สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- Google จัดทำดัชนีวิดีโอเฉพาะเมื่ออยู่บนหน้าดูวิดีโอที่ถูกจัดทำดัชนีแล้วและมีวิดีโอนั้นเป็นจุดประสงค์หลัก หน้าที่ถูกจัดทำดัชนีอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าวิดีโอจะถูกจัดทำดัชนี
- เอกสารของ Google กำหนดพร็อพเพอร์ตีที่จำเป็นของมาร์กอัป VideoObject ไว้สามรายการ คือ name, thumbnailUrl และ uploadDate ในรูปแบบ ISO 8601
- ช่วงสำคัญต้องใช้วิดีโอยาวอย่างน้อย 30 วินาที SeekToAction รองรับ 12 ภาษาตามรายชื่อโดยไม่มีภาษาไทย ส่วนมาร์กอัป Clip ใช้ได้ทุกภาษาที่ Search รองรับ
- ภาพปกต้องเป็นไฟล์ BMP, GIF, JPEG, PNG, WebP, SVG หรือ AVIF ขนาดอย่างน้อย 60 x 30 พิกเซล และพิกเซลอย่างน้อย 80% ต้องมีค่า alpha มากกว่า 250
Video SEO คือการทำให้วิดีโอบนเว็บไซต์ของคุณเองถูกค้นพบ ถูกจัดทำดัชนี และแสดงใน Google Search ซึ่งเป็นงานคนละแบบกับการทำอันดับใน YouTube ในทางปฏิบัติมีสี่เรื่องหลัก คือ มีหน้าที่วิดีโอเป็นเนื้อหาหลัก มี structured data แบบ VideoObject พร้อมภาพปกที่ถูกต้อง มีไฟล์วิดีโอหรือ player ที่ Google เข้าถึงได้ และตรวจรายงานการจัดทำดัชนีวิดีโอใน Search Console อย่างสม่ำเสมอ
บทความส่วนใหญ่ในหัวข้อนี้มักเอาสองคำถามมาปนกัน คำถามแรกคือวิดีโอจะติดอันดับใน YouTube ได้อย่างไร ซึ่งระบบของ YouTube เป็นผู้ตัดสิน อีกคำถามคือ Google Search ค้นพบวิดีโอที่ฝังอยู่บนเว็บไซต์ของคุณอย่างไร และตัดสินใจอย่างไรว่าจะแสดงในผลการค้นหาวิดีโอ แท็บวิดีโอ หรือแสดงพร้อมช่วงสำคัญ (key moments) หรือไม่ บทความนี้พูดถึงคำถามที่สอง ทุกกลไกด้านล่างมาจากเอกสาร Google Search สำหรับวิดีโอที่เปิดเผยต่อสาธารณะ และเรื่องใดที่ Google ไม่ได้ระบุไว้ บทความนี้ก็จะไม่เดา
Google จัดทำดัชนีวิดีโอบนเว็บไซต์ของคุณอย่างไร
Google มองว่าวิดีโอเป็นสิ่งที่อยู่บนหน้าเว็บ ก่อนที่วิดีโอจะถูกจัดทำดัชนีได้ หน้าที่วางวิดีโอนั้นต้องถูกจัดทำดัชนีก่อน เอกสารของ Google ยังระบุเพิ่มว่า หน้าดูวิดีโอ (watch page) ต้องมีผลงานดีใน Search ก่อนที่ Google จะพิจารณาวิดีโอบนหน้านั้น และการที่หน้าถูกจัดทำดัชนีแล้วไม่ได้รับประกันว่าวิดีโอจะถูกจัดทำดัชนีด้วย ข้อนี้ข้อเดียวอธิบายความหงุดหงิดของหลายคนได้ หน้าที่เนื้อหาบางแล้วแปะวิดีโอเข้าไป มีโอกาสน้อยที่วิดีโอจะถูกจัดทำดัชนี ต่อให้มาร์กอัปสมบูรณ์แค่ไหนก็ตาม
Google ระบุเงื่อนไขการจัดทำดัชนีวิดีโอไว้ดังนี้
- วิดีโอถูกฝังอยู่บน หน้าดูวิดีโอ (watch page) คือหน้าที่มีจุดประสงค์หลักเพื่อแสดงวิดีโอหนึ่งรายการให้ผู้ใช้ดู
