สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- ผู้ลงโฆษณาที่แสดงโฆษณาแก่ผู้ใช้ในไทยบนแพลตฟอร์ม เช่น Facebook, Instagram, LINE, TikTok และ X ต้องยืนยันตัวตน e-KYC กับแพลตฟอร์มตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2569
- บุคคลธรรมดายืนยันด้วยการสแกนใบหน้าคู่บัตรประชาชนหรือ Digital ID ส่วนนิติบุคคลหรือชาวต่างชาติใช้หนังสือรับรอง DBD หรือหนังสือเดินทาง การยืนยันมีผล 1 ปี
- แพลตฟอร์มต้องเก็บข้อมูลพิสูจน์ตัวตนของผู้ลงโฆษณาและผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้จ่ายเงิน ไว้อย่างน้อย 90 วัน
- TikTok, LINE, Meta และ Google ไม่มีใครมาร่วมประชุม กมธ.ดีอี เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 มีเพียง LINE ที่ส่งหนังสือรับปากว่าจะทำตามกฎหมายทัน 1 พฤศจิกายน
- งานเปิดตัว No ID, No Ads (Ad Payer Verification) ของกระทรวงดีอีกับ Meta ที่กำหนดไว้วันที่ 23 ตุลาคม ถูกยกเลิก
ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ผู้ลงโฆษณาทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่ต้องการแสดงโฆษณาให้ผู้ใช้ในประเทศไทยเห็นบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, Instagram, LINE, TikTok และ X ต้องยืนยันตัวตน (e-KYC) กับแพลตฟอร์มก่อนโฆษณาจะเผยแพร่ได้ ตามกฎใหม่ที่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เตรียมบังคับใช้ แต่ในการประชุมของคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคมและดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กมธ.ดีอี) สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ไม่มีตัวแทนจาก TikTok, LINE, Meta หรือ Google มาร่วมชี้แจงความพร้อมเลย ตามรายงานของ ประชาชาติธุรกิจ ที่เผยแพร่วันที่ 23 ตุลาคม 2569
กฎ e-KYC ผู้ลงโฆษณากำหนดอะไรบ้าง
ประชาชาติธุรกิจรายงานว่า ETDA เตรียมบังคับใช้กฎหมายฉบับใหม่ว่าด้วยการลงโฆษณาออนไลน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สาระสำคัญคือ ใครก็ตามที่ต้องการยิงโฆษณาออนไลน์ให้คนในประเทศไทยเห็น ต้องยืนยันตัวตนกับแพลตฟอร์มก่อนโฆษณาเผยแพร่ เป้าหมายตามคำอธิบายของ กมธ.ดีอี คือการตัดช่องทางที่มิจฉาชีพใช้ยิงโฆษณาหลอกลวงคนไทย
รายละเอียดที่ประชาชาติธุรกิจระบุไว้ในรายงานวันที่ 23 ตุลาคม 2569 สรุปได้ตามตารางด้านล่าง
| ประเด็น | รายละเอียดตามรายงาน |
|---|---|
| วันเริ่มบังคับใช้ | 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป |
| บุคคลธรรมดา | สแกนใบหน้าคู่กับบัตรประชาชน หรือใช้ระบบ Digital ID |
