตั้งค่าฝั่งเว็บที่มีอยู่แล้วไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงโดยอัตโนมัติจากการเพิ่มการรองรับคอนเวอร์ชันจากแอป

ภาพการระบุแหล่งที่มาที่สมบูรณ์ขึ้นระหว่างเว็บและแอปจะมีประโยชน์จริง ก็ต่อเมื่อโครงสร้างการติดตามและการระบุแหล่งที่มาที่มีอยู่แข็งแรงดีตั้งแต่ต้น บริการย้ายระบบสู่ GA4ของ Relevant Audience ช่วยให้ธุรกิจจัดการตั้งค่า Google Analytics 4 ให้เรียบร้อย และสำหรับธุรกิจที่ลงโฆษณาข้ามช่องทาง การจับคู่กับการตรวจสอบประสิทธิภาพGoogle Adsอย่างใกล้ชิด ช่วยให้นำภาพการระบุแหล่งที่มาแบบผสมไปใช้ได้ง่ายขึ้นเมื่อคอนเวอร์ชันจากแอปเข้ามาอยู่ในภาพรวมของพร็อพเพอร์ตี้นั้นอย่างสมบูรณ์แล้ว

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์:

อ่านบทความของเราเป็นประจำใช่ไหม เพิ่ม Relevant Audience เป็นแหล่งข้อมูลที่คุณเลือก เพื่อให้บทความของเราปรากฏในผลการค้นหา Google ของคุณมากขึ้น