- หน้าดูวิดีโอนั้นถูกจัดทำดัชนีแล้ว
- วิดีโอไม่ถูกซ่อนอยู่หลังองค์ประกอบอื่น หากอยู่หลัง paywall Google ขอให้ใส่ paywall structured data
- วิดีโอมีภาพปก (thumbnail) ที่ถูกต้องและอยู่ที่ URL ที่คงที่
Google ตรวจจับวิดีโอได้ในองค์ประกอบ video, embed, iframe และ object Google จะไม่โหลดวิดีโอที่ปรากฏหลังผู้ใช้คลิกบางอย่างเท่านั้น และไม่รองรับการใช้ URL fragment identifier ในการโหลดวิดีโอ หาก player ของคุณถูกใส่เข้ามาด้วย JavaScript วิดีโอต้องปรากฏใน HTML ที่เรนเดอร์แล้ว ซึ่งตรวจสอบได้ด้วยเครื่องมือตรวจสอบ URL (URL Inspection) ใน Search Console
หน้าแบบไหนนับเป็นหน้าดูวิดีโอ
จุดนี้คือที่หลายเว็บไซต์เสียโอกาสโดยไม่รู้ตัว Google ยกตัวอย่างหน้าที่ไม่ใช่หน้าดูวิดีโอ ได้แก่ บล็อกโพสต์ที่รีวิววิดีโอที่ฝังไว้ หน้าสินค้าที่มีวิดีโอ 360 องศา หน้าหมวดหมู่ที่แสดงวิดีโอหลายรายการโดยให้น้ำหนักเท่ากัน และรีวิวภาพยนตร์ที่ใส่ตัวอย่างหนังไว้ บนหน้าเหล่านี้วิดีโอเป็นเนื้อหาเสริม หน้ายังแสดงเป็นผลลัพธ์ข้อความปกติได้ หรือแสดงเป็นผลลัพธ์รูปภาพที่มีป้ายวิดีโอได้ แต่จะไม่ถูกมองว่าเป็นที่อยู่หลักของวิดีโอนั้น
การตัดสินใจในทางปฏิบัติจึงง่าย ถ้าวิดีโอสำคัญพอที่คุณอยากให้แสดงในผลการค้นหาวิดีโอ ให้สร้างหน้าเฉพาะให้มัน คือหนึ่งหน้าหนึ่งวิดีโอ ชื่อและคำอธิบายที่เขียนขึ้นเฉพาะสำหรับวิดีโอนั้น วาง player ไว้ช่วงบนของหน้า และมีข้อความประกอบ เช่น สรุปเนื้อหาหรือถอดความ (transcript) ไว้ด้านล่าง Google ขอให้แต่ละหน้าดูวิดีโอมีชื่อและคำอธิบายของตัวเอง ดังนั้นการใช้เมทาดาทาแบบเทมเพลตเดียวกันทั้งคลังวิดีโอจึงส่งผลเสีย
Structured data แบบ VideoObject และช่วงสำคัญ (key moments)
Structured data บอก Google ว่าวิดีโอคืออะไรในรูปแบบที่ Google ไม่ต้องอนุมานเอง สำหรับ VideoObject นั้น Google กำหนดพร็อพเพอร์ตีที่จำเป็นไว้สามรายการ ได้แก่ name (ชื่อที่ไม่ซ้ำกับวิดีโออื่นบนเว็บไซต์) thumbnailUrl และ uploadDate ในรูปแบบ ISO 8601 Google แนะนำให้ระบุเขตเวลาในวันที่อัปโหลดด้วย มิฉะนั้นจะใช้เขตเวลาของ Googlebot แทน
พร็อพเพอร์ตีที่แนะนำคือส่วนที่ให้คุณค่ามากที่สุด contentUrl ชี้ไปยังไฟล์วิดีโอจริงและเป็นตัวเลือกที่ Google ต้องการมากกว่า embedUrl ชี้ไปยัง player และใช้เป็นทางเลือกสำรองเมื่อไม่มี URL ของไฟล์ description ควรไม่ซ้ำกันในแต่ละวิดีโอ และ Google จะไม่สนใจแท็ก HTML ที่อยู่ข้างใน duration ใช้รูปแบบ ISO 8601 เช่น PT1M54S หมายถึงหนึ่งนาที 54 วินาที นอกจากนี้ยังเพิ่ม expires สำหรับวิดีโอที่หมดอายุจริงได้ ใช้ regionsAllowed หรือ ineligibleRegion พร้อมรหัสประเทศแบบ ISO 3166-1 ใส่ interactionStatistic และใส่ publication ด้วยมาร์กอัป BroadcastEvent หากคุณสตรีมสด ซึ่งทำให้วิดีโอมีสิทธิ์แสดงป้าย LIVE
