สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- แนวทางของ Google เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ระบุว่า Google ให้รางวัลกับเนื้อหาที่มีประโยชน์ เชื่อถือได้ และทำขึ้นเพื่อคนอ่าน ไม่ว่าจะผลิตด้วยวิธีไหน และถือว่าการใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อปั่นอันดับเป็นหลักคือสแปม
- นโยบายสแปมเรื่อง scaled content abuse ที่ Google เพิ่มเข้ามาในเดือนมีนาคม 2567 มุ่งเป้าไปที่การผลิตหน้าเว็บจำนวนมากเพื่อปั่นอันดับเป็นหลัก และใช้บังคับไม่ว่าหน้าเหล่านั้นจะมาจาก AI คน หรือทั้งสองอย่าง
- การศึกษาของ Ahrefs ที่วิเคราะห์หน้าเว็บติด 20 อันดับแรก 600,000 หน้า พบค่าสหสัมพันธ์ 0.011 ระหว่างสัดส่วนเนื้อหา AI ที่ประเมินได้กับอันดับของหน้า ซึ่งแทบไม่มีความสัมพันธ์กันเลย
- หน้าที่ใช้ AI ช่วยเขียนมีความเสี่ยงเฉพาะตัว คือข้อมูลผิด ถ้อยคำกลาง ๆ ที่ซ้ำกับคู่แข่งทุกเจ้า และไม่มีรายละเอียดจากประสบการณ์ตรง ทุกดราฟต์จึงต้องตรวจข้อเท็จจริงและเติมรายละเอียดเฉพาะ
- การระบุแหล่งที่มาและเขียนข้อเท็จจริงให้เจาะจงและตรวจสอบได้ ช่วยให้หน้าน่าเชื่อถือขึ้นในสายตาคนอ่าน และทำให้ AI answer engine หยิบไปอ้างอิงได้ง่ายขึ้น แม้จะไม่ใช่ปัจจัยจัดอันดับโดยตรงก็ตาม
เนื้อหาที่ทำด้วย AI ไม่ได้ทำให้ SEO แย่ลงเพียงเพราะใช้ AI ทำ Google จัดอันดับหน้าเว็บจากการที่หน้านั้นมีประโยชน์และเชื่อถือได้สำหรับคนที่ค้นหา ส่วนนโยบายสแปมของ Google จะเล่นงานเนื้อหาที่ผลิตขึ้นเพื่อปั่นอันดับเป็นหลัก ไม่ว่าใครหรืออะไรจะเป็นคนเขียน สิ่งที่ตัดสินว่าหน้าที่ใช้ AI ช่วยจะไปได้ดีแค่ไหน ก็คือสิ่งเดียวกับที่ตัดสินทุกหน้า ได้แก่ ความถูกต้อง ความมีประโยชน์ รายละเอียดที่เป็นของตัวเอง และการตอบคำถามของคนค้นได้ดีกว่าหน้าอื่นที่อยู่รอบ ๆ
บทความนี้อธิบายว่าแนวทางของ Google พูดไว้จริง ๆ ว่าอย่างไร ข้อมูลการจัดอันดับที่คนอ้างถึงบ่อยที่สุดแสดงอะไร ดราฟต์จาก AI มักพลาดตรงไหน จะวางขั้นตอนการทำงานอย่างไรให้ได้ความเร็วโดยไม่รับความเสี่ยง และจะวัดผลกับเว็บของตัวเองอย่างไรแทนที่จะพึ่งผลการศึกษาของคนอื่น
เนื้อหา AI มีผลต่อ SEO ไหม
เนื้อหา AI มีผลต่อ SEO แบบเดียวกับเนื้อหาทั่วไป คือผ่านคุณภาพของมัน ไม่มีสัญญาณ "AI" แยกออกมาให้เปิดหรือปิดได้ หน้าที่เขียนโดยใช้ AI ช่วยเยอะก็ติดอันดับดีได้ถ้าข้อมูลถูกต้องและมีประโยชน์จริง ส่วนหน้าที่คนเขียนเองทั้งหมดก็ตกอันดับได้ถ้าเนื้อหาบาง ซ้ำซาก หรือทำขึ้นมาเพื่อดักคีย์เวิร์ดอย่างเดียว