| นิติบุคคลหรือชาวต่างชาติ | หนังสือรับรองจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) หรือหนังสือเดินทาง |
| อายุการยืนยันตัวตน | มีผล 1 ปี จากนั้นต้องยืนยันใหม่ |
| หน้าที่ของแพลตฟอร์ม | เก็บข้อมูลพิสูจน์ตัวตนของผู้ทำโฆษณาและผู้เกี่ยวข้องไว้ไม่น้อยกว่า 90 วัน |
ตัวกฎคือประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำหรับผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ (ฉบับที่ 2) ซึ่งลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 และมีผลเมื่อพ้น 180 วันนับแต่วันประกาศ ประกาศกำหนดให้ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ที่ได้รับค่าบริการโฆษณาที่เผยแพร่ในไทย พิสูจน์ตัวตนผู้กระทำการโฆษณาทุกครั้งก่อนประกาศโฆษณา เว้นแต่เคยพิสูจน์ตัวตนรายนั้นไว้แล้วภายในหนึ่งปี โดยตรวจหลักฐานแสดงตนที่ออกโดยหน่วยงานรัฐ เช่น เปรียบเทียบภาพใบหน้ากับภาพจากหลักฐานแสดงตน หรือพิสูจน์ตัวตนผ่านระบบดิจิทัลที่มีระดับความน่าเชื่อถือตามที่คณะกรรมการกำหนด แพลตฟอร์มต้องเก็บชื่อ หลักฐานแสดงตนหรือหลักฐานความเป็นนิติบุคคล และข้อมูลการติดต่อของผู้กระทำการโฆษณาไว้ไม่น้อยกว่า 90 วันนับแต่สิ้นสุดการใช้บริการโฆษณา และหากผู้ชำระค่าโฆษณาเป็นบุคคลอื่น ต้องเก็บข้อมูลของผู้ชำระค่าโฆษณาด้วย ประกาศไม่ได้ระบุชื่อแพลตฟอร์มใด
กฎนี้ครอบคลุมทั้งผู้ลงโฆษณาคนไทยและชาวต่างชาติที่แสดงโฆษณาแก่ผู้ใช้ในประเทศไทย รายชื่อแพลตฟอร์มที่รายงานยกตัวอย่างไว้คือ Facebook, Instagram, LINE, TikTok และ X โดยใช้คำว่า "เช่น" จึงไม่ใช่รายชื่อปิด รายงานไม่ได้ระบุชื่อ Google หรือ YouTube ไว้ในรายการตัวอย่างนี้ แม้ Google จะเป็นหนึ่งในบริษัทที่ กมธ.ดีอี เชิญมาประชุม ส่วนผลิตภัณฑ์โฆษณาของ Google อยู่ในขอบเขตของกฎหรือไม่ แหล่งข่าวไม่ได้ระบุ
เหตุผลที่กฎกำหนดให้แพลตฟอร์มเก็บข้อมูลไว้อย่างน้อย 90 วัน ตามรายงานคือเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและติดตามย้อนหลังได้เมื่อเกิดปัญหาหรือการฉ้อโกง กล่าวคือ ถ้ามีโฆษณาหลอกลวงเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่จะต้องย้อนกลับไปดูได้ว่าใครเป็นผู้ลงโฆษณาและใครเป็นผู้จ่ายเงิน
เกิดอะไรขึ้นในการประชุม กมธ.ดีอี วันที่ 22 ตุลาคม
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรองประธาน กมธ.ดีอี คนที่สาม เปิดเผยตามรายงานของประชาชาติธุรกิจว่า กฎหมายนี้เป็นเรื่องใหญ่และกระทบเป็นวงกว้าง กรรมาธิการจึงเรียกประชุมในวันที่ 22 ตุลาคม 2569 เพื่อเช็กความพร้อมก่อนวันบังคับใช้ 1 พฤศจิกายน โดยเชิญตำรวจไซเบอร์ ETDA และแพลตฟอร์มดิจิทัล 4 ราย คือ TikTok, LINE, Meta (Facebook) และ Google