Clip กับ SeekToAction สำหรับช่วงสำคัญ
ช่วงสำคัญ (key moments) คือช่วงที่มีป้ายกำกับซึ่ง Google แสดงใต้ผลการค้นหาวิดีโอได้ เพื่อให้ผู้ค้นหากระโดดไปยังส่วนที่ต้องการได้ทันที มีสามวิธีที่จะได้ช่วงสำคัญ และ Google ระบุว่าจะให้ความสำคัญกับช่วงที่ผู้สร้างกำหนดเองก่อน
- มาร์กอัป Clip คุณซ้อนออบเจกต์ Clip ไว้ในพร็อพเพอร์ตี hasPart ของ VideoObject แต่ละคลิปต้องมี name มี startOffset เป็นวินาที และมี url ที่ลิงก์เข้าไปยังจุดนั้นของวิดีโอโดยตรง เช่น URL ของหน้าตามด้วย ?t=120 แนะนำให้ใส่ endOffset ด้วย คลิปสองคลิปบนวิดีโอและหน้าเดียวกันห้ามมีเวลาเริ่มต้นเดียวกัน Clip ใช้ได้ในทุกภาษาที่ Google Search รองรับ
- มาร์กอัป SeekToAction แทนที่จะกำหนดป้ายแต่ละช่วงเอง คุณบอก Google ว่า URL ของคุณเข้ารหัสเวลาไว้อย่างไร โดย potentialAction ใช้ URL target ที่มีตัวแทน {seek_to_second_number} และใช้ startOffset-input เป็น "required name=seek_to_second_number" จากนั้น Google จะพยายามระบุช่วงสำคัญโดยอัตโนมัติ วิธีนี้ต้องให้ Google ดึงไฟล์วิดีโอของคุณได้ และ Google ระบุภาษาที่รองรับไว้จำกัด ได้แก่ อังกฤษ สเปน โปรตุเกส อิตาลี จีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เยอรมัน ตุรกี เกาหลี ดัตช์ และรัสเซีย
- timestamp ในคำอธิบาย YouTube สำหรับวิดีโอที่โฮสต์บน YouTube คุณเขียน timestamp และป้ายกำกับลงในคำอธิบายวิดีโอได้ วิธีนี้ใช้ได้ในทุกภาษาที่ Google Search รองรับ
สำหรับมาร์กอัปทั้งสองแบบ Google กำหนดเกณฑ์พื้นฐานเหมือนกัน คือ วิดีโอต้องยาวอย่างน้อย 30 วินาที ต้องลิงก์เข้าไปยังจุดอื่นที่ไม่ใช่จุดเริ่มต้นได้ VideoObject ต้องอยู่บนหน้าที่ผู้ใช้ดูวิดีโอได้ และต้องมีพร็อพเพอร์ตีที่จำเป็นของ VideoObject ครบ หากไม่ต้องการให้แสดงช่วงสำคัญเลย วิธียกเลิกที่ Google ระบุไว้คือใช้เมทาแท็ก nosnippet
ตารางด้านล่างเปรียบเทียบทั้งสามวิธีตามเงื่อนไขที่ Google เผยแพร่
| วิธี | ใครเป็นผู้กำหนดช่วง | ภาษาที่รองรับ |
|---|---|---|
| Structured data แบบ Clip | คุณกำหนดเวลาเริ่ม ป้ายกำกับ และ URL ของแต่ละช่วงเอง | ทุกภาษาที่ Google Search ให้บริการ |
| Structured data แบบ SeekToAction | Google ระบุช่วงจากไฟล์วิดีโอที่ดึงได้ | 12 ภาษาตามรายชื่อ ไม่มีภาษาไทย |