ผลของ AI ต่อ SEO ในทางปฏิบัติมาจากวิธีที่ทีมใช้มัน ถ้าใช้ดี AI จะช่วยย่นเวลาหาข้อมูล วางโครง และร่างดราฟต์แรก ทำให้คนเขียนมีเวลาไปลงกับข้อเท็จจริง ตัวอย่าง และโครงสร้างมากขึ้น ถ้าใช้ไม่ดี มันจะเปิดทางให้เว็บปล่อยหน้าที่เกือบเหมือนกันออกมาเป็นร้อยหน้าโดยไม่มีอะไรใหม่ และรูปแบบนี้ก็ตรงกับที่นโยบายสแปมของ Google อธิบายไว้พอดี คำถามที่มีประโยชน์จึงไม่ใช่ "Google จะลงโทษ AI ไหม" แต่คือ "หน้านี้น่าอ่านหรือเปล่า และถ้าไม่มีเครื่องมือค้นหา หน้านี้จะยังมีอยู่ไหม"
แนวทางของ Google พูดไว้จริง ๆ ว่าอย่างไร
จุดยืนของ Google ตั้งอยู่บนการแยกแยะเรื่องเดียว คือเนื้อหาที่ทำขึ้นเพื่อคนอ่าน กับเนื้อหาที่ทำขึ้นเพื่อปั่นอันดับการค้นหา ในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 Google เผยแพร่แนวทางเรื่องเนื้อหาที่สร้างด้วย AI โดยระบุว่า Google ให้ความสำคัญกับคุณภาพของเนื้อหามากกว่าวิธีการผลิต และการใช้ระบบอัตโนมัติ รวมถึง AI เพื่อสร้างเนื้อหาโดยมีจุดประสงค์หลักคือปั่นอันดับ ถือว่าละเมิดนโยบายสแปม แนวทางเดียวกันยังชี้ให้เจ้าของเว็บกลับไปดูคำแนะนำเรื่อง helpful content ซึ่งถามว่าเนื้อหาทำขึ้นเพื่อคนเป็นหลักหรือไม่ แสดงความเชี่ยวชาญจริงหรือไม่ และทำให้คนอ่านรู้สึกว่าได้ข้อมูลพอจะไปถึงเป้าหมายของตัวเองหรือไม่
ในเดือนมีนาคม 2567 Google เพิ่มนโยบายสแปมชื่อ scaled content abuse ซึ่งครอบคลุมการผลิตหน้าเว็บจำนวนมากโดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อปั่นอันดับแทนที่จะช่วยผู้ใช้ และนโยบายนี้ระบุชัดว่าใช้บังคับไม่ว่าเนื้อหาจะสร้างขึ้นด้วยวิธีไหน จะผ่านระบบอัตโนมัติ ผ่านคน หรือผสมกันก็ตาม นี่คือคำอธิบายที่ชัดที่สุดว่า Google มองเรื่องนี้อย่างไร ปริมาณไม่ใช่ปัญหา AI ก็ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือเนื้อหาคุณค่าต่ำจำนวนมากที่ผลิตขึ้นมาเพื่อเล่นกลกับการค้นหา
มีสองเรื่องที่ควรพูดให้ชัด เพราะมักถูกเล่าต่อกันผิด ๆ
- Google ไม่เคยบอกว่าจะลงโทษเนื้อหาเพราะมี AI เกี่ยวข้อง แนวทางของ Google ตัดสินที่ผลลัพธ์และจุดประสงค์ ไม่ใช่ที่เครื่องมือ
- Google ไม่เคยอ้างว่าตรวจจับข้อความที่ AI เขียนได้อย่างแม่นยำ และไม่มีส่วนไหนของแนวทางที่ต้องอาศัยการตรวจจับแบบนั้น การบังคับใช้นโยบายสแปมดูที่ว่าหน้าเว็บมีไว้ทำอะไรและเพิ่มคุณค่าอะไรบ้าง