ผลคือหน่วยงานภาครัฐมาครบ แต่แพลตฟอร์มทั้ง 4 รายไม่มีใครเข้าร่วม มีเพียง LINE ที่ส่งหนังสือแจ้งเหตุขัดข้อง และรับปากว่าจะปฏิบัติตามกฎหมายได้ทันวันที่ 1 พฤศจิกายน ส่วนอีก 3 รายยังไม่มีข้อมูล
นายภาวุธระบุว่า เมื่อภาคเอกชนไม่มาร่วมหารือ กรรมาธิการจึงกังวลว่าเมื่อถึงวันบังคับใช้จริงจะรับมือได้หรือไม่ เพราะกฎหมายนี้ครอบคลุมทั้งคนไทยและต่างชาติที่ยิงโฆษณาเข้าไทย กรรมาธิการจึงกำชับกระทรวงดีอี ETDA และตำรวจไซเบอร์ให้เตรียมพร้อมตรวจสอบตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน และหากแพลตฟอร์มใดไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ให้ติดตามและดำเนินการเอาผิด
นอกจากนี้ กรรมาธิการยังเร่งให้รัฐบาลเสนอร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจดิจิทัล เข้าสภาโดยเร็ว เพื่อให้มีกฎหมายที่อุดช่องโหว่และจัดการปัญหานี้ได้ครบถ้วนกว่าเดิม นายภาวุธระบุด้วยว่ากรรมาธิการพร้อมรับฟังข้อจำกัดของทุกแพลตฟอร์ม รายงานไม่ได้ให้รายละเอียดว่าร่างกฎหมายนี้มีเนื้อหาอย่างไร หรือจะเข้าสภาเมื่อใด
งานแถลง "No ID, No Ads" ระหว่างกระทรวงดีอีกับ Meta ถูกยกเลิก
ประชาชาติธุรกิจรายงานเพิ่มเติมว่า กระทรวงดีอีมีกำหนดแถลงข่าวความร่วมมือกับ Meta ในวันที่ 23 ตุลาคม 2569 ภายใต้ชื่อ No ID, No Ads. "Verify identities. Stop online scams." หรือ "ไม่มีตัวตน ห้ามลงโฆษณา ยืนยันตัวตน หยุดกลโกงออนไลน์" เพื่อยกระดับการยืนยันตัวตนผู้ลงโฆษณา (Ad Payer Verification) บนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี เป็นประธาน แต่ต่อมากำหนดการนี้ถูกยกเลิก
นายภาวุธให้ความเห็นต่อการยกเลิกว่า หากจะแถลงความร่วมมือ ก็ไม่ควรมีแค่ Meta รายเดียว เพราะยังมีแพลตฟอร์มอื่นที่ต้องติดตามเช่นกัน รายงานไม่ได้ระบุเหตุผลอย่างเป็นทางการของการยกเลิก และไม่ได้ระบุว่าจะมีการจัดงานใหม่หรือไม่
ชื่อโครงการ "Ad Payer Verification" น่าสังเกต เพราะชี้ว่าให้ความสำคัญกับผู้จ่ายเงินค่าโฆษณา ไม่ใช่แค่เจ้าของแบรนด์ที่ปรากฏในโฆษณา และประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้แพลตฟอร์มเก็บข้อมูลผู้ชำระค่าโฆษณาเมื่อผู้จ่ายไม่ใช่ผู้ลงโฆษณา ประเด็นนี้สำคัญกับเอเจนซีที่ดูแลบัญชีโฆษณาแทนลูกค้า ซึ่งจะอธิบายในหัวข้อถัดไป
แพลตฟอร์มไหนเผยแพร่ขั้นตอน e-KYC แล้วบ้าง
จากแหล่งข้อมูลที่ใช้ในบทความนี้ สถานะของแต่ละแพลตฟอร์ม ณ วันที่ 23 ตุลาคม 2569 เป็นดังนี้