| timestamp ในคำอธิบาย YouTube | คุณกำหนด timestamp และป้ายกำกับในคำอธิบาย YouTube | ทุกภาษาที่ Google Search ให้บริการ |
ภาพปก: ปัญหาทางเทคนิคที่พบบ่อยที่สุด
ภาพปกเป็นสิ่งที่จำเป็น และกฎของมันค่อนข้างเฉพาะเจาะจง Google รองรับไฟล์ BMP, GIF, JPEG, PNG, WebP, SVG และ AVIF ขนาดขั้นต่ำคือ 60 x 30 พิกเซล และยิ่งใหญ่ยิ่งดี พิกเซลอย่างน้อย 80% ของภาพปกต้องมีค่า alpha มากกว่า 250 พูดง่ายๆ คือภาพต้องไม่โปร่งใสเป็นส่วนใหญ่ Googlebot และ Googlebot-Image ต้องดึงภาพได้ จึงห้ามบล็อกไว้ใน robots.txt หรือซ่อนไว้หลังการล็อกอิน
Google ยังขอให้ใช้ URL ภาพปกเดียวกันในทุกที่ที่ประกาศไว้ ได้แก่ แอตทริบิวต์ poster บนองค์ประกอบ video แท็ก video:thumbnail_loc ใน sitemap thumbnailUrl ใน structured data และ og:video:image การที่ภาพปกไม่ตรงกันระหว่างแหล่งต่างๆ เป็นความผิดพลาดที่เกิดได้ง่าย เมื่อ CMS ปลั๊กอินวิดีโอ และปลั๊กอิน SEO ต่างสร้างภาพปกของตัวเองขึ้นมา
วิธีอ่านรายงานการจัดทำดัชนีวิดีโอใน Search Console
รายงานการจัดทำดัชนีวิดีโอใน Search Console แสดงว่าหน้าที่ถูกจัดทำดัชนีของคุณมีกี่หน้าที่มีวิดีโอถูกจัดทำดัชนี และบอกเหตุผลของวิดีโอที่ไม่ถูกจัดทำดัชนีแต่ละรายการ รายงานนี้ครอบคลุมเฉพาะหน้าที่ถูกจัดทำดัชนีแล้วและ Google พบวิดีโอเท่านั้น หน้าที่ไม่ถูกจัดทำดัชนี รวมถึงหน้าที่ไม่ใช่ canonical จะไม่ปรากฏ แต่ละหน้านับครั้งเดียว และนับวิดีโอได้สูงสุดหนึ่งรายการต่อหน้า
หน้าต่างๆ จะอยู่ในสองสถานะ คือ "Video indexed" และ "No video indexed" เหตุผลที่ Google ระบุไว้สำหรับสถานะที่สองช่วยชี้ทางแก้ได้
- Video isn't on a watch page วิดีโอเป็นเนื้อหาเสริมบนหน้านั้น ให้สร้างหน้าดูวิดีโอเฉพาะ หรือยอมรับว่าหน้านี้จะติดอันดับในฐานะหน้าข้อความ
- Cannot determine video position and size player อาจถูกซ่อน ถูกย่อ หรือถูกเรนเดอร์ในแบบที่ Google วัดขนาดไม่ได้ ให้ตรวจหน้าที่เรนเดอร์แล้ว
- No thumbnail URL provided, Unsupported thumbnail format, Invalid thumbnail size, Thumbnail is transparent, Invalid thumbnail ทั้งหมดนี้ย้อนกลับไปที่กฎของภาพปกด้านบน
- Thumbnail blocked by robots.txt, Thumbnail could not be reached, Thumbnail could not be crawled due to hostload เป็นปัญหาการเข้าถึง ให้ตรวจกฎ robots.txt บนโฮสต์รูปภาพหรือ CDN และความสามารถของเซิร์ฟเวอร์
- Video not processed, Video not processed yet, Video not found on host service Google ดึงหรือประมวลผลวิดีโอไม่ได้ หรือวิดีโอที่โฮสต์ไว้ไม่มีอยู่แล้ว