Google ยังแนะนำให้คิดถึง "who, how และ why" เวลาเผยแพร่เนื้อหา คือใครเป็นคนสร้าง สร้างขึ้นอย่างไร (รวมถึงมีการใช้ระบบอัตโนมัติหรือไม่ ในกรณีที่คนอ่านน่าจะคาดหวังว่าจะได้รู้) และสร้างขึ้นมาทำไม ถ้าคำตอบที่ตรงไปตรงมาของคำถาม "ทำไม" คือ "เพื่อให้ติดอันดับรายชื่อคีย์เวิร์ด" หน้านั้นก็มีความเสี่ยง ไม่ว่าคนหรือโมเดลจะเป็นคนเขียน
ข้อมูลการจัดอันดับบอกอะไร และมีข้อจำกัดตรงไหน
การศึกษาที่ถูกอ้างถึงบ่อยที่สุดในเรื่องนี้มาจาก Ahrefs ซึ่งวิเคราะห์หน้าเว็บ 600,000 หน้า จาก URL 20 อันดับแรกของคำค้นหาสุ่ม 100,000 คำ ประเมินแต่ละหน้าด้วยเครื่องตรวจจับเนื้อหา AI ของตัวเอง และรายงานค่าสหสัมพันธ์ 0.011 ระหว่างสัดส่วนเนื้อหา AI ที่ประเมินได้กับตำแหน่งอันดับ ซึ่งเท่ากับเกือบเป็นศูนย์ Ahrefs ยังรายงานว่าหน้าที่สร้างด้วย AI ทั้งหมดปรากฏอยู่ใน 20 อันดับแรกได้ แต่แทบไม่เคยครองอันดับ 1
ผลนี้สอดคล้องกับจุดยืนที่ Google ประกาศไว้ แต่มันเป็นภาพถ่ายช่วงเวลาเดียวและมีข้อจำกัด สัดส่วน AI เป็นค่าประเมินจากเครื่องตรวจจับ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้วว่าแต่ละหน้าเขียนขึ้นอย่างไร ค่าสหสัมพันธ์ที่เกือบเป็นศูนย์จาก 600,000 หน้าบอกได้ว่าโดยเฉลี่ยแล้วการใช้ AI ไม่ใช่สัญญาณจัดอันดับที่แรง แต่ไม่ได้บอกเลยว่าหน้าที่ใช้ AI ช่วยบนเว็บของคุณดีพอจะติดอันดับหรือไม่ ให้มองการศึกษานี้เป็นเหตุผลที่ไม่ต้องตื่นตระหนก แล้วตัดสินหน้าของตัวเองจากหลักฐานของตัวเอง ซึ่งจะอธิบายในหัวข้อการวัดผลด้านล่าง
เนื้อหาที่ AI เขียน เทียบกับคนเขียน และแบบผสม
ทีมส่วนใหญ่ตอนนี้ทำงานอยู่ตรงกลางระหว่างสองขั้ว ตารางด้านล่างเปรียบเทียบสามแนวทางในเรื่องที่มีผลต่อผลลัพธ์บนการค้นหา โดยอิงจากวิธีทำงานของแต่ละแบบ ไม่ได้อิงจากตัวเลขเบนช์มาร์กใด ๆ
| แนวทาง | ความเร็วและปริมาณ | ความเสี่ยงเรื่องข้อมูลและรายละเอียดจากประสบการณ์ตรง |
|---|---|---|
| AI เขียน แล้วเผยแพร่โดยแทบไม่ได้แก้ | เร็วที่สุด ผลิตได้ทีละมาก ๆ ซึ่งก็คือรูปแบบที่นโยบาย scaled content abuse เล็งอยู่ | เสี่ยงเรื่องข้อมูลผิดสูงที่สุด ไม่มีประสบการณ์ตรง ตัวอย่างมักกว้าง ๆ และใช้แทนกับของคู่แข่งได้ |
| คนเขียน | ช้าที่สุด ปริมาณถูกจำกัดด้วยเวลาของคนเขียนและชั่วโมงหาข้อมูล | เสี่ยงน้อยกว่าเมื่อคนเขียนรู้เรื่องนั้นจริง ใส่ประสบการณ์จริง ตัวอย่างของตัวเอง และวิจารณญาณได้ |
| แบบผสม: AI ช่วยหาข้อมูลและร่าง คนดูแลข้อเท็จจริงและรายละเอียด | เร็วกว่าทำเองทั้งหมด โดยปริมาณถูกจำกัดด้วยกำลังของคนตรวจแก้ | ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับขั้นตรวจข้อเท็จจริง คนเป็นผู้เติมรายละเอียด แหล่งที่มา และวิจารณญาณที่ AI ให้ไม่ได้ |