- LINE: มีประกาศของตัวเองแล้ว ประกาศภาษาไทยสำหรับธุรกิจของ LINE ลงวันที่ 11 กันยายน 2569 ระบุว่า LINE Ads นำกระบวนการยืนยันตัวตนผู้ลงโฆษณา (E-KYC) มาใช้ ครอบคลุมผู้ลงโฆษณา 4 ประเภท ได้แก่ บุคคลธรรมดาในประเทศไทย นิติบุคคลในประเทศไทย บุคคลธรรมดาต่างประเทศ และนิติบุคคลต่างประเทศ ผู้ที่ได้รับแจ้งควรดำเนินการให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อลดความเสี่ยงที่โฆษณาหรือแคมเปญจะได้รับผลกระทบหรือหยุดชั่วคราว ส่วนบัญชีที่ดำเนินการผ่าน LINE Agency Partner ให้ติดต่อ LINE Sales Representative เพื่อรับคำแนะนำ และในวันประชุม 22 ตุลาคม LINE ยังส่งหนังสือยืนยันกับ กมธ.ดีอี ว่าจะทำตามกฎหมายได้ทัน
- Meta (Facebook, Instagram): กระทรวงดีอีเตรียมแถลงความร่วมมือ "No ID, No Ads" กับ Meta แต่งานถูกยกเลิก รายงานของประชาชาติธุรกิจไม่ได้อธิบายขั้นตอนยืนยันตัวตนของ Meta แต่บล็อกนักพัฒนาของ Meta ระบุเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ว่า เพื่อปฏิบัติตามแนวทางในประเทศไทย ผู้ลงโฆษณาที่โฆษณาเข้าถึงผู้ใช้ในไทยและเข้าเกณฑ์ความเสี่ยงของ Meta ต้องยืนยันตัวตนของผู้ได้รับประโยชน์และผู้จ่ายเงินค่าโฆษณา ผู้ที่ได้รับแจ้งมีเวลาไม่เกิน 7 วัน หากไม่ผ่านจะไม่สามารถแสดงโฆษณาแก่ผู้ใช้ในไทยได้ ทั้งนี้โพสต์ของ Meta ไม่ได้อ้างถึงกฎใหม่หรือวันที่ 1 พฤศจิกายนโดยตรง
- TikTok: ไม่มาร่วมประชุมและไม่ได้ให้ข้อมูลกับ กมธ.ดีอี แหล่งข้อมูลในบทความนี้ไม่พบขั้นตอนที่เผยแพร่
- Google: ไม่มาร่วมประชุมและไม่ได้ให้ข้อมูล แหล่งข้อมูลในบทความนี้ไม่พบขั้นตอนที่เผยแพร่ และไม่ได้ระบุว่าโฆษณาของ Google อยู่ในขอบเขตหรือไม่
- X: ถูกยกตัวอย่างเป็นแพลตฟอร์มที่กฎครอบคลุม แต่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อที่ กมธ.ดีอี เชิญ แหล่งข้อมูลในบทความนี้ไม่พบขั้นตอนที่เผยแพร่
ข้อควรระวังคือ การที่แหล่งข่าวไม่กล่าวถึงขั้นตอนของแพลตฟอร์มใด ไม่ได้แปลว่าแพลตฟอร์มนั้นไม่มีขั้นตอน อาจมีการแจ้งเตือนภายในบัญชีโฆษณาที่ไม่ได้เผยแพร่เป็นข่าว วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือตรวจการแจ้งเตือนในบัญชีโฆษณาและศูนย์ช่วยเหลือของแต่ละแพลตฟอร์มโดยตรง
ผู้จ่ายเงินกับผู้ลงโฆษณา: จุดที่เอเจนซีต้องแยกให้ชัด
รายงานของประชาชาติธุรกิจระบุว่าแพลตฟอร์มต้องเก็บข้อมูลพิสูจน์ตัวตนของ "ผู้ทำโฆษณาและผู้ที่เกี่ยวข้อง" ไว้อย่างน้อย 90 วัน และนายภาวุธพูดถึงการเก็บข้อมูล "คนจ่ายเงิน" ไว้ตรวจสอบย้อนหลังโดยตรง ขณะที่ชื่อโครงการของกระทรวงดีอีกับ Meta ใช้คำว่า Ad Payer Verification ทั้งสามจุดนี้ชี้ไปทางเดียวกัน คือผู้จ่ายเงินเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบ
บัญชีโฆษณาไม่จำเป็นต้องมีผู้ลงโฆษณาและผู้จ่ายเงินเป็นคนเดียวกัน ตัวอย่างเช่น เอเจนซีจ่ายค่าโฆษณาด้วยบัตรของบริษัทแล้ววางบิลลูกค้า ลูกค้าจ่ายเองแต่ให้เอเจนซีหรือฟรีแลนซ์บริหารแคมเปญ หรือบริษัทแม่ในต่างประเทศจ่ายเงินให้แบรนด์ในไทย แหล่งข่าวไม่ได้อธิบายว่าแพลตฟอร์มแต่ละรายจะจัดการกรณีเหล่านี้อย่างไร ใครต้องสแกนใบหน้า และเอกสารของฝ่ายใดจะถูกใช้ ข้อสรุปเชิงวิเคราะห์ที่ทำได้ตอนนี้คือ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับบัญชีควรเตรียมพร้อมไว้ก่อน แทนที่จะรอให้โฆษณาหยุดแล้วค่อยหาว่าใครต้องยืนยัน
เช็กลิสต์ก่อน 1 พฤศจิกายน (แนวทางเตรียมตัว ไม่ใช่ขั้นตอนทางการของแพลตฟอร์ม)
รายการด้านล่างเป็นแนวทางที่เรียบเรียงจากข้อเท็จจริงในแหล่งข่าว ไม่ได้แทนที่ขั้นตอนของแพลตฟอร์มใด สำหรับแพลตฟอร์มที่ยังไม่ได้ประกาศขั้นตอน ให้ยึดการแจ้งเตือนในบัญชีเป็นหลัก
- ทำรายการบัญชีโฆษณาทั้งหมด แยกตามแพลตฟอร์ม ระบุว่าใครเป็นผู้ลงโฆษณา (เจ้าของแบรนด์) และใครเป็นผู้จ่ายเงิน (เจ้าของบัตรหรือบัญชีเรียกเก็บเงิน) ในแต่ละบัญชี
- ระบุประเภทของแต่ละฝ่าย ว่าเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล และเป็นคนไทยหรือต่างชาติ ซึ่งตรงกับ 4 ประเภทที่ LINE ใช้ และกำหนดว่าต้องใช้วิธียืนยันแบบใด
- เตรียมเอกสารตามที่รายงานระบุ บุคคลธรรมดาเตรียมบัตรประชาชนและพร้อมสแกนใบหน้า หรือ Digital ID นิติบุคคลเตรียมหนังสือรับรองจาก DBD ชาวต่างชาติเตรียมหนังสือเดินทาง
- LINE Ads: ถ้าได้รับแจ้งให้ยืนยันตัวตน ให้ทำให้เสร็จภายในกำหนด ถ้าบัญชีอยู่ภายใต้ LINE Agency Partner ให้ติดต่อ LINE Sales Representative ตามที่ประกาศของ LINE ระบุ
- Meta, TikTok, Google และ X: ตรวจการแจ้งเตือนในบัญชีโฆษณาและศูนย์ช่วยเหลือของแพลตฟอร์มทุกวันในช่วงนี้ อย่าทำตามขั้นตอนที่ไม่ได้มาจากแพลตฟอร์มโดยตรง
- ยืนยันตัวตนเฉพาะในระบบทางการของแพลตฟอร์ม การยืนยันตัวตนอาจต้องใช้บัตรประชาชนและภาพใบหน้า ข้อมูลเหล่านี้ไม่ควรส่งผ่านลิงก์ในข้อความหรืออีเมลที่ไม่ทราบที่มา
- บันทึกวันยืนยันตัวตนของแต่ละบัญชี เพราะการยืนยันมีผล 1 ปี ตั้งเตือนล่วงหน้าเพื่อไม่ให้โฆษณาสะดุดเมื่อครบกำหนด
- เผื่อแผนสำรองช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน แคมเปญที่ผูกกับวันสำคัญหรือโปรโมชันช่วงนั้นควรมีทางเลือกหากบัญชีใดยังยืนยันไม่ผ่าน
สิ่งที่แหล่งข่าวยังไม่ได้บอก
- บทลงโทษสำหรับผู้ลงโฆษณาที่ไม่ยืนยันตัวตน
- โฆษณาที่กำลังวิ่งอยู่ก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายนจะถูกหยุดทันทีหรือไม่ หากบัญชียังไม่ยืนยัน
- วิธีที่แต่ละแพลตฟอร์มจะจัดการกรณีผู้จ่ายเงินและผู้ลงโฆษณาเป็นคนละฝ่าย
- ระบบ Digital ID ใดบ้างที่แพลตฟอร์มจะรองรับ
- โฆษณาของ Google และ YouTube อยู่ในขอบเขตของกฎหรือไม่