- MRSS failure; try using schema.org instead ปัญหาของฟีด media RSS โดย Google แนะนำให้ใช้ structured data แทน
มีอีกสองมุมมองที่ช่วยวินิจฉัยได้ รายงานผลการค้นหาที่เป็นริชรีซัลต์ของวิดีโอ (Video rich result report) ครอบคลุมข้อผิดพลาดในมาร์กอัป VideoObject และรายงานประสิทธิภาพ (Performance) ให้กรองตามลักษณะการแสดงผลแบบวิดีโอ เพื่อดูการแสดงผลและการคลิกที่มาจากผลการค้นหาวิดีโอ
Video sitemap กับการฝังวิดีโอจาก YouTube
Video sitemap เป็นสัญญาณช่วยการค้นพบเพิ่มเติมที่ไม่บังคับ รายการ url ของแต่ละหน้ามีบล็อก video:video ซึ่งประกอบด้วย video:thumbnail_loc, video:title, video:description (ยาวได้สูงสุด 2,048 อักขระ) และ video:content_loc สำหรับไฟล์ หรือ video:player_loc สำหรับ player อย่างใดอย่างหนึ่ง Google ต้องการ content_loc มากกว่าหากคุณมี แท็กทั้งสองนี้ตรงกับ contentUrl และ embedUrl ใน structured data คุณเพิ่มแท็กวิดีโอลงใน sitemap เดิมหรือแยกไฟล์ก็ได้ และ Google รับฟีด mRSS ด้วย ใช้ video:expiration_date เฉพาะกับวิดีโอที่หมดอายุจริงเท่านั้น เพราะวันที่ที่ผ่านไปแล้วจะทำให้วิดีโอถูกนำออกจากผลการค้นหาวิดีโอ ส่วนแท็ก video:restriction ใช้จำกัดประเทศด้วยรายการอนุญาตหรือปฏิเสธ ได้หนึ่งแท็กต่อวิดีโอ
การฝังวิดีโอจาก YouTube หรือ Vimeo ใช้ได้กับ video SEO แต่มีจุดหนึ่งที่ควรเข้าใจ Google จัดทำดัชนีวิดีโอเดียวกันได้ทั้งบนหน้าของคุณและบนหน้าของแพลตฟอร์ม และทั้งสองหน้าแสดงในฟีเจอร์วิดีโอได้ หมายความว่าหน้าดูวิดีโอของคุณกับหน้า YouTube อาจแข่งกันในคำค้นเดียวกัน Google ยังแนะนำให้ใส่ structured data บนหน้าของคุณเองเมื่อฝังวิดีโอ และให้ตรวจกับผู้ให้บริการโฮสต์ว่า Google ดึงไฟล์วิดีโอได้หรือไม่ หากคุณต้องการฟีเจอร์ที่ต้องอาศัยไฟล์ เช่น SeekToAction
การโฮสต์เองทำให้คุณมี contentUrl ที่ Google ครอลได้และควบคุมหน้าได้เต็มที่ ส่วนการโฮสต์บนแพลตฟอร์มทำให้คุณได้ผู้ชมและเครื่องมือของแพลตฟอร์ม ไม่มีทางเลือกไหนผิด สิ่งสำคัญคือการเลือกอย่างตั้งใจว่า URL ไหนควรเป็นปลายทางของการค้นหา แล้วสร้างหน้านั้นให้ดี
Video SEO ต่างจาก YouTube SEO อย่างไร
YouTube SEO คือการทำงานกับชื่อ คำอธิบาย บท (chapters) และการมีส่วนร่วมภายใน YouTube ซึ่งระบบแนะนำของ YouTube เป็นผู้ตัดสินว่าอะไรจะถูกแสดง ส่วน video SEO สำหรับเว็บไซต์คือการให้ Google Search จัดทำดัชนีหน้าเว็บและวิดีโอของคุณ ทั้งสองเรื่องทับซ้อนกันบ้าง วิดีโอ YouTube แสดงใน Google Search ได้ และ timestamp ในคำอธิบาย YouTube ใช้สร้างช่วงสำคัญได้ แต่ธุรกิจที่ปรับแต่งเฉพาะบน YouTube จะส่งความต้องการจากการค้นหาไปที่ YouTube ขณะที่หน้าดูวิดีโอที่สร้างอย่างถูกต้องดึงผู้เข้าชมคนนั้นมาที่เว็บไซต์ของคุณเอง ซึ่งเป็นที่อยู่ของแบบฟอร์ม หน้าสินค้า และระบบติดตามผล