แนวทางแบบผสมคือจุดที่ได้คุณค่ามากที่สุด และเราอธิบายเรื่องนี้ละเอียดขึ้นในบทความ ใช้ AI ทำ content marketing อย่างไรให้ยังมี human touch
เนื้อหา AI มักพลาดเรื่อง SEO ตรงไหน
เวลาหน้าที่ใช้ AI ช่วยทำผลงานได้ไม่ดี สาเหตุแทบทั้งหมดมาจากปัญหาไม่กี่ข้อ และทุกข้อแก้ได้ในขั้นตรวจแก้
- ผิดอย่างมั่นใจ โมเดลภาษาเขียนข้อความลื่นไหล แต่อาจใส่ตัวเลขผิด กฎที่เลิกใช้แล้ว หรือฟีเจอร์ที่ไม่มีอยู่จริง ข้อมูลผิดแค่จุดเดียวในหน้าสอนวิธีทำ ก็ทำให้ทั้งหน้าเชื่อถือไม่ได้
- เหมือนกันไปหมด ถ้าสั่งโมเดลว่า "เขียนคู่มือเรื่อง X" มันมักให้โครงและประเด็นแบบเดียวกับคู่มือเรื่อง X ที่โมเดลอื่นเขียน ถ้าหน้าของคุณพูดสิ่งที่ผลค้นหาสิบอันดับแรกพูดไปแล้ว ก็แทบไม่มีเหตุผลที่มันจะขึ้นไปอยู่เหนือหน้าพวกนั้น
- ไม่มีรายละเอียดจากประสบการณ์ตรง AI ไม่เคยใช้สินค้าของคุณ ไม่เคยดูแลลูกค้าของคุณ และไม่เคยทำงานในตลาดของคุณ หน้าที่ต้องใช้รายละเอียดแบบนี้ เช่น รีวิว บทเปรียบเทียบ และบทสอนวิธีทำ จะดูบางถ้าไม่มีมัน
- ขยายปริมาณโดยไม่มีใครคุม การทำหน้าได้หนึ่งหน้าต่อคีย์เวิร์ดทุกรูปแบบ คือทางลัดที่สุดสู่เว็บที่เต็มไปด้วยหน้าบาง ๆ ซ้อนทับกัน แย่งอันดับกันเอง และเข้าข่ายรูปแบบ scaled content abuse
- ตั้งต้นจากคีย์เวิร์ด การสั่งว่า "เขียนบทความ SEO เรื่องคีย์เวิร์ด Y" มักได้ข้อความที่เขียนวนรอบวลี แทนที่จะเขียนรอบคำถามของคนอ่าน
ใช้ AI ทำเนื้อหาอย่างไรไม่ให้เสี่ยงเรื่อง SEO
ขั้นตอนการทำงานที่เก็บความเร็วของ AI ไว้และตัดความเสี่ยงส่วนใหญ่ออกไป มีไม่กี่ขั้นที่ต้องทำทุกครั้ง ลำดับสำคัญ คือคนเป็นผู้กำหนดทิศทางตอนเริ่ม และตรวจข้อเท็จจริงตอนจบ
- เริ่มจากคำถามของคนอ่าน ตัดสินใจให้ได้ว่าคนค้นต้องรู้หรือต้องทำอะไร และหน้าของคุณเพิ่มอะไรได้บ้างที่ผลค้นหาปัจจุบันยังไม่มี เขียนสิ่งนี้ไว้ก่อนจะพิมพ์ prompt ใด ๆ
- ใช้ AI ช่วยหาข้อมูลและวางโครง การสรุปข้อมูลพื้นฐาน การไล่รายการคำถามย่อย และการเสนอโครงเรื่อง คือจุดที่ประหยัดเวลาได้มากที่สุด
- ร่างก่อน แล้วเขียนใหม่ให้เจาะจง เปลี่ยนประโยคกว้าง ๆ เป็นรายละเอียดที่จับต้องได้ เช่น ค่าตั้งค่าที่แน่นอน ขั้นตอนจริง แหล่งที่มาที่ระบุชื่อ และตัวอย่างจากสายงานของคุณเอง
- ตรวจข้อเท็จจริงทุกข้อ เช็กตัวเลข วันที่ กฎ และรายละเอียดสินค้าทุกตัวกับแหล่งข้อมูลต้นทางก่อนเผยแพร่ ถ้าเช็กไม่ได้ ให้ตัดทิ้ง