เมื่อมีข้อมูลทางการเพิ่มเติมจาก ETDA หรือแพลตฟอร์ม ประเด็นเหล่านี้จะชัดเจนขึ้น ระหว่างนี้ไม่ควรสันนิษฐานคำตอบเอง
ความหมายสำหรับนักการตลาดไทย
เหลือเวลาไม่ถึง 10 วันก่อนวันบังคับใช้ และความพร้อมของแพลตฟอร์มยังเป็นคำถามที่เปิดอยู่ในสภา ธุรกิจที่ใช้ โฆษณาโซเชียลมีเดีย เป็นช่องทางหลักควรเริ่มทำรายการบัญชีและเตรียมเอกสารตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะบัญชีที่ใช้ โฆษณา Facebook และ Instagram ซึ่ง Meta กำหนดให้ผู้ลงโฆษณาที่ได้รับแจ้งยืนยันตัวตนผู้ได้รับประโยชน์และผู้จ่ายเงินสำหรับโฆษณาที่เข้าถึงผู้ใช้ในไทยแล้ว ส่วนผู้ที่ใช้ โฆษณา LINE Ads มีประกาศของ LINE เป็นหลักอ้างอิงอยู่แล้ว เอเจนซีที่ดูแลหลายบัญชีควรแยกผู้จ่ายเงินกับผู้ลงโฆษณาให้ชัดเป็นอันดับแรก
คำถามที่พบบ่อย
กฎยืนยันตัวตนผู้ลงโฆษณาเริ่มบังคับใช้เมื่อไร?
กฎเริ่มบังคับใช้วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ตามรายงานของประชาชาติธุรกิจ ผู้ลงโฆษณาต้องยืนยันตัวตนกับแพลตฟอร์มก่อนโฆษณาจะเผยแพร่ให้ผู้ใช้ในไทยเห็น
ใครต้องยืนยันตัวตนบ้าง?
ผู้ลงโฆษณาทุกรายทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่แสดงโฆษณาแก่ผู้ใช้ในประเทศไทยต้องยืนยันตัวตน รายงานยกตัวอย่างแพลตฟอร์ม Facebook, Instagram, LINE, TikTok และ X และแพลตฟอร์มต้องเก็บข้อมูลของผู้เกี่ยวข้องรวมถึงผู้จ่ายเงินไว้อย่างน้อย 90 วัน
ต้องใช้เอกสารอะไรยืนยันตัวตน?
บุคคลธรรมดาใช้การสแกนใบหน้าคู่กับบัตรประชาชน หรือระบบ Digital ID ส่วนนิติบุคคลหรือชาวต่างชาติใช้หนังสือรับรองจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือหนังสือเดินทาง และการยืนยันมีผล 1 ปี
แพลตฟอร์มโฆษณาพร้อมแล้วหรือยัง?
ยังไม่มีคำตอบที่ยืนยันได้ เพราะในการประชุม กมธ.ดีอี วันที่ 22 ตุลาคม 2569 ไม่มีแพลตฟอร์มใดใน 4 รายมาร่วม มีเพียง LINE ที่ส่งหนังสือรับปากว่าจะทำได้ทัน 1 พฤศจิกายน และ LINE มีประกาศ e-KYC ของ LINE Ads ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2569
เอเจนซีที่จ่ายค่าโฆษณาแทนลูกค้าต้องทำอะไร?
เอเจนซีควรเตรียมข้อมูลยืนยันตัวตนของทั้งผู้ลงโฆษณาและผู้จ่ายเงินไว้ล่วงหน้า เพราะกฎกำหนดให้แพลตฟอร์มเก็บข้อมูลผู้เกี่ยวข้องรวมถึงผู้จ่ายเงิน แต่แหล่งข่าวไม่ได้อธิบายว่าแต่ละแพลตฟอร์มจะจัดการกรณีนี้อย่างไร จึงต้องติดตามการแจ้งเตือนในบัญชีของแต่ละแพลตฟอร์ม
กฎ e-KYC ผู้ลงโฆษณาจะเปลี่ยนวิธีเปิดและดูแลบัญชีโฆษณาในไทยตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป ธุรกิจที่ต้องการให้ช่วยตรวจรายการบัญชีโฆษณาและวางแผนแคมเปญช่วงเปลี่ยนผ่าน สามารถพูดคุยกับทีม Relevant Audience ได้