ถอดความ ตำแหน่งบนหน้า และข้อความประกอบ
Google อ่านความหมายจากวิดีโอแบบที่อ่านข้อความไม่ได้ ข้อความรอบวิดีโอจึงมีบทบาทจริง การถอดความหรือสรุปเนื้อหาเป็นลายลักษณ์อักษรบนหน้าดูวิดีโอทำให้ Google และผู้ใช้เข้าถึงเนื้อหาของวิดีโอในรูปที่จัดทำดัชนีได้ และยังช่วยคนที่เปิดเสียงไม่ได้ วางวิดีโอให้เด่นในช่วงบนของหน้า แทนที่จะอยู่ใต้ข้อความหลายหน้าจอ เพื่อให้เห็นชัดว่าเป็นเนื้อหาหลัก และให้มีวิดีโอหลักเพียงหนึ่งรายการต่อหน้าดูวิดีโอ เพราะรายงานการจัดทำดัชนีนับวิดีโอได้สูงสุดหนึ่งรายการต่อหน้า
วิดีโอแสดงใน AI Overviews อย่างไร
Google ไม่ได้เผยแพร่ข้อกำหนดด้านวิดีโอแยกต่างหากสำหรับ AI Overviews คำแนะนำของ Google เรื่องฟีเจอร์ AI ใน Search ระบุว่าใช้หลักพื้นฐานเดียวกัน และไม่มีข้อกำหนดทางเทคนิคเพิ่มเติมเพื่อให้มีสิทธิ์แสดง สำหรับวิดีโอ คำตอบที่ตรงไปตรงมาคือ ทำให้หน้าถูกจัดทำดัชนีได้ ทำให้วิดีโอถูกจัดทำดัชนีได้ และทำให้เนื้อหาชัดเจนในรูปข้อความ อะไรที่เกินกว่านี้จะเป็นการคาดเดาเกี่ยวกับระบบที่ Google ไม่ได้เปิดเผยเอกสารไว้
ความหมายสำหรับเว็บไซต์ภาษาไทย
สำหรับเว็บไซต์ภาษาไทย มีรายละเอียดหนึ่งที่โดดเด่น รายชื่อภาษาที่รองรับช่วงสำคัญอัตโนมัติของ SeekToAction ไม่มีภาษาไทย หน้าวิดีโอภาษาไทยจึงพึ่งให้ Google ตรวจจับช่วงสำคัญเองไม่ได้ ส่วนมาร์กอัป Clip และ timestamp ในคำอธิบาย YouTube ใช้ได้ในทุกภาษาที่ Google Search รองรับ จึงกำหนดป้ายกำกับภาษาไทยเองได้ผ่านทั้งสองทาง เว็บไซต์ไทยยังมักฝังวิดีโอจาก YouTube หรือโซเชียลแพลตฟอร์มแทนการโฮสต์เอง ทำให้การแข่งกันระหว่างหน้าดูวิดีโอของคุณกับหน้าของแพลตฟอร์มเป็นเรื่องที่ต้องคิดจริงจัง หากเป้าหมายคือการได้รับการติดต่อบนโดเมนของคุณเอง หน้าดูวิดีโอต้องเป็นผลลัพธ์ที่ดีกว่า คือมีชื่อและคำอธิบายภาษาไทยเฉพาะของวิดีโอนั้น มีถอดความภาษาไทย และมีมาร์กอัปที่ตรงกับสิ่งที่อยู่บนหน้า
เช็กลิสต์ Video SEO
- ตัดสินใจว่าวิดีโอไหนควรมีหน้าดูวิดีโอเฉพาะ หนึ่งหน้าต่อหนึ่งวิดีโอ
- เขียนชื่อและคำอธิบายที่ไม่ซ้ำกันสำหรับหน้าดูวิดีโอแต่ละหน้า
- ใส่มาร์กอัป VideoObject ที่มี name, thumbnailUrl และ uploadDate พร้อม contentUrl หรือ embedUrl, description และ duration
- ใส่มาร์กอัป Clip สำหรับช่วงสำคัญ หากวิดีโอยาว 30 วินาทีขึ้นไป