- ขัดเกลาน้ำเสียงและตัดส่วนเกิน ลบวลีที่ซ้ำ บทนำที่ไม่มีเนื้อ และย่อหน้าสรุปที่แค่พูดหัวข้อซ้ำอีกรอบ
- เผยแพร่ตามจังหวะที่ตรวจทัน ให้กำลังของคนตรวจแก้เป็นตัวกำหนดว่าจะปล่อยกี่หน้า ไม่ใช่ความเร็วในการสร้าง หน้าที่แข็งแรงไม่กี่หน้าดีกว่าหน้าอ่อน ๆ จำนวนมาก
เนื้อหาที่ทำแบบนี้จะเข้ากับแผน content marketing ที่กว้างกว่าได้อย่างเป็นธรรมชาติ เพราะแต่ละหน้ามีหน้าที่ชัดและมีคนอ่านที่ชัด
ระบุแหล่งที่มา: ความน่าเชื่อถือและการถูกอ้างอิง
มีคุณภาพของเนื้อหา AI อยู่ส่วนหนึ่งที่ได้รับความสนใจน้อยกว่าที่ควร นั่นคือการระบุแหล่งที่มา การบอกว่าข้อเท็จจริงมาจากไหน และการเขียนข้อเท็จจริงให้เจาะจงและตรวจสอบได้ ช่วยได้สองเรื่อง เรื่องแรก หน้าจะน่าเชื่อถือขึ้นสำหรับคนอ่าน เพราะเห็นว่าข้อกล่าวอ้างมีที่มา เรื่องที่สอง AI answer engine อย่าง AI Overviews และแชตบอตผู้ช่วย จะนำหน้าไปใช้ต่อได้ถูกต้องง่ายขึ้น เพราะระบบเหล่านี้มักดึงประโยคสั้น ๆ ที่สมบูรณ์ในตัว ซึ่งระบุชื่อผู้เกี่ยวข้อง วันที่ และตัวเลข
นี่เป็นเรื่องของความน่าเชื่อถือและการถูกอ้างอิง ไม่ใช่ปัจจัยจัดอันดับ Google ไม่ได้ดันหน้าขึ้นเพราะมีรายการแหล่งที่มา แต่หน้าที่ระบุที่มาของข้อกล่าวอ้างและเขียนข้อเท็จจริงอย่างแม่นยำ จะทำให้คนอ่านไว้ใจได้ง่ายกว่า และทำให้ระบบ AI อ้างอิงได้ถูกต้องกว่า ซึ่งทั้งสองเรื่องสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อการค้นหาจำนวนมากขึ้นจบลงที่คำตอบที่ AI สร้าง ในทางปฏิบัติคือ
- ระบุชื่อองค์กรที่เป็นเจ้าของข้อกล่าวอ้างไว้ในประโยคเลย เช่น "นโยบายสแปมของ Google นิยามว่า..." ไม่ใช่ "ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า..."
- ใส่วันที่ให้กับทุกอย่างที่เปลี่ยนได้ เช่น นโยบาย ราคา และฟีเจอร์ของสินค้า
- เขียนข้อเท็จจริงสำคัญเป็นประโยคที่สมบูรณ์ ซึ่งยังอ่านรู้เรื่องเมื่อถูกดึงออกไปจากหน้า
- ตัดข้อกล่าวอ้างที่หาแหล่งที่มาไม่ได้ทิ้ง แทนที่จะปรับให้คลุมเครือ
ถ้าเป้าหมายคือการได้ปรากฏในคำตอบที่ AI สร้าง เรื่องนี้อยู่ในงาน generative engine optimisation (GEO) และด้านเทคนิคของมันเป็นส่วนหนึ่งของ AI SEO
วัดผลหน้าของตัวเอง แทนที่จะพึ่งการศึกษาเดียว
หลักฐานที่ดีที่สุดเรื่องเนื้อหา AI บนเว็บของคุณคือข้อมูลของคุณเอง Google Search Console ให้ข้อมูลมากพอจะตัดสินได้โดยไม่ต้องเดา
- ติดป้ายว่าแต่ละหน้าผลิตขึ้นอย่างไร ทำรายการง่าย ๆ ว่า URL ไหน ใช้ AI หรือไม่ และแก้ไขมากแค่ไหน
- เทียบของที่เทียบกันได้ ในรายงาน Performance ให้กรองตามหน้า แล้วเทียบหน้าที่ใช้ AI ช่วยกับหน้าที่คนเขียน ซึ่งมีอายุ หัวข้อ และเจตนาการค้นหาใกล้เคียงกัน การเทียบหน้า AI ที่เพิ่งขึ้นกับบทความหลักอายุห้าปีไม่ได้บอกอะไรเลย
- ดู impressions คลิก อันดับเฉลี่ย และคำค้นหา หน้าที่ impressions เพิ่มแต่คลิกไม่เพิ่มอาจมี title ที่อ่อน ส่วนหน้าที่ไม่ติดคำค้นที่เกี่ยวข้องเลยอาจไม่ได้ตอบเจตนาของคนค้นตั้งแต่ต้น
- เทียบช่วงวันที่หลังการอัปเดต เมื่อเขียนหน้าใหม่ ให้เทียบช่วงเวลายาวเท่ากันก่อนและหลังการแก้ โดยเผื่อเวลาสักสองสามสัปดาห์ให้ Google เก็บข้อมูลใหม่
- ดู engagement ในเครื่องมือ analytics การเข้าชมที่สั้นมากและไม่มีการคลิกต่อ อาจบอกว่าหน้าดูเกี่ยวข้องในผลค้นหาแต่ทำให้ผิดหวังเมื่อเปิดเข้ามา
ถ้าหน้าที่ใช้ AI ช่วยตามหลังหน้าที่คนเขียนในกลุ่มเดียวกันอยู่ตลอด ทางแก้มักเป็นการตรวจแก้มากขึ้นและเติมรายละเอียดเฉพาะให้มากขึ้น ไม่ใช่เลิกใช้ AI ไปเลย
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเรื่องเนื้อหา AI กับ SEO
"Google ลงโทษเนื้อหา AI โดยอัตโนมัติ" แนวทางของ Google ตัดสินที่คุณภาพและจุดประสงค์ เนื้อหาที่ทำขึ้นเพื่อปั่นอันดับเป็นหลักมีความเสี่ยงไม่ว่าจะผลิตด้วยวิธีไหน
"เครื่องตรวจจับ AI บอกได้ว่า Google เห็นอะไร" เครื่องตรวจจับของบุคคลที่สามให้ค่าประเมินเท่านั้น และ Google ไม่เคยบอกว่าใช้การตรวจจับในการจัดอันดับหรือลดอันดับหน้า คะแนนจากเครื่องตรวจจับจึงใช้แทนผลลัพธ์บนการค้นหาไม่ได้
"เนื้อหาที่คนเขียนติดอันดับดีกว่าเสมอ" การที่คนเป็นผู้เขียนไม่ได้ให้ความได้เปรียบโดยอัตโนมัติ หน้าบาง ๆ ที่คนเขียนกับหน้าบาง ๆ ที่ AI เขียนมีปัญหาเดียวกัน
"การบอกว่าใช้ AI ทำให้อันดับตก" Google แนะนำให้เปิดเผยในกรณีที่คนอ่านน่าจะคาดหวังว่าจะได้รู้ และไม่มีหลักฐานว่าการเปิดเผยในตัวมันเองเปลี่ยนอันดับ
"ยิ่งมีหน้ามาก ยิ่งได้ทราฟฟิกมาก" การปล่อยหน้าที่ซ้อนทับกันจำนวนมากทำให้ความเกี่ยวข้องถูกแบ่งกระจาย และอาจเข้าข่ายนโยบาย scaled content abuse
เรื่องนี้หมายถึงอะไรสำหรับเว็บภาษาไทย
กฎเดียวกันใช้กับเนื้อหาภาษาไทย แต่มีเรื่องที่ต้องระวังเพิ่ม เครื่องมือ AI มักเขียนภาษาไทยออกมาเหมือนแปลจากภาษาอังกฤษ คือใช้คำถูกแต่เรียงไม่เป็นธรรมชาติ ใช้ภาษาทางการในที่ที่คนอ่านคาดหวังภาษาพูด และจบย่อหน้าด้วยวลีสำเร็จรูปซ้ำ ๆ คนอ่านสังเกตได้ และมันทำให้หน้าอ่อนลงแม้ข้อเท็จจริงจะถูกต้อง เนื้อหาภาษาไทยยังต้องมีรายละเอียดท้องถิ่นที่โมเดลทั่วไปไม่ได้ใส่มาให้เอง เช่น ชื่อแพลตฟอร์มที่คนไทยใช้ ช่องทางชำระเงินและการจัดส่งในประเทศ กฎระเบียบของไทย และการใช้ปี พ.ศ. ในที่ที่คนอ่านคาดหวัง