- ตรวจรูปแบบไฟล์ ขนาด ความโปร่งใส และการเข้าถึงผ่าน robots ของภาพปก และใช้ URL ภาพปกเดียวกันทุกที่
- ยืนยันใน URL Inspection ว่า player ปรากฏใน HTML ที่เรนเดอร์แล้วโดยไม่ต้องคลิก
- ส่ง video sitemap หากคลังวิดีโอมีขนาดใหญ่หรือเปลี่ยนแปลงบ่อย
- ตรวจรายงานการจัดทำดัชนีวิดีโอและรายงานริชรีซัลต์ของวิดีโอหลัง Google ครอลใหม่
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Video SEO
ทำไมวิดีโอไม่ถูกจัดทำดัชนี ทั้งที่หน้าถูกจัดทำดัชนีแล้ว
หน้าที่ถูกจัดทำดัชนีไม่ได้รับประกันว่าวิดีโอจะถูกจัดทำดัชนี เพราะ Google ยังกำหนดให้หน้านั้นเป็นหน้าดูวิดีโอและมีผลงานดีใน Search ด้วย ให้ดูเหตุผลที่แสดงในรายงานการจัดทำดัชนีวิดีโอใน Search Console โดยเริ่มจาก "Video isn't on a watch page" และข้อผิดพลาดเรื่องภาพปก
ถ้าใช้มาร์กอัป VideoObject แล้ว ยังต้องมี video sitemap ไหม
ไม่จำเป็น video sitemap เป็นทางเลือก แต่เป็นสัญญาณช่วยการค้นพบที่มีประโยชน์สำหรับคลังวิดีโอขนาดใหญ่หรือที่อัปเดตบ่อย หากใช้ทั้งสองอย่าง ให้ URL ภาพปก และ URL ของไฟล์หรือ player ตรงกันทั้งสองที่
การฝังวิดีโอ YouTube บนเว็บไซต์ช่วย video SEO ไหม
ช่วยได้ วิดีโอ YouTube ที่ฝังไว้ถูกจัดทำดัชนีบนหน้าของคุณได้ แต่ Google ก็จัดทำดัชนีวิดีโอเดียวกันบน YouTube ได้เช่นกัน และทั้งสองหน้าแสดงได้ ให้ใส่ structured data บนหน้าดูวิดีโอ และใส่เนื้อหาที่หน้า YouTube ไม่มี เช่น ถอดความและบริบทของธุรกิจคุณ
วิดีโอภาษาไทยได้ช่วงสำคัญใน Google ไหม
ได้ ผ่านมาร์กอัป Clip หรือ timestamp ในคำอธิบาย YouTube ซึ่งใช้ได้ในทุกภาษาที่ Google Search รองรับ ส่วน SeekToAction ซึ่งเป็นตัวเลือกแบบอัตโนมัติ ระบุไว้ 12 ภาษาและไม่มีภาษาไทย
วิดีโอต้องยาวขั้นต่ำเท่าไรจึงจะมีช่วงสำคัญ
Google กำหนดให้วิดีโอยาวอย่างน้อย 30 วินาทีสำหรับมาร์กอัป Clip หรือ SeekToAction และวิดีโอต้องรองรับลิงก์เข้าไปยังจุดอื่นที่ไม่ใช่จุดเริ่มต้นด้วย
ทำ video SEO บนเว็บไซต์ให้ถูกต้อง
Video SEO ให้ผลตอบแทนกับวินัยทางเทคนิคแบบตรงไปตรงมามากกว่าเทคนิคพิเศษ คือมีหน้าดูวิดีโอจริง มาร์กอัปครบ ภาพปกตรงตามกฎ และตรวจรายงานหลังการเปลี่ยนแปลงทุกครั้ง หากต้องการให้ช่วยดูว่าทำไมวิดีโอของคุณไม่ถูกจัดทำดัชนี การตรวจ SEO ทางเทคนิค ครอบคลุมมาร์กอัป การเรนเดอร์ และรายงานใน Search Console ไปพร้อมกัน สำหรับการเติบโตจากการค้นหาอย่างต่อเนื่องทั้งหน้าเว็บและวิดีโอ ดูบริการ SEO ของเรา หากต้องการตัวคอนเทนต์วิดีโอ มีบริการวิดีโอ AI และสำหรับการเข้าถึงผู้ชมชาวไทยด้วยโฆษณาวิดีโอ ดู Thai Video Network