สำหรับเว็บสองภาษา การเอาดราฟต์ภาษาอังกฤษที่ AI เขียนไปให้ AI แปลเป็นไทยอีกรอบ จะเพิ่มความเสี่ยงเรื่องข้อมูลผิดและสำนวนแปร่งเป็นสองเท่า วิธีที่ดีกว่าคือตรวจข้อเท็จจริงในต้นฉบับก่อน แล้วให้บรรณาธิการที่ใช้ภาษาไทยเป็นหลักปรับเนื้อหา โดยเลือกตัวอย่างและคำศัพท์ที่คนไทยอ่านแล้วเข้าใจ ถ้าเป้าหมายคือการค้นหาในประเทศไทย บริการ SEO ในประเทศไทย ของเราดูแลทั้งด้านเนื้อหาและด้านเทคนิค
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Google ลงโทษเนื้อหาที่สร้างด้วย AI ไหม
ไม่ Google ไม่ได้ลงโทษเนื้อหาเพราะใช้ AI ทำ แนวทางของ Google ให้รางวัลกับเนื้อหาที่มีประโยชน์ เชื่อถือได้ และทำขึ้นเพื่อคน และถือว่าเนื้อหาที่ผลิตขึ้นเพื่อปั่นอันดับเป็นหลักคือสแปม ไม่ว่าจะมาจาก AI คน หรือทั้งสองอย่าง
Google ตรวจจับข้อความที่ AI เขียนได้ไหม
Google ไม่เคยบอกว่าตรวจจับข้อความที่ AI เขียนได้อย่างแม่นยำ และแนวทางของ Google ก็ไม่ได้อาศัยการตรวจจับ ระบบและนโยบายสแปมของ Google ดูที่จุดประสงค์และคุณค่าของหน้า เช่น หน้าที่ผลิตออกมาจำนวนมากเพื่อเล่นกลกับอันดับ
Scaled content abuse คืออะไร
Scaled content abuse คือนโยบายสแปมของ Google ที่เพิ่มเข้ามาในเดือนมีนาคม 2567 ครอบคลุมการผลิตหน้าเว็บจำนวนมากเพื่อปั่นอันดับการค้นหาเป็นหลักแทนที่จะช่วยผู้ใช้ และใช้บังคับไม่ว่าหน้าเหล่านั้นจะทำขึ้นด้วยระบบอัตโนมัติ คน หรือแบบผสม
ควรบอกไหมว่าใช้ AI ช่วยเขียนเนื้อหา
ควรบอกในกรณีที่คนอ่านน่าจะคาดหวังว่าจะได้รู้ว่าเนื้อหาผลิตขึ้นอย่างไร ซึ่งตรงกับคำแนะนำเรื่อง "who, how และ why" ของ Google การเปิดเผยเป็นเรื่องของความไว้วางใจ และไม่มีหลักฐานว่ามันเปลี่ยนอันดับไปทางใดทางหนึ่ง
การอ้างอิงแหล่งที่มาช่วยให้เนื้อหา AI ติดอันดับไหม
การอ้างอิงแหล่งที่มาไม่ใช่ปัจจัยจัดอันดับในตัวมันเอง แต่ทำให้หน้าน่าเชื่อถือขึ้นสำหรับคนอ่าน และทำให้ AI answer engine อ้างอิงได้ถูกต้องง่ายขึ้น มันยังบังคับให้ต้องตรวจข้อเท็จจริง ซึ่งช่วยกำจัดข้อผิดพลาดที่มักทำให้ดราฟต์จาก AI เสียหาย
AI เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับทีมทำเนื้อหา ตราบใดที่คนยังรับผิดชอบเรื่องความถูกต้อง รายละเอียดเฉพาะ และจุดประสงค์ของหน้า ถ้าต้องการวางกระบวนการทำเนื้อหาที่ใช้ AI แล้วยังได้หน้าที่คู่ควรกับการติดอันดับ คุยกับทีม content marketing ของเราได้







